เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 138 กรรมวิธีล้ำเลิศที่เจ้ามิอาจเรียนรู้

ตอนที่ 138 กรรมวิธีล้ำเลิศที่เจ้ามิอาจเรียนรู้

ตอนที่ 138 กรรมวิธีล้ำเลิศที่เจ้ามิอาจเรียนรู้


วันที่สิบหกเดือนล่าเยวี่ย ร้านขายยาตระกูลลู่ได้ต้อนรับแขกคนสำคัญผู้หนึ่ง เขาคือพ่อค้าเร่รายใหญ่ซูเจ้อชี ผู้ซึ่งตัดขาดการค้ากับโรงพิมพ์ไปเมื่อหลายเดือนก่อน

(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนล่าเยวี่ย (腊月) หมายถึง เดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติจีน ซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูหนาวก่อนจะเข้าสู่เทศกาลตรุษจีน)

ช่วงปีกว่าที่ผ่านมา ซูเจ้อชีตระเวนค้าขายสินค้าไปมาระหว่างหนานจิงและฝูเจี้ยน ช่วงกลางเดือนแปดหลังจากเจรจากับเสิ่นซีล้มเหลว เขาจำต้องรั้งอยู่ในอำเภอหนิงฮว่าต่ออีกสามวัน ก่อนจะออกเดินทางด้วยความอึดอัดคับข้องใจ มุ่งหน้าสู่เมืองเจี้ยนหยางทางตอนเหนือของฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นเมืองที่การพิมพ์เจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง โดยหมายมั่นจะไปตั้งต้นกิจการของตนเองที่นั่น

(เชิงอรรถผู้แปล: เมืองเจี้ยนหยาง (建阳) เมืองในมณฑลฝูเจี้ยน ศูนย์กลางอุตสาหกรรมการพิมพ์หนังสือสมัยโบราณ ได้รับยกย่องเป็นนครแห่งคัมภีร์ตำรา)

เมื่อถึงเมืองเจี้ยนหยาง ซูเจ้อชีก็เร่งว่าจ้างช่างพิมพ์มาแกะรอยวิธีทำหนังสือภาพของโรงพิมพ์ตระกูลลู่ทันที หลังจากคลำทางอยู่เดือนกว่า ในที่สุดเขาก็สามารถไขความลับของกรรมวิธีแกะสลักแม่พิมพ์หนังสือภาพได้สำเร็จ เดิมทีซูเจ้อชีหมายมั่นจะลงมือทำสงครามการค้าครั้งใหญ่ ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าหนังสือภาพตามท้องตลาดกลับลดน้อยถอยลงอย่างกะทันหัน โรงพิมพ์ตระกูลลู่แห่งอำเภอหนิงฮว่าเลิกพิมพ์หนังสือภาพไปเสียแล้ว ทำให้ต่อให้เขาล่วงรู้กรรมวิธี ก็ไม่มีต้นฉบับให้ทำการคัดลอกเถื่อนอยู่ดี

ซูเจ้อชีพ่ายแพ้จนหน้าม้าน จำต้องบ่ายหน้าลงใต้กลับไปยังอำเภอหนิงฮว่าอีกครา หมายจะทุ่มเงินกว้านซื้อต้นฉบับหนังสือภาพ ‘ถงหลินจ้วน’ ในราคาสูงลิ่ว ทว่าเมื่อไปถึงถิ่นจึงเพิ่งรู้ว่าลู่ซุนซื่อได้ขยายกิจการไปยังอำเภอฉางถิงในเขตเมืองเสียแล้ว

เมื่อซูเจ้อชีเดินทางมาถึงเมืองถิงโจว ก็พบเห็นผู้คนเดินเร่ขายภาพมงคลปีใหม่แบบสีอยู่เต็มท้องถนน เพียงปรายตามองคราเดียว เขาก็รู้ทันทีว่าภาพมงคลเหล่านี้มาจากโรงพิมพ์ของฮุ่ยเหนียง ทว่ากลับดูประณีตงดงามกว่าที่เขาเคยเห็นเมื่อหลายเดือนก่อนยิ่งนัก

