- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 140 เสน่ห์ดึงดูดสตรี
ตอนที่ 140 เสน่ห์ดึงดูดสตรี
ตอนที่ 140 เสน่ห์ดึงดูดสตรี
กองเงินก้อนโตวางสุมอยู่เบื้องหน้า ส่องประกายระยิบระยับจนผู้คนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น ฮุ่ยเหนียงรีบสั่งให้สาวใช้หลายคนลงมือช่วยกัน ขนย้ายเงินตราแบ่งเป็นรอบ ๆ นำไปเก็บไว้บนชั้นสองอย่างระมัดระวัง
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ฮุ่ยเหนียงก็ประกาศว่ามื้อเย็นจะเพิ่มกับข้าวอีกหลายอย่าง พร้อมกันนั้นก็ให้ซิ่วเอ๋อร์ไปแจ้งข่าวที่โรงพิมพ์ว่า ช่วงปลายปีโรงพิมพ์ยังคงต้องเปิดทำการต่อไป ต้องวุ่นวายต่อเนื่องไปจนพ้นวันที่ยี่สิบห้าถึงจะหยุดพักได้ อีกทั้งวันที่ห้าเดือนอ้ายก็ต้องกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง ส่วนโรงพิมพ์สาขาอำเภอหนิงฮว่านั้น จะส่งคนไปแจ้งข่าวต่างหาก
โรงพิมพ์มีกฎที่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรข้อหนึ่งว่า หากมาทำงานในช่วงปลายปีและเดือนอ้าย จะได้รับค่าจ้างเพิ่มเป็นสองเท่าจากปกติ ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะเป็นคนงานชายหรือคนงานหญิง ล้วนยินดีปรีดากันถ้วนหน้า
หลังมื้อค่ำ ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อมานั่งตรวจดูบัญชีด้วยกัน จู่ ๆ โจวซื่อก็เอ่ยขึ้นด้วยความกังวลใจ "หากช่วงปลายปียังยุ่งถึงเพียงนี้ เกรงว่าคงไม่มีเวลากลับไปฉลองปีใหม่ที่อำเภอหนิงฮว่าเสียแล้ว"
ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงเอ่ยถาม "พี่สาวอยากกลับไปหรือเจ้าคะ?"
โจวซื่อส่ายหน้า "เมื่อก่อนข้ามักจะรู้สึกว่า การที่ครอบครัวใหญ่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างปรองดอง มีเรื่องอันใดก็ปรึกษาหารือกัน นั่นแหละคือวิถีชีวิตอันแสนสุขสันต์ดั่งเทพเซียน ทว่าท้ายที่สุดแล้วมนุษย์ล้วนมีความเห็นแก่ตัว ไม่ว่าปีนั้นผลผลิตจะดีหรือไม่ ล้วนห่วงแต่ผลประโยชน์ของครอบครัวสายตนเอง ยามนี้ข้ากับพี่เขยของเจ้า ส่งเงินค่าจ้างที่หาได้จากการทำงานกับน้องสาวกลับไปให้ที่บ้านทุกเดือน หากไม่ใช่เพราะมีรายได้ทางอื่น เกรงว่าคงไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่ให้เสี่ยวหลางด้วยซ้ำ!"
"เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจึงไม่รู้สึกว่าติดค้างอันใดต่อคนทางบ้านอีก ความคิดอยากกลับบ้านก็จืดจางลงไปมาก"
ฮุ่ยเหนียงยิ้มบาง ๆ "พี่สาวอาจจะคิดมากเกินไปแล้ว... ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกไว้มิใช่หรือ ว่ายามมีอยู่กลับไม่รู้จักทะนุถนอม 'บุตรปรารถนาจะเลี้ยงดู ทว่าบุพการีมิอยู่รอ' มายามนี้น้องสาวอย่างข้ากลับนึกอยากให้ที่บ้านยังมีผู้หลักผู้ใหญ่เหลืออยู่ ให้ข้าได้แสดงความกตัญญูบ้าง คงจะดีไม่น้อย" กล่าวถึงตรงนี้ ฮุ่ยเหนียงก็ตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิด
(เชิงอรรถผู้แปล: บุตรปรารถนาจะเลี้ยงดู ทว่าบุพการีมิอยู่รอ (子欲养而亲不待) เป็นวรรคทองจากคัมภีร์โบราณ สื่อถึงความโศกเศร้าที่ลูกอยากจะทดแทนบุญคุณบิดามารดา แต่พวกท่านกลับด่วนจากไปเสียก่อน)
ย้อนกลับไปตอนที่นางกับสามีรอนแรมแสนไกลมาถึงอำเภอหนิงฮว่า ต่างฝ่ายต่างพึ่งพาพำนักซึ่งกันและกัน ทว่าจู่ ๆ กลับมีข่าวร้ายว่าบิดามารดาด่วนจากไปพร้อมกัน ถัดจากนั้นไม่นานแม้แต่สามีก็มาด่วนจากไปอีก โชคดีที่ยังมีลู่ซีเอ๋อร์บุตรีคนนี้อยู่เป็นเพื่อน ถึงได้ทำให้ชีวิตของนางยังพอมีความหวังให้ก้าวเดินต่อไปได้บ้าง
โจวซื่อทอดถอนใจ มิได้โต้เถียงกับฮุ่ยเหนียงต่อ
มิใช่ว่านางไม่มีความผูกพันกับตระกูลเสิ่น เดิมทีนางมีแต่ความจริงใจให้ ทว่าไม่ว่าจะเป็นนายหญิงเฒ่าหลี่ซื่อ หรือบรรดาพี่ตาพี่สะใภ้ ล้วนปฏิบัติต่อนางอย่างตระหนี่ถี่เหนียวและร้ายกาจ ประกอบกับยามนี้แม้แต่เสิ่นหมิงเหวิน ผู้เป็นซิ่วไฉที่เคยดูสูงส่งเกินเอื้อมในสายตานาง ก็ยังมาบาดหมางกับหลี่ซื่อ นางยิ่งรู้สึกว่าครอบครัวนี้ไม่เป็นครอบครัวอีกต่อไป
กลับกลายเป็นว่าความผูกพันระหว่างนางกับฮุ่ยเหนียงนับวันยิ่งแน่นแฟ้น สองครอบครัวสนิทชิดเชื้อราวกับเป็นครอบครัวเดียวกัน
"พอกลับไป ข้าจะลองปรึกษากับเจ้าคนไร้มโนธรรมที่บ้านดูอีกที ว่าสิ้นปีนี้จะกลับไปเยี่ยมบ้านเสียหน่อยดีหรือไม่... อย่างน้อยก็ต้องให้ไอ้เด็กไร้มโนธรรมคนนี้ ได้รู้ซึ้งว่าความกตัญญูคือสิ่งใด"
โจวซื่อปรายตามองเสิ่นซีที่กำลังนั่งกินถั่วคั่วแก้เบื่ออยู่อีกด้านหนึ่ง
พอเสิ่นซีได้ยิน ก็แทบจะพ่นถั่วในปากออกมา เขาประท้วงด้วยความไม่พอใจ "ท่านแม่ ท่านด่าท่านพ่อก็แล้วไปเถิด ข้ากลายเป็นไอ้เด็กไร้มโนธรรมตั้งแต่เมื่อใดกัน? อุตส่าห์กตัญญูเชื่อฟังท่านกับท่านพ่อมาตลอด... รวมทั้งท่านย่าด้วย"
"ถุย!"
โจวซื่อถ่มน้ำลาย แหวใส่เสียงขุ่น "ทำข้าโมโหอยู่บ่อย ๆ ให้กราบท่านน้าซุนเป็นแม่บุญธรรมก็ไม่ยอมทำ ยังกล้าพูดว่ากตัญญูอีกหรือ? โตขึ้นอย่าได้ไร้มโนธรรมเหมือนพ่อของเจ้าเชียว... ฮึ่ม ไอ้เด็กเหม็น เจ้าจงทำตัวให้ซื่อตรงว่านอนสอนง่ายเสียหน่อยเถิด มิเช่นนั้นข้าจะต้องออกหน้าทวงความเป็นธรรมให้ไต้เอ๋อร์อย่างแน่นอน"
หลินไต้รู้สึกงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่บ้าง "ท่านแม่ เหตุใดท่านต้องออกหน้าทวงความเป็นธรรมให้ข้าด้วยเล่าเจ้าคะ?"
