- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 137 ห้องทดลอง
ตอนที่ 137 ห้องทดลอง
ตอนที่ 137 ห้องทดลอง
วันต่อมา เมื่อเสิ่นซีไปที่ร้านขายยาและได้พบกับฮุ่ยเหนียงอีกครั้ง เขาก็ไม่ปริปากพูดถึงเรื่องผ้าเช็ดหน้าเลยแม้แต่ครึ่งคำ ฝ่ายฮุ่ยเหนียงเองก็ไม่มีทีท่าว่าจะทวงผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นคืนเช่นกัน
บางทีในใจฮุ่ยเหนียง อาจคิดว่ามันก็แค่ผ้าเช็ดหน้าธรรมดา ๆ ผืนหนึ่ง มิได้มีความหมายแอบแฝงอันใด เสิ่นซีเอาไปก็แล้วไปเถิด หาใช่เรื่องสลักสำคัญอันใดไม่
กลับเป็นโจวซื่อที่สังเกตเห็นว่าฮุ่ยเหนียงดูสดชื่นแจ่มใส นางจึงเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม “น้องสาว วันนี้เจ้าดูสีหน้าผ่องใสยิ่งนัก หรือว่าเมื่อคืนหลับสบายดีกระนั้นหรือ?”
ฮุ่ยเหนียงปรายตามองเสิ่นซีที่กำลังจัดกระเป๋าหนังสืออยู่ด้านข้างแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบ “ใช่แล้วเจ้าค่ะ... ก่อนหน้านี้มีเรื่องให้กลัดกลุ้มใจอยู่บ้าง ทว่าเมื่อคืนข้าคิดตกแล้ว จึงหลับสบายดียิ่งนัก”
โจวซื่อพยักหน้าด้วยความโล่งใจ “คิดตกก็ดีแล้ว ข้าล่ะกลัวเหลือเกินว่าน้องสาวจะมีเรื่องปิดบังไว้ในใจ เอาแต่คิดฟุ้งซ่านจนข่มตาไม่ลง ช่วงสองสามวันนี้เจ้าคนไร้มโนธรรมที่บ้านกลับมาตรงเวลาทุกวัน ข้าเลยไม่มีเวลาอยู่คุยสัพเพเหระเป็นเพื่อนน้องสาว วันนี้ข้าจึงจงใจให้เขาอยู่เฝ้ากะดึกที่โรงพิมพ์เสียเลย คืนนี้ข้าจะพาไอ้เด็กทึ่มกับไต้เอ๋อร์มานอนเป็นเพื่อนเจ้าเอง”
ฮุ่ยเหนียงเพียงยิ้มบาง ๆ มิได้กล่าวอันใด กลับเป็นลู่ซีเอ๋อร์ที่ปรบมือร้องตะโกนด้วยความดีใจ “เย้! จะได้ฟังพี่เสิ่นซีเล่านิทานอีกแล้วเจ้าค่ะ”
หลินไต้ถลึงตาใส่ลู่ซีเอ๋อร์ นางอดไม่ได้ที่จะยู่ปากน้อย ๆ ภายในใจแอบรู้สึกขัดเคืองอยู่บ้าง ทุกคราที่ค้างอ้างแรมที่ร้านขายยา เด็กน้อยทั้งสามจะต้องนอนเบียดกันบนเตียงเดียว หากเป็นช่วงฤดูร้อนที่อากาศอบอุ่นก็แล้วไปเถิด ทว่าเมื่อล่วงเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศยามค่ำคืนเหน็บหนาวยิ่งนัก ไม่เพียงแต่ต้องแย่งผ้าห่มกัน แม้แต่หมอนหรือผ้าเช็ดหน้าก็ยังต้องยื้อแย่ง ทว่านางกับลู่ซีเอ๋อร์ต่างก็สนุกสนานไปกับการกระทำเช่นนี้อย่างไม่รู้เบื่อ
เสิ่นซียังคงไปร่ำเรียนที่สถานศึกษาเช่นเดิม
เมื่อใกล้ถึงช่วงส่งท้ายปีเก่า และใกล้จะถึงช่วงหยุดยาวเทศกาลปีใหม่เต็มที อารมณ์ของเสิ่นซีก็เบิกบานขึ้นไม่น้อย โจวซื่ออยู่เฝ้าร้านขายยา ส่วนฮุ่ยเหนียงเดินทางไปยังหอการค้า เพื่อแจ้งเรื่องค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าบำรุงรายปีตามที่เสิ่นซีเสนอไว้ให้ทุกคนรับทราบ