ด้วยจวนจะสิ้นปี ซูเจ้อชีคิดจะสั่งสินค้าสักชุดใหญ่เพื่อขนส่งไปขายยังหนานจิงก็เกรงว่าจะไม่ทันกาล เพื่อเห็นแก่ผลประโยชน์ทางธุรกิจ เขาจึงจำต้องยอมอ่อนข้อ เดินทางมาเยือนถึงหน้าประตูด้วยตนเอง

การมาเยือนครานี้ซูเจ้อชีมาเพียงลำพัง มิได้พาบรรดาสหายพ่อค้าเร่มาด้วย เมื่อมาถึงร้านขายยาตระกูลลู่ เห็นผู้คนเดินขวักไขว่เข้าออกกิจการเจริญรุ่งเรือง ซูเจ้อชีก็อดทอดถอนใจด้วยความเลื่อมใสไม่ได้ ลู่ซุนซื่อผู้นี้ร้ายกาจนัก คิดไม่ถึงว่าพอนางมาเปิดร้านขายยาในเมืองถิงโจว กิจการจะรุ่งเรืองเฟื่องฟูถึงเพียงนี้

ซูเจ้อชีเอ่ยถามสาวใช้ที่กำลังขายยาสำเร็จรูปอยู่หน้าโต๊ะบัญชี และได้รับคำตอบว่า หากต้องการพบคน ต้องไปตามหาที่หอการค้าเท่านั้น

พอซูเจ้อชีไปถึงหอการค้า จึงเพิ่งรู้ว่าร้านค้านับร้อยแห่งในเมืองถิงโจวได้รวมตัวกันก่อตั้งสมาคมขึ้น เขาจึงยิ่งตื่นตะลึงในความใจกว้างและวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ของลู่ซุนซื่อ ทว่าเมื่อมาถึงที่ทำการ เขาก็ยังไม่พบตัวนางอยู่ดี เมื่อสอบถามผู้ดูแลที่นั่น จึงได้ความว่าลู่ซุนซื่อออกไปทำธุระข้างนอก แต่จะไปที่ใดนั้นกลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้

ซูเจ้อชีเดินไปเดินมาอยู่หลายรอบ ในใจรู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง เขาปักใจเชื่อไปแล้วว่า ลู่ซุนซื่อคงไม่มีเจตนาจะเจรจาการค้าใด ๆ กับตน ถึงได้จงใจหลบหน้าหลบตากันเช่นนี้

กระทั่งตกเย็น ในที่สุดฮุ่ยเหนียงก็กลับมาถึงร้านขายยา

เมื่อได้ทราบข่าว ซูเจ้อชีก็รีบบากหน้าถือของกำนัลบุกไปหาถึงที่ ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เขาก็กล่าวขออภัยซ้ำแล้วซ้ำเล่า วิงวอนขอให้ฮุ่ยเหนียงอภัยให้ตน

“...หลงจู๊ซูเกรงใจเกินไปแล้ว ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกไว้ว่า ผู้น้อยจะไม่เข้าไปก้าวก่ายเรื่องของโรงพิมพ์มากนัก ยามนี้กิจการในเมืองได้ท่านเสิ่นมาเป็นหลงจู๊คอยดูแล แต่หากท่านจะเจรจาการค้า ท่านก็คงต้องคุยกับหลงจู๊น้อย เขาว่าอย่างไรก็ถือเป็นตามนั้นเจ้าค่ะ”

แท้จริงแล้วฮุ่ยเหนียงมิได้อยากทำหน้าตึงใส่ลูกค้ารายใหญ่อย่างซูเจ้อชีเลยแม้แต่น้อย แต่เสิ่นซีได้กำชับนางไว้แล้วว่าห้ามทำดีกับซูเจ้อชีเด็ดขาด มิเช่นนั้นหมอนี่จะต้องเหิมเกริม ได้ทีขี่แพะไล่ และฉวยโอกาสกดราคาอย่างเอาเป็นเอาตายในไม่ช้า ฮุ่ยเหนียงจึงแข็งใจแสร้งทำท่าทีเมินเฉยไม่แยแสซูเจ้อชีตามคำสั่งของเสิ่นซี

