- หน้าแรก
- เทพเซียนหลงยุค เปลี่ยนขยะอวกาศให้กลายเป็นเหมืองทองขนาดยักษ์
- บทที่ 19 ศิษย์สายนอกซินอวี่
บทที่ 19 ศิษย์สายนอกซินอวี่
บทที่ 19 ศิษย์สายนอกซินอวี่
บทที่ 19 ศิษย์สายนอกซินอวี่
แสงสีแดงค่อยๆ จางหายไป ทว่าในจังหวะที่คุนเผิงเพิ่งจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกนั้นเอง หมอกสีเลือดเข้มข้นก็พวยพุ่งทะลักออกมาจากอุโมงค์เหมืองแร่
มันราวกับริบบิ้นสีเลือดอันน่าสะพรึงกลัวที่พลิ้วไหวอยู่กลางอากาศ ก่อนจะแผ่กระจายออกไปรอบทิศทาง
หมอกสีเลือดนั้นมีลักษณะเหนียวข้นราวกับเลือดสดๆ ที่กำลังล่องลอยอยู่ในอากาศ มันค่อยๆ ขยายอาณาเขตออกไปอย่างช้าๆ แต่มั่นคง
คุนเผิงไม่กล้าเข้าไปใกล้เกินไป เขาลองหยิบก้อนหินขึ้นมาปาเข้าไปในกลุ่มหมอกสีเลือด ทว่าก้อนหินยังไม่ทันได้สัมผัสกับกลุ่มหมอก ก็สลายกลายเป็นผุยผงไปในพริบตา
หัวใจของคุนเผิงเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ความหนาวสั่นแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง เขารีบถอยกรูดออกไปให้ห่างจากจุดนั้นหลายเมตร
"น่ากลัวฉิบหายเลยโว้ย"
ตำรวจอวกาศของดาวเคราะห์เขตร้อนเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว พวกเขาเข้าควบคุมพื้นที่เอาไว้ทันที จากนั้นทีมนักวิจัยก็ทยอยเดินทางมาถึง
เครื่องไม้เครื่องมือสารพัดชนิดถูกระดมมาใช้ตรวจสอบ แต่ท้ายที่สุดก็สรุปออกมาได้เพียงประโยคเดียวว่า "เป็นพลังงานชนิดที่ไม่รู้จัก มีคุณสมบัติบ้าคลั่งรุนแรง อุณหภูมิภายในหมอกสีเลือดสูงกว่าหนึ่งพันองศาเซลเซียส ดาวเคราะห์เขตร้อนไม่เคยปรากฏพลังงานเช่นนี้มาก่อน สาเหตุการเกิดยังไม่ทราบแน่ชัด"
วิวัฒนาการของมนุษยชาติในยุคดวงดาวนั้นมาไกลมาก เทคโนโลยีต่างๆ ล้วนเจริญก้าวหน้าจนถึงขีดสุด
ในบรรดาระบบดาวทั้งสี่แห่งของจักรวาล ยกเว้นระบบดาวมืดมิดที่มนุษย์ไม่สามารถเหยียบย่างเข้าไปได้แล้ว ระบบดาวอีกสามแห่งที่เหลือก็ล้วนตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของมนุษยชาติมานานแล้ว
ระบบดาวนับไม่ถ้วนและดาวเคราะห์จำนวนมหาศาลถูกมนุษย์สำรวจและพิชิตมาหมดแล้ว พลังงานและสสารใดๆ ก็ตามที่มีอยู่ ล้วนถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลทั้งสิ้น
มนุษยชาติคือผู้ปกครองจักรวาลแห่งนี้ และเทคโนโลยีก็คือคทาวิเศษที่ช่วยให้มนุษย์สามารถควบคุมทุกสรรพสิ่งในจักรวาลไว้ในกำมือ
