เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 139 ใบสั่งซื้อชุดใหญ่อีกครา

ตอนที่ 139 ใบสั่งซื้อชุดใหญ่อีกครา

ตอนที่ 139 ใบสั่งซื้อชุดใหญ่อีกครา


เมื่อซูเจ้อชีได้ยินคำกล่าวของเสิ่นซี สีหน้าพลันพ่ายแพ้จนหน้าม้าน ใบหน้าดำคล้ำเจือไปด้วยสีเขียวคล้ำ แววตาที่จ้องมองเสิ่นซีเต็มไปด้วยอารมณ์อันซับซ้อนยากจะบรรยาย

ด้วยประสบการณ์ค้าขายกว่ายี่สิบปี เดิมทีเขาคิดว่าบนเส้นทางการค้าย่อมราบรื่นไร้อุปสรรค ทว่ากลับต้องมาเสียท่าให้แก่สตรีบอบบางอย่างฮุ่ยเหนียงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หากคำพูดของเสิ่นซีเป็นความจริง เช่นนั้นกำลังคนและทรัพย์สินมหาศาลที่เขาทุ่มเทไปกับการไขความลับกรรมวิธีแกะสลักแม่พิมพ์หนังสือภาพ ทั้งยังว่าจ้างคนงานมาตั้งมากมาย ท้ายที่สุดย่อมกลายเป็นตักน้ำด้วยตะกร้าไม้ไผ่... ทันทีที่หนังสือภาพแบบสีถูกนำออกวางขาย หนังสือภาพสีขาวดำของเขาย่อมกลายเป็นสิ่งของที่ไม่มีผู้ใดเหลียวแลในเวลาอันรวดเร็วเป็นแน่

(เชิงอรรถผู้แปล: ตักน้ำด้วยตะกร้าไม้ไผ่ (竹篮打水一场空) สำนวนจีน หมายถึง ลงแรงทำสิ่งใดไปแล้วสูญเปล่าไม่ได้อะไรกลับมา)

ซูเจ้อชียังคงไม่ยอมจำนน เขาแค่นเสียงลอดไรฟัน "ใช้กรรมวิธีพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่ของพวกเจ้ามาพิมพ์หนังสือภาพ ทั้งยังต้องจ้างคนมาลงสี ต้นทุนก็ปาเข้าไปหลายสิบเหวินแล้ว ราคาขายย่อมต้องสูงลิ่วเป็นแน่... ต่อให้นำออกวางขาย ก็ไม่มีผู้ใดหลงกลยอมควักกระเป๋าซื้อหรอก!"

เสิ่นซีกล่าวกลั้วรอยยิ้ม "หลงจู๊ซูกล่าวได้ถูกต้อง ต้นทุนการพิมพ์หนังสือภาพแบบสีนั้นสูงมากจริง ๆ ทว่าพวกเราต้องดูด้วยว่าผู้ที่พวกเรากำลังค้าขายด้วยคือคนกลุ่มใด... ผู้ที่มีกำลังซื้อหนังสือภาพ ย่อมต้องเป็นตระกูลที่ไม่ขัดสนเงินทอง หากเป็นหนังสือภาพเรื่องเดียวกัน เล่มหนึ่งมีเพียงสีขาวดำ ทว่าอีกเล่มหนึ่งกลับมีสีสันตระการตา ท่านคิดว่าเล่มใดเล่าที่จะดึงดูดใจผู้คนได้มากกว่ากัน?"

"อีกอย่าง หนังสือภาพแบบสีของพวกเราขายเพียงเล่มละหกสิบเหวินเท่านั้น สิ่งที่พวกเรามุ่งหวังคือการได้กำไรแต่น้อยทว่าขายได้ปริมาณมาก หลงจู๊ซูลองตรองดูเถิดว่า หากปล่อยของด้วยราคานี้ จะมีผู้ใดสู้ราคามาเหมาสินค้าไปหรือไม่?"

"หกสิบเหวินกระนั้นหรือ? ขาดทุนย่อยยับแน่พวกเจ้า!" ยามนี้อารมณ์ของซูเจ้อชีเริ่มหลุดการควบคุม "คนแซ่ซูอย่างข้าไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด ว่าพวกเจ้าจะประคองกิจการไปได้ตลอดรอดฝั่ง!"

เสิ่นซีเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม "เอาเช่นนี้ดีหรือไม่หลงจู๊ซู พวกเราจะขายหนังสือภาพแบบสีให้ท่านในราคาเล่มละหกสิบเหวิน ท่านเห็นเป็นเช่นไร?"

