- หน้าแรก
- เทพเซียนหลงยุค เปลี่ยนขยะอวกาศให้กลายเป็นเหมืองทองขนาดยักษ์
- บทที่ 18 ตกตะลึงพรึงเพริด
บทที่ 18 ตกตะลึงพรึงเพริด
บทที่ 18 ตกตะลึงพรึงเพริด
บทที่ 18 ตกตะลึงพรึงเพริด
หัวข้อกระทู้นี้ดูโดดเด่นแปลกตาบนเว็บบอร์ดเป็นอย่างมาก ถึงกับมีคนสงสัยและกดเข้าไปดูจริงๆ แล้วก็พบว่าความคิดเห็นที่สองได้แปะลิงก์ร้านค้าออนไลน์เอาไว้
ความเห็นที่ 3: รู้อยู่เต็มอกว่ามันคือกระทู้ดักควาย แต่ทำไมฉันถึงยังกดเข้ามาดูวะเนี่ย
ความเห็นที่ 4: ช่วยด้วย ตลกชะมัด ในร้านมีสินค้าขายอยู่แค่สามอย่าง สองอย่างเป็นก้อนหินเน่าๆ ที่ขายหมดไปแล้ว ส่วนอีกอย่างคือโอสถปี้กู่ที่มีของเหลือเพียบ
ความเห็นที่ 5: จะเรียกว่าโอสถปี้กู่ทำไมล่ะ ทำไมไม่เรียกว่ายาเซียนไปเลย กินแล้วได้เหาะขึ้นสวรรค์ไปเป็นเซียนเลยไง ดีจะตาย
...
คอมเมนต์ด้านล่างเต็มไปด้วยคำก่นด่า แต่ซินอวี่กลับฟุบหน้าลงบนโต๊ะเล็กริมแม่น้ำ แกว่งขาไปมาอย่างใจเย็นสุดๆ
เธอไม่กลัวคนด่า แต่กลัวว่าจะไม่มีคนมาด่าต่างหาก เธอจึงคอยโพสต์ข้อความเติมเชื้อไฟลงไปเป็นระยะๆ
ความเห็นที่ 17 จากเจ้าของกระทู้: หลอมจากสมุนไพรจีนแท้ๆ ตามตำรับโบราณ สรรพคุณสุดยอดอัศจรรย์ ไม่ซื้อแล้วจะเสียใจไปตลอดชีวิต ถ้ามีคำโกหกแม้แต่คำเดียว ฉันยอมไลฟ์สดกินขี้โชว์เลยเอ้า!
มั่วจุนเยว่เลื่อนอ่านมาถึงคอมเมนต์นี้ มุมปากก็กระตุกยิกๆ เธอหันไปมองซินอวี่ หญิงสาวหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มด้วยความไม่อยากเชื่อ "เธอตั้งกระทู้แบบนี้เอาจริงดิ"
ดูไม่ออกเลยแฮะว่าแม่หนูนี่จะมีรสนิยมซาดิสม์ขนาดนี้
ซินอวี่ตบหน้าอกรับประกัน "ไว้ใจได้เลยค่ะ ต้องมีคนซื้อแน่ๆ"
มั่วจุนเยว่ไม่เข้าใจตรรกะนี้เลยสักนิด แต่ก็รู้สึกทึ่งเอามากๆ เธอได้แต่อึ้งจนพูดไม่ออก "งั้นฉันจะรอฟังข่าวดีจากเธอก็แล้วกัน"
ความเห็นที่ 32: เจ้าของกระทู้ยอมลงทุนขนาดนี้เพื่อหลอกขายของเลยเหรอเนี่ย
ความเห็นที่ 33: ฉันเข้าไปส่องหน้าโปรไฟล์เธอมา เจ้าของกระทู้เหมือนจะเป็นสตรีมเมอร์สาวสวยด้วยนะ
ความเห็นที่ 34: สินค้าหมวดใครซื้อก็โง่ กินแล้วอยู่ท้องไปได้หนึ่งเดือนงั้นเหรอ ตลกปะเนี่ย
เป็นไปตามคาด คอมเมนต์ส่วนใหญ่ล้วนแต่เข้ามาด่าทอ แถมยังมีบางคนกดรายงานเธอในข้อหาหลอกลวงต้มตุ๋นอีกต่างหาก
ซินอวี่ไม่สะทกสะท้าน เธอนั่งอ่านคอมเมนต์ด่าพวกนั้นอย่างใจเย็น
เมื่อรู้สึกเบื่อ เธอก็ปิดคอมพิวเตอร์สมองกลลง แล้วบังเอิญหันไปเห็นมั่วจุนเยว่เดินไปที่ลานว่างข้างๆ ค่ายกล เพียงแค่เธอยกนิ้วขึ้น กระบี่แสงความยาวกว่าหนึ่งเมตรก็ปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้ว จากนั้นเธอก็เริ่มวาดลวดลายลงบนพื้นดิน
ซินอวี่: "...!"