คำว่า 'ไม่รู้จัก' สำหรับชาวจักรวรรดิแล้ว มันไม่ใช่แค่คำสบประมาท แต่มันคือความหวาดกลัวอย่างที่สุด
ครั้งสุดท้ายที่มีการใช้คำว่า 'ไม่รู้จัก' ก็คือตอนที่เกิดก๊าซพิษขึ้นบนโลกโบราณ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้คร่าชีวิตผู้คนไปมากมายนับไม่ถ้วน และทำให้โลกโบราณต้องกลายเป็นดาวร้างในที่สุด
หัวหน้าทีมนักวิจัยมีสีหน้าเคร่งเครียด "ตอนนี้เราทำได้แค่ตรวจสอบคุณสมบัติบางอย่างของมันเท่านั้น อย่างเช่น เรื่องอุณหภูมิที่สูงปรี๊ดและพลังงานที่บ้าคลั่ง แต่เราไม่สามารถหาต้นกำเนิดของมันได้ และไม่รู้ด้วยว่าหมอกสีเลือดพวกนี้ประกอบด้วยสารอะไรบ้าง สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือเฝ้าระวังการขยายตัวของหมอกสีเลือดอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมอพยพประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงหากมีความจำเป็น"
คุนเผิงที่อุตส่าห์หนีตายมาจากโลกโบราณ กลับต้องมาเจอเหตุการณ์ทำนองเดียวกันอีกครั้ง เขาแอบสบถด่าในใจ ไม่รู้ว่าตกลงตัวเองดวงดีหรือดวงซวยกันแน่
เขาแอบถ่ายรูปหมอกสีเลือดแล้วนำไปโพสต์ลงในเว็บบอร์ด
#ฉันขอเป็นพยานยืนยันความบริสุทธิ์ให้ร้านค้าออนไลน์สำนักเสวียนเทียน หินค่ายกลสายลมโชยของร้านเขาเพิ่งจะช่วยชีวิตฉันไว้#
จากนั้นเขาก็กดเปิดช่องแชตของเหอลี่ขึ้นมา "เพื่อนรัก เมื่อกี้ฉันเกือบตายแล้วว่ะ นายช่วยชีวิตฉันไว้แท้ๆ นายคือพ่อบังเกิดเกล้าคนที่สองของฉันเลยนะเว้ย"
เหอลี่อ่านข้อความแล้วก็ได้แต่อึ้งกิมกี่ กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้สักประโยค "เดี๋ยวก็เรียกเพื่อน เดี๋ยวก็แทนตัวเองว่ากู เดี๋ยวก็เรียกพ่อ สรรพนามมั่วไปหมดแล้วนะเว้ย! ว่าแต่นายไปทำอะไรมาอีกล่ะ ฉันไปช่วยชีวิตนายไว้ตอนไหนวะ"
ความหวาดกลัวที่ยังคงตกค้างอยู่ในใจของคุนเผิงแปรเปลี่ยนเป็นความต้องการระบายความอัดอั้นตันใจ เขาพิมพ์ตอบกลับรัวๆ "ที่ฉันทำงานอยู่ จู่ๆ ก็มีหมอกความร้อนสูงโผล่มา ไอ้เพื่อนที่ชอบขี้โม้ของฉัน ตอนนี้ร่างแหลกสลายไม่เหลือแม้แต่เศษซากแล้ว โชคดีที่ฉันมีหินค่ายกลสายลมโชยที่นายแนะนำให้ซื้อพกติดตัวไว้ ไม่งั้นฉันก็คงไม่รอดเหมือนกัน บอกเลยว่าตอนนั้นโคตรจะกลัวเลยว่ะ แต่ต้องยอมรับเลยนะว่าหินค่ายกลนี่มันของดีจริงๆ ขนาดอุณหภูมิเป็นพันองศายังกันได้สบายๆ เลย"
