เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 - มุ่งหน้าสู่นครฉางอัน

บทที่ 31 - มุ่งหน้าสู่นครฉางอัน

บทที่ 31 - มุ่งหน้าสู่นครฉางอัน


บทที่ 31 - มุ่งหน้าสู่นครฉางอัน

"ศิษย์พี่ใหญ่"

เมื่อเห็นศิษย์พี่ใหญ่หลี่หานกวงเดินเข้ามา เจียงเฉินก็รีบวางน่องไก่ในมือลงและประสานมือคำนับทันที

จากนั้นเขาก็มองกลุ่มคนของหวังฉงเสียนที่เดินตามหลังหลี่หานกวงมาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

"เจียงเฉิน ฝ่าบาทได้ยินมาว่าท่านอาจารย์ได้รับเจ้าเป็นศิษย์คนใหม่ จึงส่งราชโองการมาเพื่อเชิญเจ้าไปร่วมงานเลี้ยงที่วังหลวงในเทศกาลไหว้พระจันทร์ นี่คือใต้เท้าหวัง ราชทูตผู้ทำหน้าที่อัญเชิญราชโองการมา"

"นครฉางอันงั้นหรือขอรับ"

เจียงเฉินหันไปทำความเคารพหวังฉงเสียน

"คารวะใต้เท้าหวัง"

หวังฉงเสียนยิ้มและพยักหน้ารับ

"วีรบุรุษมักถือกำเนิดตั้งแต่วัยเยาว์จริงๆ นักพรตน้อยช่างดูสง่างามเหนือธรรมดา หากฝ่าบาทได้ทอดพระเนตรเห็นจะต้องโปรดปรานเป็นอย่างมากแน่ๆ"

โปรดปรานอย่างนั้นหรือ

เจียงเฉินพลันรู้สึกเสียวสันหลังวาบและรู้สึกเย็นยะเยือกที่ประตูหลังขึ้นมาทันที เขาเคยได้ยินมาว่าพวกขุนนางชั้นผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจในสมัยโบราณมักจะชื่นชอบชายรักชาย ถึงขั้นมีการตั้งหอนายโลมขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อการนี้เลยทีเดียว

ฮ่องเต้ถังเสวียนจงองค์นี้คงจะไม่ได้มีรสนิยมแบบนี้หรอกนะ

แม้ว่าในประวัติศาสตร์จะไม่มีบันทึกเรื่องนี้เอาไว้ มีเพียงตำนานรักอันลือลั่นระหว่างถังเสวียนจงกับหยางกุ้ยเฟยที่โด่งดังกระฉ่อนไปทั่วก็ตาม

แต่ก็ใช่ว่าเขาจะชอบทั้งชายและหญิงไม่ได้นี่นา แถมตอนนี้หยางกุ้ยเฟยก็น่าจะเพิ่งเกิดด้วยซ้ำ

หากฮ่องเต้ถังเสวียนจงกล้ามีความคิดไม่ซื่อกับประตูหลังของเขา เขาก็จะเตะก้นฮ่องเต้สักป้าบให้ดู

"ในเมื่อราชโองการถูกส่งมาถึงแล้ว ถ้าเช่นนั้นท่านนักพรตหานกวง ข้าน้อยขอตัวลาก่อน"

กล่าวจบ หวังฉงเสียนก็พากลุ่มคนรีบลงจากเขาไป เพื่อเดินทางกลับไปรายงานความคืบหน้าที่เมืองหลวง

หลี่หานกวงหันมามองเจียงเฉิน

"ศิษย์น้อง ระดับการบำเพ็ญเพียรของเจ้าใกล้จะทะลวงถึงระดับบรรลุเต๋าขั้นสูงสุดแล้วงั้นหรือ"

เจียงเฉินตอบด้วยความตื่นเต้น

"หลังจากบรรลุเคล็ดวิชานี้ เจตจำนงกระบี่ก็ทะลวงเส้นลมปราณในร่างกายของข้าไปหลายจุด จึงทำให้ข้าสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้นขอรับ"

"ฝ่าบาททรงให้เจ้าไปร่วมงานเลี้ยงที่วังหลวงในเทศกาลไหว้พระจันทร์ เจ้าก็เตรียมตัวออกเดินทางเถอะ ถือโอกาสนี้ไปท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตาที่นครฉางอันด้วยเลย เจ้าเองก็อยากไปที่นั่นมาตลอดไม่ใช่หรือ"

