เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 - มือทวนไร้เงา หลินเฉิน

บทที่ 34 - มือทวนไร้เงา หลินเฉิน

บทที่ 34 - มือทวนไร้เงา หลินเฉิน


บทที่ 34 - มือทวนไร้เงา หลินเฉิน

หลังจากเข้าเมืองมาแล้ว เจียงเฉินกับพวกเขาทั้งสามคนก็เข้าพักที่โรงเตี๊ยมแห่งเดียวกัน

จากการพูดคุยทำความรู้จัก เจียงเฉินถึงได้รู้ว่าจอมยุทธ์พเนจรแซ่หวังผู้นั้นมีชื่อว่าหวังเจวี๋ย ส่วนอีกสองคนชื่อหูซิวและจางจี้

พวกเขาทั้งสามคนรู้จักกันด้วยความบังเอิญ แถมยังมีนิสัยใจคอคล้ายคลึงกันก็เลยตกลงคบหาเป็นสหายกัน

เมื่อทั้งสามคนวางสัมภาระลงแล้วก็แทบจะรอไม่ไหวรีบพากันออกไปหาความสำราญในตัวเมืองทันที แถมยังเอ่ยปากชวนเจียงเฉินไปด้วยอย่างกระตือรือร้น ทว่าเจียงเฉินก็ปฏิเสธไป

ตกกลางคืน เจียงเฉินก็นั่งขัดสมาธิฝึกลมปราณอยู่ในห้องพัก แม้เขาจะยึดหลักการบำเพ็ญเพียรที่ต้องรู้จักยืดหยุ่นและผ่อนคลาย แต่ช่วงกลางวันเขาก็ผ่อนคลายมาทั้งวันแล้ว

หากตอนกลางคืนยังไม่ขยันขันแข็งฝึกฝนเพิ่มเติม แล้วเมื่อไหร่เขาถึงจะบรรลุความเป็นอมตะได้ล่ะ

อีกอย่างตอนนี้ก็ใกล้จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ดวงจันทร์นับวันก็ยิ่งกลมโตสว่างไสว แสงจันทราแห่งพลังไท่อินก็สาดส่องลงมายังพื้นโลกราวกับของฟรีที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ

ถูกต้องแล้ว เจียงเฉินอ้าแขนรับทุกสิ่ง ไม่เพียงแต่ดูดซับปราณบริสุทธิ์จากดวงอาทิตย์เท่านั้น แม้แต่แสงจันทราแห่งพลังไท่อินเขาก็ไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือ

สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเต๋าแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเป็นอย่างยิ่ง

เพราะวิถีเต๋ามีระบบแบบแผนเป็นของตัวเอง การดูดซับปราณสีม่วงในยามเช้าก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่การดูดซับทั้งแสงจันทราและปราณดวงอาทิตย์ไปพร้อมๆ กัน มักจะทำให้พลังปราณในร่างกายแม้จะแข็งแกร่งแต่ก็ไม่บริสุทธิ์พอ

นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมปีศาจจำนวนมากมักจะติดแหง็กอยู่ในระดับการบำเพ็ญเพียรระดับใดระดับหนึ่งเป็นเวลานานหลายร้อยปี

ทว่าเรื่องเหล่านี้กลับไม่เป็นปัญหาสำหรับเจียงเฉินเลยแม้แต่น้อย เขามีร่างกายที่พิเศษกว่าคนทั่วไป จึงไม่มีคำว่าคอขวดสำหรับการบำเพ็ญเพียรของเขา ในทางกลับกัน การสอดประสานกันของพลังหยินและหยางกลับทำให้พลังปราณของเขายิ่งทวีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

แต่การทำอะไรที่มากเกินไปก็ย่อมส่งผลเสีย เจียงเฉินจึงดูดซับแสงจันทราเพียงแค่เล็กน้อยแล้วก็หยุดพัก

จากนั้นเขาก็ไปอาบน้ำล้างหน้าล้างตาแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียง

ทว่าในตอนกลางคืนเจียงเฉินก็ได้ยินเสียงสวบสาบดังมาจากมุมห้อง

เขาถึงกับรู้สึกพูดไม่ออก หนูในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ดูจะเยอะกว่าในป่าบนเขาเสียอีก