แม้ซูเจ้อชีจะเดือดดาลจนเลือดขึ้นหน้า ทว่าเมื่อได้ยินรายละเอียดการค้าอันชัดเจน สมองของเขาก็กลับมาเยือกเย็นลงเล็กน้อย เขาขบคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า หากรับซื้อหนังสือภาพแบบสีกลับไปแล้ว จะมีตลาดรองรับอย่างแท้จริงหรือไม่

"ยังไม่เคยเห็นของจริง ผู้ใดจะล่วงรู้ได้เล่าว่าหนังสือภาพแบบสีของพวกเจ้ารูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร?" ซูเจ้อชีนึกคลางแคลงใจ เขารู้เพียงว่ามีของที่เรียกว่าหนังสือภาพแบบสีอยู่บนโลก แต่กลับมืดแปดด้านว่าแท้จริงแล้วมันเป็นอย่างไรกันแน่

เสิ่นซีแย้มยิ้มบาง ๆ เขาออกคำสั่งให้ซิ่วเอ๋อร์ไปยังห้องทดลองของเขาในเรือนหลังของโรงพิมพ์ เพื่อนำหนังสือภาพแบบสีเรื่อง 'ถงหลินจ้วน' เล่มแรก ๆ มาส่งมอบให้ถึงมือซูเจ้อชี

ซูเจ้อชีเปิดดูเพียงไม่กี่หน้า ก็เผลอลอบกลืนน้ำลายอึกแล้วอึกเล่า เมื่อเขาได้เห็นภาพอันประณีตงดงามและมีชีวิตชีวาประดุจของจริงในหนังสือภาพแบบสี อีกทั้งเนื้อกระดาษที่ต่อให้ถูไถอย่างไรสีก็ไม่หลุดลอก เขาก็ล่วงรู้และสัมผัสได้อย่างชัดเจนทันทีว่า ตลาดของหนังสือภาพแบบสีนี้กว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด หากนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว หนังสือภาพสีขาวดำของเขาคงไม่ต่างอันใดกับกองกระดาษขาด ๆ ที่ไร้ค่า

"ยามนี้ข้าขอสั่งซื้อหนังสือภาพของพวกเจ้าในราคาหกสิบเหวิน หากข้ามอบเงินมัดจำให้พวกเจ้าไปแล้ว ทว่าถึงเวลาพวกเจ้ากลับไม่มีสินค้ามาส่งมอบให้ข้าเล่า จะทำเช่นไร?" ซูเจ้อชีเงยหน้าขึ้นมองเสิ่นซี จากนั้นจึงหันไปมองฮุ่ยเหนียง เพราะเขาปักใจเชื่อมาตลอดว่า เถ้าแก่ที่แท้จริงของโรงพิมพ์ก็คือลู่ซุนซื่อผู้ลึกล้ำสุดหยั่งคาดที่อยู่เบื้องหน้านี้

ฮุ่ยเหนียงยิ้มพลางส่ายหน้า สายตาของนางทอดมองไปที่เสิ่นซี เป็นการสื่อความหมายว่า ไม่ว่าเรื่องอันใดล้วนให้เสิ่นซีเป็นผู้ตัดสินใจ

"การที่หลงจู๊ซูจะร่วมค้าขายกับพวกเรา แล้วเกิดความคลางแคลงใจขึ้น ย่อมเป็นเรื่องที่คาดเดาไว้อยู่แล้ว ในฐานะคู่ค้าทางธุรกิจ พวกเราย่อมมีหน้าที่ชี้แจงรายละเอียดบางประการให้หลงจู๊ซูได้รับทราบ"

เสิ่นซีรักษากิริยาสงบนิ่ง ท่วงท่าประดุจผู้ที่คุ้นชินกับการเจรจาการค้าเป็นอย่างดี "หนังสือภาพแบบสีของพวกเราใช้แม่พิมพ์ทองแดงในการพิมพ์ คุณภาพย่อมดีกว่าแม่พิมพ์ของร้านอื่นตามท้องตลาดมากนัก แม่พิมพ์หนึ่งแผ่นสามารถใช้งานได้นานหลายปี อีกทั้งสีสันของพวกเราก็ใช้กรรมวิธีพิมพ์ลงไปโดยตรง มิได้จ้างคนมาลงสี ประสิทธิภาพจึงสูงยิ่ง ขอเพียงหลงจู๊ซูกล้าสั่งซื้อ พวกเราย่อมสามารถพิมพ์ออกมาได้ทันเวลาอย่างแน่นอน"

"เป็นความจริงกระนั้นหรือ?"

