- หน้าแรก
- เจ้าของร้านสุดแกร่งกับเหล่าลูกค้าระดับจักรพรรดิ
- บทที่ 3 - ช่วยเหลือฉุกเฉิน
บทที่ 3 - ช่วยเหลือฉุกเฉิน
บทที่ 3 - ช่วยเหลือฉุกเฉิน
บทที่ 3 - ช่วยเหลือฉุกเฉิน
ไม่ว่าเยิ่นเสี่ยวเทียนจะอธิบายอย่างไร หม่าฮองเฮาก็ยังคงยืนกรานว่าเขาคือเซียน
เยิ่นเสี่ยวเทียนหมดหนทางจริงๆ เขาจึงทำได้เพียงบอกความจริงบางส่วนแก่หม่าฮองเฮา
"ผมไม่ใช่เซียนจริงๆ คุณเลิกเรียกผมว่าท่านเซียนเถอะครับ ผมชื่อเยิ่นเสี่ยวเทียน คุณเรียกผมว่าเสี่ยวเทียนก็พอ แม้ว่าผมจะไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของคุณ แต่ผมมาจากประเทศจีนในยุคหลังของคุณจริงๆ ส่วนเหตุผลที่ผมมาเปิดร้านอาหารอยู่ที่นี่นั้นค่อนข้างซับซ้อน ต่อให้ผมอธิบายไป ตอนนี้คุณก็คงไม่เข้าใจหรอกครับ"
เห็นได้ชัดว่าหม่าฮองเฮาตกตะลึงกับคำพูดของเยิ่นเสี่ยวเทียน นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคนตรงหน้าจะมาจากยุคสมัยในอนาคต
เมื่อนางตั้งสติได้ ก็ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างหมดเรี่ยวแรงพลางพึมพำว่า "ท่านไม่ใช่เซียนจริงๆ หรือ... แล้วหลานชายของข้าจะทำอย่างไรดีเล่า?"
ทันใดนั้นหม่าฮองเฮาก็ลุกพรวดขึ้นมาเหมือนเห็นความหวัง นางคว้ามือเยิ่นเสี่ยวเทียนแล้วถามว่า "ท่านบอกว่าท่านมาจากยุคหลัง แล้วในยุคหลังนั้นมีวิธีรักษาอาการป่วยของหลานชายข้าหรือไม่?"
เยิ่นเสี่ยวเทียนยิ้มเจื่อนๆ "วิทยาการทางการแพทย์ในยุคของผมน่าจะสามารถรักษาโรคหลานชายคุณได้ แต่ผมไม่ได้เป็นหมอ ผมไม่มีปัญญาช่วยรักษาเขาจริงๆ ครับ"
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่ จู่ๆ จูสยงอิงที่อยู่ด้านข้างก็เริ่มอาเจียนอย่างรุนแรง
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งถึงสองนาที อาหารที่เพิ่งกินเข้าไปเมื่อครู่ก็ถูกจูสยงอิงอาเจียนออกมาจนหมด
ใบหน้าเล็กๆ ที่แทบจะไม่มีเลือดฝาดอยู่แล้วเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดราวกระดาษ สติสัมปชัญญะก็เริ่มเลือนรางและหมดสติไปในที่สุด
หม่าฮองเฮาพุ่งตัวเข้าไปกอดจูสยงอิงไว้ในอ้อมแขน ร้องเรียกเสียงหลง "สยงอิง! สยงอิง! ตื่นสิลูก! ย่าอยู่นี่ เจ้ารีบตื่นขึ้นมาเถอะ! ปู่ยังรอให้เจ้ากลับไปสอนขี่ม้าอยู่นะ เจ้าอย่าเพิ่งหลับไปนะลูก!"