เธอคิดว่าตัวเองตาฝาดไปเสียแล้ว แต่พอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่ามันคือกระบี่แสงจริงๆ เพียงแค่ลากผ่านเบาๆ พื้นดินก็เกิดร่องลึกขึ้นมาทันที
ชิวจี้เฟิงที่อยู่ใกล้ๆ ก็สังเกตเห็นเหตุการณ์นี้เช่นกัน ทั้งสองคนชะโงกหน้ามองจนตาค้างไปตามๆ กัน
"ค่ายกลเตาหลอมมันถูกวาดขึ้นมาแบบนี้น่ะเหรอ วาดด้วยมือเปล่าเนี่ยนะ" ชิวจี้เฟิงเอ่ยเสียงแหบพร่า
ช่วงนี้เขาเอาแต่หมกมุ่นศึกษาวิธีการสร้างค่ายกลอยู่ตลอด ที่แท้ก็เป็นผลงานจากการวาดด้วยมือของมั่วจุนเยว่นี่เอง นี่มันจะหลุดโลกเกินไปแล้ว
ซินอวี่ถึงกับหน้ากระตุก เธอหลงคิดมาตลอดว่าค่ายกลสำหรับหลอมโอสถปี้กู่เป็นผลงานจากเครื่องจักรกลหรือเทคโนโลยีอะไรสักอย่าง ที่ไหนได้ ความจริงกลับกลายเป็นแบบนี้ไปได้
แค่เส้นลวดลายที่ลากต่อกันไปมามั่วๆ ทำไมถึงสามารถปล่อยลำแสงสีขาวพุ่งขึ้นฟ้า แถมยังทำให้สมุนไพรลอยเคว้งอยู่ตรงกลาง ก่อนจะหลอมรวมกันออกมาเป็นยาลูกกลอนขนาดเท่าๆ กันได้ล่ะ
นี่เธอไม่เห็นหัวคำว่า 'วิทยาศาสตร์' เลยใช่ไหมเนี่ย
เมื่อวาดค่ายกลเสร็จ พลังวิญญาณในห้วงจิตสำนึกของมั่วจุนเยว่ก็ถูกสูบออกไปจนหมดเกลี้ยง เธอรู้สึกอ่อนเพลียอย่างหนัก จึงเก็บกระบี่วิญญาณ แล้วพยักหน้าทักทายคนทั้งสองที่ยืนแข็งทื่อเป็นหิน ก่อนจะเดินกลับเข้าไปพักผ่อนในบ้าน
ทิ้งให้ทั้งสองคนยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ตรงนั้น
"ที่แท้มันก็เป็นแบบนี้นี่เอง" ชิวจี้เฟิงเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างออก เขาจึงกลับไปก้มหน้าก้มตาวิจัยของเขาต่อไป
ส่วนซินอวี่เมื่อตั้งสติได้ เธอก็รีบกลับไปพิมพ์คอมเมนต์ในกระทู้อย่างตื่นเต้น
ความเห็นที่ 67 จากเจ้าของกระทู้: เจ้าของร้านใช้เวทมนตร์เป็นด้วยนะ โอสถปี้กู่นี่หลอมขึ้นมาด้วยเวทมนตร์ เรื่องจริงนะ ฉันเห็นกับตาเลย ถ้ามีคำโกหกแม้แต่คำเดียว ฉันยอมไลฟ์สดหกสูงกินขี้โชว์เลยเอ้า!
