เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19: หยั่งเชิง

บทที่ 19: หยั่งเชิง

บทที่ 19: หยั่งเชิง


การหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านนั้นเป็นเรื่องดีแน่นอน แต่มิติของซืออี้หลานก็ยังมีของอีกหลายอย่างที่ยังขาดแคลน เธอไม่มีเวลามากพอที่จะกักตุนน้ำมันเบนซินหรือยารักษาโรคก่อนที่ภัยธรรมชาติจะมาเยือนอย่างไม่คาดฝัน เธอจึงจำเป็นต้องออกไปข้างนอก

หากเธอต้องการอัปเกรดมิติของเธอต่อไป เธอก็จำเป็นต้องมีเงินสดจำนวนมากเช่นกัน และนั่นก็หมายความว่าเธอต้องออกไปหาคนเพื่อแลกเปลี่ยน

ฝนที่ตกหนักแบบลืมหูลืมตาไม่ขึ้นจะหยุดลงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทว่าน้ำท่วมจะยังคงอยู่ต่อไปอีกกว่าครึ่งปี ระดับน้ำจะยิ่งสูงขึ้นไม่มีลดลง และเมืองเอกแห่งนี้จะกลายเป็นเมืองบาดาล

เรือยางจู่โจมและเรือยางธรรมดาที่เธอซื้อมาก็เพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์นี้นี่แหละ

ในขณะที่คนส่วนใหญ่ทำได้เพียงใช้ถังน้ำ กะละมัง หรือกระดานพายเพื่อเดินทาง การที่เธอออกไปข้างนอกด้วยเรือยางหรือเรือยางจู่โจมมันจะดูสะดุดตาเกินไป เธอจะกลายเป็นหมูอ้วนรอโดนเชือดในสายตาคนอื่นทันที

เธอและซือฉินไม่ใช่สองพ่อลูกที่อ่อนแอไร้ทางสู้ แต่ถึงอย่างนั้น น้ำน้อยก็ย่อมแพ้ไฟ

อาชีพของกู้หยีจวินเป็นสิ่งรับประกันถึงตัวตนของเขาได้เป็นอย่างดี หากได้ทำความรู้จักกันให้ลึกซึ้งขึ้นอีกสักหน่อยและแน่ใจแล้วว่าเขาและเซี่ยงไคหยางเป็นคนที่ไว้ใจได้ พวกเขาก็สามารถร่วมมือกันได้มากกว่าการช่วยเหลือกันภายในตึก และอาจจะจับมือกันออกไปหาเสบียงข้างนอกด้วยกัน

ส่วนเรือยางสองลำที่เธอซื้อมา เธอก็สามารถให้พวกเขายืมลำหนึ่งได้เมื่อถึงเวลา

แต่ทั้งหมดนี้มีข้อแม้ว่ากู้หยีจวินและเซี่ยงไคหยางจะต้องเป็นคนที่เชื่อใจได้จริงๆ

ขณะที่กำลังวางแผนสำหรับอนาคต ซืออี้หลานก็เอนหลังลงบนเตียงเพื่องีบหลับ ช่วงเช้าที่ผ่านมาเป็นครึ่งวันที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น วุ่นวาย และเหน็ดเหนื่อย เมื่อได้ผ่อนคลาย ความเหนื่อยล้าก็เข้าจู่โจมร่างกาย เปลือกตาของเธอเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ เอนกายพิงร่างอุ่นๆ ล่ำๆ ของเจ้าโก่วตั้น ไม่นานเธอก็ผล็อยหลับไป

เธอหลับยาวไปจนถึงช่วงเย็นถึงได้ตื่นขึ้นมา

ซืออี้หลานและโก่วตั้นเดินออกจากห้องนอน ห้องนั่งเล่นที่ถูกตัดไฟนั้นมืดสนิทไร้แสงสว่าง ซือฉินที่นอนอยู่ในห้องของเขาก็ยังไม่ตื่น

ช่วงหลายวันที่ผ่านมาพวกเขาต้องยุ่งวุ่นวายอย่างหนัก ถึงแม้จะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน แต่สองพ่อลูกก็ไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ ต้องอยู่ในสภาวะตื่นตัวและระแวดระวังอยู่ตลอดเวลาจนเส้นประสาทตึงเครียดไปหมด

