- หน้าแรก
- เจ้าของร้านสุดแกร่งกับเหล่าลูกค้าระดับจักรพรรดิ
- บทที่ 18 - ภัยคุกคามจากนวี่เจิน
บทที่ 18 - ภัยคุกคามจากนวี่เจิน
บทที่ 18 - ภัยคุกคามจากนวี่เจิน
บทที่ 18 - ภัยคุกคามจากนวี่เจิน
หลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน ในที่สุดจูหยวนจางก็เอ่ยปากขึ้น "ดูท่าแล้ว การล่มสลายของต้าหมิง จะไปโยนความผิดให้จูโหยวเจี่ยนรับไปเต็มๆ คนเดียวก็คงไม่ได้ ปัญหาใหญ่หลวงและซับซ้อนถึงเพียงนี้ ต่อให้เป็นข้าที่ต้องไปจัดการ ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก"
จูเปียวและจูตี้ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำกล่าวของบิดา ต้าหมิงในยุคหลังนั้นเน่าเฟะหยั่งรากลึกไปถึงแก่น หากต้องการจะกอบกู้ต้าหมิงให้กลับมารุ่งเรืองดังเดิม ก็มีแต่ต้องถอนรากถอนโคนเนื้อร้ายพวกนี้ให้สิ้นซากเท่านั้น
หม่าฮองเฮาเอ่ยถาม "เสี่ยวเทียน หลังจากต้าหมิงล่มสลายแล้ว กองทัพกบฏก็สามารถรวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นได้สำเร็จหรือ?"
เยิ่นเสี่ยวเทียนส่ายหน้า "ฉวงหวัง หลี่จื้อเฉิง ผู้นำกองทัพกบฏ บุกเข้ายึดเมืองหลวงและสถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้ ก่อตั้งราชวงศ์ต้าซุ่น แต่อู๋ซานกุ้ย แม่ทัพใหญ่รักษาด่านซานไห่กวนแห่งต้าหมิง กลับตัดสินใจเปิดประตูด่านยอมสวามิภักดิ์ต่อชาวนวี่เจินที่รอคอยโอกาสอยู่ที่เหลียวตง หลังจากนั้นเพียงสี่สิบสองวัน หลี่จื้อเฉิงก็พ่ายแพ้ต่อราชวงศ์ชิงที่ก่อตั้งโดยชาวนวี่เจิน และท้ายที่สุด แผ่นดินตงง้วนก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิงโดยสมบูรณ์ครับ"
เมื่อจูหยวนจางได้ยินดังนั้น เขาก็โกรธจัดจนขบกรามแน่นแทบแหลกละเอียด ตัวเขาและเหล่าทหารหาญต้องฝ่าฟันอุปสรรคและเผชิญความยากลำบากนับประการ กว่าจะโค่นล้มการปกครองอันแสนโหดร้ายของราชวงศ์หยวน และปลดแอกชาวฮั่นที่ต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ทรมานนับร้อยปีให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง คิดไม่ถึงเลยว่าเวลาผ่านไปเพียงสองร้อยกว่าปี แผ่นดินตงง้วนจะตกไปอยู่ในกำมือของชนเผ่าต่างชาติอีกครั้ง เรื่องนี้จะไม่ให้เขาเคียดแค้นได้อย่างไร!
"อู๋ซานกุ้ย! ไอ้เดรัจฉานหน้าหมา! ข้าอยากจะถลกหนังแล่เนื้อและดื่มเลือดของมันนัก! ต่อให้เจ้าจะตั้งตนเป็นใหญ่ตั้งราชวงศ์ใหม่ ข้าก็จะไม่ว่าเจ้าสักคำ! แต่ทำไมเจ้าต้องไปทำตัวเป็นสุนัขรับใช้ นำทางพวกนวี่เจินเข้ามาด้วย! แบบนี้มันต่างอะไรกับการเอาคอของราษฎรต้าหมิงไปพาดไว้บนคมดาบของพวกมันกันฮะ?!"