เยิ่นเสี่ยวเทียนเองก็ร้อนใจจนแทบคลั่งราวกับมดบนกระทะร้อน ทว่าเขากลับไม่มีความรู้ทางการแพทย์เลยแม้แต่น้อย วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่เคยจำได้ก็ดันมาลืมไปหมดเพราะความตื่นตระหนก
【ประกาศภารกิจฉุกเฉิน: ช่วยเหลือลูกค้าจูสยงอิง เนื่องจากโฮสต์ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ ระบบจึงขอเปิดช่องทางพิเศษชั่วคราว โฮสต์สามารถพาลูกค้าออกจากห้วงมิติประหลาดเพื่อไปยังโรงพยาบาลในยุคปัจจุบันเพื่อรับการรักษา รางวัลภารกิจจะพิจารณาจากผลลัพธ์ของความสำเร็จ】
เมื่อเห็นข้อความแจ้งเตือนจากระบบ เยิ่นเสี่ยวเทียนก็ตื่นเต้นจนกระโดดตัวลอย ในที่สุดเจ้าระบบเส็งเคร็งนี่ก็ทำเรื่องที่เหมือนมนุษย์มนาเขาทำกันเสียที!
ไม่มีเวลาให้คิดมาก เยิ่นเสี่ยวเทียนตะโกนบอกหม่าฮองเฮา "เร็วเข้า! อุ้มเด็กตามผมมา! ผมมีวิธีช่วยเขาแล้ว!"
เมื่อได้ยินว่ามีทางช่วยชีวิตหลานชาย หม่าฮองเฮาก็รีบอุ้มจูสยงอิงขึ้นและวิ่งตามเยิ่นเสี่ยวเทียนออกไปด้านนอก
เยิ่นเสี่ยวเทียนมาถึงโรงรถ เขาเปิดประตูรถตู้ที่เคยใช้สำหรับไปซื้อของเข้าร้าน แล้วตะโกนสั่ง "รีบขึ้นรถเร็ว!"
หลังจากที่หม่าฮองเฮาและหลานชายขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว เยิ่นเสี่ยวเทียนก็สตาร์ทรถ เหยียบคันเร่งพุ่งออกจากลานบ้านทันที
เมื่อออกมานอกลานบ้าน หมอกทึบที่เคยปกคลุมอยู่ก็จางหายไปมากอย่างที่คิดไว้ ไม่ไกลจากประตูบ้านมีอุโมงค์สีดำบิดเบี้ยวปรากฏอยู่ เยิ่นเสี่ยวเทียนกัดฟันกรอด ขับรถพุ่งเข้าไปในอุโมงค์นั้นทันที
เยิ่นเสี่ยวเทียนรู้สึกเพียงว่าตัวรถสั่นสะเทือน พริบตาเดียวเขาก็มาโผล่ที่ชานเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งเดิมของบ้านพักเขาแล้ว
สถานที่แห่งนี้ห่างจากโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดในตัวเมืองประมาณยี่สิบถึงสามสิบกิโลเมตร เยิ่นเสี่ยวเทียนไม่กล้ารอช้า เขารีบเหยียบคันเร่งมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองทันที
ประมาณสิบนาทีต่อมา รถก็ขับเข้าสู่เขตตัวเมือง ทว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเย็น รถยนต์ทุกทางแยกติดหนึบเป็นแถวยาวเหยียด รถของเยิ่นเสี่ยวเทียนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย
"บัดซบเอ๊ย!" เยิ่นเสี่ยวเทียนตบพวงมาลัยอย่างแรง เขาไม่เคยเกลียดรถติดเท่ากับวินาทีนี้มาก่อนเลยในชีวิต หากต้องสูญเสียชีวิตเด็กคนหนึ่งไปต่อหน้าต่อตาเพียงเพราะรถติด เขาคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิตแน่
ทันใดนั้น เยิ่นเสี่ยวเทียนก็สังเกตเห็นตำรวจจราจรกำลังโบกรถอยู่ที่ทางแยก เขาจึงรีบเปิดประตูรถและวิ่งเข้าไปหาทันที
"คุณตำรวจครับ! ในรถผมมีเด็กป่วยหนักกะทันหัน คุณช่วยพวกเราหน่อยได้ไหมครับ?"
เมื่อได้ยินว่ามีผู้ป่วยอยู่ในรถ ตำรวจจราจรก็รีบตามเยิ่นเสี่ยวเทียนไปที่รถเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ทันที และพบว่ามีเด็กชายคนหนึ่งนอนหมดสติอยู่บนรถจริงๆ
ตำรวจจราจรตัดสินใจอย่างเด็ดขาด หันไปสั่งเยิ่นเสี่ยวเทียนว่า "ผมจะเปิดทางให้ข้างหน้า คุณขับรถตามผมมานะ!"