เธอมีมิติ มีเสบียงอาหารเพียงพอ และรู้ล่วงหน้าว่าภัยธรรมชาติจะเกิดขึ้นรูปแบบไหน ทำให้เธอเตรียมตัวได้พร้อมกว่าคนส่วนใหญ่

แต่พวกเขาอาศัยอยู่ในสังคมมนุษย์ ไม่ใช่ในสุญญากาศ การมีเสบียงเพียงช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับเธอและซือฉินเท่านั้น ภายใต้ภัยธรรมชาตินี้ ยังมีอันตรายมากมายที่เกิดจากทั้งธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ ซ้ำร้าย ภัยธรรมชาติที่มาเยือนเร็วกว่ากำหนด ยังหมายความว่าสิ่งที่เธอรู้ก็อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด

อย่างไรเสีย สองพ่อลูกก็ยังมีกำลังคนน้อยเกินไป การได้พบกับกู้หยีจวินและเซี่ยงไคหยางในวันนี้ ตราบใดที่มิติและเสบียงของเธอไม่ถูกเปิดเผย ทั้งสองครอบครัวก็สามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันและใช้ชีวิตอยู่ในตึกแห่งนี้ได้อย่างปลอดภัยไปได้อีกระยะหนึ่ง

เมื่อผ่อนคลายลง ทั้งเธอและซือฉินก็หลับสนิทในตอนบ่าย

หลังจากเปิดไฟฉุกเฉิน ซืออี้หลานก็เริ่มเตรียมอาหารเย็น

มื้อเที่ยงพวกเขากินดีอยู่ดีเกินไปแล้ว ไม่ว่าในมิติจะมีเสบียงมากแค่ไหนก็ต้องรู้จักประหยัด มื้อเย็นพวกเขาจึงกินแค่บะหมี่ง่ายๆ เธอหยิบเนื้อหมูชิ้นเล็กๆ ออกมาสับและทำซอสเนื้อสับเพื่อทานคู่กับบะหมี่

ส่วนต้นหอม ขิง และพริกหั่นฝอย ซือฉินได้หั่นเตรียมไว้เยอะมากเมื่อสองวันก่อน เธอจึงแค่หยิบออกมาใช้ได้เลย ใบกระวานและโป๊ยกั๊ก ทางร้านได้แยกบรรจุเป็นชุดๆ ไว้ให้ตั้งแต่ตอนซื้อแล้ว ทำให้สะดวกต่อการหยิบมาใช้ทีละน้อย จากนั้นเธอก็หาแครอท พริกแดงสองสามเม็ด เต้าหู้แผ่นแห้งหั่นบางๆ และเห็ดหูหนูดำแห้งแช่น้ำจำนวนหนึ่งจากมิติ แล้วนำทั้งหมดใส่ลงไปในหม้อ

ซอสเนื้อสับชามใหญ่ที่หอมฉุยและน่ากินขนาดนี้คงกินไม่หมดในมื้อเดียว เธอแบ่งใส่ชามเล็กไว้ส่วนหนึ่ง แล้วเก็บส่วนที่เหลือเข้าตู้เย็นไว้กินมื้อหน้า

หลังจากทำเสร็จ ซืออี้หลานก็ดูเวลา ตอนนี้หกโมงกว่าแล้ว เธอเตรียมจะไปเรียกซือฉินให้ตื่นมากินข้าว เพราะถ้านอนตอนบ่ายมากเกินไป ตอนกลางคืนจะนอนไม่หลับ

ทันทีที่เธอเดินออกจากห้องครัว ก็มีคนมาเคาะประตูเหล็กที่ชั้นยี่สิบสาม

"พวกเราเอง กู้หยีจวินกับเซี่ยงไคหยาง"

"โฮ่ง!" โก่วตั้นเห่ารับทันที

หลังจากซืออี้หลานเปิดประตู ดวงตาของเซี่ยงไคหยางก็เป็นประกายวิบวับขณะที่จ้องมองโก่วตั้น "หล่อจัง! หมาตัวนี้หล่อชะมัดเลย! ตั้งแต่เห็นเมื่อตอนกลางวันก็อยากจะลูบมันแล้ว... พี่อี้หลาน ผมขอลูบมันหน่อยได้ไหมครับ"