ก่อนหน้านี้มีร้านค้ากว่าร้อยแห่งที่ต้องการเข้าร่วมสมาคม ทว่าเมื่อมาตรฐานการเก็บค่าธรรมเนียมทั้งสองรายการนี้ถูกประกาศออกไป ร้านค้าเกือบครึ่งที่กำลังทรัพย์ไม่มากพอก็พากันถอดใจไปตาม ๆ กัน ท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนจำนวนมากเพียงแค่อยากได้การคุ้มครองจากสมาคมแบบเปล่า ๆ พอเป็นเรื่องที่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงิน พวกเขาย่อมไม่ยินยอมพร้อมใจเป็นธรรมดา
ถึงกระนั้นก็ยังมีร้านค้าอีกกว่าห้าสิบแห่ง ที่มิใช่ร้านค้าเก่าแก่รากฐานมั่นคงหรือมีกิจการใหญ่โตในเมือง พวกเขามักจะถูกคู่แข่งทางการค้าคอยกดขี่ข่มเหงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย จึงตระหนักดีว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าร่วมสมาคมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ร้านค้าเหล่านี้จึงยอมจ่ายค่าแรกเข้าและค่าบำรุงรายปีโดยไม่ลังเลใจเลยแม้แต่น้อย
จำนวนสมาชิกของสมาคมการค้าเพิ่มขึ้นจากสองร้อยกว่าแห่ง ก้าวพรวดเดียวจนเกือบจะถึงสามร้อยแห่ง แม้ว่าหากดูจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นอาจจะดูไม่พิเศษอันใดนัก ทว่าหัวใจสำคัญคือการขยายอิทธิพลของสมาคมครอบคลุมไปถึงหลากหลายสายอาชีพ ต่อไปสมาคมแห่งนี้คงจะมิใช่เพียงสมาคมการค้าร้านขายยาอีกต่อไป ทว่าหากจะขนานนามว่า ‘สมาคมการค้าเมืองถิงโจว’ ก็ดูจะเหมาะสมกว่ามาก
เมื่อขนาดของสมาคมใหญ่โตขึ้น ชื่อเสียงและบารมีของสมาคมการค้าก็ยิ่งใหญ่เกรียงไกรจนหาผู้ใดเปรียบมิได้
เพื่อเป็นการซื้อใจและสร้างความอุ่นใจให้แก่สมาชิกเก่า ‘หอผู้อาวุโส’ จึงได้เปิดการประชุมอีกครั้งเพื่อแก้ไขข้อบังคับบางประการ โดยกำหนดว่าร้านค้าที่เพิ่งเข้าร่วมสมาคมใหม่ ไม่ว่าจะมีประวัติความเป็นมาเก่าแก่เพียงใด หรือมีกิจการใหญ่โตปานใด ในช่วงครึ่งปีแรกจะไม่สามารถเข้ามาเป็นสมาชิกของ ‘หอผู้อาวุโส’ ได้ ทั้งนี้เพื่อเน้นย้ำถึงอภิสิทธิ์ที่เหนือกว่าของสมาชิกดั้งเดิมนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อก่อนหน้านี้สมาชิกของ ‘หอผู้อาวุโส’ ล้วนเป็นเพียงผู้ประกอบกิจการร้านขายยา จึงอาจจะไม่มีความรู้ความเข้าใจในสายอาชีพอื่นมากนัก หลังจากฮุ่ยเหนียงเสนอแนะและผ่านการลงมติจาก ‘หอผู้อาวุโส’ แล้ว จึงตัดสินใจเพิ่มที่นั่งผู้อาวุโสอีกสองที่นั่งจากตัวแทนร้านค้ากว่าห้าสิบแห่งนี้ โดยขยายที่นั่งผู้อาวุโสจากเดิมหกที่นั่งเป็นแปดที่นั่ง
เมื่อรวมกับฮุ่ยเหนียงที่เป็นหลงจู๊ใหญ่ของสมาคมการค้าแล้ว ยามมีเรื่องต้องลงมติก็จะมีเสียงทั้งหมดเก้าเสียง