ทางฝั่งของเหอลี่ เขากำลังนั่งยองๆ อยู่ในอุโมงค์เหมืองแร่ ควบคุมให้คนงานขุดแร่กันอย่างขะมักเขม้น เมื่อได้อ่านข้อความของเพื่อน เขาก็รู้สึกเห็นใจในชะตากรรมของคุนเผิง "ฉันก็บอกแกแล้วไง ว่าใต้พื้นผิวดาวเคราะห์เขตร้อนมันมีแต่ลาวา งานนั้นมันอันตรายจะตาย แกก็ดื้อจะไปทำให้ได้ เป็นไงล่ะ ตอนนี้เกือบขิตแล้วไหมล่ะ! กลับมาอยู่โลกโบราณ ขุดแร่ด้วยกันกับฉันดีกว่าเยอะ"
คุนเผิงแค่นเสียงขึ้นจมูก "เหอะ ที่ที่นายอยู่มันก็มีก๊าซพิษที่พร้อมจะพรากชีวิตคนได้ทุกเมื่อไม่ใช่หรือไง มันจะไปดีกว่ากันตรงไหนวะ"
เหอลี่บอกให้เพื่อนระวังตัวให้ดี อย่าไปหาเรื่องใส่ตัวจนตายไปซะก่อน จากนั้นก็กดปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์สมองกลไป
เขาหันไปมองแร่กัมมันตภาพรังสีอีกครั้ง แต่คราวนี้ความหวาดกลัวที่เคยมีกลับมลายหายไปจนสิ้น
ในเมื่อก๊าซพิษสามารถรักษาให้หายได้ แล้วเขาจะไปกลัวอะไรอีกล่ะ
ปัญหาเดียวในตอนนี้ก็คือ เสิ่นฝูเวยเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการบำเพ็ญเพียร จนไม่ยอมสนใจงานขององค์กรการกุศลฝูเวยเลย เงินทุนสำหรับผลิตสารอาหารก็ร่อยหรอลงทุกที ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปชาวบ้านจะเอาอะไรกินล่ะเนี่ย ช่างน่ากลุ้มใจจริงๆ
เหอลี่ยกมือขึ้นเกาหัวด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะตะโกนเร่งคนงานในเหมือง "ทุกคนฮึบๆ หน่อย เร่งมือขุดให้เสร็จไวๆ จะได้กลับไปพักผ่อนกัน"
โควตาการขุดแร่กัมมันตภาพรังสีวันละห้าร้อยก้อนเป็นกฎบังคับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครอู้งาน วันรุ่งขึ้นก็จะอดได้สารอาหาร ทุกคนจึงต้องก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างแข็งขัน เสียงค้อนกระทบหินดังสะท้อนกึกก้องไปทั่วอุโมงค์
"เอ๊ะ" พ่อของฟ่านฟ่านขุดไปขุดมาจนทะลวงเป็นโพรงดำมืด ในโพรงนั้นมีแสงสีขาวสว่างจ้าเรืองรองออกมา "ลูกพี่ นั่นมันอะไรน่ะ"
พอได้ยินเสียงเรียก เหอลี่ก็รีบชะโงกหน้าเข้าไปดู "ไม่รู้สิ ไม่เคยเห็นเหมือนกันแฮะ"
เขาลองโยนก้อนหินเข้าไปในแสงสีขาว ก้อนหินกลิ้งหลุนๆ เข้าไปในแสงนั้นก่อนจะเงียบหายไป ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมาเลย
"ขุดให้กว้างกว่านี้หน่อยสิ จะได้เห็นชัดๆ"
คนงานหลายคนช่วยกันลงมือขุดเจาะ ไม่นานนักแสงสีขาวก็ปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น ท่ามกลางแสงสว่างนั้น มีรูปปั้นหินร่างหนึ่งถูกห่อหุ้มเอาไว้
"รูปปั้นเรืองแสงได้... นี่มันรูปปั้นเทพเจ้านี่หว่า!!!"
...
"นี่มันเทพเจ้าชัดๆ!"