หม่าฮองเฮาพยายามปลอบประโลม "บางทีพวกนวี่เจินอาจจะไม่ได้โหดร้ายป่าเถื่อนเหมือนพวกมองโกลก็ได้นะ? ฉงปา ท่านอย่าเพิ่งมองโลกในแง่ร้ายจนเกินไปเลย"
จูหยวนจางแค่นเสียงหัวเราะอย่างเหยียดหยาม "ต่างเผ่าพันธุ์ ใจย่อมต่างกัน! นับตั้งแต่เหตุการณ์ห้าชนเผ่าคนเถื่อนรุกรานชาวฮั่นในสมัยราชวงศ์จิ้น เคยมีชนเผ่าต่างชาติหน้าไหนบ้างที่เห็นชาวฮั่นใต้ปกครองเป็นมนุษย์เหมือนพวกมัน? แล้วพวกนวี่เจินมันจะดีกว่าพวกมองโกลไปได้สักแค่ไหนกันเชียว? เสี่ยวเทียน เจ้าว่าที่ข้าพูดมามันจริงหรือไม่?"
เยิ่นเสี่ยวเทียนนิ่งเงียบไม่ตอบอะไร เพราะความเป็นจริงแล้ว หลังจากที่กองทัพชิงบุกทะลวงเข้าสู่ด่านได้สำเร็จ ความโหดเหี้ยมทารุณที่พวกเขากระทำต่อชาวฮั่น ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าที่ราชวงศ์หยวนเคยทำเลยแม้แต่น้อย ดีไม่ดี หากไม่มีการกำเนิดขึ้นของราชวงศ์ชิง แผ่นดินจีนอาจไม่ต้องเผชิญกับประวัติศาสตร์อันมืดมนและเต็มไปด้วยความอัปยศอดสูเช่นนั้นก็เป็นได้
เมื่อทุกคนเห็นเยิ่นเสี่ยวเทียนเอาแต่เงียบ ก็พอจะเดาความนัยที่ซ่อนอยู่ได้ทันที
"พวกนวี่เจินงั้นหรือ? หึ! เมื่อข้ากลับไปถึงต้าหมิง หากข้ากวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากไม่ได้ ต่อไปนี้ข้าจะขอเขียนตัวอักษร 'จู' กลับหัวเลยคอยดู!" จูตี้กำหมัดแน่น กัดฟันกรอด พูดทีละคำด้วยความเคียดแค้น
เขาใช้เวลาค่อนชีวิตทำศึกขับเคี่ยวกับพวกมองโกลมาตลอด คิดไม่ถึงเลยว่าท้ายที่สุดแล้ว แผ่นดินจะถูกพวกนวี่เจินฉวยโอกาสแอบแทงข้างหลังและแย่งชิงไปดื้อๆ เรื่องพรรค์นี้ จูตี้จะยอมรับได้อย่างไร
จูเกาจื้อรีบเอ่ยห้ามปรามทันที "เสด็จพ่อ อย่าเพิ่งวู่วามสิพ่ะย่ะค่ะ พวกนวี่เจินก็เป็นแค่โรคหิดกลากที่น่ารำคาญเท่านั้น ศัตรูตัวฉกาจที่แท้จริงของเราคือพวกมองโกลต่างหากล่ะ หากเราไปเปิดศึกกับพวกนวี่เจินตอนนี้ นั่นไม่เท่ากับว่าเรากำลังผลักไสให้พวกมันไปจับมือกับกองทัพมองโกลหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
จูตี้บันดาลโทสะ ลุกพรวดขึ้นเตะจูเกาจื้อจนเซถลา
"เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนข้าฮะ?! แผ่นดินต้าหมิงตอนนี้ ข้ายังเป็นคนคุมอำนาจอยู่เว้ย! ข้าจะส่งทัพไปถอนรากถอนโคนพวกนวี่เจินตั้งแต่บรรพบุรุษของมันเลย คอยดูสิว่าในภายภาคหน้า พวกมันจะเอาปัญญาที่ไหนมารวบรวมแผ่นดินได้อีก!"