เมื่อสมาคมการค้าเริ่มมีขนาดเป็นมาตรฐาน กฎระเบียบก็ค่อย ๆ สมบูรณ์แบบขึ้นตามลำดับ และเริ่มแสดงให้เห็นถึงข้อได้เปรียบในการแผ่ขยายอิทธิพลออกสู่ภายนอก
สืบเนื่องจากโรงพิมพ์ถูกคนพังร้านและปล้นชิงข้าวของ จึงจำต้องปิดกิจการชั่วคราวมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิบเอ็ดจนถึงช่วงต้นเดือนล่าเยวี่ย ทว่าหลังจากเรื่องราวคลี่คลาย และเทศกาลส่งท้ายปีเก่าใกล้เข้ามาทุกขณะ กิจการซื้อขายภาพมงคลปีใหม่แบบสีก็ค่อย ๆ กลับคืนสู่สภาวะปกติ
(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนล่าเยวี่ย (腊月) หมายถึง เดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติจีน ซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูหนาวก่อนจะเข้าสู่เทศกาลตรุษจีน)
ภาพมงคลปีใหม่ที่เป็นของโจรซึ่งหลุดรอดออกไปตามท้องตลาด ถูกตลาดกลืนกินจนเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว ชาวบ้านยังคงให้ความสนใจภาพมงคลปีใหม่แบบสีอย่างล้นหลาม ส่งผลให้ใบสั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
แม้จะเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ราคาขายส่งภาพมงคลปีใหม่แบบสีของโรงพิมพ์ก็มิได้ปรับตัวสูงขึ้นแต่อย่างใด ราคาต่อแผ่นยังคงยึดตามปริมาณการสั่งซื้อแต่ละครั้ง ซึ่งตกอยู่ที่แผ่นละสี่สิบห้าถึงห้าสิบเหวินไม่ขาดไม่เกิน
ทุก ๆ วัน เสิ่นหมิงจวินเอาแต่วุ่นวายอยู่กับงานในโรงพิมพ์อย่างไม่หยุดหย่อน ในฐานะหลงจู๊ของโรงพิมพ์ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เป็นเจ้าของกิจการของตนเอง เขาจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจทำอย่างสุดความสามารถ
ล่วงเข้าสู่ฤดูหนาว เนื่องจากร้านขายยาตระกูลหยางและร้านขายยาตระกูลลู่ล้วนหันมาปรุงยาสำเร็จรูป ซึ่งเห็นผลชะงัด ประกอบกับเหตุการณ์ความวุ่นวายของสมาคมการค้าที่ถูกประโคมข่าวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ชาวบ้านทั้งในและนอกเมืองล้วนล่วงรู้กิตติศัพท์ของฮุ่ยเหนียง หมอเทวดาหญิงผู้ชุบชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วนจนได้รับการยกย่องดั่งโปรดสัตว์หมื่นหลังคาเรือน กิจการร้านขายยาจึงเจริญรุ่งเรืองตามไปด้วย
(เชิงอรรถผู้แปล: โปรดสัตว์หมื่นหลังคาเรือน (万家生佛) สำนวนยกย่องผู้ที่ทำคุณประโยชน์ใหญ่หลวง ช่วยเหลือชีวิตผู้คนมากมายจนได้รับการเคารพบูชาประดุจพระโพธิสัตว์)
ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างวุ่นวายทว่าอิ่มเอมใจยิ่งนัก