หลี่หานกวงกล่าว

ก่อนหน้านี้เจียงเฉินอยากไปเที่ยวนครฉางอันมาโดยตลอด แต่หลังจากที่ได้บำเพ็ญเพียรที่สำนักเหมาซาน เขาก็เปลี่ยนความคิดนั้นไปแล้ว

การท่องเที่ยวจะไปสบายเท่าการบำเพ็ญเพียรได้อย่างไร แต่ในเมื่อฮ่องเต้มีราชโองการมา เขาก็คงต้องไปสักหน่อย

ถือเสียว่าเป็นการไปขัดเกลาจิตใจก็แล้วกัน แล้วก็ถือโอกาสปราบปีศาจช่วยเหลือชาวบ้านระหว่างทางเพื่อสะสมบุญบารมีไปด้วย เผื่อว่าในอนาคตเมื่อได้ขึ้นสวรรค์ไปจะได้มีตำแหน่งขุนนางดีๆ ทำบ้าง

ใช่แล้ว โลกใบนี้มีสวรรค์อยู่จริง ทว่านับตั้งแต่ยุคราชวงศ์ฉินเป็นต้นมา สวรรค์ก็ไม่เคยปรากฏให้เห็นในโลกมนุษย์อีกเลย และไม่เคยมีเซียน เทพเจ้า หรือพระพุทธองค์องค์ใดจุติลงมาเกิดบนโลกมนุษย์อีกเลย

"แต่เมื่อไปถึงนครฉางอันแล้ว เจ้าจะต้องระมัดระวังตัวให้มาก ที่นั่นมีทั้งคนดีและคนเลวปะปนกันไปหมด แม้ว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของเจ้าจะไม่ด้อยไปกว่าใคร แต่หอกดาบที่พุ่งมาตรงหน้ายังพอหลบหลีกได้ ส่วนลูกศรอาบยาพิษที่ลอบยิงมานั้นยากที่จะป้องกัน หากเจ้าเป็นอะไรไป เกรงว่าคงจะสมใจใครหลายคนเลยล่ะ"

เมื่อพูดถึงตรงนี้น้ำเสียงของหลี่หานกวงก็แฝงไปด้วยความเย็นเยียบ

"ศิษย์พี่ใหญ่วางใจเถอะขอรับ เมื่อไปถึงนครฉางอันแล้ว ข้าจะไม่ทำให้ชื่อเสียงของสำนักเหมาซานต้องมัวหมองอย่างแน่นอน"

หลี่หานกวงพยักหน้า ก่อนจะปลดกระบี่วิเศษที่สะพายอยู่ด้านหลังส่งให้เจียงเฉิน

"ศิษย์พี่ใหญ่ นี่มัน"

"รับไปเถอะ ในเมื่อเจ้าบรรลุวิชาภาพลักษณ์กระบี่วิญญาณซ่างชิงแล้ว กระบี่วิเศษเล่มนี้ก็เหมาะที่จะให้เจ้าพกติดตัวไปใช้ป้องกันตัวในการเดินทางครั้งนี้พอดี"

เจียงเฉินรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก เขารู้ดีว่าอันที่จริงแล้วศิษย์พี่ใหญ่หลี่หานกวงก็ฝึกฝนวิชาภาพลักษณ์กระบี่วิญญาณซ่างชิงสำเร็จเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงถูกกำหนดให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักเหมาซานคนต่อไปตั้งแต่เนิ่นๆ

กระบี่วิเศษเล่มนี้คือสัญลักษณ์ของเจ้าสำนักเหมาซาน อีกทั้งยังเป็นของวิเศษที่มีอานุภาพร้ายกาจหาที่เปรียบมิได้ของสำนัก ในอดีตศิษย์พี่ใหญ่เคยใช้กระบี่เล่มนี้สังหารไท่ซุ่ยมาแล้ว

"ศิษย์พี่ใหญ่วางใจเถอะ ข้าจะนำกระบี่วิเศษของสำนักกลับมาอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนอย่างแน่นอน"