พร้อมกับแนบรูปภาพค่ายกลทั้งสองรูปไปในคอมเมนต์ด้วย
ความเห็นที่ 68: ...เจ้าของกระทู้ควรไปตรวจสมองที่โรงพยาบาลประสาทดูนะ ฉันพูดจริงๆ ไม่ได้ล้อเล่น
ความเห็นที่ 69: แต่งรูปได้เนียนดีนี่
ความเห็นที่ 70: กดสั่งซื้อไปแล้ว จะของจริงหรือของปลอมก็ช่างมันเถอะ ประเด็นคือฉันอยากจะดูสตรีมเมอร์คนสวยไลฟ์สดหกสูงกินขี้โชว์ต่างหาก
ความเห็นที่ 71: คอมเมนต์บนรสนิยมโคตรจะซาดิสม์เลยว่ะ
เงินสามพันเหรียญดวงดาวไม่ได้มากมายอะไรสำหรับคนบางกลุ่ม อย่างตอนที่ซินอวี่เจอกับมั่วจุนเยว่ครั้งแรก เธอยังควักเงินจ่ายค่าก้อนหินไปตั้งหลายหมื่นเหรียญดวงดาวอย่างไม่เสียดายเลย
สิ่งที่เธอต้องทำในตอนนี้ก็คือ การกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของผู้คน ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม ขอแค่มีคนหลงกลกดซื้อไปลองกินดู พวกเขาก็จะประจักษ์ถึงสรรพคุณอันล้ำเลิศของโอสถปี้กู่ด้วยตัวเอง
ซินอวี่นำใบรายงานผลการตรวจโอสถปี้กู่จากโรงพยาบาลในครั้งนั้น มาแปะไว้ในหน้ารายละเอียดสินค้าด้วย แม้เครื่องมือของโรงพยาบาลจะไม่สามารถตรวจจับพลังวิญญาณได้ แต่วัตถุดิบในการหลอมโอสถปี้กู่นั้น ล้วนทำมาจากสมุนไพรจีนแท้ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์
ในยุคดวงดาว สมุนไพรจีนมีราคาแพงมาก ยาสมุนไพรที่ใช้หลอมโอสถปี้กู่หนึ่งเม็ด มีมูลค่าสูงกว่าสามพันเหรียญดวงดาวเสียอีก ซินอวี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมั่วจุนเยว่ถึงตั้งราคาโอสถปี้กู่ไว้ถูกแสนถูกขนาดนี้
สงสัยคงเป็นเพราะบนโลกโบราณมีหญ้าพิษขึ้นอยู่เกลื่อนกลาด แถมมั่วจุนเยว่ก็ดันรู้วิธีชำระล้างพิษและนำกลับมาใช้ใหม่พอดี แบบนี้ก็เลยแทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเลยล่ะมั้ง
มั่วจุนเยว่ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากร้านค้าออนไลน์ เมื่อเปิดดูก็พบว่า เพียงเวลาไม่นาน โอสถปี้กู่ก็ขายออกไปได้ถึงสิบกว่าเม็ดแล้ว
แม่หนูนี่มีฝีมือไม่เบาเลยแฮะ