โจวซื่ออึ้งไปชั่วขณะ ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี จึงได้แต่พูดปัดไปส่งเดช "ก็ถ้าไอ้เด็กคนนี้ไปทำตัวเจ้าชู้ไก่แจ้ข้างนอก ไปพัวพันกับพวกสตรีที่ไม่รักดีเมื่อใด... เจ้าก็กลับมาบอกแม่ ต่อให้แม่จะแก่แล้ว ก็ยังตีมันให้ร้องไห้หาบิดามารดาได้อยู่ดี"
เมื่อหลินไต้ได้ยินคำพูดนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะเลื่อนสายตาไปจดจ้องลู่ซีเอ๋อร์ ที่กำลังนั่งกินถั่วคั่วอยู่ข้างกายเช่นเดียวกัน สีหน้าของนางดูตัดพ้ออย่างน่าสงสาร ราวกับกำลังจะบอกว่า 'นั่นประไร ตรงนี้ก็มีอยู่นางหนึ่ง ท่านแม่รีบออกหน้าให้ข้าเร็วเข้า'
เสิ่นซีตาไว ก่อนที่โจวซื่อจะทันสังเกตเห็นเค้าลางความผิดปกติ เขาก็รีบคว้ามือเด็กหญิงน้อยทั้งสองคนละข้าง แล้วลากออกไปด้านข้าง "ไปเถิด พี่จะเล่านิทานให้พวกเจ้าฟัง"
โจวซื่อได้ยินก็ชะงักไป จากนั้นจึงหันไปมอง
เห็นเพียงว่าเสิ่นซีเพิ่งจะจูงมือหลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์ให้นั่งลง บรรดาสาวใช้หลายคนก็เข้ามารุมล้อมเสียแล้ว ใบหน้าของพวกนางเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น จ้องมองเขาตาแป๋ว เตรียมพร้อมรอฟังนิทาน โจวซื่ออดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าพลางทอดถอนใจ "ไอ้เด็กเหม็น อายุเพียงเท่านี้กลับมีเสน่ห์ดึงดูดสตรีถึงเพียงนี้ โตขึ้นไม่รู้จะกลายเป็นคนเช่นไร"
ไม่รู้ว่าฮุ่ยเหนียงนึกถึงสิ่งใดขึ้นมา ใบหน้างดงามพลันแดงซ่าน... เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน นางเองก็เผลอรำพึงรำพันด้วยประโยคที่คล้ายคลึงกันนี้ออกมาโดยไม่ตั้งใจ
เมื่อถึงช่วงปลายปี สองครอบครัวก็ยิ่งวุ่นวายมากขึ้น กิจการร้านขายยาและโรงพิมพ์ต่างรุ่งเรืองเฟื่องฟู สมาคมการค้าก็มีเรื่องราวมากมายให้ต้องจัดการในช่วงปลายปี จนถึงขั้นไม่มีแม้แต่เวลาจะไปจับจ่ายซื้อของใช้สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่
เช้าวันที่ยี่สิบสองเดือนล่าเยวี่ย ประตูร้านขายยาเพิ่งจะเปิดออก เดิมทีฮุ่ยเหนียงกำลังเตรียมตัวจะไปดูหอการค้าเสียหน่อย ทว่าหยางเสิ่นซื่อ ท่านอาหญิงของเสิ่นซี กลับพาหยางเหวินเจาผู้เป็นบุตรชายแวะมาเยี่ยมเยียนพอดี
ไม่นานนัก หยางเสิ่นซื่อก็ขึ้นไปบนบ้านเพื่อปรึกษาหารือกับฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อ เมื่อเสิ่นซีเห็นดังนั้นก็ลอบคาดเดาในใจ คงเป็นเพราะใกล้ถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ ทางร้านขายยาตระกูลหยางคงทำบัญชีเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงนำรายละเอียดรายรับรายจ่ายตลอดหลายเดือนนับตั้งแต่ฮุ่ยเหนียงร่วมลงทุนมาตรวจสอบเพื่อแบ่งผลกำไรเป็นแน่