เวลานั้นเองที่หลังม่านผ้า โจวซื่อแหวกม่านออกเป็นช่องเล็ก ๆ แล้วแอบมองประเมินสถานการณ์เงียบ ๆ เมื่อเห็นฮุ่ยเหนียงกับซูเจ้อชีคุยกันไม่ค่อยราบรื่นนัก นางก็อดที่จะรู้สึกประหม่าขึ้นมาไม่ได้ จึงดึงคอเสื้อเสิ่นซีเบา ๆ แล้วเอ่ยถามเสียงกระซิบ “เสี่ยวหลาง หากหลงจู๊ซูผู้นี้โกรธจนสะบัดก้นหนีไปจะทำเช่นไรเล่า? เมื่อก่อนเขานำพาการค้ามาให้พวกเราตั้งมากมายเชียวนะ”

เสิ่นซีได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาเบา ๆ

สำหรับความก้าวหน้าของโรงพิมพ์ ซูเจ้อชีย่อมมีความดีความชอบที่ไม่อาจลบเลือนได้ เขาและบรรดาพ่อค้าที่เขาแนะนำมา นำพายอดสั่งซื้อนับพันตำลึงมาให้ ยามนี้เมื่อซูเจ้อชีกลับมาเยือนอีกครา จึงไม่แปลกใจเลยที่โจวซื่อจะรู้สึกประหม่าตึงเครียดถึงเพียงนี้

“ท่านแม่ ท่านอย่าได้กังวลไปเลย เรื่องทั้งหมดมีข้ากับท่านน้าซุนจัดการเอง... ครั้งนี้รับรองว่าพวกเราต้องสยบเขาได้แน่!” เสิ่นซีกล่าวด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม

หลังจากซูเจ้อชีเอ่ยคำขออภัยจบ เมื่อได้ยินคำกล่าวของฮุ่ยเหนียง เขาก็ประสานมือคารวะ “ไม่ทราบว่าจะรบกวนฮูหยินลู่ เชิญหลงจู๊น้อยออกมาเจรจาด้วยกันได้หรือไม่ขอรับ?”

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ นางหันหลังกลับไปเลิกม่านผ้าเดินเข้าสู่เรือนหลัง ไม่นานนักก็ ‘เชิญ’ เสิ่นซีและโจวซื่อออกมา

เมื่อได้พบหน้าเสิ่นซีอีกครั้ง สีหน้าของซูเจ้อชีพลันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย

หลังจากผ่านพ้นเทศกาลไหว้พระจันทร์อันแสนจืดชืดในอำเภอหนิงฮว่า เขาก็สะบัดแขนเสื้อจากไปด้วยใบหน้าดำทะมึน ในยามนั้นเขาคิดว่าลู่ซุนซื่อจะต้องเสียใจภายหลังเป็นแน่ ทว่าเมื่อดูจากสถานการณ์ในยามนี้ เมื่อปราศจากใบสั่งซื้อของเขา โรงพิมพ์ของนางไม่เพียงแต่ไม่ปิดกิจการ ซ้ำร้ายการค้ากลับยิ่งใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้ฮุ่ยเหนียงยังกลายเป็นหลงจู๊ใหญ่แห่งสมาคมการค้าเมืองถิงโจว ซึ่งมิอาจดูแคลนได้เลยแม้แต่น้อย

"หากผู้น้อยมาเร็วกว่านี้สักระยะ เมื่อได้เห็นภาพมงคลปีใหม่ที่หาดูได้ทั่วไปในเมืองถิงโจว ย่อมต้องสั่งซื้อชุดใหญ่เพื่อขนส่งไปขายยังแถบเจียงหนานและที่ราบจงหยวนอย่างแน่นอน ทว่ายามนี้จวนจะสิ้นปีอยู่แล้ว คิดจะทำกำไรจากการค้านี้ก็คงไม่ทันกาลเสียแล้ว... เฮ้อ จะโทษก็ต้องโทษที่ผู้น้อยทะนงตนไม่เห็นผู้คนอยู่ในสายตา มินึกฝันเลยว่าโรงพิมพ์เล็ก ๆ แห่งนี้กลับเป็นสถานที่ซ่อนเร้นพยัคฆ์มังกรเสียได้ ก่อนหน้านี้มีหนังสือภาพ ตามมาด้วยภาพมงคลปีใหม่แบบสีอันประณีตงดงามเช่นนี้ ผู้น้อยละอายใจยิ่งนักที่มิอาจเทียบเทียมได้"