ส่วนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์อย่างสำนักเหมาซานนั้นย่อมไม่มีหนูมารบกวนอยู่แล้ว

เจียงเฉินสะบัดแขนเสื้อเพียงครั้งเดียว หนูตัวใหญ่หลายตัวกับหนูตัวเล็กอีกนับสิบตัวก็ถูกเจียงเฉินย้ายรังไปเสียแล้ว

บนท้องถนน แมวลายสลิดตัวหนึ่งกำลังนอนให้นมลูกแมวน้อยสี่ตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ช่วงนี้มันเองก็รู้สึกเหนื่อยล้าเต็มที พวกเด็กๆ กินจุมากจนมันตัวเดียวออกล่าหนูแทบไม่ทันแล้ว

ทว่าจู่ๆ ที่ข้างรังของมันก็มีหนูตัวใหญ่หลายตัวและหนูตัวเล็กอีกหนึ่งครอกโผล่มา

ในเวลานี้ตาแมวตัวใหญ่จ้องตาหนูตัวใหญ่ ตาแมวตัวเล็กจ้องตาหนูตัวเล็ก ทั้งสองฝ่ายต่างก็พากันงุนงงไปชั่วขณะ

"จี๊ดๆ"

ในที่สุดพวกหนูตัวใหญ่ก็ตั้งสติได้ พวกมันส่งเสียงร้องด้วยความตกใจและเตรียมจะวิ่งหนีเอาตัวรอด

แต่แมวลายสลิดนั้นลงมือได้รวดเร็วกว่า ตะปบซ้ายทีตะปบขวาที แถมในปากยังคาบเอาไว้อีกหนึ่งตัว

ส่วนพวกหนูตัวเล็กก็ถูกลูกแมวน้อยทั้งหลายรุมตะครุบจนอยู่หมัด

"เหมียว"

คราวนี้เจียงเฉินถึงได้นอนหลับพักผ่อนได้อย่างสบายใจไปจนสว่าง

เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงเฉินตื่นแต่เช้าตรู่ ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็เดินลงไปชั้นล่าง

ทว่าเมื่อลงมาถึงชั้นล่างเขาก็สัมผัสได้ว่า บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมวันนี้ดูแปลกไปจากปกติ

ไร้ซึ่งเสียงจอแจเอะอะโวยวายเหมือนวันวาน แถมยังมีคนนั่งกินมื้อเช้าอยู่ในโรงเตี๊ยมเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ที่โต๊ะริมหน้าต่างมีเพียงชายหนุ่มผู้หนึ่งที่สะพายทวนยาวซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยผ้าเอาไว้ด้านหลัง กำลังนั่งกินข้าวอย่างเชื่องช้า

เจียงเฉินเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าเขาก็ไม่ได้ใส่ใจ สั่งเสี่ยวเอ้อให้ยกมื้อเช้ามาเสิร์ฟแล้วก็นั่งกินเงียบๆ คนเดียว

อีกด้านหนึ่ง ชายหนุ่มผู้นั้นเมื่อเห็นว่ามีคนไม่เกรงกลัวเขาแถมยังกล้ามานั่งกินข้าวอย่างหน้าตาเฉย ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเจียงเฉินอีกสองสามครั้ง

สวมชุดนักพรต ไม่รู้ว่าเป็นคนของอารามเต๋าแห่งไหนในเมืองหยางโจวกัน

ชายหนุ่มส่ายหน้า อารามเต๋าในเมืองหยางโจวส่วนใหญ่มักจะดีแต่สร้างชื่อเสียงจอมปลอมหลอกลวงชาวบ้าน เขาเคยไปขอคำชี้แนะมาแล้วสองสามแห่ง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีที่ไหนพอจะมีฝีมือเลยสักแห่ง

มีอารามเต๋าสองแห่งที่พอจะมีวิชาอาคมเล็กๆ น้อยๆ ติดตัวอยู่บ้าง แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทวนยาวของเขา ก็ล้วนแต่อ่อนหัดราวกับไก่ดินสุนัขกระเบื้อง ทนรับการโจมตีไม่ได้เลยแม้แต่กระบวนท่าเดียว

"ท่านนักพรตน้อย ตื่นเช้าจังเลยนะ"