หลงจู๊ซูขบคิดไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า การค้าที่งดงามถึงเพียงนี้ หากต้องหลุดมือไปก็นับว่าน่าเสียดายยิ่งนัก

ก่อนหน้านี้ในเขตหนานจื่อลี่ รวมถึงเจ้อเจียง เจียงซี และหูกว่าง หนังสือภาพเคยสร้างกระแสฮือฮาอยู่พักหนึ่ง ทว่าหลังจากนั้นกลับไม่มีต้นฉบับใหม่ออกมา ทำให้หนังสือภาพไม่อาจสานต่อความนิยม กระแสนั้นจึงค่อย ๆ จืดจางลง หากครานี้สามารถนำหนังสือภาพแบบสีที่มีคุณภาพล้ำเลิศกว่าออกวางขาย โดยที่ราคาแพงกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย การค้าครั้งนี้ย่อมทำให้เขากอบโกยกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

เสิ่นซีทอดถอนใจ "ดูท่าหลงจู๊ซูจะยังไม่ค่อยเชื่อใจพวกเรานัก... หากหลงจู๊ซูขอถอนตัว หลังปีใหม่ยามที่พวกเราพิมพ์หนังสือภาพแบบสีเสร็จเรียบร้อย ก็คงต้องหันไปพึ่งพาพ่อค้าคนกลางผู้น้อยรายอื่นให้นำไปขายต่อแทน ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก..."

ซูเจ้อชีรีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน "ไม่จำเป็นหรอก วาจาล่วงเกินที่ผู้น้อยได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ ขอยกเลิกทั้งหมดก็แล้วกัน หากเป็นไปได้ ผู้น้อยยินดีที่จะ... ร่วมมือกับพวกท่านอีกครา เอาเป็นว่าราคาเล่มละหกสิบเหวิน เล่มละห้าพันชุด ข้าขอสั่งจองล่วงหน้าสักสี่หมื่นชุดก่อน จะได้หรือไม่?"

ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อได้ยินตัวเลขนี้ ลองใคร่ครวญในใจเล็กน้อย หัวใจพลันเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ

สี่หมื่นเล่มก็คือเงินสองพันสี่ร้อยตำลึง ก่อนหน้านี้เสิ่นซีเคยคำนวณต้นทุนให้พวกนางฟังแล้ว หนังสือภาพแบบสีหนึ่งเล่มก็แค่สิ้นเปลืองค่าแม่พิมพ์และหมึกพิมพ์สีเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ทว่าแท้จริงแล้วเมื่อรวมค่าแรงงาน ค่าเช่าสถานที่ และอื่น ๆ เข้าด้วยกัน ต้นทุนก่อนออกจากโรงพิมพ์ก็ยังคงไม่เกินยี่สิบเหวินอยู่ดี

เช่นนี้แล้ว หนังสือภาพแบบสีสี่หมื่นเล่มชุดแรกนี้ก็สามารถทำกำไรได้ถึงหนึ่งพันหกร้อยตำลึง นี่ทำเงินได้มากกว่าเปิดร้านขายยาตั้งมากมายนัก

เสิ่นซีพยักหน้ารับปาก "สั่งสี่หมื่นชุดย่อมได้ ทว่าต้องชำระเงินเต็มจำนวน อีกทั้งต้องชี้แจงให้หลงจู๊ซูทราบว่า หนังสือภาพแบบสีของพวกเรานี้ ราคาขายส่งภายนอกล้วนอยู่ที่เจ็ดสิบเหวินขึ้นไป เป็นเพราะหลงจู๊ซูคือลูกค้าเก่า พวกเราจึงยอมลดราคาให้ถึงเพียงนี้ ต่อไปยอดสั่งซื้อก็จะคงราคาไว้ที่หกสิบเหวินไม่เปลี่ยนแปลง"