พูดจบเขาก็กระโดดขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ เปิดไซเรนเสียงดังสนั่น ขี่แทรกตัวไปตามกระแสรถที่ติดขัด
ไม่นานนัก ภายใต้การอำนวยความสะดวกของตำรวจจราจร รถยนต์ที่จอดติดอยู่ด้านหน้าก็พากันหลบทางให้เกิดเป็นช่องแคบๆ เยิ่นเสี่ยวเทียนรีบเหยียบคันเร่งขับตามหลังรถมอเตอร์ไซค์ของตำรวจจราจรไปติดๆ
ด้วยความช่วยเหลือจากตำรวจจราจรที่คอยเปิดทางให้ เยิ่นเสี่ยวเทียนก็มาถึงโรงพยาบาลภายในเวลาไม่ถึงห้านาที
เมื่อเยิ่นเสี่ยวเทียนลงจากรถและต้องการจะกล่าวขอบคุณ ตำรวจจราจรกลับโบกมือปฏิเสธ "ไม่ต้องขอบคุณผมหรอก รีบพาเด็กไปหาหมอเถอะ"
พูดจบเขาก็ขี่มอเตอร์ไซค์กลับไปปฏิบัติหน้าที่ต่อ
เยิ่นเสี่ยวเทียนได้ติดต่อกับทางโรงพยาบาลไว้ล่วงหน้าแล้ว ทางโรงพยาบาลจึงจัดเตรียมบุคลากรทางการแพทย์มารอรับที่หน้าประตู
เมื่อส่งมอบจูสยงอิงให้พยาบาลไปแล้ว ในที่สุดก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในใจของเขาก็ถูกยกออกไปเสียที
เขาหันกลับไปปลอบหม่าฮองเฮาที่กำลังสะอื้นไห้อยู่เงียบๆ "คุณไม่ต้องกังวลแล้วนะครับ ถึงโรงพยาบาลแล้ว ยังไงก็ช่วยได้แน่นอน ตอนนี้พวกเราก็แค่ต้องอดทนรออย่างใจเย็น"
ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้ เห็นได้ชัดว่าหม่าฮองเฮากำลังขวัญเสียจนทำอะไรไม่ถูก ในเวลานี้นางจึงทำได้เพียงเชื่อคำพูดของเยิ่นเสี่ยวเทียน และสวดภาวนาอ้อนวอนขอพรให้หลานชายอยู่ในใจเงียบๆ
ผ่านไปประมาณสี่สิบนาที หมอคนหนึ่งก็เดินเข้ามาถามพวกเขาทั้งสองว่า "พวกคุณคือญาติของผู้ป่วยเด็กใช่ไหมครับ?"
เยิ่นเสี่ยวเทียนลุกขึ้นยืนและตอบ "ใช่ครับ พวกเราเป็นญาติของเด็กครับ"
หมอส่ายหน้าเล็กน้อย "ตอนนี้เด็กพ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่ผมมีบางอย่างอยากจะสอบถามพวกคุณเพิ่มเติม ตรงนี้อาจจะไม่ค่อยสะดวกนัก พวกคุณตามผมไปที่ห้องพักแพทย์เถอะครับ"
ทั้งสองเดินตามหมอไปที่ห้องพักแพทย์ หลังจากที่หมอนั่งลงแล้ว เขาก็ถามขึ้นว่า "อาการของเด็กปรากฏมานานแค่ไหนแล้วครับ?"
หม่าฮองเฮาตอบ "หลานชายของข้ามีอาการปวดท้องมาเกือบสามปีแล้ว และช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาก็เริ่มมีอาการอาเจียนและท้องเสียบ่อยครั้งขึ้น"
เยิ่นเสี่ยวเทียนถาม "คุณหมอครับ ตกลงเด็กป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่ครับ?"
หมอมีสีหน้าเคร่งเครียด "จากผลการตรวจเลือด พบว่าในร่างกายของเด็กมีปริมาณสารโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว สารหนู และปรอท สูงเกินมาตรฐานอย่างรุนแรง การหมดสติในครั้งนี้ก็เกิดจากภาวะอาหารเป็นพิษจากโลหะหนัก ปกติแล้วพวกคุณให้เด็กกินอะไรบ้างครับ?"