เธอกดเข้าไปดูในกระทู้ของซินอวี่อีกครั้ง ก็เห็นว่าคอมเมนต์ส่วนใหญ่ต่างก็เข้ามาถามซินอวี่เป็นเสียงเดียวกันว่า เมื่อไหร่จะไลฟ์สดหกสูงกินขี้โชว์ พวกเขาจะได้มารอดูกัน
ซินอวี่ตอบกลับไปสั้นๆ ว่า ให้พวกเขาลองกินดูก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน ซึ่งนั่นก็ยิ่งเรียกเสียงเยาะเย้ยถากถางจากชาวเน็ต หาว่าเธอปอดแหกไม่กล้าทำจริง
ท่ามกลางกลุ่มคนที่เข้ามามุงดูเรื่องสนุก มั่วจุนเยว่ก็เหลือบไปเห็นคอมเมนต์จากแฟนคลับตัวยงคนหนึ่งเข้า
ความเห็นที่ 128: ฉันไม่เคยซื้อโอสถปี้กู่หรอกนะ แต่ฉันเคยซื้อหินค่ายกลสายลมโชยจากร้านเขามาแล้ว โคตรจะสุดยอดเลย ขอบอก! ตอนที่อยู่ในเหมืองที่อุณหภูมิสูงปรี๊ดทะลุหกสิบองศา พอพกหินก้อนนี้ไว้ รู้สึกเหมือนยืนอยู่ในห้องแช่แข็งเลย เย็นสบายสุดๆ
ความเห็นที่ 129: คอมเมนต์บน นี่นายเมาปะเนี่ย หรือว่าเป็นแก๊งต้มตุ๋นพวกเดียวกับเจ้าของกระทู้วะ
ความเห็นที่ 130: จะหลอกทำไมล่ะวะ ไม่เชื่อก็แล้วแต่ ใครได้ลองใช้แล้วจะรู้เอง
คุนเผิงที่แอบอู้งานมาเล่นคอมพิวเตอร์สมองกล รีบกดปิดหน้าจอลง แล้วเดินไปตรวจดูความคืบหน้าที่บริเวณเหมืองขุดเจาะ
เขาทำงานขุดแร่หินชนิดหนึ่งอยู่บนดาวเคราะห์เขตร้อน แร่ชนิดนี้มีราคาสูงมาก แต่สภาพแวดล้อมในการทำงานนั้นโหดร้ายสุดๆ
ไอร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมาจากเหมืองขุดเจาะ มีอุณหภูมิสูงกว่าหกสิบองศาเซลเซียส บางครั้งก็อาจจะพุ่งสูงกว่านั้นด้วยซ้ำ คนงานที่นี่ต้องสวมชุดป้องกันที่มิดชิดแน่นหนา การต้องทนทำงานในสภาพแบบนี้ทุกวันมันไม่ต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็นเลย
ก่อนหน้านี้ ตอนที่เหอลี่ทักมาแนะนำหินค่ายกลสายลมโชยให้ฟัง เขาก็ยังไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก
แต่ด้วยความเชื่อใจว่าเพื่อนรักคงไม่หลอกกัน เขาจึงตัดสินใจซื้อมาลองใช้ดู แล้วเขาก็ต้องตกตะลึงพรึงเพริดไปเลย
หินค่ายกลสายลมโชยนี่มันเกิดมาเพื่อคนทำงานอย่างเขาสะชัดๆ!