ซินอวี่ยืนจ้องมองค่ายกลเตาหลอมที่เรียงรายกันอยู่ถึงสิบแท่นด้วยความรู้สึกชาหนึบไปทั้งตัว
ภาพลำแสงสีขาวจากค่ายกลทั้งสิบแท่นพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้านั้นช่างเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจเหลือเกิน ตอนนี้ยอดการผลิตโอสถปี้กู่ต่อวันพุ่งสูงถึงหนึ่งหมื่นเม็ด คิดเป็นปริมาณกว่าสามแสนเม็ดต่อเดือน
อันที่จริง นี่ควรจะเป็นเวลาที่เธอเข้าไปเจรจาเรื่องการเป็นตัวแทนจำหน่ายกับมั่วจุนเยว่ได้แล้ว แต่ในใจของเธอกลับมีแต่เรื่องอื่นเต็มไปหมด
"เอ่อ... เถ้าแก่คะ ฉันขอเรียนบำเพ็ญเพียรด้วยคนจะได้ไหมคะ" ซินอวี่ถามด้วยความประหม่าจนเหงื่อซึมเต็มฝ่ามือ
นับตั้งแต่ถงหลีและเสิ่นฝูเวยสามารถทะลวงจุดบำเพ็ญเพียรได้สำเร็จและกลับมาจากภูเขาคริสตัล ซินอวี่ก็เห็นพวกเขาทั้งสี่คนวันๆ เอาแต่นั่งสมาธิบำเพ็ญเพียร ไม่ก็จับกลุ่มถกเถียงเรื่องเคล็ดวิชา แถมยังมีเสียงถงหลีท่องคัมภีร์เต้าเต๋อจิงแทรกมาเป็นระยะๆ
เธอรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากคนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังมักจะเห็นมั่วจุนเยว่ฝึกกระบี่อยู่บ่อยๆ กระบี่ที่สร้างจากพลังวิญญาณนั้นช่างดูงดงามและทรงพลังเวลาที่ถูกวาดลวดลายไปมา
โดยเฉพาะกระบวนท่า 'หมื่นกระบี่หวนคืน' ที่มีกระบี่เล่มเล็กๆ นับไม่ถ้วนพุ่งมารวมตัวกันจนกลายเป็นกระบี่เล่มใหญ่ ภาพนั้นมันช่างตื่นตาตื่นใจจนทำให้เลือดในกายของเธอสูบฉีดอย่างพลุ่งพล่าน รู้สึกคันไม้คันมืออยากจะลองทำบ้าง
และในวันนี้ เธอก็รวบรวมความกล้าเดินเข้าไปเสนอตนกับมั่วจุนเยว่
มั่วจุนเยว่ที่เพิ่งจะฝึกกระบี่เสร็จจนเหนื่อยหอบ กำลังนอนพักสายตาอยู่บนเก้าอี้โยกที่ลานกว้างหน้าบ้าน เธอลืมตาขึ้นมามองซินอวี่แวบหนึ่ง "ได้สิ พลังจิตระดับเอส รับเข้าเป็นศิษย์สายนอกได้"
"ฉันจะตั้งใจบำเพ็ญเพียร..." ซินอวี่ท่องบทที่เตรียมมาอย่างดิบดีเพื่อแสดงความมุ่งมั่น แต่เธอก็ต้องชะงักไป "รับง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอคะ"
มันจะง่ายดายเกินไปหน่อยไหมเนี่ย
หลังจากมั่วจุนเยว่ทำพิธีรับศิษย์ให้เสร็จเรียบร้อย ซินอวี่ก็กระโดดโลดเต้นไปหาถงหลีและเสิ่นฝูเวยด้วยความดีใจ
"ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รอง ตอนนี้ฉันเป็นศิษย์สายนอกแล้วนะ ฉันก็จะได้บำเพ็ญเพียรเหมือนกัน" พูดจบเธอก็หอมแก้มยุ้ยๆ ของถงหลีไปฟอดใหญ่
ถงหลีเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง "นี่ถือว่าเป็นการล่วงเกินศิษย์พี่หรือเปล่าเนี่ย"
เสิ่นฝูเวยระเบิดเสียงหัวเราะออกมา "โดนหอมแก้มแค่นี้ทำเป็นหวงตัวไปได้ กำไรชัดๆ"
ถงหลีโวยวายด้วยความไม่พอใจ "ฉันเป็นถึงศิษย์พี่ใหญ่ของนายนะ หัดพูดจาให้ความเคารพกันบ้างสิ"
"ครับๆ ศิษย์พี่ใหญ่พูดถูกทุกอย่างเลยครับ แล้วตกลงว่าศิษย์พี่ใหญ่ท่องคัมภีร์เต้าเต๋อจิงได้กี่บทแล้วล่ะครับเนี่ย"
ถงหลี: ...
