เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 นี่คือทางรอดเดียวที่มี

บทที่ 20 นี่คือทางรอดเดียวที่มี

บทที่ 20 นี่คือทางรอดเดียวที่มี


บทที่ 20 นี่คือทางรอดเดียวที่มี

ข่าวคราวการเดินทางไปโลกโบราณของสามีภรรยาตระกูลซิน ไม่นานก็ลอยไปเข้าหูของศัตรูคู่แค้นทั้งสอง

ณ ภัตตาคารหรูระดับห้าดาว ประธานหลินแห่งกลุ่มธุรกิจหลิน และประธานเจิ้งแห่งกลุ่มธุรกิจเจิ้งกำลังร่วมรับประทานอาหารและเจรจาธุรกิจกันอยู่

เมื่อได้ยินว่าตระกูลซินยังคงดิ้นรนเฮือกสุดท้าย ทั้งสองก็หัวเราะเยาะออกมาอย่างไม่แยแส

ประธานหลินที่มีรูปร่างผอมเตี้ย ยิ้มจนเห็นเหงือก "ป่านนี้กลุ่มธุรกิจซินคงขาดทุนย่อยยับจนแทบจะต้องขายกางเกงในกินแล้วมั้ง จะดิ้นรนไปก็ป่วยการเปล่า นอนรอวันเจ๊งไปเถอะ"

ประธานเจิ้งที่มีรูปร่างอ้วนท้วนขาวจั๊วะ หัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี "การล่มสลายของกลุ่มธุรกิจซินมันก็แค่เรื่องของเวลาเท่านั้นแหละ หลังจากนี้ ตลาดสารอาหารระดับล่างในจักรวรรดิก็จะต้องตกเป็นของพวกเราสองบริษัทแต่เพียงผู้เดียว"

เมื่อชัยชนะอยู่แค่เอื้อม ทั้งสองก็รู้สึกเหลิงจนตัวลอย

เจ้าเตี้ยหลินชูแก้วไวน์ขึ้น "สเตปต่อไป เราก็แค่หาทางติดต่อศาสตราจารย์ชิวจี้เฟิงให้ได้ แล้วขอซื้อสูตรสารอาหารใหม่จากเขามา ทีนี้เราก็จะสามารถผูกขาดตลาดนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ"

"มาๆ ชนแก้วกันหน่อย" เจ้าอ้วนเจิ้งหรี่ตาเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์

ทางฝั่งของซินอวี่ เธอนำเรื่องที่พ่อแม่จะเดินทางมาโลกโบราณและเรื่องที่พวกเขาอยากจะร่วมลงทุนด้วย ไปบอกให้มั่วจุนเยว่รับรู้

มั่วจุนเยว่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เสิ่นฝูเวยก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน "ยินดีต้อนรับเลย ให้พวกเขามาสิ เรื่องธุรกิจเราคุยกันได้อยู่แล้ว"

ท่าทางกระตือรือร้นและรอยยิ้มกว้างของเสิ่นฝูเวย ทำเอาซินอวี่รู้สึกหวาดระแวงขึ้นมาตงิดๆ "ศิษย์พี่รอง ทำไมวันนี้รอยยิ้มของพี่มันดูน่าขนลุกจังเลยคะ"

รอยยิ้มแบบนี้ดูยังไงก็รู้ว่ากำลังคิดมิดีมิร้ายอยู่แน่ๆ ซินอวี่แทบอยากจะโทรไปบอกให้พ่อแม่หันยานบินกลับเดี๋ยวนี้เลย

เสิ่นฝูเวยยกมือขึ้นลูบใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติของตัวเองเบาๆ "น่าขนลุกตรงไหน ฉันออกจะยิ้มด้วยความจริงใจขนาดนี้"

"จริงใจซะจนน่ากลัวเลยล่ะค่ะ" ซินอวี่บ่นอุบอิบก่อนจะหันไปจัดการงานของตัวเองต่อ

กระทู้ที่เธอตั้งไว้บนเว็บบอร์ดเมื่อคราวก่อน เริ่มมีกระแสตอบรับขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงแม้มันจะน้อยนิดจนแทบมองไม่เห็นก็ตาม

แม้ว่าชาวเน็ตส่วนใหญ่จะยังคงเข้ามาด่าว่าเธอเป็นพวกต้มตุ๋น แต่ก็เริ่มมีบางคนที่ลองกดสั่งซื้อโอสถปี้กู่ไปกิน แล้วกลับมารีวิวผลลัพธ์ให้ฟังบ้างแล้ว

ความเห็นที่ 209: กินมาได้สามวันแล้ว นอกจาดื่มน้ำก็ไม่ได้กินอะไรอีกเลย แต่ร่างกายยังแข็งแรงมีเรี่ยวแรงดีมาก โอสถปี้กู่นี่มันสุดยอดจริงๆ!