ซูเจ้อชีกล่าวรำพึงรำพันพร้อมกับค้อมกายคารวะอีกครา

เสิ่นซีโบกไม้โบกมือ "หลงจู๊ซูเกรงใจเกินไปแล้ว ผู้มาเยือนจากแดนไกลย่อมถือเป็นแขก ยามนี้ท่านทราบแล้วว่าพวกเรามีภาพมงคลปีใหม่ ต่อให้ผ่านพ้นช่วงปีใหม่ไปแล้ว ท่านก็ยังสามารถสั่งจองล่วงหน้าสักชุดเพื่อนำกลับไปขายได้ ข้าเชื่อว่าผู้ที่ชื่นชอบก็ยังคงยินดีควักกระเป๋าซื้ออยู่ดี"

ซูเจ้อชีแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า "อย่างไรเสียเมื่อพ้นช่วงปีใหม่ไปแล้ว ก็คงขายไม่ดีเท่าช่วงก่อนปีใหม่เป็นแน่ แน่นอนว่าภาพมงคลปีใหม่เหล่านี้ ผู้น้อยย่อมต้องซื้อกลับไปสักชุดหนึ่ง เพื่อให้ราษฎรแถบเจียงหนานได้รับรู้ว่า เมืองถิงโจวก็มีของประณีตงดงามเช่นนี้อยู่ด้วย ทว่าการที่ผู้น้อยเดินทางมาในครานี้ จุดประสงค์หลักก็คืออยากจะ... เจรจาขอซื้อภาพต้นฉบับสำหรับทำแม่พิมพ์หนังสือภาพกับพวกท่านเสียมากกว่า เรื่องราคานั้นมิใช่ปัญหาแต่อย่างใด"

เสิ่นซีจึงเพิ่งตระหนักได้ว่าเหตุใดซูเจ้อชีจึงได้มีท่าทีนอบน้อมผิดหูผิดตาถึงเพียงนี้ ที่แท้ก็มีเรื่องมาขอร้องนี่เอง ซ้ำเรื่องที่ขอร้องนั้นยัง ‘เกินเลย’ ไปมากเสียด้วย

ในตอนแรกที่ซูเจ้อชีไม่ยอมเจรจาสั่งซื้อหนังสือภาพจากโรงพิมพ์ต่อ เป็นเพราะเขารู้สึกว่ากรรมวิธีเหล่านี้สามารถไขความลับได้ จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องทุ่มเงินก้อนโตเพื่อซื้อสินค้าสำเร็จรูปจากโรงพิมพ์ ขอเพียงรอให้โรงพิมพ์พิมพ์เนื้อหาตอนใหม่ออกมา เขาก็แค่นำหนังสือภาพที่มีอยู่แล้ว ไปจ้างคนแกะสลักแม่พิมพ์เพื่อการคัดลอกเถื่อนก็สิ้นเรื่อง

ทว่าหลังจากนั้น โรงพิมพ์ในอำเภอหนิงฮว่ากลับหันไปเน้นทำธุรกิจภาพมงคลปีใหม่แบบสี หนังสือภาพเรื่อง ‘ถงหลินจ้วน’ จึงหยุดพิมพ์ตั้งแต่เล่มที่เก้าเป็นต้นมา ซูเจ้อชีต่อให้ล่วงรู้เคล็ดลับกรรมวิธีแต่ก็ไม่มีผลงานให้คัดลอกเถื่อนอยู่ดี ในช่วงแรกซูเจ้อชีเคยลองจ้างคนมาวาดภาพต้นฉบับหนังสือภาพเพื่อเติมแต่งเรื่องราวให้สมบูรณ์ ทว่าหลังจากส่งสินค้าไปยังหนานจื่อลี่ เจ้อเจียง และเจียงซีแล้ว กระแสตอบรับในตลาดกลับจืดชืดอย่างยิ่ง มิได้สร้างแรงสั่นสะเทือนใด ๆ เลยแม้แต่น้อย... การควบคุมเนื้อหาและจังหวะของเรื่องราวในหนังสือภาพของเสิ่นซีนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้อื่นมิอาจลอกเลียนแบบได้เลยจริง ๆ