ยังไม่ทันที่ซืออี้หลานจะอนุญาต เจ้าโก่วตั้นก็กระโจนเข้าหาเขาอย่างกระตือรือร้น หางของมันส่ายดุ๊กดิ๊กเร็วปรื๋อราวกับใบพัดเฮลิคอปเตอร์: มาเลยๆ ลูบฉันได้ตามสบาย ถ้าลูบไม่หนำใจ วันนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับไปเลย

ทั้งคนทั้งหมาต่างก็พอใจด้วยกันทั้งคู่

ซืออี้หลานหันไปมองกู้หยีจวิน "มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ"

หางตาของเธอเหลือบไปเห็นถุงในมือของกู้หยีจวิน และเธอก็บ่นพึมพำในใจ: พวกเขาจะเอาของมาให้อีกแล้วเหรอ? ทั้งที่ตัวเองก็จนกรอบจนมีปัญญาแค่แทะบิสกิตอัดแท่งจิ้มซอสพริก แต่ก็ยังใจป้ำขนาดนี้เนี่ยนะ

และก็เป็นไปตามคาด กู้หยีจวินยื่นถุงให้เธอแล้วตอบว่า "นี่คือบิสกิตอัดแท่งสองห่อนะครับ มันอาจจะไม่อร่อยเท่าไหร่ แต่ถ้าพวกคุณกินอาหารที่มีอยู่หมดแล้ว มันก็พอจะประทังหิวไปได้อีกหลายมื้อ"

มื้อเที่ยงพวกเขากินอาหารของครอบครัวซือไปซะเยอะ กู้หยีจวินและเซี่ยงไคหยางจึงรู้สึกเกรงใจมาก พวกเขาไม่มีอะไรจะตอบแทนแล้ว และเมื่อสำรวจเสบียงของตัวเองดูก็พบว่ามีปัญญาให้แค่บิสกิตอัดแท่งสองห่อเท่านั้น

ซืออี้หลานรับน้ำใจนี้ไว้และไม่ได้รังเกียจบิสกิตอัดแท่งแต่อย่างใด เธอเพียงแค่ถามกลับไปว่า "พวกคุณเองก็เหลืออาหารไม่เยอะแล้วใช่ไหม"

"เรายังพออยู่ได้อีกสองสามวันครับ" กู้หยีจวินตอบอย่างใจเย็นและหนักแน่น "ผมสังเกตดูแล้ว จริงๆ ฝนเริ่มซาลงแล้วนะ น่าจะหยุดตกในอีกสองวัน พอถึงตอนนั้น ผมกับไคหยางวางแผนจะออกไปหาเสบียงกัน คุณกับคุณลุงซืออยากจะไปด้วยกันไหมครับ"

ดวงตาของซืออี้หลานเป็นประกาย "เอาสิคะ!"

นี่แหละคือสิ่งที่เธอต้องการ

เธอไม่คิดเลยว่ากู้หยีจวินจะเป็นฝ่ายเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน

"น้ำข้างนอกลึกขนาดนั้น เราจะออกไปกันยังไงคะ" ซืออี้หลานถาม ในเมื่อเขากล้าเป็นคนเอ่ยปาก เขาก็ต้องมีแผนอยู่ในใจแล้วแน่ๆ

เซี่ยงไคหยางที่กำลังสนุกสนานกับการเล่นกับโก่วตั้น ฉวยโอกาสตอนที่กำลังว่าง ขยิบตาให้เธอและยิ้มอย่างมีเลศนัย "รอดูเถอะครับ พี่เดาไม่ถูกหรอก"

เทคนิคการลูบของเซี่ยงไคหยางนั้นเชี่ยวชาญมากจนได้ใจโก่วตั้นไปเต็มๆ มันไม่อยากให้เขากลับไปเลย พอกู้หยีจวินเรียกเขากลับบ้าน มันก็งับขากางเกงเขาแล้วดึงเข้าไปในบ้าน ส่งเสียงครางหงิงๆ เพื่อรั้งให้เขาอยู่ต่อ

ตอนแรกซืออี้หลานก็ยังไม่ทันตั้งตัว แต่พอเห็นเซี่ยงไคหยางถูกดึงเข้าไปในโถงทางเดิน เธอก็ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ทันใดนั้นเธอก็ตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่: ซอสเนื้อสับที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ของเธอนี่นา!

จมูกไวเหมือนหมาของเซี่ยงไคหยางได้กลิ่นเข้าเสียแล้ว "กลิ่นซอสเนื้อหอมจังเลย! พี่อี้หลานกำลังจะกินบะหมี่เหรอครับ"

ซืออี้หลานตวัดสายตาขุ่นเคืองไปทางโก่วตั้น "ใช่ค่ะ ฉันกะว่าจะทำบะหมี่กินง่ายๆ เป็นมื้อเย็น พวกคุณอยากจะทานด้วยกันไหมล่ะคะ"

ไม่ใช่ว่าเธอขี้เหนียวบะหมี่กับซอสเนื้อสับแค่ไม่กี่คำหรอกนะ... เอ้อ เอาเถอะ เธอก็แอบงกนิดนึงนั่นแหละ... แต่สิ่งที่ทำให้เธอช้ำใจยิ่งกว่าคือพฤติกรรมของเจ้าโก่วตั้นต่างหากล่ะ ตอนที่ซือฉินฝึกมัน ไม่เห็นมันจะฉลาดแสนรู้ขนาดนี้เลย?

โชคดีที่เซี่ยงไคหยางยังมีความเกรงใจอยู่บ้าง จึงรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน

ห้องครัวเป็นแบบกึ่งเปิด กู้หยีจวินจึงมองเห็นตู้เย็นที่ยังคงทำงานตามปกติและแบตเตอรี่ที่วางอยู่ข้างๆ ได้อย่างชัดเจน

พวกเขาคิดว่าแตงโมเย็นๆ ตอนมื้อเที่ยงเป็นแค่แตงโมที่แช่ตู้เย็นไว้และยังมีความเย็นหลงเหลืออยู่หลังจากไฟดับ เพิ่งจะรู้ก็ตอนนี้เองว่าสองพ่อลูกตระกูลซือเตรียมตัวมาดีเยี่ยมขนาดไหน

ด้วยแบตเตอรี่และอินเวอร์เตอร์ ตู้เย็นจึงยังคงทำงานต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง

พอแบตเตอรี่หมด ไฟก็จะตัดไป กู้หยีจวินไม่ได้คิดว่าการใช้ไฟฟ้าที่มีค่ามาหล่อเลี้ยงตู้เย็นเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยหรอกนะ เมื่อนึกถึงอาหารมื้อใหญ่ที่ครอบครัวซือเลี้ยงต้อนรับเมื่อตอนกลางวัน พวกเขาคงมีเนื้อและผักเหลืออยู่อีกเยอะ ถ้าตู้เย็นไม่มีไฟและไม่สามารถรักษาความเย็นไว้ได้ อาหารข้างในก็ต้องเน่าเสียหมด

ด้านข้างหน้าต่างบานใหญ่ในห้องนั่งเล่นก็มีกระถางต้นไม้เล็กๆ วางเรียงรายอยู่ ในนั้นมีทั้งพริก ผักใบเขียว และต้นหอมปลูกเอาไว้ แถมยังมีภาชนะใส่น้ำที่ดูเหมือนกำลังเพาะถั่วงอกอยู่อีกด้วย

ปริมาณผักเหล่านี้อาจจะไม่มากนัก แต่มันก็เพียงพอให้สองพ่อลูกประหยัดกินไปได้อีกสักพัก

เซี่ยงไคหยางยกนิ้วโป้งให้ด้วยความชื่นชม "สุดยอดไปเลย พวกพี่นี่ใช้ชีวิตเป็นจริงๆ นะเนี่ย!"

มีผู้หญิงอยู่ในบ้านมันดีแบบนี้นี่เอง ลำพังผู้ชายอกสามศอกสองคนอย่างพวกเขาคงคิดไม่ถึงเรื่องพวกนี้หรอก

ในเมื่อพวกเขาเข้ามาแล้ว ซืออี้หลานก็เลยปล่อยให้พวกเขาดูได้อย่างเปิดเผย ยังไงเธอก็จัดเก็บข้าวของเรียบร้อยหมดแล้ว และสิ่งที่วางโชว์อยู่ในบ้านตอนนี้ก็ตั้งใจจัดฉากให้พวกเขาเห็นอยู่แล้ว

"ช่วงนึงมีกระแสนิยมการตั้งแคมป์กับปิกนิก ฉันก็เลยบ้าจี้ซื้อของมาซะเยอะแยะ แต่ก็ไม่เคยได้ใช้เลยสักครั้ง ไม่คิดเลยว่ามันจะได้มาใช้ประโยชน์ในเวลาแบบนี้"

"อ้อ จริงสิ รองน้ำฝนมาทั้งบ่าย ถังกับกะละมังน่าจะเต็มแล้ว เดี๋ยวฉันช่วยยกไปส่งให้พวกคุณนะคะ!"