หลังจากแหย่ถงหลีจนพอใจแล้ว เสิ่นฝูเวยก็หันไปถามซินอวี่ "จะให้ฉันสอนวิธีชักนำพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างกายให้ไหมล่ะ"
ซินอวี่โบกมือปฏิเสธ "ขอฉันโทรไปบอกข่าวดีกับที่บ้านก่อนนะ เดี๋ยวค่อยกลับมาให้สอน"
ซินฉางเยว่ที่กำลังเครียดจนหัวฟู พอได้รับสายจากลูกสาวก็ดีใจจนเนื้อเต้น "ลูกรัก คุยกับเถ้าแก่เรื่องธุรกิจไปถึงไหนแล้วลูก"
ช่วงนี้คู่แข่งเปิดเกมรุกอย่างหนักหน่วง กลุ่มธุรกิจซินใกล้จะรับมือไม่ไหวอยู่รอมร่อ พวกเขาต่างก็เฝ้ารอความช่วยเหลืออย่างใจจดใจจ่อ
ในขณะที่ซินฉางเยว่กำลังรอฟังข่าวดีเรื่องการเป็นตัวแทนจำหน่ายโอสถปี้กู่จากลูกสาว อวี๋ม่านก็กำลังออกตามหาตัวศาสตราจารย์ชิวจี้เฟิงอย่างพลิกแผ่นดิน หากได้สูตรปรับปรุงสารอาหารในมือของเขามา ธุรกิจตระกูลซินก็อาจจะรอดตายได้
"สำนักเสวียนเทียนเหรอ คุยเรื่องอะไรกันคะ" ซินอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตบหน้าผากตัวเองดังฉาด "ต๊ายตาย! มัวแต่ตื่นเต้นเรื่องเข้าสำนัก จนลืมเรื่องธุรกิจไปซะสนิทเลย"
ซินฉางเยว่แทบจะกระอักเลือดออกมาเป็นสาย เขารู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่มีน้ำตา
ซินอวี่ลองหยั่งเชิงถามดู "ที่บ้านมีปัญหาเรื่องธุรกิจหรือเปล่าคะ"
ถ้าไม่มีปัญหา พ่อก็คงไม่รีบร้อนถามเรื่องตัวแทนจำหน่ายขนาดนี้หรอก
ที่ผ่านมาเธอรู้ดีว่าธุรกิจของครอบครัวย่ำแย่ลงมาสองปีแล้ว แต่ไม่มีใครในครอบครัวยอมบอกรายละเอียดให้เธอฟังเลย
ซินฉางเยว่คิดว่าเรื่องธุรกิจไม่จำเป็นต้องให้เด็กมาปวดหัวตาม แค่ลูกสาวเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุขก็พอแล้ว
เขาจึงปรับน้ำเสียงให้ดูผ่อนคลายลง "ไม่มีอะไรหรอกลูก ก็แค่ยอดขายตกนิดหน่อย ปัญหาเล็กน้อยน่ะ ว่าแต่ที่ลูกบอกว่าเข้าสำนักมันหมายความว่ายังไง เล่าให้พ่อฟังหน่อยสิ"
พอเปลี่ยนเรื่องคุย ซินอวี่ก็กลับมาร่าเริงอีกครั้ง "พ่อคะ พ่อต้องเดาไม่ถูกแน่ๆ เลย ว่าหนูได้เป็นศิษย์ร่วมสำนักกับศาสตราจารย์ชิวจี้เฟิงด้วยนะคะ..."
ซินฉางเยว่ผุดลุกขึ้นยืนพรวดพราด ชนโต๊ะตรงหน้าจนล้มคว่ำ "ลูกว่าอะไรนะ! ศาสตราจารย์ชิวจี้เฟิงงั้นเหรอ ศิษย์ร่วมสำนักงั้นเหรอ"
เมื่อได้รับการยืนยันจากซินอวี่ ซินฉางเยว่ก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
สามกลุ่มธุรกิจใหญ่พลิกแผ่นดินตามหาศาสตราจารย์ชิวกันให้ควั่ก ใครจะไปคิดล่ะว่าเขาจะแอบไปกบดานอยู่บนดาวร้างนี่เอง
สงสัยสวรรค์จะมีตาซะแล้ว งานนี้ไม่ต้องเหนื่อยออกตามหาให้เสียเวลาเลย
"ลูกรออยู่ที่นั่นแหละ เดี๋ยวพ่อกับแม่จะรีบไปหาเดี๋ยวนี้เลย" ซินฉางเยว่วางสายแล้วรีบติดต่อไปหาภรรยาทันที
ไอ้พวกลูกหมากลุ่มธุรกิจหลินกับกลุ่มธุรกิจเจิ้ง เตรียมตัวรอรับจุดจบได้เลย
[จบตอน]