ความเห็นที่ 210: คอมเมนต์บนเป็นหน้าม้าแน่นอน ฟันธง

ความเห็นที่ 211: ฉันเอาไปให้โรงพยาบาลตรวจมาแล้ว โอสถปี้กู่นี่ทำมาจากสมุนไพรจีนล้วนๆ มีแค่สรรพคุณบำรุงร่างกายเท่านั้น สารอาหารในนั้นไม่มีทางทดแทนสารอาหารทั่วไปได้หรอก

คนที่กล้าลองกดสั่งซื้อโอสถปี้กู่ไปกินยังมีน้อยมาก และเสียงตอบรับของคนเหล่านั้นก็มักจะถูกกลืนหายไปกับกองทัพคอมเมนต์ด่าทอ

สรุปง่ายๆ ก็คือ พวกเขาไม่เชื่อ ต่อให้จะเอาผลตรวจหรือผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์อะไรมาปาใส่หน้า พวกเขาก็ยังคงไม่เชื่ออยู่ดี

สำหรับคนประเภทนี้ก็คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริง

แต่แล้วซินอวี่ก็บังเอิญไปเจอเข้ากับกระทู้อีกกระทู้หนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เป็นกระทู้ที่ชาวเน็ตคนหนึ่งออกมาแชร์ประสบการณ์รอดตายหวุดหวิดเพราะหินค่ายกลสายลมโชย

เมื่อชาวเน็ตคนอื่นๆ เข้าไปดูและพบว่าเขากำลังแนะนำร้านค้าออนไลน์สำนักเสวียนเทียน พวกเขาก็พากันแห่เข้าไปด่าทอในร้าน แล้วก็สบถด่ากลับออกมา

มีเพียงคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ยังคงเกาะติดสถานการณ์และพูดคุยอัปเดตข้อมูลกันอยู่ในกระทู้

ความเห็นที่ 49: มีใครรู้บ้างว่าช่วงนี้เกิดอะไรขึ้นบนดาวเคราะห์เขตร้อน สองวันนี้อุณหภูมิพุ่งสูงปรี๊ดจนแทบจะสุกตายอยู่แล้ว

ความเห็นที่ 50: คอมเมนต์บนนี่เพิ่งตื่นหรือไง ไม่เห็นคลิปที่เจ้าของกระทู้ลงเหรอ ตอนนี้หมอกความร้อนสูงนั่นยังคงแผ่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ทำเอาอุณหภูมิของเมืองรอบๆ พุ่งสูงปรี๊ดตามไปด้วยเลยเนี่ย

ความเห็นที่ 51: เรื่องนี้ฉันรู้ดี บ้านฉันก็อยู่แถวนั้นแหละ ได้ยินวงในเขาคุยกันว่า หมอกสีเลือดนั่นมันแปลกประหลาดมาก พวกตำรวจอวกาศกับนักวิจัยก็ยังหาทางรับมือไม่ได้ ตอนนี้กำลังเตรียมอพยพคนในเมืองใกล้เคียงแล้วเนี่ย

ความเห็นที่ 52: จะให้อพยพไปไหนล่ะ บ้านช่องก็อยู่ที่นี่ จะให้ทิ้งบ้านทิ้งเมืองไปไหนได้

ซินอวี่ลองค้นหาข่าวเกี่ยวกับดาวเคราะห์เขตร้อนดู ก็พบว่ามีคลิปและรูปภาพเหตุการณ์ถูกโพสต์ลงบนอินเทอร์เน็ตมากมาย จนกลายเป็นประเด็นร้อนขนาดย่อมๆ เลยทีเดียว

ด้วยความที่หมอกปริศนานั้นมีลักษณะประหลาดและยังคงแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ ทำให้นักวิจัยยังไม่สามารถหาวิธีจัดการกับมันได้ ส่งผลให้ชาวเมืองบนดาวเคราะห์เขตร้อนต่างพากันหวาดผวา เกรงว่าดาวเคราะห์เขตร้อนจะซ้ำรอยกลายเป็นดาวร้างเหมือนโลกโบราณ

