- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นยามหน่วย 749 แต่มีระบบเช็คอินเป็นศิษย์ปิดสำนักเหมาซาน
- บทที่ 12 - วิถีแห่งสำนักเหมาซาน
บทที่ 12 - วิถีแห่งสำนักเหมาซาน
บทที่ 12 - วิถีแห่งสำนักเหมาซาน
บทที่ 12 - วิถีแห่งสำนักเหมาซาน
จ้าวคั่วกล่าวว่า
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็รีบลงมือเถอะ แล้วก็อย่าทำให้มันครึกโครมนักล่ะ"
ชายชราชุดเขียวตอบกลับ
"วางใจเถอะ ก็แค่หมู่บ้านไม่กี่แห่ง ตายหมดก็ไม่มีใครรู้หรอก"
ใบหน้าของจ้าวคั่วกระตุกเล็กน้อย แต่พอลองคิดดูดีๆ มันก็จริงอย่างที่เขาว่า
ในตอนนั้นเอง ก็มีเจ้าหน้าที่ทางการคนหนึ่งเดินเข้ามารายงาน
"ใต้เท้าขอรับ ที่หน้าจวนมีนักพรตสองท่านมาขอเข้าพบ พวกเขาบอกว่าเป็นแค่คนสัญจรผ่านทาง อยากจะมาขอคารวะใต้เท้าขอรับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายชราชุดเขียวที่เดิมทีมีท่าทีเฉยเมยก็เริ่มให้ความสนใจขึ้นมาทันที
ส่วนจ้าวคั่วก็สะดุ้งตกใจราวกับเป็นปฏิกิริยาตอบสนอง
"นะ นักพรตงั้นรึ"
ในยุคสมัยนี้ การที่เขาสามารถก้าวขึ้นมาเป็นขุนนางขั้นเจ็ดได้ ย่อมต้องรู้เรื่องราวลี้ลับที่คนธรรมดาไม่รู้เป็นอย่างดี
เขารู้ดีว่ามีนักพรตและพระสงฆ์มากมายที่มีวิชาอาคมแก่กล้าติดตัว จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้องค์จักรพรรดิถังเสวียนจงทรงให้ความไว้วางใจนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านเจ้าสำนักเหมาซานในปัจจุบันอย่างซือหม่าเฉิงเจิน ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นราชครูแห่งราชวงศ์ถังอย่างไม่ต้องสงสัย
และสำนักเหมาซานก็อยู่ห่างจากที่นี่เพียงไม่กี่ร้อยลี้ ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ จ้าวคั่วก็เกิดความรู้สึกอยากจะถอนตัวขึ้นมา
เพียงแต่ความยั่วยวนของการมีชีวิตอมตะ ทำให้เขาต้องสะกดกลั้นความมีเหตุผลเอาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า
"จะตื่นตระหนกไปทำไม หรือท่านคิดว่าพวกนั้นจะเป็นศิษย์สำนักเหมาซานจริงๆ งั้นรึ"
ชายชราชุดเขียวตวาดใส่
เจ้าหน้าที่ทางการเห็นเรื่องพรรค์นี้จนชินตาเสียแล้ว นับตั้งแต่ชายชราชุดเขียวผู้นี้มาเยือน ท่านนายอำเภอก็ให้ความเคารพยำเกรงเขาเป็นอย่างมาก
"เชิญพวกเขาไปที่ตำหนักรองก่อน"
จ้าวคั่วสั่งการ
"ขอรับ"
เมื่อเจ้าหน้าที่ทางการเดินจากไป จ้าวคั่วก็เริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมาทันที
"ทำยังไงดี ทำยังไงดี ถ้าพวกเขารู้ว่าข้าสั่งฆ่าคน ข้าจะทำยังไงดี"
ชายชราชุดเขียวแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ
"งั้นก็ทำให้พวกมันมาได้แต่กลับไม่ได้สิ"
ผู้ที่เดินทางมาถึงที่ว่าการอำเภอเจวี๋ยหรงก็คือเจียงเฉินและเซวียซีชางนั่นเอง
ทั้งสองนั่งรออยู่ที่ตำหนักรองด้วยความสงบ เมื่อจ้าวคั่วเดินเข้ามา ตอนแรกเจียงเฉินตั้งใจจะลุกขึ้นยืนต้อนรับ แต่พอเห็นว่าเซวียซีชางไม่มีทีท่าว่าจะขยับตัว เขาก็เลยนั่งพิงพนักเก้าอี้ไท่ซือต่อไปอย่างเกียจคร้าน
สีหน้าของจ้าวคั่วเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวต่างหาก
ในใจของเขามีความชั่วร้ายซุกซ่อนอยู่ ยิ่งอีกฝ่ายแสดงท่าทีอวดดีและหยิ่งผยองมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวมากเท่านั้น
"ไม่ทราบว่าท่านเซียนนักพรตทั้งสองพำนักอยู่ที่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์หรือดินแดนอัศจรรย์แห่งใดหรือ"
เจียงเฉินเห็นว่าเซวียซีชางไม่มีท่าทีจะเอ่ยปาก จึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเอง
"พวกข้าน้อยมาจากอารามฮวาหยางในอำเภอตานหยาง ข้าน้อยกับศิษย์พี่ออกเดินทางท่องโลก เผอิญผ่านมายังดินแดนอันล้ำค่าของท่าน และสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสิ่งชั่วร้ายในอำเภอแห่งนี้ จึงถือวิสาสะมารบกวนท่านนายอำเภอสักเล็กน้อย"
เจียงเฉินคอยสังเกตสีหน้าของจ้าวคั่วอยู่ตลอดเวลา
เมื่อจ้าวคั่วได้ยินว่าพวกเขามาจากอารามฮวาหยาง สีหน้าของเขาก็ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด แต่พอเจียงเฉินพูดถึงกลิ่นอายของสิ่งชั่วร้าย สีหน้าของเขาก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
โดยเฉพาะมือทั้งสองข้างที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ มันสั่นเทาจนแทบจะควบคุมไม่อยู่
จ้าวคั่วหัวเราะแห้งๆ
"ท่านนักพรตอย่าล้อเล่นไปเลย อำเภอเจวี๋ยหรงของเราสงบสุขดี ชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุข จะไปมีสิ่งชั่วร้ายอะไรได้ หากท่านนักพรตทั้งสองไม่รังเกียจ ก็พักอยู่ที่นี่เถอะ คืนนี้ข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับท่านนักพรตทั้งสองเอง"
เจียงเฉินขมวดคิ้ว เขาสัมผัสได้ถึงไอศพที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดลอยวนอยู่รอบตัวนายอำเภอผู้นี้
ดูเหมือนว่าจ้าวคั่วผู้นี้ตั้งใจจะตีหน้าซื่อ ทำตัวเป็นหน้าด้านหน้าทนเสียแล้ว
แต่เขาเป็นถึงขุนนางของราชสำนัก เจียงเฉินคงไม่สามารถทำอะไรเขาได้โดยพลการ
ถ้าเขามาคนเดียว เขาก็คงจะใช้วิธีข่มขู่คุกคามไปแล้ว
แต่ตอนนี้เขามีสำนักเหมาซานหนุนหลังอยู่ เจียงเฉินไม่อยากให้การกระทำส่วนตัวของเขาไปส่งผลกระทบต่อสำนักเหมาซานทั้งหมด