ของหนักขนาดนี้ ผู้ชายอกสามศอกสองคนจะยอมให้ผู้หญิงบอบบางอย่างซืออี้หลานที่ไม่มีแรงแม้แต่จะเชือดไก่เป็นคนยกได้อย่างไร พวกเขารีบบอกให้เธอเดินนำทางไปและอาสาจะเป็นคนยกเอง

เมื่อได้เห็นถังพลาสติกขนาดใหญ่พิเศษนับสิบใบบนดาดฟ้าของครอบครัวซือ กู้หยีจวินและเซี่ยงไคหยางก็รู้สึกว่าถังและกะละมังไม่กี่ใบในมือของพวกเขานั้นดูซอมซ่อลงไปถนัดตา

ซืออี้หลานจงใจทิ้งถังพวกนี้ไว้เพื่อให้พวกเขาเห็น

หลังจากน้ำท่วมยาวนานกว่าครึ่งปี ก็จะตามมาด้วยสภาพอากาศหนาวจัดอีกกว่าครึ่งปี หากไม่มีอะไรผิดพลาด สองครอบครัวก็น่าจะอาศัยอยู่ที่นี่ไปตลอดและไม่ย้ายไปไหน

ในเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปอีกนาน มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะแกล้งทำตัวให้มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวและสกปรกมอมแมมเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกเขาต้องสงสัย การให้พวกเขารู้ล่วงหน้าว่าบ้านเธอไม่ได้ขาดแคลนน้ำก็จะเป็นการปูทางสำหรับอนาคตด้วยเช่นกัน

หากแค่ถังน้ำไม่กี่สิบใบก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขามีเจตนาแอบแฝง งั้นหลังจากนี้ถ้าเธอค่อยๆ ทยอยเอาของอย่างอื่นออกมา พวกเขาก็คงจะอิจฉาตาร้อนหนักกว่าเดิม และอาจจะลอบกัดเธอและซือฉินเข้าสักวัน

ถ้าเป็นแบบนั้น เธอจะได้ถอยห่างจากพวกเขาแต่เนิ่นๆ และก็ไม่จำเป็นต้องสานสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งไปกว่านี้อีก

หลังจากกู้หยีจวินและเซี่ยงไคหยางยกถังและกะละมังของตัวเองลงไปแล้ว พวกเขาก็ขออนุญาตซืออี้หลานและช่วยกันยกถังน้ำของเธอเข้ามาไว้ในบ้านสองสามใบเพื่อให้เธอใช้น้ำได้สะดวก

"ถ้าใช้น้ำถังนี้หมดแล้วก็เรียกพวกเราได้เลยนะ เดี๋ยวพวกเราจะขึ้นมาช่วยยกถังอื่นลงมาให้อีก"

กลิ่นหอมของซอสเนื้อสับในครัวลอยมาเตะจมูกพวกเขาไม่ขาดสาย หลังจากผู้ชายสองคนช่วยงานเสร็จ พวกเขาก็คว้าถังและกะละมังของตัวเองแล้ววิ่งแจ้นลงบันไดไปราวกับมีหมาบ้าวิ่งไล่กวด

ด้วยการป้องกันของประตูเหล็กบานใหญ่ทั้งสองบาน และหลังจากที่ไช่ซูหางและมู่เหม่ยถงต้องล่าถอยและถูกไล่ตะเพิดกลับไป ชั้นที่ 22 และ 23 ก็กลับคืนสู่ความสงบสุขตลอดสองวันที่ผ่านมา โดยไม่มีใครขึ้นมาหาเรื่องพวกเขารำคาญใจอีก

ทว่าในชั้นที่อยู่ต่ำกว่าชั้น 22 ลงไปนั้น สถานการณ์ไม่ได้สงบสุขเช่นนี้เลย

จบบทที่ บทที่ 19: หยั่งเชิง

คัดลอกลิงก์แล้ว