ในตอนนั้นเอง หวังเจวี๋ยและเพื่อนอีกสองคนก็เดินเอามือกุมบั้นเอว ขอบตาดำคล้ำเป็นหมีแพนด้าเดินเข้ามาจากประตูหน้า

ทันทีที่พวกเขาเดินเข้ามา เจียงเฉินก็ได้กลิ่นเครื่องประทินโฉมราคาถูกเหม็นฉุนเตะจมูกมาแต่ไกล

ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาตวัดแขนเสื้อเบาๆ สายลมบริสุทธิ์ก็พัดโชยมาปัดเป่ากลิ่นแป้งหอมฉุนบนตัวของพวกเขาทั้งสามคนจนมลายหายไปสิ้น

ทั้งสามคนพลันรู้สึกตาสว่างขึ้นมาทันที ความเหนื่อยล้าจากการตรากตรำทำงานหนักเมื่อคืนนี้หายเป็นปลิดทิ้ง

คราวนี้พวกเขาจึงยิ่งมั่นใจว่า เจียงเฉินคือนักพรตผู้มีวิชาอาคมสูงส่งอย่างแท้จริง ไม่ใช่นักพรตกำมะลอที่คอยหลอกลวงชาวบ้าน

"ขอบคุณท่านนักพรตน้อยมาก"

ทั้งสามคนประสานมือคารวะพร้อมกัน

"ไม่ต้องเกรงใจหรอก ทั้งสามท่าน ไม่ทราบว่าการประลองระหว่างจ้าวเทียนไห่แห่งสำนักดาบทองกับหลินเฉินมือทวนไร้เงาถูกกำหนดไว้เมื่อใดหรือ"

"อ้อ เรื่องของจ้าวเทียนไห่กับหลิน หลิน หลินเฉินผู้นั้นน่ะหรือ"

หวังเจวี๋ยยังพูดไม่ทันจบก็เบิกตาโพลงราวกับเห็นผี จ้องมองไปที่ชายหนุ่มซึ่งนั่งอยู่ริมหน้าต่าง

และชายหนุ่มผู้นั้นก็วางตะเกียบลงในเวลานี้พอดี สายตาอันแหลมคมตวัดมองมาทางพวกเขา

"ท่านนักพรตน้อย อยากจะไปชมการประลองเป็นตายระหว่างข้ากับจ้าวเทียนไห่งั้นหรือ"

ชายหนุ่มผู้นั้นดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจียงเฉิน ประมาณยี่สิบกว่าปี ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงความโศกเศร้าและผ่านโลกมาอย่างโชกโชน

การพูดถึงบุคคลที่สามต่อหน้าเจ้าตัว แม้แต่เจียงเฉินก็ยังรู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง ทว่าเขาก็สลัดความรู้สึกนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว

เขาลุกขึ้นยืนและประสานมือคารวะหลินเฉิน

"นักพรตต้อยต่ำผู้นี้มีนามว่าเสวียนอี เมื่อครู่ไม่ทราบว่าจอมยุทธ์หลินนั่งอยู่ตรงนี้ด้วย ต้องขออภัยที่เสียมารยาท"

หลินเฉินเองก็ไม่ได้วางมาดหยิ่งยโส เขาลุกขึ้นยืนและประสานมือตอบรับเช่นกัน

"นักพรตน้อย ข้ากับจ้าวเทียนไห่นัดประลองกันที่หมู่บ้านเป่ยย่วน ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปสามสิบลี้ เจ้าจะไปพร้อมกับข้าหรือไม่"

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จากเดิมที่หลินเฉินเพียงแค่อยากจะสะสางความแค้นระหว่างเขากับจ้าวเทียนไห่อย่างเงียบๆ

ทว่าจู่ๆ เขาก็เกิดความคิดที่อยากจะให้มีการประลองครั้งนี้มีพยานรู้เห็นเพิ่มมากขึ้น

แม้ว่าอันที่จริงแล้ว ข่าวเรื่องการประลองระหว่างเขากับจ้าวเทียนไห่จะแพร่สะพัดออกไปจนรู้กันถ้วนหน้าแล้วก็ตาม