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เซวียซีชางที่หลับตาพักผ่อนมาตลอดก็เบิกตากว้างขึ้น
"ศิษย์น้องเล็ก เจ้าตายไหมว่าทำไม นิกายซ่างชิงแห่งสำนักเหมาซานของเรา ถึงได้กลายเป็นสำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้า"
และเมื่อจ้าวคั่วที่พยายามทำใจดีสู้เสือมาตลอดได้ยินคำพูดของเซวียซีชาง เขาก็ตกใจจนวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่างไปถึงสองในสามส่วน
"สะ สำนักเหมาซาน"
สำนักเหมาซานคือสำนักที่โด่งดังที่สุดในใต้หล้า หากสำนักเหมาซานรู้เรื่องที่เขาทำลงไป เขาจะมีชีวิตรอดไปได้ยังไงกัน
เจียงเฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า
"เพราะเราแข็งแกร่งพอหรือเปล่าขอรับ"
เซวียซีชางพยักหน้า ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ
"นั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ สิ่งที่สำนักอื่นไม่กล้าทำ สำนักเหมาซานของเรากล้าทำ และคนที่สำนักอื่นไม่กล้าฆ่า สำนักเหมาซานของเรากล้าฆ่า"
พูดจบ เซวียซีชางก็คว้าคอเสื้อของจ้าวคั่วที่กำลังจะวิ่งหนีให้ลอยกลับมา
"ข้า ข้า ข้า ข้าเป็นถึงขุนนางของราชสำนัก ต่อให้ท่านจะเป็นเซียนแห่งสำนักเหมาซาน ท่านก็ไม่มีสิทธิ์มาเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ตามอำเภอใจนะ"
แม้จ้าวคั่วจะกลัวจนปากสั่น แต่เขาก็ยังคงปากแข็ง
เซวียซีชางหัวเราะอย่างนึกขัน
"เจ้าบริสุทธิ์งั้นรึ แล้วปราณโลหิตผู้บริสุทธิ์สามสิบแปดสายบนตัวเจ้า พวกเขาไม่บริสุทธิ์หรือไง"
และเมื่อเซวียซีชางพูดประโยคนี้ออกมา จ้าวคั่วที่ทำเป็นปากแข็งอยู่เมื่อครู่ ก็เหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม ร่างกายของเขาทรุดฮวบลงกับพื้นทันที
"ข้าเป็นขุนนางมาสามสิบปี เพิ่งจะคร่าชีวิตคนไปแค่สามสิบแปดคน ข้าก็ถือว่าเป็นขุนนางตงฉินแล้วนะ"
จ้าวคั่วร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญ
เซวียซีชางแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา โดยไม่ต่อปากต่อคำกับเขาอีก แต่หันไปพูดกับเจียงเฉินแทน
"ศิษย์น้องเล็ก วิชาที่ศิษย์พี่ถนัดที่สุดก็คือเคล็ดวิชาคุมวิญญาณควบคุมศพ วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้เห็นวิชาคุมวิญญาณเป็นขวัญตา"
เจียงเฉินมองดูฝ่ามือของเซวียซีชางที่ดูเหมือนจะกลายเป็นภาพลวงตา ทะลวงเข้าไปในสมองของจ้าวคั่วโดยตรง
จากนั้นเขาก็ดึงฝ่ามือกลับออกมา พร้อมกับลากดวงวิญญาณโปร่งแสงที่คนธรรมดาไม่มีทางมองเห็นออกมาด้วย
เจียงเฉินถึงกับอ้าปากค้าง นึกไม่ถึงเลยว่าศิษย์พี่สามจะใช้วิธีรุนแรงกับขุนนางทางการแบบนี้