จูหยวนจางและหม่าฮองเฮาไม่ได้เอ่ยปากห้ามปรามการกระทำของจูตี้ เพราะลึกๆ แล้ว ความคิดของพวกเขาก็ไม่ได้แตกต่างจากจูตี้เลยแม้แต่น้อย
จูหยวนจางสบตากับจูเปียวอย่างรู้ใจ จูเปียวก็เข้าใจเจตนาของผู้เป็นบิดาได้ในทันที
"เมื่อกลับไปถึง ลูกจะรีบจัดเตรียมเสบียงและเงินทุนสำหรับกองทัพทันทีพ่ะย่ะค่ะ" จูเปียวประสานมือรับคำสั่ง
จูหยวนจางพยักหน้า "เมื่อกลับไปแล้ว จงส่งราชโองการด่วนไปถึง สวีเทียนเต๋อ และเจ้าสี่ ที่รักษาการณ์อยู่ที่เป่ยผิง บอกพวกมันว่า ต้องการกำลังพลเท่าไหร่ข้าจะจัดให้ ต้องการเสบียงหรือเงินทองเท่าไหร่ข้าก็จะทุ่มให้ไม่อั้น! แต่ข้ามีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวเท่านั้น นั่นคือ... ต้องกวาดล้างพวกนวี่เจินอย่าให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว! หากข้าได้ยินข่าวว่ายังมีพวกนวี่เจินรอดชีวิตอยู่ล่ะก็ ให้พวกมันสองคนหิ้วหัวตัวเองกลับมาหาข้าที่อิ้งเทียนได้เลย!"
จูตี้ที่เพิ่งจะด่าทอจูเกาจื้อเสร็จ พอได้ยินคำบัญชาอันเฉียบขาดนี้ ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที เขาเผลอยกมือขึ้นลูบคลำคอตัวเองตามสัญชาตญาณ โชคดีที่หัวยังอยู่บนบ่า
หม่าฮองเฮาดึงแขนเสื้อจูหยวนจางเบาๆ เพื่อเตือนสติ "พวกคนแก่ ผู้หญิง และเด็กๆ ก็ละเว้นพวกเขาไว้เถิด การเข่นฆ่าสังหารมากเกินไป รังแต่จะสร้างบาปสร้างกรรมและขัดต่อสวรรค์เปล่าๆ"
จูหยวนจางฟังแล้วก็รู้สึกลังเล เขาหันไปมองเยิ่นเสี่ยวเทียนอย่างต้องการคำปรึกษา
เยิ่นเสี่ยวเทียนเองก็รู้สึกขัดแย้งในใจอย่างหนัก หลังจากทบทวนอย่างถี่ถ้วน เขาก็ถอนหายใจยาวและเอ่ยด้วยน้ำเสียงสลด "ในช่วงรอยต่อระหว่างปลายราชวงศ์หมิงและต้นราชวงศ์ชิง ประชากรที่ถูกบันทึกไว้ในทะเบียนราษฎร์ของจีน ลดลงอย่างน่าใจหายถึงกว่าเจ็ดส่วน หากหักลบจำนวนผู้เสียชีวิตจากความอดอยากและโรคระบาดออกไปแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีชาวบ้านผู้บริสุทธิ์หลายสิบล้านคน ที่ต้องจบชีวิตลงด้วยคมดาบของทหารชิงหลังจากที่พวกมันยกทัพเข้าสู่ด่านครับ"
"จะ... จำนวนเท่าไหร่นะ?!" จูหยวนจางแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ต้องรู้ก่อนนะว่า ในปีหงอู่ที่สิบสี่ ประชากรทั้งหมดของต้าหมิงยังมีอยู่แค่ราวๆ หกสิบล้านคนเท่านั้น
"ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่แน่ชัดนั้นไม่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ครับ ตัวเลขที่ราชสำนักชิงบันทึกไว้มีเพียงเก้าล้านคน แต่ความเป็นจริงแล้ว ตัวเลขขั้นต่ำสุดๆ ก็น่าจะอยู่ที่สามถึงสี่สิบล้านคนขึ้นไป เฉพาะที่เมืองหยางโจวเพียงเมืองเดียว ก็มีผู้คนถูกสังหารหมู่ไปถึงแปดแสนคน และเหตุการณ์นองเลือดในลักษณะนี้ ก็มีให้เห็นนับไม่ถ้วนเลยล่ะครับ"
เมื่อได้ยินความจริงอันโหดร้ายนี้ แม้แต่หม่าฮองเฮาผู้มีจิตใจเมตตายังไม่อาจทนรับได้ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "พวกนวี่เจิน... ทำไมถึงได้เหี้ยมโหดอำมหิตถึงเพียงนี้? แล้วแบบนี้พวกมันจะต่างอะไรกับพวกมองโกลกันเล่า?"