"นักพรตน้อย ข้ามีข้อเสนอจะตกลงกับเจ้า หากข้าพ่ายแพ้ ก็ขอรบกวนให้เจ้าช่วยฝังศพของข้าไว้ที่นั่นด้วย ตัวข้านั้นไร้ซึ่งทรัพย์สมบัติใดๆ มีเพียงทวนยาวเล่มนี้ที่พอจะนำไปแลกเงินได้สักสองสามตำลึง ไม่ทราบว่านักพรตน้อยสนใจจะรับข้อเสนอนี้หรือไม่"

เจียงเฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย

"ในเมื่อจอมยุทธ์หลินมีชีวิตที่ใสสะอาดปราศจากมลทิน มีเพียงทวนยาวเล่มนี้เป็นเพื่อนคู่กาย นักพรตต้อยต่ำผู้นี้จะไปแย่งชิงของรักของหวงของท่านมาได้อย่างไร หากท่านสิ้นชีพ ข้าย่อมต้องทำพิธีสวดส่งวิญญาณและฝังศพให้แก่ท่านอย่างแน่นอน"

เมื่อหลินเฉินได้ยินดังนั้น ดวงตาก็ทอประกายวาบขึ้นมา

"ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้ข้าจะประเมินท่านนักพรตน้อยต่ำเกินไปเสียแล้ว ถ้าเช่นนั้นก็ร่วมทางไปด้วยกันเถิด"

หวังเจวี๋ยและเพื่อนอีกสองคนที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างก็ตัวสั่นงันงก ไม่กล้าเอ่ยปากสอดแทรกใดๆ ทั้งสิ้น

ปกติพวกเขามักจะวางมาดอวดเก่งไปทั่ว แต่เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับยอดฝีมือในยุทธภพตัวจริงเสียงจริง ก็อดไม่ได้ที่จะเผยความขลาดกลัวออกมา

ทว่าความอยากรู้อยากเห็นในการประลองระหว่างสองยอดฝีมือก็เอาชนะความหวาดกลัวในจิตใจไปได้ในที่สุด พวกเขากัดฟันแน่นและตัดสินใจเดินตามหลังเจียงเฉินและหลินเฉินไป

และเมื่อเดินทางออกจากตัวเมือง ด้านหลังของพวกเขาก็มีผู้คนเดินตามมาสมทบมากขึ้นเรื่อยๆ

คนเหล่านี้ล้วนแต่ได้ยินข่าวเรื่องการประลองระหว่างหลินเฉินกับจ้าวเทียนไห่ และตั้งใจมาเป็นสักขีพยานด้วยกันทั้งสิ้น

"จอมยุทธ์หลิน ไม่ทราบว่าการประลองในครั้งนี้ ท่านคิดว่าตนเองมีโอกาสชนะมากน้อยเพียงใดหรือ"

มือที่ทิ้งตัวลงข้างลำตัวของหลินเฉินขยับกำทวนยาวที่สะพายอยู่ด้านหลังแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

"แม้ว่าจ้าวเทียนไห่ผู้นี้จะมีนิสัยใจคอที่ต่ำช้าเลวทราม แต่วรยุทธ์ของเขาก็ร้ายกาจจนถึงขั้นปรมาจารย์อย่างแท้จริง"

"ข้าเริ่มฝึกเพลงทวนตั้งแต่อายุห้าขวบ อายุสิบเอ็ดขวบก็สามารถกวาดล้างรังโจรภูเขาได้ด้วยตัวคนเดียว อายุสิบแปดปีก็ได้ประลองวิชากับเจ้าสำนักหมิงเฉิงและเอาชนะมาได้อย่างฉิวเฉียดด้วยกระบวนท่าเดียว อายุยี่สิบปีเพลงทวนของข้าก็บรรลุถึงขั้นสูงสุด สามารถเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือของจิ้งจอกจำแลงได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน"

"จนถึงตอนนี้อายุยี่สิบสองปี ข้าได้ท้าประลองกับห้ายอดฝีมือแห่งจงหยวน เอาชนะได้สี่คนและเสมอหนึ่งคน ในท้ายที่สุดข้าก็สามารถบรรลุเพลงทวนไม้ตายได้ท่ามกลางสายฝน แต่เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับจ้าวเทียนไห่ ข้าก็ยังกล้าพูดได้แค่ว่ามีโอกาสชนะเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 34 - มือทวนไร้เงา หลินเฉิน

คัดลอกลิงก์แล้ว