"หลงจู๊ซูโปรดอภัยด้วย พวกเราไม่คิดจะมอบภาพต้นฉบับหนังสือภาพให้ท่านหรอกนะ เพราะพวกเราตั้งใจจะรอพิมพ์ขายเองในช่วงหลังปีใหม่" เสิ่นซีกล่าวพร้อมรอยยิ้ม เผยให้เห็นทิศทางการดำเนินกิจการของโรงพิมพ์ในช่วงหลังเทศกาล

ก่อนปีใหม่พิมพ์ภาพมงคล หลังปีใหม่พิมพ์หนังสือภาพ ล้วนมีจุดเน้นหนักที่แตกต่างกันไป

ใบหน้าของซูเจ้อชีปรากฏรอยยิ้มลำพองใจอยู่บ้าง "พวกเจ้าพิมพ์เองกระนั้นหรือ? เกรงว่าจะหาเงินไม่ได้เป็นกอบเป็นกำกระมัง มิสู้ขายภาพต้นฉบับแม่พิมพ์ให้ข้าดีกว่า ลงทุนน้อยกำไรงาม..."

"โอ้?" เสิ่นซีแสร้งทำเป็นประหลาดใจ "หรือเป็นเพราะหลงจู๊ซูรู้สึกว่าตนเองมียอดช่างฝีมืออยู่ในมือ พอพวกเราพิมพ์เสร็จ ท่านก็สามารถคัดลอกตามแบบ แย่งส่วนแบ่งตลาดไปจากพวกเรา จากนั้นก็จงใจกดราคาพวกเรา เพื่อให้หนังสือภาพของพวกเราขายไม่ออกกระนั้นหรือ?"

รอยยิ้มบนใบหน้าของซูเจ้อชีพลันจืดจางลง เสิ่นซีพูดแทงใจดำเขาเข้าอย่างจัง ราวกับแผนการร้ายของตนถูกเปิดโปงต่อหน้าธารกำนัล ใบหน้าชราของเขาจึงรู้สึกอับอายจนแทบจะทนรับไม่ไหว

ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ต่อให้เขาสามารถลอบพิมพ์เถื่อนได้ แต่คุณภาพย่อมเทียบชั้นกันไม่ได้อยู่ดี

"แล้วจะทำไมล่ะ?" ซูเจ้อชีกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "พวกเจ้าพิมพ์เป็น พวกเราก็พิมพ์เป็นเช่นกัน ถึงเวลานั้นก็มาดูกันว่า สิ่งที่ผู้ใดพิมพ์ออกมาจะคุณภาพดีและราคาเป็นธรรมกว่ากัน"

เสิ่นซีส่ายหน้า "ดูท่าหลงจู๊ซูยังคงขาดความจริงใจ ปากอ้างว่ามาเพื่อขอขมา แต่แท้จริงแล้วกลับมาเพื่อวางอำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงผู้อื่นเสียมากกว่า"

"ไม่ปิดบังหลงจู๊ซู หนังสือภาพที่พวกเราจะพิมพ์หลังปีใหม่นั้น หาใช่สีขาวดำอันแสนจืดชืดแบบเดิมไม่ ทว่าเป็นหนังสือภาพที่เติมแต่งสีสันลงไปต่างหาก เชื่อว่าหลงจู๊ซูคงเคยประจักษ์ถึงฝีมือในการพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่แบบสีของพวกเรามาแล้ว หนังสือภาพแบบสีอาจจะไม่ประณีตงดงามเท่าภาพมงคลปีใหม่ แต่หากเทียบกับหนังสือภาพแบบเดิมแล้วย่อมถือว่าล้ำเลิศกว่ามากนัก รอจนกว่าพวกเราพิมพ์เสร็จเรียบร้อย คงต้องขอรบกวนให้หลงจู๊ซูช่วยชี้แนะให้มากด้วย"

จบบทที่ ตอนที่ 138 กรรมวิธีล้ำเลิศที่เจ้ามิอาจเรียนรู้

คัดลอกลิงก์แล้ว