"มิน่าล่ะ ช่วงนี้ถึงมีคนทักมาถามซื้อหินค่ายกลสายลมโชยหลังไมค์กันเยอะแยะเลย" ซินอวี่หันไปมองถงหลี "ศิษย์พี่ใหญ่ ช่วงนี้พี่ได้ทำหินค่ายกลสายลมโชยเพิ่มบ้างไหมคะ มีคนอยากซื้อเยอะเลย"

ถงหลีทำหน้ามุ่ย "ไม่ได้ทำเลยครับ ไม่มีเวลาเลย"

ค่ายกลเตาหลอมทั้งสิบแท่นเปิดใช้งานพร้อมกันหมด พวกเขาต้องเร่งมือชำระล้างไอมารออกจากหญ้าวิญญาณก่อน ถึงจะนำไปใส่ในค่ายกลเพื่อหลอมโอสถปี้กู่ได้

ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาและเสิ่นฝูเวยจะไม่ต้องคอยเติมวัตถุดิบใส่ค่ายกลเองแล้ว แต่ลำพังแค่ต้องมานั่งชำระล้างไอมารออกจากหญ้าพิษทั้งวันก็เล่นเอาเหนื่อยสายตัวแทบขาด จะเอาเวลาที่ไหนไปสลักหินค่ายกลสายลมโชยอีกล่ะ

ถงหลีเอียงคอทำตาปริบๆ ออดอ้อนมั่วจุนเยว่ "อาจารย์ครับ ช่วงนี้พวกเราเอาแต่ทำงานงกๆ จนไม่มีเวลาบำเพ็ญเพียรเลยนะครับ"

มั่วจุนเยว่ปรายตามองเขาพร้อมกับคลี่ยิ้ม "พวกนายคิดว่าฉันรับพวกนายมาเป็นลูกศิษย์เพื่ออะไรกัน เพื่อมาอุทิศตนสั่งสอนพวกนายฟรีๆ อย่างนั้นเหรอ"

ถงหลี: ...

เสิ่นฝูเวย: ...

ซินอวี่: "...เข้าใจแล้วค่ะ เดี๋ยวฉันไปช่วยศิษย์พี่ชิวจี้เฟิงเติมวัตถุดิบใส่ค่ายกลเดี๋ยวนี้แหละค่ะ"

เมื่อซินฉางเยว่และอวี๋ม่านเดินทางมาถึงตามพิกัดที่ลูกสาวให้ไว้ ภาพค่ายกลที่สาดแสงสีขาวพุ่งทะยานขึ้นฟ้าและโอสถปี้กู่ที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ทำเอาพวกเขาสองคนถึงกับต้องขยี้ตาตัวเองแรงๆ ว่าไม่ได้ตาฝาดไป

"นี่... นี่มันวิธีหลอมโอสถปี้กู่จริงๆ เหรอ แสงสว่างมันจับต้องไม่ได้นี่นา แล้วมันพยุงโอสถปี้กู่ให้ลอยอยู่กลางอากาศได้ยังไง แล้วมันเปลี่ยนรูปร่างของสมุนไพรพวกนั้นได้ยังไงกัน"

อวี๋ม่านพึมพำกับตัวเองอย่างเลื่อนลอย รู้สึกว่าความรู้ที่ร่ำเรียนมาทั้งชีวิตไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ตรงหน้านี้ได้เลย

ซินฉางเยว่เองก็มึนงงไม่แพ้กัน "นี่มันเทคโนโลยีล้ำยุคอะไรกันเนี่ย ทำไมฉันถึงไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย"

ซินอวี่ที่กำลังง่วนอยู่กับการขนหินวิญญาณ เหลือบไปเห็นร่างสองร่างยืนนิ่งอึ้งอยู่ไม่ไกล จึงร้องเรียกด้วยความดีใจแล้ววิ่งเข้าไปหา "พ่อ แม่ มาถึงแล้วทำไมไม่บอกหนู จะได้ออกไปรับ"

ซินฉางเยว่มองไปทางลูกสาว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นจนเนื้อเต้น น้ำตาแห่งความปีติเอ่อล้น เขาออกวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาเธอ

"พ่อ..." ซินอวี่อ้าแขนเตรียมจะสวมกอดพ่อให้ชื่นใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือฝ่ามือใหญ่ๆ ของพ่อ

ซินฉางเยว่ใช้มือดันหน้าผากลูกสาวให้หลบทาง ก่อนจะพุ่งตรงดิ่งไปหาชิวจี้เฟิงด้วยท่าทางเขินอายปานสาวน้อย "ศาสตราจารย์ชิว สวัสดีครับ!"