เจียงเฉินให้คำมั่นอย่างหนักแน่น

สองวันต่อมาเจียงเฉินก็วาดอสนีบาตทั้งห้าเพิ่มขึ้นมาอีกจำนวนหนึ่ง แถมยังสำเร็จเคล็ดวิชาที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอย่างคาถาอสนีบาตกลางฝ่ามืออีกด้วย

เคล็ดวิชานี้แตกต่างจากวิชาสายฟ้าทั่วไป ตรงที่เน้นการบำเพ็ญเพียรจากภายใน อาศัยหลักการสอดประสานของพลังหยินหยาง ซึ่งแตกต่างจากวิชาเรียกสายฟ้าที่เป็นเพียงวิชาสายฟ้าสายหยิน

แม้ว่าในช่วงแรกอานุภาพของคาถาอสนีบาตกลางฝ่ามือจะเทียบไม่ได้กับการเรียกสายฟ้าจากเบื้องบนโดยตรง แต่ขีดจำกัดสูงสุดของมันนั้นกลับไร้ขอบเขต จึงถือเป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาที่ทรงพลังที่สุดของสำนักเหมาซานเช่นกัน

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทั่วทั้งสำนักเหมาซานได้ยินเสียงฟ้าร้องดังสนั่นมาจากภูเขาด้านหลังอยู่ไม่ขาดสาย นั่นเป็นเพราะเจียงเฉินกำลังฝึกฝนคาถาอสนีบาตกลางฝ่ามือเพื่อเพิ่มค่าประสบการณ์นั่นเอง

[ทักษะ: ชำนาญการต่อสู้ (ระดับ 3) ชำนาญเพลงดาบ (ระดับ 1) ชำนาญเพลงกระบี่ (ระดับ 3) วิชายันต์ (ระดับ 3) คาถาแสงทองศักดิ์สิทธิ์ (ระดับ 2) วิชาคร่าสามวิญญาณ (ระดับ 2) ภาพลักษณ์กระบี่วิญญาณซ่างชิง (ระดับ 1) อสนีบาตกลางฝ่ามือ (ระดับ 2)]

[ค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้ในการเลื่อนระดับคาถาแสงทองศักดิ์สิทธิ์: 902/1000]

[ค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้ในการเลื่อนระดับวิชาคร่าสามวิญญาณ: 132/1000]

[ค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้ในการเลื่อนระดับภาพลักษณ์กระบี่วิญญาณซ่างชิง: 11/100]

[ค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้ในการเลื่อนระดับอสนีบาตกลางฝ่ามือ: 146/1000]

หลังจากที่ฝึกฝนคาถาแสงทองศักดิ์สิทธิ์มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในที่สุดเจียงเฉินก็ใกล้จะทะลวงผ่านระดับก้าวต่อไปแล้ว เขาสัมผัสได้ว่าเพียงแค่สังหารปีศาจน้อยใหญ่อีกสักสองสามตัวระหว่างทาง เขาก็จะสามารถยกระดับคาถาแสงทองศักดิ์สิทธิ์ให้ถึงระดับสามได้แล้ว

เขาไม่ได้เตรียมข้าวของสัมภาระอะไรมากมายนัก นำเพียงแค่กระบี่วิเศษ ยันต์จำนวนหนึ่ง เงินตั๋วแลกเงินที่ศิษย์พี่ศิษย์น้องมอบให้ และแผนที่อีกหนึ่งแผ่นติดตัวมาด้วยเท่านั้น จากนั้นเขาก็ออกเดินทาง

แต่ก่อนจะออกเดินทาง ศิษย์พี่สามเซวียซีชางกลับทำตัวลึกลับซับซ้อน เรียกเขาไปพบเป็นการส่วนตัวและยัดเยียดสมุดภาพให้เขาเล่มหนึ่ง

บอกว่าถ้าไปถึงนครฉางอันแล้ว สิ่งที่พลาดไม่ได้เลยก็คือการไปฟังเพลงที่หอนางโลม

เมื่อเจียงเฉินเปิดสมุดภาพดู ก็พบว่าข้างในเต็มไปด้วยภาพวังวสันต์ทั้งนั้น

แต่เจียงเฉินกลับนำสมุดภาพเล่มนั้นไปมอบให้ศิษย์พี่ใหญ่ทันที

ผลก็คือตลอดสองสามวันให้หลัง ทั่วทั้งสำนักเหมาซานได้ยินเสียงโอดครวญร้องขอชีวิตของเซวียซีชางดังลั่นไปทั่ว