ไม่กลัวราชสำนักจะลงโทษหรือยังไงเนี่ย
นี่เป็นครั้งแรกที่จ้าวคั่วได้เห็นสภาพของตัวเองกับตา เขาตกใจจนดวงวิญญาณแทบจะแตกซ่าน
"ท่านนักพรตไว้ชีวิตด้วย ท่านนักพรตไว้ชีวิตด้วย"
เซวียซีชางแค่นเสียงเย็น
"ข้าถาม เจ้าตอบ ถ้าตอบผิดแม้แต่คำเดียว ข้าจะทำให้วิญญาณเจ้าแตกซ่านไปซะ"
"ได้ๆๆ ข้าจะตอบตามความจริงทุกอย่าง"
"ข้าขอถาม ปราณโลหิตของผู้อื่นที่อยู่บนตัวเจ้า เจ้าได้มันมายังไง"
เซวียซีชางถาม
"มีนักพรตคนหนึ่งเอามาให้ข้า เขาบอกว่ามันจะช่วยต่ออายุให้ข้าได้"
จ้าวคั่วตอบ
"คดีสะเทือนขวัญที่หมู่บ้านหวงซาน เกี่ยวข้องกับเจ้าหรือไม่"
"ไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยวเลย ข้าไม่รู้เรื่องเลยว่าเกิดอะไรขึ้นที่หมู่บ้านหวงซาน"
"ชาวบ้านที่มาแจ้งความ ตอนนี้อยู่ที่ไหน"
เซวียซีชางรัวคำถามใส่เร็วขึ้นเรื่อยๆ ส่วนดวงวิญญาณของจ้าวคั่วก็ยิ่งดูเลือนรางและจวนจะแตกซ่านเต็มที
"ไม่มีใครมาแจ้งความที่ที่ว่าการอำเภอเลยนะ ขอท่านนักพรตโปรดพิจารณาด้วย"
"นักพรตคนนั้นมาจากอารามไหน แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน"
"ข้าเองก็ไม่รู้ที่มาที่ไปของเขาเหมือนกัน ก่อนหน้านี้เขาอยู่ที่ที่ว่าการอำเภอ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าไปไหนแล้ว"
"เขามีผีดิบกี่ตัว"
"สาม... ผีดิบอะไรกัน ข้าไม่รู้เรื่อง"
เซวียซีชางหัวเราะเยาะ
"ความตายมาเยือนถึงตัวแล้ว ปากยังแข็งอยู่อีก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็ไม่ต้องไปลงนรกแล้วล่ะ"
จ้าวคั่วได้ยินดังนั้นก็ดีใจสุดขีด ไม่ต้องไปลงนรก ก็แปลว่าไม่ต้องตายงั้นสิ
เขารีบประสานมือคารวะเซวียซีชางทันที
"ขอบคุณท่านนักพรต ขอบคุณท่านนักพรต ขอบคุณท่านนักพรตที่ไว้ชีวิต"
เจียงเฉินยืนดูอยู่เงียบๆ เขารู้สึกตะหงิดๆ ว่าศิษย์พี่ของตนไม่น่าจะใจอ่อนขนาดนั้น
และก็เป็นไปตามคาด เซวียซีชางล้วงโซ่ที่ดูเหมือนเชือกป่านออกมาจากอกเสื้อ
"โซ่คร่าวิญญาณเส้นนี้ หลอมรวมขึ้นมาจากวิญญาณผีสามร้อยสี่ดวง ถึงแม้วิญญาณของเจ้าจะคุณภาพต่ำไปหน่อย แต่เอามาเติมเป็นของแถมก็ไม่เสียหายอะไร"
จ้าวคั่วได้ยินดังนั้นก็ร้องไห้ฟูมฟายด้วยความหวาดกลัว แน่นอนว่าถ้าหากดวงวิญญาณมีน้ำตาให้ไหลน่ะนะ
"ท่านนักพรต ข้าจะพูด ข้าจะบอกทุกอย่าง อ๊ากก"
น่าเสียดายที่มันสายไปเสียแล้ว เซวียซีชางปล่อยพลังปราณที่แท้จริงออกมาจากฝ่ามืออย่างไม่ปรานี แผดเผาดวงวิญญาณของจ้าวคั่วจนแตกซ่าน ก่อนจะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นฟืนชั้นดีเพื่อเสริมพลังให้กับโซ่คร่าวิญญาณ
[จบแล้ว]