หยางเหวินเจาเดินตามเสิ่นซีมายังเรือนหลัง เพื่อเล่นสนุกกับสองเด็กหญิงน้อย
"ญาติผู้พี่ ท่านเก่งกาจยิ่งนัก ข้างกายมีสหายสนิทถึงสองคน... ข้าน่าสงสารเหลือเกิน ไม่มีแม้แต่เพื่อนเล่นด้วยสักคนเดียว" เมื่อหยางเหวินเจาเห็นหลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์ผิวพรรณผุดผ่องดั่งหยกสลัก หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราน่ารักน่าเอ็นดู เขาก็รู้สึกอิจฉาจนแทบทนไม่ไหว
เสิ่นซีหัวเราะเบา ๆ พลางเอ่ยถาม "แถวบ้านเจ้าไม่มีเด็กวัยเดียวกันบ้างเลยหรือ? อีกอย่าง ยามนี้เจ้าก็เข้าเรียนในสถานศึกษาแล้วมิใช่หรือ ไม่คบหาสหายสักสองสามคนเลยหรือไร?"
หยางเหวินเจาส่ายหน้าด้วยความหดหู่ "สหายร่วมเรียนในสถานศึกษาล้วนชอบรังแกข้า ทุกคราข้าล้วนถูกทุบตีจนหน้าตาบวมปูด อีกอย่าง... ที่นั่นไม่มีพี่สาวและน้องสาวที่น่ารักเช่นนี้หรอกนะ"
เสิ่นซีถึงได้กระจ่างแก่ใจ ที่แท้สิ่งที่หยางเหวินเจาอิจฉามิใช่การที่เขามีสหายสนิทสองคน ทว่าอิจฉาที่เขามีเด็กหญิงน้อยหน้าตาน่ารักสองคนคอยอยู่เคียงข้างต่างหาก
เสิ่นซีถึงกับหลุดหัวเราะออกมา "หากจะเล่นสนุก ย่อมต้องหาเด็กผู้ชายมาเล่นด้วย พวกนางสองคนโง่เขลาจะตายไป ไม่มีอันใดให้น่าสนุกด้วยหรอก"
หลินไต้รู้สึกไม่พอใจกับคำกล่าวของเสิ่นซียิ่งนัก ส่วนลู่ซีเอ๋อร์กลับหัวเราะคิกคัก เดินเข้ามากอดแขนเสิ่นซี เขย่าเบา ๆ พลางเอ่ยอย่างไม่ยอมรับว่า "พี่เสิ่นซี ห้ามท่านนินทาพวกเรานะเจ้าคะ"
ช่างแตกต่างจากเสิ่นหยวนนัก เสิ่นหยวนนั้นโดดเดี่ยวเก็บตัว ไม่รู้วิธีเอาใจสตรี ทว่าหยางเหวินเจากำเนิดในตระกูลพ่อค้า ย่อมมีหน้าหนากว่า อีกทั้งยังมีชั้นเชิงในการเข้าสังคมที่พลิกแพลงได้ดี ไม่นานนักเขาก็เล่นสนุกกับสองเด็กหญิงน้อยได้อย่างกลมกลืน ทว่ากลับปรากฏตัวในฐานะกระสอบทรายน้อย แม้จะถูกหลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์กลั่นแกล้งทว่าเขากลับยินดีปรีดาไม่รู้เบื่อ
เมื่อหยางเสิ่นซื่อ ฮุ่ยเหนียง และโจวซื่อปรึกษาหารือกันเสร็จสิ้น ก็ลงมาพาหยางเหวินเจากลับไป หยางเหวินเจามีสีหน้าอาลัยอาวรณ์ยิ่งนัก อยากจะรั้งอยู่กับพวกเสิ่นซีทั้งสามคนทุกวัน ท้ายที่สุดเขาจึงถูกมารดาดึงหูและลากตัวกลับไปท่ามกลางเสียงร้องไห้โยเย
เมื่อเห็นผู้คนเดินจากไปไกลแล้ว เสิ่นซีก็กลับเข้าไปในร้านขายยา ขยับเข้าไปใกล้โต๊ะบัญชีเพื่อฟังฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อคุยสัพเพเหระ หมายจะล่วงรู้สถานการณ์ของทางร้านขายยาตระกูลหยาง