ตอนนี้เขาทำงานได้อย่างสบายตัว แถมยังฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี จนเพื่อนร่วมงานพากันมองหน้าด้วยความหมั่นไส้
"ไอ้เผิง ช่วงนี้แกเป็นบ้าอะไรของแกวะ วันๆ เอาแต่ยิ้มหน้าระรื่นอยู่ได้"
"พูดตรงๆ เลยนะ ถ้าไม่ติดว่าร้อนเงิน แล้วงานนี้ก็ได้ค่าจ้างดี ฉันก็คงไม่อยากทนทำหรอก วันๆ เหงื่อออกเป็นกะละมัง พอกลับถึงห้องพัก แทบจะบิดน้ำออกจากชุดทำงานได้เป็นถังๆ เลย"
คุนเผิงหัวเราะหึๆ "ก็คราวก่อนฉันบอกให้พวกนายซื้อหินค่ายกลสายลมโชยมาใช้ พวกนายก็งกไม่ยอมซื้อกันเองนี่หว่า พวกนายไม่รู้หรอกว่ามันใช้ดีขนาดไหน"
เพื่อนร่วมงานเบ้ปาก "ก็แค่ก้อนหินก้อนนึง มันจะไปวิเศษวิโสอะไรนักหนาวะ แถมยังขายตั้งก้อนละห้าพันเหรียญดวงดาวอีก ต่อให้มันจะใช้ดีแค่ไหน คนหาเช้ากินค่ำอย่างฉันก็ไม่มีปัญญาซื้อหรอกโว้ย ไม่เหมือนคนโสดตัวคนเดียวแบบแกนี่"
กลุ่มคนงานยืนจับกลุ่มคุยกันฆ่าเวลา การขุดแร่เป็นการใช้เครื่องจักรกลทั้งหมด พวกเขามีหน้าที่แค่ควบคุมเครื่องจักรให้ขุดแร่ขึ้นมาจากใต้ดิน แล้วส่งขึ้นไปบนยานขนส่งเท่านั้น
"เฮ้ย ดูนั่นสิ นั่นมันอะไรน่ะ" คนงานคนหนึ่งชี้มือไปยังก้อนหินก้อนหนึ่ง
เมื่อมองตามสายตาของเขาไป ก็เห็นว่าในกองแร่ที่เพิ่งถูกขนขึ้นมาจากเหมือง มีหินสีเลือดขนาดเท่ากำปั้นก้อนหนึ่งปะปนอยู่ มันดูโดดเด่นสะดุดตามากท่ามกลางกองหินสีเทาหม่น หินสีเลือดที่ดูโปร่งแสงนั้นกำลังส่องประกายแสงสีแดงออกมา
"หรือว่าจะเป็นอัญมณีมีค่า หรือไม่ก็หินพลังงานหายากกันนะ"
หลายคนคิดว่าขุดเจอของดีเข้าให้แล้ว จึงพากันวิ่งกรูกันเข้าไปหาหินสีเลือดก้อนนั้นด้วยความดีใจ
หนึ่งในนั้นเอื้อมมือออกไปหมายจะหยิบมันขึ้นมา แต่ทันใดนั้น หินสีเลือดที่สงบนิ่งก็พลันสาดแสงสีแดงฉานเจิดจ้า คลื่นแสงแผ่กระจายกวาดผ่านร่างของคนงานกลุ่มนั้นไป ส่งผลให้ร่างเนื้อของพวกเขาระเหิดกลายเป็นละอองเลือดหายวับไปในพริบตา
คุนเผิงยืนแข็งทื่อเป็นหินอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งลอยมาเตะจมูก ทำเอาเขารู้สึกวิงเวียนจนหน้ามืด
จากนั้นเขาก็รีบวิ่งเตลิดเปิดเปิงหนีเอาชีวิตรอดราวกับคนบ้า ประหนึ่งมีสัตว์ประหลาดร้ายกำลังวิ่งไล่หลังมา จนกระทั่งพ้นระยะรัศมีของแสงสีแดง เขาถึงได้ทรุดตัวลงหอบหายใจรวยรินบนพื้น หัวใจเต้นรัวแรงแทบจะหลุดออกมาจากอก น้ำหูน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม
ไอร้อนระอุรอบตัวพุ่งเข้าแผดเผาเขาอีกครั้ง หินค่ายกลสายลมโชยที่ตอนแรกสามารถใช้งานได้นานถึงครึ่งปี บัดนี้พลังงานของมันได้ถูกสูบออกไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว
ในตอนนั้นเอง เขาถึงได้ตระหนักว่า หินค่ายกลสายลมโชยก้อนนั้นคือสิ่งที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้
เขารีบล้วงหินค่ายกลก้อนใหม่มากระตุ้นการทำงานแล้วพกติดตัวไว้ สายตาจ้องมองแสงสีแดงที่ยังคงแผ่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ด้วยความหวาดผวา "หินสีเลือดก้อนนั้น... มันคือตัวบ้าอะไรกันแน่เนี่ย!"
คุนเผิงไม่กล้ารอช้า เขารีบเปิดคอมพิวเตอร์สมองกลเพื่อรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้เบื้องบนรับทราบทันที
[จบตอน]