เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 135 พลังแห่งสมาคมการค้า

ตอนที่ 135 พลังแห่งสมาคมการค้า

ตอนที่ 135 พลังแห่งสมาคมการค้า


เสิ่นซีอยู่รั้งที่ห้องของฮุ่ยเหนียงจนล่วงเข้าสู่ช่วงค่อนคืน เมื่อจัดการเรื่องราวเสร็จสิ้นแล้วก็ถึงคราวที่เขาต้องกลับเสียที ฮุ่ยเหนียงเดินมาส่งเขาด้วยตนเองจนถึงหน้าประตูเรือน

แท้จริงแล้วในใจของเสิ่นซีมีแผนการหนึ่งซ่อนอยู่ หากทำการค้าเพียงลำพัง ย่อมตกเป็นเป้าให้พวกอันธพาลและเจ้าหน้าที่ทางการเข้ามาก่อกวนได้ง่าย นอกจากการทำมาค้าขายแล้ว การสร้างสายสัมพันธ์อันดีกับทั้งฝ่ายขาวและฝ่ายมืดก็ถือเป็นเรื่องดี ทว่าหากสามารถสร้างขุมกำลังของตนเองขึ้นมาได้ นั่นต่างหากจึงจะเป็นทางเลือกที่ประเสริฐที่สุด

แต่ถึงอย่างไรฮุ่ยเหนียงก็เป็นเพียงสตรี ย่อมขาดบารมีในการเรียกรวมผู้คน ส่วนตัวเสิ่นซีเองก็ยังเด็กเกินไป ไม่อาจก้าวออกมารับหน้าได้ เห็นทีคงต้องหาวิธีอื่น รอดูว่าในวันข้างหน้าจะสามารถอาศัยผลกำไรจากการค้ามาเป็นรากฐานในการขยายเครือข่ายและสร้างขุมกำลังได้อย่างไร

วันรุ่งขึ้น ฮุ่ยเหนียงก็เล่าเรื่องที่ร้านหนังสืออาจจะว่าจ้างคนมาก่อกวนที่โรงพิมพ์ให้โจวซื่อฟัง ทว่านางไม่ได้แพร่งพรายเรื่องที่เสิ่นซีแอบมาพบนางกลางดึกเพื่อหารือเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย

เมื่อโจวซื่อทราบเรื่องก็เป็นกังวลอย่างยิ่ง ทว่าฮุ่ยเหนียงนั้นมีแผนการอยู่ในใจแล้ว จึงแสดงท่าทีสงบเยือกเย็นยิ่งนัก

ฮุ่ยเหนียงจัดการสั่งการเรื่องโรงพิมพ์ตามที่เสิ่นซีได้ชี้แนะไว้ นางให้แอบขนย้ายวัตถุดิบ รวมถึงภาพมงคลปีใหม่แบบสีทั้งกึ่งสำเร็จรูปและที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งเก็บไว้ในลานเรือนชั้นที่สามไปไว้ที่อื่นอย่างลับๆ พอตกเย็นของทุกวัน ก็ให้เสิ่นหมิงจวินพาคนขนภาพมงคลปีใหม่แบบสีที่พิมพ์เสร็จในวันนั้นไปเก็บไว้ที่คลังสินค้าแห่งใหม่

ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อลดทอนความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด หากโรงพิมพ์ถูกบุกเข้าทำลายนั่นเอง

เรื่องการจัดระเบียบสมาคมการค้าร้านขายยาครั้งที่สองของฮุ่ยเหนียง ก็กำลังดำเนินไปอย่างคึกคักดั่งไฟลามทุ่ง นางเรียกตัวเถ้าแก่และหลงจู๊ของร้านขายยาทั้งหมดในตัวเมืองถิงโจว รวมถึงอีกเจ็ดอำเภอซึ่งรวมถึงอำเภอหนิงฮว่าด้วยมารวมตัวกัน นำกฎระเบียบข้อบังคับของสมาคมที่เสิ่นซีร่างไว้ก่อนหน้านี้ออกมาให้บรรดาเถ้าแก่และหลงจู๊ร้านขายยาได้อ่านและร่วมกันปรึกษาหารือ

เนื่องจากกฎระเบียบที่เสิ่นซีร่างขึ้นนั้น มุ่งเน้นไปที่การผูกขาดและการกีดกันทางการค้าของสมาคมเป็นหลัก โดยสนับสนุนให้เพื่อนร่วมอาชีพในสมาคมร่วมมือกันต่อต้านคนนอก แบ่งปันผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม และร่วมเป็นร่วมตายไปด้วยกัน การเข้าร่วมสมาคมนอกจากจะช่วยป้องกันการแก่งแย่งชิงดีระหว่างเพื่อนร่วมอาชีพแล้ว ยังช่วยป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ถูกผู้อื่นรังแกก่อกวนเฉกเช่นเดียวกับที่โรงพิมพ์กำลังเผชิญอยู่ได้อีกด้วย

หลังจากได้อ่านกฎระเบียบแล้ว บรรดาเถ้าแก่และหลงจู๊ของร้านขายยาต่างก็แสดงความเห็นชอบ ทว่าในเรื่องของการจ่ายเงินบำรุงสมาคมและการเช่าสถานที่เพื่อก่อตั้งหอการค้าหลักนั้น พวกเขากลับมีเสียงบ่นอุบอิบไม่พอใจอยู่บ้าง โดยมองว่านี่เป็นค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่าโดยใช่เหตุ

ฮุ่ยเหนียงไม่รีบร้อน นางค่อยๆ เสนอความเห็นของนางออกไป เรื่องสถานที่ตั้งหอการค้าหลัก นางจะออกทุนเช่าให้ก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายจิปาถะในหอการค้าหลักในปีแรก นางก็จะเป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งหมด เพราะสถานที่ตั้งหอการค้าไม่จำเป็นต้องอยู่ใจกลางเมืองที่พลุกพล่าน จึงใช้เงินไม่กี่เหวินอยู่แล้ว

ในฐานะผู้นำสมาคมการค้า ฮุ่ยเหนียงได้นำเสนอระบบการลงมติด้วยเสียงข้างมาก และจัดตั้ง "หอผู้อาวุโส" ขึ้นมา นั่นไม่ได้หมายความว่าร้านขายยาทุกร้านจะมีสิทธิ์ออกเสียงในสมาคมเท่าเทียมกัน แต่จะพิจารณาจากเงินบำรุงสมาคมที่แต่ละร้านจ่ายเข้ามา ผนวกกับการเสนอชื่อและการเลือกตั้ง เพื่อสรรหาสมาชิกของ "หอผู้อาวุโส"

ยกเว้นตำแหน่งผู้นำสมาคมของฮุ่ยเหนียงที่เป็นตำแหน่งถาวรแล้ว สมาชิก "หอผู้อาวุโส" จะมีการเลือกตั้งใหม่ทุกปี และมีการประเมินผลงานทุกครึ่งปี หากในการประเมิน ผู้อาวุโสท่านใดได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ผู้อาวุโสท่านนั้นก็จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง ทว่าในช่วงเวลานั้น "หอผู้อาวุโส" จะไม่มีการเลือกตั้งผู้อาวุโสคนใหม่เข้ามาแทนที่ แต่จะรอจนถึงการประชุมใหญ่ประจำปีในช่วงสิ้นปี จึงจะมีการเลือกตั้งพร้อมกันทีเดียว

"หอผู้อาวุโส" จะดำเนินงานตามกฎระเบียบของสมาคมที่เสิ่นซีกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ผู้อาวุโสไม่เพียงแต่จะมีสิทธิ์ชี้ขาดในเรื่องสำคัญของสมาคมเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นตัวแทนของสมาคมในการเจรจากับภายนอกได้อีกด้วย นับว่าเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติและสูงส่งยิ่งนัก

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่สมาคมการค้ายังคงจำกัดวงอยู่เพียงแค่แวดวงร้านขายยา บทบาทหลักของผู้อาวุโสก็คือการลงมติกำหนดการขึ้นลงของราคาสมุนไพร รวมถึงการเจรจาต่อรองเรื่องการรับซื้อสมุนไพรกับพ่อค้ายาจากภายนอก ซึ่งนั่นก็เท่ากับเป็นการผูกขาดราคาของสมุนไพรในเมืองถิงโจวเอาไว้ในกำมือเลยทีเดียว

เมื่อบรรดาเถ้าแก่และหลงจู๊ร้านขายยาได้ยินว่าการได้เข้าสู่ "หอผู้อาวุโส" มีผลประโยชน์มหาศาลถึงเพียงนี้ ย่อมอยากจะเข้าร่วมเป็นธรรมดา อย่างไรเสียตามที่ฮุ่ยเหนียงกล่าวไว้ ในปีแรก แม้แต่คนในหอผู้อาวุโสก็ไม่ต้องจ่ายเงินบำรุงสมาคมเพิ่มเติมใดๆ ทั้งสิ้น

แรกเริ่มเดิมที "หอผู้อาวุโส" กำหนดให้มีหกคน เมื่อรวมกับฮุ่ยเหนียงผู้เป็นผู้นำสมาคม ก็เท่ากับว่าเมื่อเกิดเรื่องอันใดขึ้น จะมีผู้ลงมติเจ็ดคน ฮุ่ยเหนียงมีสิทธิ์ขาดในการยับยั้งมติ แต่ถึงกระนั้น หากข้อเสนอของนางไม่ได้รับความเห็นชอบจากหอผู้อาวุโสเกินกึ่งหนึ่ง ข้อเสนอนั้นก็ไม่อาจผ่านความเห็นชอบได้เช่นกัน ทว่าเพียงเท่านี้ ก็ถือเป็นการรับประกันสถานะอันมั่นคงของฮุ่ยเหนียงในสมาคมการค้าได้อย่างเพียงพอแล้ว

แม้ว่าบรรดาเถ้าแก่และหลงจู๊ร้านขายยาจะตาร้อนผ่าวกับตำแหน่งผู้อาวุโส แต่พวกเขาก็ยังมองไม่เห็นถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ผู้อาวุโสของสมาคมการค้าจะครอบครองในอนาคต ดังนั้นในช่วงแรกจึงมีผู้เสนอตัวยินดีรับตำแหน่งผู้อาวุโสเพียงเจ็ดแปดคนเท่านั้น สุดท้ายจึงไม่มีการจัดการเลือกตั้ง แต่ใช้วิธีปรึกษาหารือกันอย่างง่ายๆ แล้วคัดเลือกเถ้าแก่และหลงจู๊ร้านขายยาที่ยังพอมีบารมีเป็นที่เคารพนับถือมาได้หกคน ก่อตั้งเป็น "หอผู้อาวุโส" ชุดแรกขึ้นมา

ฮุ่ยเหนียงใช้เวลาเพียงสามวัน ก็สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสมาคมการค้าอย่างแท้จริง นางรีบหาคนไปเช่าสถานที่ เป็นเรือนไม้สองชั้นที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากปากตรอกซอยของชาวบ้านทางฝั่งตะวันตกของตัวเมือง แม้สถานที่ตั้งจะค่อนข้างห่างไกลและไม่กว้างขวางนัก แต่ข้อดีคือค่าเช่าถูก ฮุ่ยเหนียงจัดการเรื่องที่ตั้งของหอการค้าหลักเสร็จสิ้น ก็รีบวิ่งเต้นหาช่องทางเข้าหาทางการ อาศัยเส้นสายของคนในสมาคมการค้านำของกำนัลไปมอบให้ที่ว่าการผู้ว่าการเมืองทันที

เหตุที่นางไม่เลือกวิ่งเต้นผ่านที่ว่าการอำเภอฉางถิง เป็นเพราะที่ว่าการอำเภอและที่ว่าการเมืองล้วนตั้งอยู่ในตัวเมืองเดียวกัน ต่อให้นางจะมีความสัมพันธ์อันดีกับทางที่ว่าการอำเภอมากเพียงใด แต่หากที่ว่าการเมืองมีคำสั่งลงมา เพียงกระดาษแผ่นเดียวก็สามารถพลิกดำเป็นขาว ไม่ยอมรับข้อตกลงใดๆ ได้ทั้งสิ้น ในทางกลับกัน ขอเพียงผูกมิตรกับที่ว่าการเมืองไว้ได้ ต่อให้ทางที่ว่าการอำเภอคิดจะเล่นตุกติกอันใด ที่ว่าการเมืองก็สามารถออกหน้ากดดันให้ระงับเรื่องไว้ได้

ดังนั้นผู้คนในยุคนี้จึงมีสุภาษิตที่เข้าถึงแก่นแท้อย่างยิ่งประโยคหนึ่งว่า “โชคร้ายสามชาติ นายอำเภอร่วมกำแพงเมือง” หมายความว่า อำเภอที่มีที่ว่าการอำเภอและที่ว่าการเมือง หรือที่ว่าการมณฑลตั้งอยู่ร่วมกันในเมืองเดียว หรือก็คือกรณีที่นายอำเภอ ผู้ว่าการเมือง และผู้ตรวจการมณฑลทำงานอยู่ในเมืองเดียวกันนั้น ทุกการเคลื่อนไหวของนายอำเภอจะถูกจับตามองและควบคุมอย่างเข้มงวด ทำให้ต้องคอยวิ่งวุ่นรับใช้เบื้องบนจน “เหนื่อยหอบสายตัวแทบขาด” ไร้ซึ่งสง่าราศีของความเป็น “ขุนนางบิดามารดา” โดยสิ้นเชิง

เจตนารมณ์ดั้งเดิมในการก่อตั้งสมาคมการค้า ก็เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะของพ่อค้าวาณิช ที่แม้จะมีเงินทองมากมาย แต่สถานะทางสังคมกลับต่ำต้อย หลังจากพยายามอยู่นาน แม้ฮุ่ยเหนียงจะไม่มีหนทางติดต่อกับใต้เท้าผู้ว่าการเมืองได้โดยตรง แต่อย่างน้อยนางก็ยัดเงินใต้โต๊ะให้แก่ตงจือ และทงพ่านได้สำเร็จ ใต้เท้าทั้งสองก็ถือว่าไว้หน้าอยู่บ้าง ได้กำชับไปยังหน่วยงานราชการ กองงานต่างๆ ตลอดจนกองลื่อปู้ กองฮู่ปู้ และกองหลี่ปู้เป็นที่เรียบร้อย สมาคมการค้าจึงถือว่าได้ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการในที่ว่าการเมืองถิงโจวแล้ว

(เชิงอรรถผู้แปล: ตงจือ (同知) ขุนนางผู้ช่วยผู้ว่าการเมือง / ผู้ช่วยเจ้าเมือง - ทงพ่าน (通判) ขุนนางผู้ช่วยผู้ว่าการเมือง รับผิดชอบด้านตุลาการ)

แม้ว่าการกระทำนี้จะไม่มีผลในทางปฏิบัติมากนัก แต่ก็ทำให้คนในสมาคมรู้สึกว่าความสามารถในการจัดการเรื่องราวของฮุ่ยเหนียงนั้นไม่ธรรมดาเลย นางสามารถดึงเอาการสนับสนุนจากทางการมาให้แก่สมาคมการค้าได้สำเร็จ

วันที่สองของเดือนล่าเยวี่ย ฮุ่ยเหนียงจัดการเรื่องราวในหอการค้าหลักจนเสร็จสิ้น นางว่าจ้างพนักงานต้อนรับมาคอยดูแลรับรองแขกเหรื่อ จัดเตรียมห้องพักไว้สองสามห้องบนชั้นสอง เพื่อเป็นที่พักพิงแก่พ่อค้าวาณิชที่เดินทางสัญจรไปมา แม้ว่าในตอนนี้สมาคมการค้าจะเป็นเพียงเปลือกกลวงๆ ทว่าฮุ่ยเหนียงก็ยังคงทุ่มเทบริหารจัดการอย่างสุดความสามารถ

(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนล่าเยวี่ย (腊月) หมายถึงเดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติจีน)

ทว่าในบ่ายวันเดียวกันนั้นเอง พวกอันธพาลที่ร้านหนังสือในเมืองว่าจ้างมา ก็บุกไปก่อความวุ่นวายที่โรงพิมพ์ พวกมันทำลายภาพมงคลปีใหม่ที่กำลังพิมพ์อยู่ไปส่วนหนึ่ง ปล้นชิงไปอีกส่วนหนึ่ง ซ้ำยังขโมยเครื่องมือเครื่องไม้ไปไม่น้อย

โชคดีที่ฮุ่ยเหนียงได้กำชับไว้แต่เนิ่นๆ เมื่อเกิดเรื่องขึ้น เสิ่นหมิงจวินจึงไม่ได้นำคนเข้าไปปะทะต่อสู้กับพวกมัน แต่กลับคอยคุ้มกันให้พวกคนงานหญิงหลบหนีออกไปเสียก่อน จึงหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายได้

อย่างไรเสียเมืองนี้ก็เป็นถึงศูนย์กลางอันเจริญรุ่งเรืองที่สุดของเมืองถิงโจว พวกคนร้ายจึงไม่กล้าทำเรื่องให้บานปลายใหญ่โต ทำเพียงแค่ทุบทำลายและปล้นชิงข้าวของไปเท่านั้น มิได้วางเพลิงเผาทำลายแต่อย่างใด

เมื่อฮุ่ยเหนียงซักถามจนรู้เรื่องราว นางก็รีบพาโจวซื่อและเสิ่นซีไปตรวจสอบสถานการณ์ที่โรงพิมพ์ เมื่อคำนวณเบ็ดเสร็จแล้ว มองเผินๆ ความเสียหายดูเหมือนจะร้ายแรง เครื่องมือเครื่องไม้และวัตถุดิบส่วนใหญ่พังเสียหายหมด ส่วนมูลค่าความเสียหายที่เหลือนั้นมาจากการตีราคาขายของภาพมงคลปีใหม่สอดสีที่ทำเสร็จแล้ว ทว่าหากคำนวณตามต้นทุนจริงๆ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกลับไม่ถึงสิบตำลึงด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้อย่างสบายๆ

แม้จะเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้ว ทว่าเมื่อถูกคนบุกมาทุบทำลายปล้นชิงเช่นนี้ ฮุ่ยเหนียงก็ยังคงรู้สึกเคียดแค้นไม่หาย นางกัดฟันกรอดพลางเอ่ยว่า "ไปแจ้งทางการ"

เมื่อฮุ่ยเหนียงสั่งการ เสิ่นหมิงจวินก็มุ่งหน้าไปยังที่ว่าการอำเภอฉางถิง ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ทางที่ว่าการอำเภอจึงส่งมือปราบมาสองสามนาย

ยุคสมัยนี้ ขุนนางกับโจรล้วนเป็นพวกเดียวกัน พวกอันธพาลในเมืองต่างก็มีเส้นสายเบื้องหลังอยู่ในที่ว่าการอำเภอทั้งสิ้น ทางที่ว่าการอำเภอจึงไม่ได้ใส่ใจนัก มือปราบที่มาถึงเพียงเดินดูรอบๆ แล้วจดบันทึกเรื่องราวลงไปส่งๆ บอกเพียงว่าวันหน้าจะจัดการให้ แล้วก็ทำส่งเดชขอไปที ถือว่าจบเรื่องกันไป

รอจนเจ้าหน้าที่จากที่ว่าการอำเภอกลับไปแล้ว เดิมทีฮุ่ยเหนียงคิดจะไปขอความช่วยเหลือจากที่ว่าการเมือง ทว่ากลับถูกเสิ่นซีห้ามปรามเอาไว้

แม้โดยผิวเผินแล้วที่ว่าการเมืองจะมีอำนาจดูแลจัดการเรื่องราวของที่ว่าการอำเภอได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วขุนนางย่อมปกป้องขุนนางด้วยกัน ที่ว่าการเมืองย่อมไม่ยอมก้าวก่ายกิจการของที่ว่าการอำเภอโดยง่าย หากทำเช่นนั้นแล้วเกิดเป็นการล่วงเกินที่ว่าการอำเภอ วันหน้าหากพวกเขาคอยมาหาเรื่องสร้างความวุ่นวายอยู่ทุกวี่ทุกวัน ก็ใช่ว่าจะสามารถบากหน้าไปขอให้ที่ว่าการเมืองออกหน้าแทนได้ทุกเรื่องเสียเมื่อไหร่ ถึงเวลานั้นอย่าว่าแต่จะขอยืมบารมีจากทางการไม่ได้เลย หนำซ้ำยังจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสมาคมการค้าอีกด้วย

ภายในโรงพิมพ์ ทุกคนต่างอับจนหนทาง ได้แต่นิ่งเงียบไม่ปริปาก บรรยากาศอึมครึมกดดันอย่างถึงที่สุด เสิ่นซีกระตุกแขนเสื้อของฮุ่ยเหนียงเบาๆ พลางส่งสายตาให้ ฮุ่ยเหนียงเข้าใจความหมายจึงพยักหน้ารับ

ตกกลางคืน เมื่อถึงช่วงกลางดึกยามสาม เสิ่นซีก็แอบย่องไปที่ร้านขายยาอย่างลับๆ ล่อๆ เข้าไปปรึกษาหารือเรื่องราวกับฮุ่ยเหนียงในห้องของนางอีกครั้ง

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามสาม (三更 / sāngēng) คือช่วงเวลาประมาณ 01.00 - 03.00 น. เทียบเท่ายามโฉ่ว)

“...เสี่ยวหลาง เจ้าบอกว่าตอนนี้สมาคมการค้ารวมตัวกันเป็นปึกแผ่นแล้ว ทว่าพอเกิดเรื่องขึ้น ไปร้องเรียนต่อที่ว่าการก็เปล่าประโยชน์ แล้วพวกเราควรทำเช่นไรดีเล่า? หากประเดี๋ยวพวกเขานำภาพมงคลของพวกเราไปทุ่มตลาดขายในราคาถูก แล้วจะมีผู้ใดยอมมารับของจากพวกเราอีกล่ะ?” ฮุ่ยเหนียงเอ่ยถามอย่างร้อนรน นางร้อนใจดั่งไฟสุม ประกอบกับเป็นคนชอบมองโลกในแง่ร้าย ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าอนาคตช่างมืดมนไร้หนทาง

เสิ่นซีแค่นเสียงเย็นชา “กลัวก็แต่ว่าพวกเขาจะไม่ยอมปล่อยของโจรออกมาน่ะสิขอรับ... หากพวกเขากล้านำภาพมงคลปีใหม่แบบสีออกมาเร่ขายหั่นราคาเพื่อป่วนตลาดอย่างโจ่งแจ้ง เช่นนั้นสมาคมการค้าของพวกเราจะยอมนั่งงอมืองอเท้าอยู่เฉยๆ หรือขอรับ?”

ฮุ่ยเหนียงมองเสิ่นซีด้วยความไม่เข้าใจ “เสี่ยวหลาง เจ้าพูดให้กระจ่างกว่านี้หน่อยเถิด น้าไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเจ้าเลย”

เสิ่นซีกล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมความมั่นใจ “หากพวกเขานำภาพมงคลออกมาขาย ท่านน้าก็อาศัยอำนาจของสมาคมการค้าขึ้นราคาสมุนไพรเลยสิขอรับ หนำซ้ำยังต้องติดประกาศบอกกล่าวให้ทั่ว ว่าเป็นเพราะร้านหนังสือในเมืองไร้คุณธรรม พวกเราจึงไม่มีทางเลือก จำต้องใช้วิธีขึ้นราคาสมุนไพรเพื่อตอบโต้ ถึงเวลานั้น เพื่อควบคุมราคาสินค้าให้สงบลง ทางการย่อมต้องออกหน้ามาไกล่เกลี่ยอย่างแน่นอนขอรับ”

ฮุ่ยเหนียงเริ่มอกสั่นขวัญแขวน “การงัดข้อกับทางการอย่างเปิดเผยเช่นนี้ เกรงว่าจะไม่เหมาะสมกระมัง”

“ท่านน้า เรื่องเช่นนี้จะยอมถอยไม่ได้เด็ดขาดนะขอรับ อีกอย่างพวกเราก็ไม่ได้ตั้งตนเป็นศัตรูกับทางการซึ่งๆ หน้าเสียหน่อย เป้าหมายของพวกเราคือร้านหนังสือเหล่านั้นต่างหาก ในเมื่อมีของโจรโผล่มาปะปนในตลาด ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นฝีมือของคนจากร้านหนังสือ แล้วด้วยเหตุใดพวกเราจะตอบโต้กลับบ้างไม่ได้ล่ะขอรับ?”

ฮุ่ยเหนียงกัดฟันกรอด “เอาล่ะ อย่างไรเสียพวกเราก็เตรียมการไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว ภาพมงคลที่ถูกปล้นไปก็มีจำนวนไม่มาก หากพวกเขาตั้งใจจะทำเช่นนี้จริงๆ เราก็จะใช้ไม้แข็งเข้าปะทะกับพวกเขาดูสักตั้ง”

ในที่สุดฮุ่ยเหนียงก็ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะยืนหยัดต่อสู้กับร้านหนังสือในเมืองให้แตกหักกันไปข้างหนึ่ง

วันรุ่งขึ้น ตามร้านหนังสือต่างๆ ในเมืองก็ปรากฏภาพมงคลปีใหม่ที่เป็นของโจรออกมาวางขายจริงๆ โดยตั้งราคาขายเพียงแผ่นละยี่สิบเหวิน เห็นได้ชัดว่าจงใจจะกดราคากันชัดๆ เนื่องจากยังไม่ถึงช่วงสิ้นปี เดิมทีสถานการณ์ซื้อขายภาพมงคลปีใหม่ในตลาดก็ไม่ค่อยจะคึกคักเท่าใดนัก พอภาพมงคลชุดนี้ปรากฏขึ้น พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยหลายรายเห็นว่าราคาขายปลีกยังต่ำกว่าราคาส่งของตนตั้งมากมาย จึงพากันเรียกร้องขอคืนสินค้าทันที

เดิมทีในยุคสมัยนี้การคืนสินค้าเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ทว่าฮุ่ยเหนียงนั้นมีจิตใจเมตตาอารี นางจึงกัดฟันยอมรับคืน แต่หักค่าเสื่อมราคาแผ่นละห้าเหวิน ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือการเรียกเก็บเงินทุนกลับคืนมานั่นแหละ ทำเช่นนี้ต่อให้ของต้องค้างเติ่งอยู่ในมือ ก็ไม่ได้ขาดทุนอันใด

ทว่าในสายตาของบรรดาหลงจู๊ร้านหนังสือ พวกเขากลับมองว่าแผนการของตนสำเร็จลุล่วงแล้ว คนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางในวงการต่างก็คิดไปว่า ในเมื่อภาพมงคลแบบขาวดำทั่วไปยังมีต้นทุนตั้งสี่ห้าเหวินแล้ว ภาพมงคลที่ประณีตงดงาม ทั้งลงสีและการเคลือบประกายทองเช่นนี้ ต้นทุนอย่างไรเสียก็ต้องไม่ต่ำกว่ายี่สิบเหวินเป็นแน่ การที่พวกเขาปล้นชิงไปได้ส่วนหนึ่ง ผนวกกับจำนวนสินค้าที่ถูกตีคืนกลับไปยังโรงพิมพ์ ย่อมมากพอที่จะทำให้โรงพิมพ์ขาดทุนย่อยยับจนต้องปิดกิจการ ถึงเวลานั้นพวกเขาก็จะสามารถตักตวงเคล็ดลับมาไว้ในมือได้

แต่เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นประเมินต้นทุนการพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่แบบสีจำนวนมหาศาลสูงเกินไปมากนัก เมื่อหักลบกลบหนี้กันแล้ว ทางฝั่งโรงพิมพ์แทบไม่ได้รับความเสียหายใดๆ เลย ทว่าภาพมงคลแบบสีราคาถูกในตลาดกลับยิ่งขายก็ยิ่งร่อยหรอลงไปทุกที

หลังจากนั้น ทุกอย่างก็ดำเนินไปตามแผนการที่เสิ่นซีเสนอไว้ "หอผู้อาวุโส" แห่งสมาคมการค้าร้านขายยาได้ผ่านการปรึกษาหารือ และมีมติให้ปรับขึ้นราคาสมุนไพรทุกชนิดทั่วทั้งเมือง พร้อมทั้งป่าวประกาศให้ประชาชนรับทราบว่า เป็นเพราะร้านหนังสือในเมืองวางอำนาจบาตรใหญ่ รวมหัวกันรังแกกดดันสมาชิกของสมาคม ทางสมาคมจึงไม่มีทางเลือกอื่น จำต้องทำการตอบโต้กลับ

แม้ว่าปัจจุบันสมาคมการค้าจะจำกัดวงอยู่เพียงแค่แวดวงร้านขายยา ทว่าอุดมการณ์ของสมาคมคือผู้ใดก็ตามที่เข้าร่วมสมาคม จะได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียม และร่วมเป็นร่วมตายไปด้วยกัน

สำหรับร้านขายยาที่ค้าขายฝืดเคืองทั่วทั้งแปดอำเภอในอาณาเขตเมืองถิงโจวแล้ว การขึ้นราคานับเป็นเรื่องดี ก่อนหน้านี้ที่ไม่กล้าขึ้นราคา ก็เป็นเพราะหากตนขึ้นราคาแต่ผู้อื่นไม่ขึ้น สินค้าก็ย่อมขายไม่ออก ทำได้เพียงใช้กลยุทธ์กำไรน้อยแต่ขายปริมาณมากเท่านั้น ทว่าบัดนี้เมื่อมีสมาคมการค้าออกหน้า หากจะขึ้นราคาก็ต้องขึ้นพร้อมกันหมด หากเก่งจริงก็อย่าเจ็บไข้ได้ป่วยสิ มิเช่นนั้นตราบใดที่ยังอยู่ในเขตเมืองถิงโจว ร้านขายยาทุกร้านก็ล้วนขายราคานี้ทั้งสิ้น

สมุนไพรรักษาโรคเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชาวบ้าน เมื่อปรับขึ้นราคา เสียงโอดครวญและก่นด่าของประชาชนก็เดือดพล่าน ผนวกกับการที่สมาคมการค้าร้านขายยาปล่อยข่าวลือชักจูงกระแสสังคมได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ชาวบ้านเบนเป้าความโกรธแค้นไปลงที่บรรดาร้านหนังสือไร้คุณธรรมเหล่านั้นแทน

ใกล้จะถึงช่วงเทศกาลสิ้นปี เมื่อทางการล่วงรู้ถึงความโกรธแค้นของประชาชน ก็ไม่อาจเพิกเฉยเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ได้ มิเช่นนั้นหากขุนนางผู้ทำหน้าที่สอดส่องดูแลทุกข์สุขของราษฎรนำเรื่องราวในท้องถิ่นไปถวายรายงานต่อราชสำนัก เส้นทางความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของบรรดาขุนนางในเมืองนี้ก็เป็นอันต้องจบสิ้นลง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อีกเจ็ดอำเภอที่เหลือนอกเหนือจากอำเภอฉางถิงอันเป็นที่ตั้งของตัวเมือง ซึ่งได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ราวกับปลาในบ่อถูกลูกหลง ต่างก็รีบส่งหนังสือร้องเรียนสถานการณ์มายังที่ว่าการเมืองทันที นี่จึงกลายเป็นข้ออ้างให้ที่ว่าการเมืองสามารถยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้ได้อย่างชอบธรรม

(เชิงอรรถผู้แปล: ปลาในบ่อถูกลูกหลง (殃及池鱼 / yāng jí chí yú) สำนวนจีน หมายถึง ผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยแต่กลับต้องมารับเคราะห์กรรมหรือผลกระทบจากเหตุการณ์นั้นๆ)

เพื่อเร่งควบคุมราคาสมุนไพร และคลี่คลายความเดือดร้อนของชาวบ้าน ภายใต้ความเห็นชอบของใต้เท้าผู้ว่าการเมือง ขุนนางตงจือและทงพ่านแห่งเมืองถิงโจว จึงรีบเรียกตัวนายอำเภอฉางถิงมาปรึกษาหารือโดยด่วน

(เชิงอรรถผู้แปล: ตงจือ (同知) ขุนนางผู้ช่วยผู้ว่าการเมือง / ผู้ช่วยเจ้าเมือง - ทงพ่าน (通判) ขุนนางผู้ช่วยผู้ว่าการเมือง รับผิดชอบด้านตุลาการ)

เรื่องนี้เห็นชัดอยู่แล้วว่าร้านหนังสือในเมืองเหล่านั้นเป็นฝ่ายไปหาเรื่องผู้อื่นก่อน ทว่าทางที่ว่าการอำเภอย่อมไม่มีทางยอมรับว่าพวกตนละเลยต่อหน้าที่ เมื่อปรึกษาหารือกันแล้ว จึงได้เรียกตัวหลงจู๊ร้านหนังสือแต่ละร้านมาลงนามในหนังสือสัญญาห้ามล่วงละเมิดร้านค้าในสมาคมการค้าอีก พร้อมทั้งบีบบังคับให้จ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายแก่โรงพิมพ์ของซุนฮุ่ยเหนียง (ลู่ซุนซื่อ) เป็นการส่วนตัวด้วย

โรงพิมพ์ถูกทุบทำลาย สูญเสียทรัพย์สินไปไม่ถึงสิบตำลึง ทว่าค่าชดเชยที่ได้รับกลับมานั้นมีมากถึงสี่สิบตำลึงเต็มๆ เป็นเพราะทางการทั้งสองระดับชั้นต่างก็ออกหน้ามาจัดการ บรรดาหลงจู๊ร้านหนังสือเหล่านั้นจึงจำต้องกลืนเลือดลงคอ รับเคราะห์กรรมนี้ไปโดยปริยาย

หลังจากได้รับเงินชดเชยแล้ว ก็เท่ากับว่าฮุ่ยเหนียงได้รับการรับรองและหนุนหลังจากการทางการ ฮุ่ยเหนียงจึงทำตามสัญญาโดยการปรับลดราคาสมุนไพรลง เรื่องราวทั้งหมดนี้จึงนับว่ายุติลงได้ชั่วคราว

จบบทที่ ตอนที่ 135 พลังแห่งสมาคมการค้า

คัดลอกลิงก์แล้ว