ซินอวี่: ...นี่แหละพ่อบังเกิดเกล้าของแท้

ชิวจี้เฟิงในสภาพหนวดเคราเฟิ้มหันมามองผู้มาเยือน ก่อนจะหันกลับไปจดจ่ออยู่กับค่ายกลเตาหลอมตามเดิม "ซินอวี่บอกฉันแล้วว่าครอบครัวนายทำธุรกิจสารอาหาร ฉันรู้ว่านายอยากจะถามอะไร สูตรปรับปรุงสารอาหารนั่นฉันขายไปแล้ว ไม่ต้องมาเซ้าซี้ฉันหรอก"

ซินฉางเยว่รู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่าเข้ากลางแสกหน้า ร่างกายแข็งทื่อเป็นหินไปในทันที ความตื่นเต้นดีใจเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น แทนที่ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว

หนทางกอบกู้ธุรกิจของครอบครัวถูกปิดตายลงไปหนึ่งทางแล้ว

ซินฉางเยว่ลองหยั่งเชิงถามดู "ศาสตราจารย์ชิวครับ ไม่ทราบว่าพอจะบอกได้ไหมครับว่าคุณขายสูตรให้ใครไป"

ขอร้องล่ะ อย่าบอกนะว่าขายให้ไอ้พวกศัตรูคู่แข่งนั่นน่ะ!

ทันใดนั้น ชิวจี้เฟิงก็หันหน้าไปทางเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เด็กหนุ่มคนนั้นมีคิ้วเข้มดุจกระบี่ ดวงตาเปล่งประกายดั่งดวงดาว ผิวพรรณขาวสะอาด รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาเอาการจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนธรรมดา

แม้จะมีใบหน้าที่หล่อเหลาปานเทพบุตร แต่รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้านั้นกลับดูน่าขนลุกขนพองแปลกๆ

"สวัสดีครับ ซินอวี่ ศิษย์น้องของผมบอกว่า คุณมาเจรจาธุรกิจใช่ไหมครับ" เสิ่นฝูเวยยกมือทักทายอย่างเป็นกันเอง

ซินฉางเยว่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เขาเอ่ยทักทายตอบกลับไปทีละคนตามการแนะนำของซินอวี่

เขาสังเกตเห็นว่าผู้คนที่นี่ล้วนแต่อายุยังน้อย เจ้าสำนักก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับซินอวี่ เธอกำลังสอนเด็กผู้ชายคนหนึ่งท่องตำราอยู่ ส่วนเด็กคนนั้นก็ทำหน้าย่นด้วยความทรมานใจ

พอพูดถึง 'เจ้าสำนักเสวียนเทียน' ซินฉางเยว่ก็รู้สึกกระดากใจพิกล ฟังดูจูนิเบียวแปลกๆ แต่พอเห็นศาสตราจารย์ชิวจี้เฟิงมาขลุกตัวทำการวิจัยอยู่ที่นี่ แถมยังมีผลงานที่ดูน่าทึ่งเป็นประจักษ์พยาน มันก็ทำให้เขารู้สึกสับสนขัดแย้งในใจอยู่ไม่น้อย

พวกเขาทั้งหมดมานั่งล้อมวงกันที่โต๊ะริมแม่น้ำ

ซินฉางเยว่กำหินค่ายกลสายลมโชยที่ลูกสาวส่งมาให้ไว้แน่น เขารู้สึกตกตะลึงในใจ แต่สีหน้ายังคงเก็บอาการไว้ได้อย่างแนบเนียน "ที่เดินทางมาในครั้งนี้ จุดประสงค์หลักก็คืออยากจะมาเจรจาร่วมธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายโอสถปี้กู่กับทาง... ทางสำนักของพวกคุณน่ะครับ ซินอวี่คงจะเล่ารายละเอียดให้ฟังบ้างแล้วสินะครับ"

ตอนนี้เขารู้สึกประหม่ามาก เพราะนี่คือทางรอดเดียวที่ตระกูลซินเหลืออยู่

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 20 นี่คือทางรอดเดียวที่มี

คัดลอกลิงก์แล้ว