ฮุ่ยเหนียงเห็นเสิ่นซี ก็จงใจเอ่ยขึ้นอย่างไม่เป็นทางการว่า "...พี่สาว ท่านอย่าเพิ่งพูดไปเลย ทางพวกเราเพิ่งจะเริ่มทำยาสำเร็จรูปได้ไม่นาน ยังทำกำไรได้ไม่มากนัก ทว่ากิจการทางร้านขายยาตระกูลหยางกลับดีวันดีคืนจนน่าตกใจ"
โจวซื่อทอดถอนใจ "ร้านของเขาเป็นร้านค้าเก่าแก่ร้อยปี พวกเราจะไปเทียบได้อย่างไร ทว่าต่อให้กิจการของพวกเขาจะรุ่งเรืองเพียงใด ก็ยังต้องแบ่งผลกำไรให้พวกเราถึงหกส่วน ท้ายที่สุดแล้ว พวกเราต่างหากที่ได้กำไรมากกว่า"
สีหน้าของฮุ่ยเหนียงเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย "พี่สาว หรือท่านฟังไม่ออก? ช่วงหลายเดือนมานี้กิจการร้านขายยาตระกูลหยางฟื้นตัวดีขึ้นมาก กอบโกยผลกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ... พวกเขาเริ่มรู้สึกไม่พอใจที่ถูกพวกเราคอยคานอำนาจและควบคุม จึงอยากจะชำระเงินคืนรวดเดียวทั้งหมด แล้วนำสัญญาที่เคยลงนามไว้กลับคืนไป"
เมื่อเสิ่นซีได้ยินดังนี้ เขาก็กระจ่างแจ้งแก่ใจในทันที
เหตุผลที่ทางร้านขายยาตระกูลหยางส่งหยางเสิ่นซื่อมา เป็นเพราะเห็นว่าต่างฝ่ายต่างเป็นสตรี น่าจะพูดคุยกันได้ง่าย จึงส่งมาหยั่งเชิงดูลาดเลาเพื่อดูว่าทางฮุ่ยเหนียงจะยอมถอนหุ้นหรือไม่
เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่เสิ่นซีคาดการณ์ไว้ตั้งแต่แรกเริ่มเช่นกัน
ในตอนแรกที่กิจการร้านขายยาตระกูลหยางย่ำแย่ สาเหตุหลักมาจากราคาสมุนไพรทั่วสารทิศพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ร้านขายยาตระกูลหยางเผชิญปัญหาเงินหมุนเวียนขาดมือ จึงไม่ได้กักตุนสมุนไพรราคาถูกไว้มากพอ ทำให้ไม่อาจแข่งขันกับร้านขายยาอื่นได้ ประกอบกับหนี้สินที่ติดค้างอยู่ก่อนหน้านี้ ทำให้กิจการร้านขายยาก้าวเดินไปอย่างยากลำบาก
ทว่าหลังจากที่ฮุ่ยเหนียงนำเงินไปร่วมลงทุน ก็ได้ปรับปรุงรูปแบบการดำเนินกิจการของร้านขายยาตระกูลหยางเสียใหม่ เปลี่ยนจากการขายสมุนไพรแบบชั่งขายมาเป็นการขายยาสำเร็จรูป ประกอบกับการก่อตั้งสมาคมการค้า ทำให้การแก่งแย่งชิงดีและห้ำหั่นราคาระหว่างร้านขายยาหายไป กิจการร้านขายยาตระกูลหยางจึงฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ ไม่เพียงแต่ค่อย ๆ กลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง ทว่ากิจการยังยิ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน แม้จะไม่ถึงขั้นโกยเงินเข้าบ้านวันละชั่งทอง ทว่าหาเงินได้วันละหนึ่งถึงสองตำลึงย่อมไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย