- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 134 พบพานกลางดึกสงัดยามไร้ผู้คน
ตอนที่ 134 พบพานกลางดึกสงัดยามไร้ผู้คน
ตอนที่ 134 พบพานกลางดึกสงัดยามไร้ผู้คน
ตกค่ำเมื่อกลับถึงบ้าน เสิ่นซีแสร้งทำเป็นเสมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ยามราตรีมืดมิด สรรพเสียงเงียบสงัด
เมื่อได้ยินเสียงคนตีเกราะบอกเวลาดังแว่วมาจากด้านนอกว่าล่วงเข้าสู่ยามสามแล้ว เสิ่นซีก็ตะแคงหูเงี่ยฟังครู่หนึ่ง ภายในลานเรือนไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวใดๆ เขาหันไปมองหลินไต้ที่กำลังหลับสนิทอยู่ข้างกาย ลุกขึ้นนั่งอย่างเงียบเชียบ สวมใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วย่องฝีเท้าเบากริบคลำทางออกจากห้องไป เขายืนนิ่งอยู่ริมกำแพงครู่หนึ่ง เมื่อยังคงไร้ซึ่งสุ้มเสียงใดๆ เขาจึงเดินไปที่หน้าประตูเรือน ดึงดาลประตูออกแล้วแง้มประตูให้เปิดออกเป็นช่องแคบๆ เบี่ยงตัวแทรกออกไป จากนั้นจึงดึงประตูให้งับปิดลงอย่างแผ่วเบา
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามสาม (三更) คือช่วงเวลา 23.00 - 01.00 น. หรือเทียบเท่ากับยามจื่อ)
เสิ่นซียืนนิ่งอยู่หน้าประตูเรือนพักใหญ่ จึงค่อยก้าวเท้าเดินจ้ำอ้าวตรงไปยังประตูหลังของร้านขายยา
เวลานี้ ฮุ่ยเหนียงรอคอยจนชักจะเริ่มกระวนกระวายใจแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงเสิ่นซีเรียกอยู่หน้าประตู ฮุ่ยเหนียงก็รีบเปิดประตูพาเสิ่นซีเข้ามาในลานเรือน เดินทะลุไปยังส่วนของร้านขายยาด้านหน้าด้วยกัน แล้วขึ้นไปยังชั้นสองตรงไปยังห้องพักของฮุ่ยเหนียง
ฮุ่ยเหนียงเป็นสตรีหม้าย ห้องพักของนางจึงถือเป็นเขตหวงห้าม ยามปกติมีเพียงลู่ซีเอ๋อร์และโจวซื่อเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ แม้แต่การปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดห้อง นางก็ลงมือทำด้วยตนเอง ไม่ยอมให้สาวใช้ล่วงล้ำเข้าไปเด็ดขาด
การที่เสิ่นซีแอบมาหาอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ กลางดึกเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกราวกับเป็นตัวเอกในบทกวีที่ว่า "รอชมจันทร์กระจ่างใต้หอประจิม แง้มบานประตูรับสายลมโชยพัด" ซึ่งเป็นฉากพลอดรักแอบพบกันของหนุ่มสาว ทว่าน่าเสียดายที่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังเป็นเพียงเด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่ง ทำได้เพียงจินตนาการฟุ้งซ่านอยู่ในใจ หากคิดจะลงมือปฏิบัติจริงย่อมเป็นไปไม่ได้เลย
(เชิงอรรถผู้แปล: รอชมจันทร์กระจ่างใต้หอประจิม แง้มบานประตูรับสายลมโชยพัด (待月西厢下,迎风户半开) เป็นวรรคทองจากวรรณกรรมเรื่อง 'บันทึกห้องหอประจิม' (西厢记 / ซีเซียงจี้) สื่อถึงการลอบพบปะกันของหนุ่มสาว หรือการนัดหมายพลอดรักกันอย่างลับๆ)
"เสี่ยวหลาง เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเกิดเรื่องขึ้น?"
เมื่อเข้ามาในห้อง ฮุ่ยเหนียงก็รีบปิดประตูให้สนิทเพราะเกรงว่าจะไปรบกวนลู่ซีเอ๋อร์ที่อยู่ห้องข้างๆ ตอนที่นางหันกลับมา ใบหน้างามเต็มไปด้วยความฉงน "เรื่องนี้น้ายังไม่ได้บอกแม้กระทั่งแม่ของเจ้าเลยนะ"
เสิ่นซียิ้มพลางกล่าวว่า "ท่านน้าซุน เกิดเรื่องแล้วอย่าได้เก็บเงียบไว้ในใจคนเดียวสิขอรับ พูดออกมาพวกเราจะได้ช่วยกันหาวิธีรับมือ ความจริงแล้วก่อนที่จะย้ายเข้าเมือง ข้าก็เคยคิดเผื่อไว้แล้วว่าการที่พวกเรามาอยู่ต่างถิ่นต่างที่เช่นนี้ย่อมต้องถูกเจ้าถิ่นรังแกเป็นแน่ คราวนี้พวกเราทำขายส่ง ไม่ไว้หน้าพวกร้านหนังสือเหล่านั้นเลย มีหรือที่พวกเขาจะยอมเลิกราง่ายๆ?"
ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจ นั่งลงด้วยท่าทีอมทุกข์ "อย่างไรเสียพวกเราก็เป็นคนต่างถิ่น การถูกคนเขารังแกคนหน้าใหม่ย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้... น้ากำลังคิดอยู่ว่า หรือเราควรจะยอมถอยสักก้าว ปล่อยการค้านี้ให้พวกคนของร้านหนังสือทำไป เพื่อเปลี่ยนอาวุธสงครามเป็นหยกและแพรพรรณ ดีหรือไม่?"
(เชิงอรรถผู้แปล: เปลี่ยนอาวุธสงครามเป็นหยกและแพรพรรณ (化干戈为玉帛) สำนวนจีน หมายถึง ยุติข้อพิพาทความขัดแย้ง แล้วหันมาผูกมิตรเจรจาสันติภาพกัน)
เสิ่นซีส่ายหน้า "ท่านน้าขอรับ ยิ่งเป็นเวลาเช่นนี้พวกเรายิ่งไม่อาจถอยหนีได้ ในเมื่อพวกเขาคิดจะเล่นสกปรกลอบกัดพวกเรา พวกเราก็ไม่อาจอ่อนข้อให้ได้ หากพวกเรายอมแพ้แต่เพียงเท่านี้ พวกเขาก็จะคิดว่าพวกเรารังแกได้ง่าย วันหน้าหากมีผลประโยชน์อันใดขัดกันอีก พวกเขาก็จะใช้วิธีเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ นะขอรับ"
ในมุมมองของเสิ่นซี ในเมื่อคนเขามารังแกข่มเหงถึงถิ่นแล้ว การเอาแต่กลืนเลือดลงคอ อดทนอดกลั้นไปก็เปล่าประโยชน์ สาเหตุที่หลงจู๊ร้านหนังสือเหล่านั้นยังไม่ลงมือในทันที แต่กลับจงใจหาคนปล่อยข่าวลือออกมาก่อน ก็เพื่อต้องการข่มขวัญให้ฝั่งนี้หวาดกลัว หวังรังแกฮุ่ยเหนียงผู้เป็นเถ้าแก่ใหญ่ในนามซึ่งเป็นเพียงสตรีหม้ายต่างถิ่น เมื่อใดที่ฮุ่ยเหนียงยอมประนีประนอมปล่อยการค้าให้ตกอยู่ในมือพวกเขา พวกเขาก็จะสามารถกดราคาได้ตามอำเภอใจ ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าพวกเขาได้ยึดเอาโรงพิมพ์แห่งนี้เป็นต้นไม้เงินต้นไม้ทองของพวกเขานั่นเอง
ฮุ่ยเหนียงนั่งลง สีหน้าหม่นหมอง สายตาเหลือบไปมองป้ายวิญญาณของอดีตสามีอย่างห้ามไม่อยู่ สตรีที่โดดเดี่ยวอ้างว้างไร้ที่พึ่งคนหนึ่ง ย่อมหวังจะมีใครสักคนให้พึ่งพิง โดยเฉพาะในยามที่ถูกผู้อื่นรังแกข่มเหง นางยิ่งต้องการให้มีบุรุษสักคนออกหน้าปกป้อง
"เสี่ยวหลาง เจ้ามีแผนการดีๆ อันใดหรือไม่?" ฮุ่ยเหนียงเหม่อมองป้ายวิญญาณของสามีอยู่นาน กว่าจะตระหนักได้ว่าผู้ตายล้วนจากไปแล้ว ต่อให้มีดวงวิญญาณอยู่บนสวรรค์ก็ไม่อาจช่วยเหลืออันใดนางได้ จึงทำได้เพียงฝากความหวังไว้ที่เสิ่นซี เมื่อครู่นี้เสิ่นซีบอกว่าเขาคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว เช่นนั้นก็คงเตรียมแผนการรับมือเอาไว้บ้างแล้วกระมัง
เสิ่นซีทิ้งตัวลงนั่งบนขอบเตียง พลางเอ่ยเตือนด้วยรอยยิ้ม "ท่านน้าซุน ท่านอย่าได้ลืมสิขอรับ ว่าท่านคือผู้นำของสมาคมการค้าร้านขายยาเชียวนะ"
ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้ายิ้มขื่น "เป็นผู้นำแล้วมีประโยชน์อันใดเล่า? ก็เป็นแค่เพียงชื่อเสียงจอมปลอมเท่านั้น หลงจู๊ร้านขายยาเหล่านั้นในเมืองไม่เคยเห็นหัวน้าด้วยซ้ำ คราวนี้พอไปขอให้พวกเขาช่วย ก็ไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยเหลือเลยสักคน"
เสิ่นซีแค่นเสียงหัวเราะเยียบเย็น "ท่านน้า ท่านไม่ควรไป 'ขอร้อง' ให้พวกเขาช่วย แต่ควรจะ 'ออกคำสั่ง' ให้พวกเขาช่วยต่างหากล่ะขอรับ นี่ต่างหากคือเจตนารมณ์ดั้งเดิมในการก่อตั้งสมาคมการค้าร้านขายยา กิจการใดตกทุกข์ได้ยาก กิจการอื่นก็ต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ"
"แต่จะว่าไปแล้ว รูปแบบองค์กรของสมาคมการค้าในตอนนี้หละหลวมจนเกินไป มีความร่วมมือกันเพียงแค่ตอนรับสินค้าและกำหนดราคาสมุนไพรเท่านั้น พวกเราควรจะร่างกฎระเบียบและข้อบังคับของสมาคมการค้าออกมาให้ชัดเจนทีละข้อ สมาชิกแต่ละร้านจะต้องจ่ายเงินบำรุงสมาคม จัดตั้งหอการค้าขึ้นมา โดยมีคนคอยประจำการอยู่ภายใน เพื่อรับหน้าที่ต้อนรับแขกเหรื่อพ่อค้าที่เดินทางไปมา และจัดการกิจการภายในสมาคม ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องผูกมิตรกับทางอำเภอ เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากทางการด้วยขอรับ"
เมื่อฮุ่ยเหนียงได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้ แววตาก็พลันเหม่อลอยไปชั่วขณะ
หากสามารถทำได้ตามที่เสิ่นซีกล่าวมาจริงๆ เช่นนั้นความหมายในการดำรงอยู่ของสมาคมการค้าร้านขายยาก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นมากนัก
เมื่อรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นแล้ว นี่ก็คือขุมกำลังที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง หากผู้ใดคิดจะล่วงเกินสมาคมการค้า ย่อมต้องชั่งน้ำหนักประเมินกำลังของตนเองให้ดีเสียก่อน
"เสี่ยวหลาง สิ่งที่เจ้าพูดมามันก็ดีอยู่หรอก แต่ทว่าอีกไม่กี่วันคนพวกนั้นก็จะมาก่อกวนที่โรงพิมพ์แล้ว อย่างไรก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นอยู่ดีนะ" ฮุ่ยเหนียงกล่าวด้วยสีหน้าอมทุกข์
บนใบหน้าของเสิ่นซีเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างแรงกล้า “การผลักดันสมาคมการค้าให้ใหญ่โตและแข็งแกร่งนั้น ย่อมส่งผลดีในระยะยาวขอรับ ท่านน้า ท่านลองไปจัดการเรื่องนี้ดูก่อน สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องหาช่องทางเข้าหาทางการ หาคนนำของกำนัลไปมอบให้ใต้เท้าผู้ว่าการเมือง เพื่อให้สมาคมการค้ามีชื่อขึ้นทะเบียนเป็นที่ยอมรับในสายตาทางการ สมาคมการค้าเช่นนี้จึงจะมีคุณค่าคู่ควรแก่การดำรงอยู่ขอรับ”
“ส่วนเรื่องที่มีคนมาก่อกวน ก็ปล่อยพวกเขาไปเถิดขอรับ พวกเราเพียงขนย้ายแม่สี ผงสีสำหรับการเคลือบประกายทอง กาวปลา และภาพมงคลปีใหม่แบบสีที่พิมพ์เสร็จแล้วไปไว้ที่อื่นล่วงหน้า ต่อให้พวกเขาพังโรงพิมพ์จนราบเป็นหน้ากลอง พวกเราจะสูญเสียสักกี่มากน้อยเชียวขอรับ?”
ฮุ่ยเหนียงกะพริบตาปริบๆ พลันกระจ่างแจ้งแก่ใจขึ้นมาในบัดดล
โรงพิมพ์แห่งนี้แท้จริงแล้วคือกิจการที่ลงทุนน้อยกำไรงาม ขอเพียงยังมีคนงานอยู่ ต่อให้สถานที่ถูกคนเผาทำลายก็หาเป็นไรไม่ โรงพิมพ์ในตัวเมืองไม่มีสิ่งสำคัญอย่างแม่พิมพ์ไม้เลยสักชิ้น ส่วนใหญ่ก็มีเพียงชั้นวางของเทอะทะหนักอึ้ง ต่อให้เอาชั้นวางทั้งหมดนี้มารวมกันก็มีมูลค่าไม่กี่เหวิน
บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงปรากฏรอยยิ้มโล่งใจออกมาเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้นางมองเรื่องราวเลวร้ายเกินไป คิดไปว่ากิจการที่อุตส่าห์ก่อร่างสร้างตัวมาอย่างยากลำบากต้องมาถูกทำลายลงเช่นนี้น่าเสียดายนัก ทว่านางกลับไม่ได้ตระหนักเลยว่า แท้จริงแล้วรากฐานสำคัญของกิจการนี้อยู่ที่สติปัญญาและทักษะฝีมืออันโดดเด่นเหนือผู้คนของเสิ่นซี หาใช่ตัวโรงพิมพ์ไม่ ขอเพียงเสิ่นซียังอยู่ กิจการนี้ก็ย่อมดำเนินต่อไปได้ยาวนาน
แม้จะรู้สึกโล่งใจ ทว่าฮุ่ยเหนียงก็ยังไม่อาจขจัดความกังวลไปได้จนหมดสิ้น “เสี่ยวหลาง โรงพิมพ์ถูกพวกเขาทุบทำลาย พวกเราย่อมสูญเสียไม่มากนัก แต่น้าเกรงว่าพวกเขาทำครั้งเดียวแล้วจะไม่ยอมเลิกรา หากวันหน้าพวกเขากลับมาอีกจะทำเช่นไร?”
“นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านน้าจะสามารถรวบรวมสมาคมการค้าให้เป็นปึกแผ่น และหาช่องทางเข้าหาทางการได้เร็วเพียงใดแล้วล่ะขอรับ” สีหน้าของเสิ่นซีแฝงความเคร่งขรึมขึ้นมาเล็กน้อย “ขอเพียงสมาคมการค้าได้รับการยอมรับจากทางการ พวกเราก็จะไม่ถูกนับว่าเป็นคนต่างถิ่นอีกต่อไป หนำซ้ำยังมีอิทธิพลมากกว่าพวกหลงจู๊ร้านหนังสือในเมืองที่แตกคอกันกระจัดกระจายราวกับเม็ดทรายเสียอีก ถึงเวลานั้นเมื่อพวกเราไปติดต่อกับบรรดาพรรคพวกหรือกลุ่มอิทธิพลในเมือง ยังจะมีผู้ใดกล้าไม่ไว้หน้าพวกเราอีกหรือขอรับ?”
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้าหงึกหงักต่อเนื่อง “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ พรุ่งนี้น้าจะไปคุยกับคนในสมาคมการค้า จะถือโอกาสนี้จัดระเบียบสมาคมเสียใหม่เลย”
เสิ่นซีรู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก ฮุ่ยเหนียงกลับมามีภาพลักษณ์ของหญิงแกร่งผู้ชาญฉลาดและมากความสามารถดังเดิมแล้ว ความสับสนและท้อแท้ก่อนหน้านี้ถูกกวาดล้างไปจนหมดสิ้น
เสิ่นซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านน้า ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอกขอรับ ข้าจะช่วยร่างกฎระเบียบของสมาคมออกมาให้ ท่านเพียงแค่นำกฎระเบียบเหล่านี้ไปหารือกับคนในสมาคมก็พอ ยามนี้การค้ากำลังฝืดเคือง บรรดาเถ้าแก่ร้านขายยาในเมืองต่างก็กลัวว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกับท่านน้านั่นแหละขอรับ กลัวว่าจะถูกผู้อื่นรวมหัวกันกลั่นแกล้ง ขอเพียงสมาคมการค้าร้านขายยาสามารถรวมตัวกันได้สำเร็จ ก็จะสามารถฟั่นเป็นเชือกเกลียวเดียวกัน คราวนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกใครรังแกอีกแล้ว”
(เชิงอรรถผู้แปล: ฟั่นเป็นเชือกเกลียวเดียวกัน (拧成一股绳 / nǐng chéng yī gǔ shéng) สำนวนเปรียบเปรย หมายถึง การรวมพลังความสามัคคีให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อเผชิญหน้ากับอุปสรรค)
ฮุ่ยเหนียงพลันสัมผัสได้ถึงพลังอันฮึกเหิมที่พลุ่งพล่านขึ้นมาในอก ก่อเกิดจากความทุกข์ยาก ดับสูญเพราะความสุขสบาย เป็นเพราะการรวมหัวกันกดดันของร้านหนังสือเหล่านั้นแท้ๆ ที่ทำให้นางยิ่งเผชิญอุปสรรคก็ยิ่งกล้าแกร่ง นางได้เปลี่ยนความเคียดแค้นชิงชังที่มีต่อร้านหนังสือเหล่านั้น ไปเป็นแรงผลักดันว่าจะทำกิจการให้ยิ่งใหญ่แข็งแกร่ง และพัฒนากำลังของสมาคมการค้าให้เติบโตได้อย่างไรแทน
(เชิงอรรถผู้แปล: ก่อเกิดจากความทุกข์ยาก ดับสูญเพราะความสุขสบาย (生于忧患,死于安乐 / shēng yú yōuhuàn, sǐ yú ānlè) วรรคทองจากคัมภีร์เมิ่งจื่อ หมายถึง ความยากลำบากและอุปสรรคช่วยหล่อหลอมให้คนหรือแว่นแคว้นอยู่รอดและแข็งแกร่งขึ้น ในขณะที่ความสุขสบายไร้กังวลมักนำไปสู่ความเสื่อมถอยและพินาศ)
เมื่อชักช้าไม่ได้ เสิ่นซีจึงรีบให้ฮุ่ยเหนียงนำกระดาษและพู่กันมาโดยด่วน โดยมีฮุ่ยเหนียงคอยฝนหมึกให้ เสิ่นซีได้ร่างกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ อย่างละเอียดตามรูปแบบสมาคมการค้าในยุคหลัง
เสิ่นซีเขียนออกมากฎหนึ่ง ก็จะหารือกับฮุ่ยเหนียงรอบหนึ่ง มีการปรับแก้เนื้อหาบางส่วน ทว่าทิศทางโดยรวมนั้นยังคงเดิม
ใช้เวลาไปกว่าหนึ่งชั่วยาม เสิ่นซีจึงเขียนกฎระเบียบจนเสร็จสมบูรณ์
หลังจากฮุ่ยเหนียงอ่านดู นางก็ปลาบปลื้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง แม้เวลาจะล่วงเลยใกล้เข้าสู่ยามห้าเต็มที แต่นางกลับไม่รู้สึกง่วงงุนเลยแม้แต่น้อย ความวิตกกังวลที่สั่งสมมาหลายวัน มลายหายไปจนหมดสิ้นเมื่อได้เห็นอนาคตอันกว้างไกลที่รออยู่เบื้องหน้า
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามห้า (五更天) หรืออู่เกิง ช่วงเวลาประมาณ 03.00 - 05.00 น.)
“พอฟ้าสางน้าจะไปเรียกเถ้าแก่ร้านขายยาทุกร้านมารวมตัวกัน เพื่อหารือกับพวกเขาให้รู้เรื่อง นอกจากนี้ทางฝั่งอำเภอหนิงฮว่า ก็ต้องส่งคนไปแจ้งข่าวให้ทราบด้วยเช่นกัน” บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงประดับด้วยรอยยิ้มที่แม้จะดูเหนื่อยล้าแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
เสิ่นซีกวาดสายตาอ่านกฎระเบียบตั้งแต่ต้นจนจบอีกรอบ ขมวดคิ้วครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “ยังมีกฎย่อยอีกข้อที่ยังไม่ได้ใส่ลงไป เดี๋ยวข้าขอเพิ่มก่อนนะขอรับ”
เสิ่นซีหยิบพู่กันขึ้นมา เขียนเงื่อนไขการเข้าร่วมสมาคมเป็นข้อสุดท้ายลงในตอนท้ายของกฎระเบียบระบุว่า ในวันหน้าสมาคมการค้าอนุญาตให้ผู้ที่ประกอบอาชีพอื่นสามารถเข้าร่วมได้ ขอเพียงปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับทุกประการ ก็จะได้รับการคุ้มครองจากสมาคมการค้า
เสิ่นซีเชื่อมั่นว่า ขอเพียงสมาคมการค้าเติบใหญ่ขึ้น ย่อมไม่จำกัดวงอยู่เพียงแค่แวดวงร้านขายยาอีกต่อไป ทว่าต้องขยายครอบคลุมไปถึงทุกสาขาอาชีพ ถึงเวลานั้น ฮุ่ยเหนียงก็จะไม่ใช่เพียงผู้นำของสมาคมการค้าร้านขายยาอีกต่อไป แต่จะเป็นถึงผู้นำสูงสุดของสมาพันธ์การค้าแห่งเมืองถิงโจวทั้งเมือง
ผู้อื่นอย่าว่าแต่จะมารังแกนางเลย เกรงว่าแค่จะประจบสอพลอนางก็ยังตามไม่ทันเสียด้วยซ้ำ