โจวซื่อรับหน้าที่ดูแลกิจการร้านขายยาเป็นหลัก ข้างกายมีสาวใช้ห้าคนคอยเป็นลูกมือ ช่วยกันจัดการร้านยาจนเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนฮุ่ยเหนียงทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับสมาคมการค้า นอกจากการดึงดูดพ่อค้าหน้าใหม่จากแปดอำเภอทั่วทั้งเมืองที่เดินทางมาเพราะได้ยินกิตติศัพท์ให้เข้าร่วมสมาคมแล้ว นางยังต้องเสาะหาแหล่งสินค้าชั้นดีราคาเป็นธรรมที่ไว้ใจได้ พร้อมทั้งหาช่องทางระบายสินค้าให้สมาคมการค้า ด้วยเหตุนี้นางจึงมักจะไม่อยู่ที่ร้านขายยา
……
……
วันที่สิบสองเดือนล่าเยวี่ย สถานศึกษา ‘เสวียเอ๋อร์’ เริ่มจัดการสอบประเมินผลการศึกษาปลายปี
(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนล่าเยวี่ย (腊月) หมายถึง เดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติจีน ซึ่งเป็นช่วงปลายฤดูหนาวก่อนจะเข้าสู่เทศกาลตรุษจีน)
เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องยุ่งยากโดยไม่จำเป็น เสิ่นซีจึงแสร้งเก็บงำประกาย เขาเพียงถ่ายทอดเนื้อหาจากคัมภีร์ต้าเสวียตามที่อาจารย์เฝิงฮว่าฉีพร่ำสอนตามปกติ โดยมิได้อธิบายขยายความให้ลึกซึ้งไปกว่านั้น ท่ามกลางศิษย์ร่วมระดับชั้นสิบกว่าคน เฝิงฮว่าฉีจัดให้เขาอยู่ในอันดับที่สี่ ซึ่งนับว่าเป็นการเผื่อทางไว้ให้เขาได้ ‘ก้าวหน้า’ ในวันข้างหน้าอย่างเหลือเฟือ
(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์ต้าเสวีย (大学) หรือ คัมภีร์มหาศึกษาหรือคัมภีร์มหาบุรุษ เป็นหนึ่งในสี่ตำราหลักแห่งลัทธิขงจื๊อ ว่าด้วยหลักปรัชญาการฝึกฝนขัดเกลาตนเองเพื่อปกครองครอบครัวและบ้านเมือง)
วันต่อมา เมื่อเสิ่นซีนำผลการสอบกลับมาที่บ้าน เป็นไปตามคาด เสิ่นหมิงจวินและภรรยาต่างดีใจยิ่งนัก ตอนที่อาจารย์เฝิงฮว่าฉีให้เสิ่นซีข้ามระดับชั้น พวกเขาเคยกังวลว่าคุณภาพการศึกษาของอำเภอหนิงฮว่าจะสู้ในเมืองไม่ได้ เกรงว่าเสิ่นซีจะเรียนไม่ทัน ทว่ายามนี้ผลการสอบของเสิ่นซีแม้จะยังไม่ถึงขั้นโดดเด่นเหนือผู้คน แต่ก็นับว่าไม่รั้งท้ายผู้ใด
(เชิงอรรถผู้แปล: โดดเด่นเหนือผู้คน (出类拔萃) สำนวนจีน หมายถึง ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ หรือสติปัญญาโดดเด่นล้ำเลิศเหนือกว่าผู้คนทั่วไปในรุ่นราวคราวเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด)
สองสามีภรรยาเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า ขอเพียงเสิ่นซีค่อย ๆ ปรับตัวให้เข้ากับวิถีการเรียนในเมืองได้ เขาจะต้องกลับไปผงาดครองอันดับหนึ่งได้อีกครา เหมือนดั่งตอนที่อยู่อำเภอหนิงฮว่าอย่างแน่นอน
เมื่อการสอบประเมินผลปลายปีสิ้นสุดลง สถานศึกษาก็เริ่มหยุดยาว เสิ่นซีจึงได้สัมผัสกับวันหยุดพักผ่อนอันยาวนานเสียที