ซูเจ้อชีรับฟังแล้วก็โล่งใจอย่างยิ่ง หลายเดือนมานี้เขาคลำทางสร้างแม่พิมพ์แกะสลักหนังสือภาพสีขาวดำธรรมดา เล่มหนึ่งเมื่อรวมค่าสถานที่ ค่าแรงงาน และวัตถุดิบ ต้นทุนก็ตกราว ๆ ยี่สิบเหวินแล้ว คุณภาพหรือก็ยังสู้หนังสือภาพสีขาวดำที่พิมพ์จากโรงพิมพ์ของฮุ่ยเหนียงไม่ได้เลย ส่วนหนังสือภาพแบบสีเช่นนี้ ต้นทุนอย่างไรก็ต้องถึงสี่สิบห้าสิบเหวินเป็นแน่ พอกลับไปเขาตระเตรียมจะขายเล่มละร้อยยี่สิบเหวินหรืออาจจะถึงร้อยห้าสิบเหวิน ฟันกำไรเปล่า ๆ ไปได้อีกกว่าเท่าตัว

อย่างไรเสียผู้ที่มีเงินซื้อหนังสือภาพ ล้วนเป็นผู้ที่กินดีอยู่ดีไม่ขัดสน ในแถบเจียงหนานและหูกว่างมีคหบดีมั่งคั่งอยู่มากมาย ทั้งยังมีความปรารถนาจะแข่งขันชิงดีชิงเด่นกันอย่างรุนแรง การได้ครอบครองหนังสือภาพที่ประณีตงดงามถึงเพียงนี้ย่อมเป็นเรื่องที่เชิดหน้าชูตายิ่งนัก เชื่อว่าต้องเกิดกระแสฮือฮาขึ้นอีกครั้งเป็นแน่ ถึงเวลานั้นผู้ที่กอบโกยผลกำไรเป็นกอบเป็นกำก็คือพ่อค้าคนกลางอย่างเขา จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องไปกดราคา

(เชิงอรรถผู้แปล: หูกว่าง (湖广) ชื่อมณฑลในอดีต ครอบคลุมพื้นที่มณฑลหูเป่ยและหูหนานในปัจจุบัน)

ซูเจ้อชีเอ่ยถามอีกว่าหนังสือภาพเรื่อง ‘ถงหลินจ้วน’ ยังมีเนื้อหาตอนต่อไปอีกกี่เล่ม เมื่อทราบว่า ‘ถงหลินจ้วน’ มีทั้งหมดสองสิบสองเล่ม และแม่พิมพ์ทองแดงสำหรับพิมพ์ก็ทำเสร็จไปจนถึงเล่มที่สิบสองแล้ว ซูเจ้อชีก็อดรนทนไม่ไหวเอ่ยขึ้นว่า "เช่นนั้นข้าขอสั่งเพิ่มอีกสี่เล่ม เล่มละห้าพันชุดเช่นเดิม รวมทั้งหมดก็หกหมื่นชุด สามารถทำสัญญาได้ทุกเมื่อ!"

ด้วยจำนวนมหาศาลเกินไป เสิ่นซีจึงต้องสอบถามความเห็นจากฮุ่ยเหนียงก่อน เมื่อได้รับอนุญาตจากนางแล้ว ฮุ่ยเหนียงจึงเป็นผู้ออกหน้าลงนามในสัญญาการค้ากับซูเจ้อชี ในท้ายที่สุดเสิ่นซีก็อธิบายเพิ่มเติมว่า "หลงจู๊ซู เนื่องจากเวลาเร่งรัดเกินไป ก่อนช่วงปีใหม่พวกเราไม่มีเวลาพิมพ์หนังสือภาพแบบสี ดังนั้นกำหนดส่งมอบสินค้าชุดแรก จึงต้องกำหนดไว้ที่วันที่สิบห้าเดือนอ้าย หรือเทศกาลซ่างหยวน โดยพวกเราจะแบ่งส่งสินค้าเป็นสองชุด"

(เชิงอรรถผู้แปล: เทศกาลซ่างหยวน (上元节) ตรงกับวันที่ 15 ค่ำเดือน 1 หรือเทศกาลหยวนเซียว (เทศกาลโคมไฟ))

ซูเจ้อชีพยักหน้ารับ ก่อนจะตัดสินใจทำการค้านี้ เขาได้เตรียมใจไว้ก่อนแล้ว เมื่อทั้งสองฝ่ายทำสัญญาเสร็จสิ้น เขาก็มิได้รีบร้อนกลับไป ทว่ากลับสั่งให้ผู้ติดตามกลับไปขนเงินตราที่โรงเตี๊ยมที่พักมาให้

เงินตราที่นำมาส่งในครานี้ส่วนใหญ่เป็นเหรียญทองแดง บรรจุเต็มสี่หีบใหญ่ ประกอบกับเงินก้อนตราทางการอีกสองหีบเล็ก ใช้เวลาตรวจนับอยู่ถึงหนึ่งชั่วยามเต็ม จึงสามารถยืนยันจำนวนเงินสามพันหกร้อยตำลึงได้ครบถ้วน