เจียงเฉินเข้าไปกราบลาท่านอาจารย์แล้วจึงออกเดินทาง

ทันทีที่เดินลงจากเขาเจียงเฉินก็เริ่มหลงทางเสียแล้ว

เขาอ่านแผนที่ไม่ค่อยออก เพราะโดยเนื้อแท้แล้วเขาเป็นคนหลงทิศ

แต่เขาก็ยังพอจำเส้นทางที่ศิษย์พี่สามเซวียซีชางพาเขากลับมาในครั้งก่อนได้ จึงมุ่งหน้าไปยังทิศทางของภูเขานิรนามแทน

ทางเดินบนภูเขานั้นคดเคี้ยวและขรุขระ ทว่าสำหรับเจียงเฉินแล้วกลับเดินได้คล่องแคล่วราวกับเดินบนทางราบ

แม้เขาจะทำเพียงแค่ก้าวเดินธรรมดา แต่ก้าวหนึ่งของเขากลับไกลถึงครึ่งจั้ง ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามก็สามารถเดินทางได้ไกลถึงหกสิบลี้

"ท่านนักพรต เชิญมาดื่มน้ำที่บ้านข้าก่อนเถิด"

ชาวบ้านผู้ใสซื่อและมีน้ำใจเมื่อเห็นเจียงเฉินเดินผ่านก็เอ่ยปากเชื้อเชิญอย่างเป็นกันเอง

เจียงเฉินปฏิเสธอย่างสุภาพและมุ่งหน้าเดินทางต่อไป

ในที่สุดก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตกดินเจียงเฉินก็เดินทางมาถึงตีนเขานิรนาม

"โฮก"

ทันทีที่มาถึงเขาก็ได้ยินเสียงคำรามดังกึกก้องกังวานไปทั่วสารทิศสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งป่า

จากนั้นร่างสีขาวที่รวดเร็วดั่งสายฟ้าก็พุ่งทะยานออกมาจากพุ่มไม้และกระโจนเข้าใส่เจียงเฉิน

เจียงเฉินไม่ได้ขยับเขยื้อน ร่างสีขาวนั้นหยุดชะงักลงเมื่อมาถึงตรงหน้าเขา จากนั้นก็หมอบลงแทบเท้าของเจียงเฉินและส่งเสียงครางงี๊ดง๊าด

ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็เจ้าป่าพยัคฆ์ขาวที่พวกเจียงเฉินเคยช่วยชีวิตเอาไว้นั่นเอง

เจียงเฉินหัวเราะและลูบขนของมันเบาๆ ผ่านไปครึ่งเดือน อาการบาดเจ็บของเจ้าป่าก็หายสนิทแล้ว แม้แต่ขนก็ยังงอกกลับมาจนเต็ม

"ดูเหมือนว่าหลังจากได้เป็นราชาแห่งขุนเขาแล้ว ช่วงนี้เจ้าจะอยู่ดีกินดีไม่เบาเลยนะ สัมผัสจากกลิ่นอายก็รู้เลยว่าใกล้จะถึงระดับสัมผัสปราณขั้นปลายแล้ว"

พยัคฆ์ขาวฟังคำพูดของเจียงเฉินรู้เรื่อง มันรีบส่ายหัวไปมาและใช้กรงเล็บเขี่ยขากางเกงของเจียงเฉินเบาๆ

"แง้วๆๆ"

เจียงเฉินอดกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ พยัคฆ์ขาวตัวนี้ใกล้จะสลายกระดูกกล่องเสียงได้แล้ว เพียงแต่ยังอยู่ในช่วงเสียงแตกหนุ่มเท่านั้น

มันอยากจะอ้าปากพูด แต่อนิจจากลับเปล่งเสียงออกมาราวกับลูกแมวตัวน้อยเสียอย่างนั้น

พยัคฆ์ขาวเองก็ตกใจไม่น้อย มันทิ้งตัวนั่งลงด้วยสองขาหลัง ยกสองขาหน้าขึ้นมาลูบคลำลำคอของตัวเอง

"โฮก แง้วๆๆ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 31 - มุ่งหน้าสู่นครฉางอัน

คัดลอกลิงก์แล้ว