จากคำบอกเล่าของเยิ่นเสี่ยวเทียน จูหยวนจางสามารถจินตนาการเห็นภาพชาวบ้านต้าหมิงนับไม่ถ้วน กำลังกรีดร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดท่ามกลางกองเพลิง และภาพใบหน้าอันเหี้ยมเกรียมของทหารชิงที่กำลังเงื้อดาบขึ้นฟาดฟันผู้บริสุทธิ์อย่างเลือดเย็น เขาคือหนึ่งในผู้รอดชีวิตที่ดิ้นรนต่อสู้ฝ่าฟันมาจากยุคแห่งความวุ่นวายปลายราชวงศ์หยวน ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ล้วนต้องสังเวยชีวิตให้กับความเจ็บปวดและความอดอยาก เขาเคยคิดว่า หลังจากที่สามารถขับไล่พวกมองโกลออกไปได้ ราษฎรต้าหมิงจะไม่มีวันต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมเช่นนี้อีก แต่ใครจะไปคิดว่า สองร้อยปีให้หลัง โศกนาฏกรรมแบบเดียวกันจะกลับมาฉายซ้ำอีกครั้ง
ดวงตาของจูหยวนจางแดงก่ำ หยาดน้ำตาเอ่อล้น เขาแผดเสียงคำรามด้วยความเคียดแค้น "ศึกครั้งนี้ ข้าจะนำทัพออกรบด้วยตัวเอง! หนี้เลือดความแค้นในอีกสองร้อยปีข้างหน้า ข้าจะขอเป็นคนสะสางและล้างแค้นให้ราษฎรต้าหมิงด้วยมือของข้าเอง!"
จูเปียวไม่กล้าชักช้า รีบรับบัญชาอย่างแข็งขัน
ส่วนจูตี้ด้วยความโมโห ก็หันไปเตะจูเกาจื้ออีกครั้ง
จูเกาจื้อทำหน้าตาใสซื่อไร้เดียงสา ถามขึ้นด้วยความมึนงง "เสด็จพ่อเตะลูกอีกทำไมพ่ะย่ะค่ะ?"
"ไอ้ลูกเนรคุณ! เจ้ายังจะกล้าเสนอหน้ามาห้ามข้าไม่ให้ไปกวาดล้างพวกนวี่เจินอีกไหมฮะ?! เจ้าฟังเอาไว้ให้ดี! พวกนวี่เจินมันทำระยำอะไรกับราษฎรต้าหมิงของเราไว้บ้าง! ถ้ารู้ว่าเจ้าจะขี้ขลาดตาขาวแบบนี้ล่ะก็ ข้าตั้งเกาซวี่เป็นรัชทายาทเสียยังจะดีกว่า! อย่างน้อยเขาก็ยังมีสายเลือดนักสู้มากกว่าเจ้าเป็นไหนๆ!" จูตี้ด่าทอด้วยความโกรธแค้น
"ตอนนั้นลูกยังไม่ทราบเรื่องพวกนี้นี่พ่ะย่ะค่ะ แต่ตอนนี้ลูกขอสนับสนุนให้เสด็จพ่อปราบพวกนวี่เจินอย่างเต็มที่เลยพ่ะย่ะค่ะ! พอกลับไปถึง ลูกจะรีบดำเนินการเตรียมการให้เสร็จสรรพ ส่วนเรื่องตำแหน่งรัชทายาทนั้น เสด็จพ่อโปรดตรึกตรองให้ถี่ถ้วนอีกครั้งเถิดพ่ะย่ะค่ะ" เมื่อจูเกาจื้อได้ยินว่าบิดาคิดจะเปลี่ยนตัวรัชทายาท เขาก็รีบตบหน้าอกให้คำมั่นสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะ
อันที่จริง จูตี้ก็แค่พูดขู่จูเกาจื้อไปอย่างนั้นแหละ ลูกชายร่างอ้วนคนนี้มีดีไปเสียทุกอย่าง ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือมีนิสัยใจคออ่อนโยนเกินไป ครั้งนี้เขาจึงถือโอกาสใช้เรื่องนี้มาสั่งสอนและเตือนสติ เพื่อให้จูเกาจื้อจดจำไว้เป็นบทเรียน
จูตี้ใช้ข้อศอกกระทุ้งเยิ่นเสี่ยวเทียนเบาๆ แล้วกระซิบถาม "น้องเสี่ยวเทียน พวกนวี่เจินในยุคของข้านั้นอ่อนแอปวกเปียกจะตายไป เจ้าพอจะมีวิธีจัดฉากให้กองทัพของข้าได้ประลองฝีมือกับกองทัพชิงในยุคหลังบ้างไหม?"
เยิ่นเสี่ยวเทียนถึงกับอึ้งกิมกี่เมื่อได้ยินคำขอของจอมทัพบ้าสงครามอย่างจูตี้ แต่ลึกๆ แล้ว เขาก็แอบสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ถ้านำ 'กองค่ายเสินจี' (หน่วยปืนไฟ) ของจูตี้ มาปะทะกับ 'กองทัพทหารม้าแปดกองธง' ของราชวงศ์ชิงตอนต้น ใครจะเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไปได้
เขาจึงสอบถามไปยังระบบในใจ เมื่อได้รับคำตอบยืนยัน เขาก็หันมาบอกจูตี้ว่า "เยียนหวังครับ ในตอนนี้ผมยังไม่สามารถทำให้ความปรารถนาของคุณเป็นจริงได้หรอกครับ"
จูตี้จับนัยยะที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้นได้ทันที จึงเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น "งั้นแสดงว่าในอนาคตจะมีโอกาสใช่ไหมล่ะ?! ดีเลย! ข้าจะกลับไปใช้พวกบรรพบุรุษของมันเป็นกระสอบทรายซ้อมมือพลางๆ ไปก่อน รอจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะทำให้พวกมันได้ประจักษ์ถึงแสนยานุภาพอันเกรียงไกรของกองทัพต้าหมิง!"
จูหยวนจางก้าวพรวดเข้ามาผลักจูตี้ออกไปให้พ้นทาง "เจ้าหลบไปไกลๆ เลย! ถ้ามีโอกาสได้ปะทะกับกองทัพชิงจริงๆ คนแรกที่จะต้องได้ลงสนามก็คือข้า! หนี้เลือดของราษฎรต้าหมิง ข้าในฐานะกษัตริย์ จะเพิกเฉยไม่ได้เป็นอันขาด!"
จูตี้เริ่มลนลาน รีบร้องท้วง "อ้าว เสด็จพ่อ ทำไมเป็นงั้นล่ะ? ข้าเป็นคนขอร้องน้องเสี่ยวเทียนก่อนนะ เสด็จพ่อจะมาแย่ง..."
จูหยวนจางปั้นหน้ายักษ์ถมึงทึง "ทำไม?! เจ้าคิดจะแย่งซีนพ่อตัวเองงั้นหรือ?! เอาอย่างนี้ไหมล่ะ พอกลับไปถึงต้าหมิง ข้าจะยกราชบัลลังก์ให้เจ้าเลย เจ้าจะได้เป็นใหญ่สมใจอยาก ดีไหมฮะ?!"
เมื่อเจอไม้ตายนี้เข้าไป จูตี้ก็ถึงกับจ๋อยสนิท "ลูกมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ ถึงเวลาเสด็จพ่อนำทัพไปก่อนก็ย่อมได้ แต่ขอทรงเมตตาเหลือทหารชิงไว้ให้ลูกได้ออกแรงบ้างนะพ่ะย่ะค่ะ"
จูหยวนจางแค่นเสียง "งั้นก็ต้องดูว่าพวกทหารชิงมันจะอึดถึกทนได้สักแค่ไหนล่ะนะ ถ้าข้าเผลอกวาดล้างพวกมันจนเหี้ยนเตียนไปหมด เจ้าก็อย่ามาหาว่าข้าไม่แบ่งให้เจ้าก็แล้วกัน"
เยิ่นเสี่ยวเทียนนั่งฟังบทสนทนาของสองพ่อลูกแล้วก็อดขำไม่ได้ นี่เรื่องมันยังไปไม่ถึงไหนเลย สองพ่อลูกคู่นี้ก็เริ่มวางมวยแย่งซีนกันซะแล้ว อีกอย่าง พวกคุณคิดว่าทหารม้าแปดกองธงในยุคต้นราชวงศ์ชิงเป็นลูกพลับนิ่มที่บีบเล่นได้ง่ายๆ งั้นหรือ? กองทัพทหารม้าแปดกองธงภายใต้การนำของ หวงไท่จี๋ ก็มีพลังรบที่แข็งแกร่งและน่าเกรงขามไม่เบาเลยนะจะบอกให้
(จบแล้ว)