"เช่นนั้นผู้น้อยก็ขอตัวกลับไปรอข่าวดีจากพวกท่านก่อน"

ซูเจ้อชีกล่าวลา ภายในใจยังคงเจือความกังวลอยู่บ้าง เกรงว่าเมื่อตนคล้อยหลังไปแล้ว ฝ่ายฮุ่ยเหนียงจะเบี้ยวหนี้ ก่อนไปเขาจึงสอดสัญญาเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง

เมื่อคนจากไปแล้ว และปิดประตูลงกลอนเรียบร้อย สองพี่น้องร่วมสาบานอย่างฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็อดไม่ได้ที่จะจับมือกัน สบตากระทั่งหลุดหัวเราะออกมา

รอจนข่มความตื่นเต้นลงได้บ้างแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็ทอดสายตามองเสิ่นซีด้วยรอยยิ้มเบิกบาน "ยังคงเป็นเสี่ยวหลางที่เก่งกาจ เอื้อนเอ่ยเพียงไม่กี่ประโยค ก็ทำให้หลงจู๊ซูยอมลงนามในสัญญาได้แล้ว อีกทั้งยังนำเงินตรามาส่งให้จนครบถ้วน ผู้อื่นทำโรงพิมพ์ จะเก็บเงินมัดจำสักนิดสักหน่อยก็ยังยากเย็นแสนเข็ญ มีที่ใดเหมือนพวกเราที่สามารถเก็บเงินได้เต็มจำนวนล่วงหน้าเช่นนี้บ้าง?"

บนใบหน้าของเสิ่นซีเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างแรงกล้า เขาเอ่ยว่า "ท่านน้าซุน พวกเราก็แค่ต้องกำหนดมาตรฐานของวงการนี้ขึ้นมา ในเมื่อกรรมวิธีของพวกเรานั้นเป็นเลิศหาผู้ใดเปรียบ พ่อค้าเหล่านั้นคิดจะมาสั่งซื้อสินค้า ก็ย่อมต้องชำระเงินจนครบถ้วนก่อน"

"วันหน้าพวกเราสามารถพิมพ์หนังสือภาพทั้งแบบสีขาวดำและแบบสีไปพร้อม ๆ กัน เพื่อตอบสนองความต้องการของคหบดีชนชั้นกลางและชนชั้นสูง รวมถึงชาวบ้านธรรมดา... ชาวบ้านธรรมดาแค่มีหนังสือภาพสีขาวดำให้ดูก็นับว่าดีมากแล้ว พวกเราขายส่งเล่มหนึ่งก็ไม่แพง ยี่สิบห้าเหวินก็ปล่อยของได้แล้ว พ่อค้านำไปบวกราคาเพิ่มขายสักสี่สิบเหวิน ซึ่งราคานี้พื้นฐานแล้วก็พอ ๆ กับราคาการคัดลอกเถื่อนตามท้องตลาด ทว่าพวกเรากลับมีความได้เปรียบด้านคุณภาพที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ชาวบ้านย่อมล่วงรู้ได้โดยธรรมชาติว่าควรจะเลือกเช่นไร"

เดิมทียังคงกลัดกลุ้มว่าเมื่อพ้นช่วงปีใหม่ไป กระแสความนิยมของภาพมงคลปีใหม่ก็คงจะผ่านพ้นไป หากหนังสือภาพแบบสีทางนี้ไร้ช่องทางระบายสินค้า โรงพิมพ์ก็คงมิอาจสานต่อกิจการได้

ผู้ใดจะคาดคิดว่าเพียงพริบตาเดียวก็ได้รับใบสั่งซื้อชุดใหญ่มาแล้ว ด้วยกำลังการผลิตของโรงพิมพ์สาขาอำเภอหนิงฮว่าและสาขาเมืองถิงโจวในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องเร่งตรากตรำทำงานทั้งวันทั้งคืน วันหนึ่งก็ยังสามารถพิมพ์ออกมาได้ถึงสามพันเล่ม

หกหมื่นชุดดูเหมือนจะเป็นจำนวนมหาศาล ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ใช้เวลาเพียงยี่สิบวันก็สามารถทำสำเร็จได้แล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 139 ใบสั่งซื้อชุดใหญ่อีกครา

คัดลอกลิงก์แล้ว