หลังวันหยุดพักผ่อนเริ่มต้น เสิ่นซีก็สามารถเที่ยวเล่นได้อย่างสบายใจไร้กังวล ทว่าด้วยวุฒิภาวะทางจิตใจของเขา เขาหาได้หลงใหลการเล่นสนุกนัก มีเพียงยามที่หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์สองเด็กหญิงน้อยคอยตามตื๊อไม่เลิกรา เขาถึงจะยอมอยู่เป็นเพื่อนเล่นครู่หนึ่ง เวลาที่เหลือ เขาปรารถนาจะหมกมุ่นอยู่กับการคิดค้นและปรับปรุงกรรมวิธีของโรงพิมพ์เสียมากกว่า
เมื่อก่อนยามที่เสิ่นซีคิดจะทดลองสิ่งใดล้วนต้องทำแบบลับ ๆ ล่อ ๆ ทว่ายามนี้คนในบ้านต่างรู้ดีว่ากรรมวิธีทั้งหลายล้วนมาจากความคิดของเขา ซึ่งชี้เป็นชี้ตายถึงอนาคตของโรงพิมพ์ อีกทั้งยังเกี่ยวพันกับความอู้ฟู่ของถุงเงินทุกคน ดังนั้นพวกเขาจึงมีท่าทีไม่สนับสนุนทว่าก็ไม่คัดค้าน ในที่สุดเสิ่นซีก็สามารถนำเครื่องไม้เครื่องมือของตนออกมาใช้อย่างเปิดเผย ฮุ่ยเหนียงนึกสงสารเขา จึงจงใจจัดเตรียมห้องที่แสงสว่างส่องถึงและอากาศถ่ายเทสะดวกบริเวณเรือนหลังของโรงพิมพ์ให้เสิ่นซีเป็นพิเศษ เพื่อใช้เป็น ‘ห้องทดลอง’
ภายในห้องทดลองของเสิ่นซี นอกจากเครื่องไม้เครื่องมือพื้นฐานอย่างสิ่งล้ำค่าทั้งสี่ในห้องหนังสือและแม่พิมพ์แกะสลักแล้ว ยังมีหมึกพิมพ์หลากสีสันที่เขาเป็นผู้ผสมขึ้นก่อนหน้านี้ ประกอบกับแร่ธาตุและยาสารพัดชนิดที่เขาไหว้วานให้ซิ่วเอ๋อร์ไปหาซื้อมาจากในเมือง ที่แห่งนี้จึงแทบจะนับเป็นห้องทดลองเล่นแร่แปรธาตุอย่างแท้จริงได้เลย
แรกเริ่ม หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์สองเด็กหญิงน้อยยังชอบรบเร้าเข้าไปหาเสิ่นซี ทว่าหลังจากพวกนางเผลอปัดโถกระเบื้องหกจนน้ำยากัดกร่อนพื้นเป็นรูโหว่ เสิ่นซีก็สั่งห้ามพวกนางเหยียบย่างเข้าห้องทดลองอย่างเด็ดขาด เพราะบนโต๊ะของเสิ่นซีเต็มไปด้วยขวดโหลที่บรรจุสารละลายอันตราย อย่างกรดกำมะถัน กรดเกลือ กรดดินประสิว โซดาไฟ และด่างบริสุทธิ์
ในช่วงรัชศกหงจื้อแห่งราชวงศ์หมิง ชาวบ้านสามารถหาซื้อเครื่องแก้วที่ผลิตอย่างหยาบ ๆ ได้บ้างแล้ว เครื่องแก้วเหล่านี้มักจะขุ่นมัว มองจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วแทบไม่ต่างอันใดกับเครื่องกระเบื้องเคลือบ ทว่ากลับมีราคาสูงกว่ามาก เหตุที่ห้องทดลองต้องเลือกใช้ภาชนะที่ทำจากแก้ว ก็เพราะเมื่อเทียบกับเครื่องกระเบื้องแล้ว เครื่องแก้วจะมีความหนาและทนทานกว่า จึงไม่แตกหักง่าย
(เชิงอรรถผู้แปล: หงจื้อ (弘治) คือชื่อรัชศกในแผ่นดินของจักรพรรดิหมิงเซี่ยวจง นับเป็นยุคที่บ้านเมืองสงบร่มเย็นยุคหนึ่งแห่งราชวงศ์หมิง)
เดิมทีเสิ่นซีตั้งใจจะทดลองประดิษฐ์กระจกแผ่นเรียบเนื้อใสบริสุทธิ์ดูสักครา ทว่าหลังพยายามอยู่หลายหนกลับไม่มีทีท่าจะคืบหน้า สุดท้ายเขาจึงจำต้องวางมือจากทุกสิ่ง แล้วหันกลับไปหมกมุ่นกับหมึกพิมพ์ของเขาตามเดิม