เยิ่นเสี่ยวเทียนหันไปมองหม่าฮองเฮาด้วยความประหลาดใจ แม้แต่เขาเองก็ยังดูออกว่าเด็กคนนี้ถูกวางยาพิษเข้าให้แล้ว
แน่นอนว่าหม่าฮองเฮาก็เข้าใจความหมายของหมอ นางถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ท่านกำลังจะบอกว่าหลานชายของข้าถูกคนวางยาพิษหรือ?"
"จะใช่การวางยาพิษหรือไม่ผมไม่ทราบแน่ชัด แต่สารโลหะหนักในร่างกายเด็กเกิดจากการสะสมมานานหลายปีอย่างแน่นอน ถ้าหากเป็นการจงใจวางยาพิษจริงๆ ผมขอแนะนำให้พวกคุณแจ้งความทันทีครับ" หมอกล่าว
หม่าฮองเฮาเข้าใจว่าหมอกำลังแนะนำให้นางไปแจ้งทางการ นางจึงส่ายหน้าตอบว่า "เรื่องภายในครอบครัวของเรา ไม่รบกวนทางการจะดีกว่า"
เมื่อเห็นว่าย่าของเด็กไม่ต้องการแจ้งความ หมอก็ทำได้เพียงกล่าวต่อไปว่า "แม้ตอนนี้เด็กจะพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ก็ยังต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกสักระยะหนึ่งถึงจะหายเป็นปกติ โชคดีที่พวกคุณพามาโรงพยาบาลทันเวลา ถ้าช้าไปกว่านี้อีกไม่กี่เดือนก็คงจะ..."
เมื่อได้ยินคำพูดของหมอ แม้หม่าฮองเฮาจะเป็นคนที่มีอุปนิสัยอ่อนโยนมีเมตตา แต่ภายในใจของนางกลับพลุ่งพล่านไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรง
บังอาจมีคนคิดปองร้ายหลานชายคนโตที่นางรักมากที่สุด นี่มันเป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้เด็ดขาด!
พอกลับไปแล้ว ข้าจะต้องให้ฉงปาสืบหาความจริงให้จงได้ ต้องประหารเก้าชั่วโคตรของฆาตกร ถึงจะสาสมกับความแค้นนี้!
"คุณไปจัดการเรื่องแอดมิดให้เด็กก่อนเถอะครับ อ้อ ช่วงสองสามวันนี้เด็กจะกินได้แค่อาหารเหลวเท่านั้นนะครับ" หมอกล่าว
เยิ่นเสี่ยวเทียนเดินไปที่แผนกผู้ป่วยในเพื่อดำเนินการเรื่องการเข้ารับการรักษา และวางเงินมัดจำล่วงหน้าไปถึงห้าหมื่นหยวน
การค้าบิลแรกนี้ยังไม่ทันจะได้กำไรสักแดงเดียว ก็ต้องควักเนื้อจ่ายไปก่อนถึงห้าหมื่นหยวน ทำเอาเยิ่นเสี่ยวเทียนเจ็บปวดใจแทบกระอักเลือด
โชคดีที่ระบบทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม จัดเตรียมเอกสารยืนยันตัวตนของหม่าฮองเฮาและหลานชายเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ไม่เช่นนั้นการจะทำเรื่องแอดมิดเข้าโรงพยาบาลคงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่
เยิ่นเสี่ยวเทียนยืนถือบัตรประชาชนของทั้งสองคนพลางจ้องมองด้วยความงุนงง
จูสยงอิง... ทำไมชื่อนี้มันคุ้นหูจังเลยนะ?
ทันใดนั้นภาพซีรีส์ประวัติศาสตร์ที่เขาเคยดูก็ผุดขึ้นมาในหัว เยิ่นเสี่ยวเทียนตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่
จูสยงอิงก็คือหลานชายสุดที่รักของจูหยวนจางไม่ใช่หรือไง!
ถ้าอย่างนั้นผู้หญิงคนนี้ก็คือภรรยาของจูหยวนจาง—หม่าฮองเฮาตีนโต ตัวเป็นๆ งั้นสิ!
(จบแล้ว)