- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 133 คึกคักดั่งไฟลามทุ่ง
ตอนที่ 133 คึกคักดั่งไฟลามทุ่ง
ตอนที่ 133 คึกคักดั่งไฟลามทุ่ง
โรงพิมพ์ตัดสินใจไม่พึ่งพาช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านร้านหนังสือ แต่เปลี่ยนมาใช้วิธีขายส่งให้แก่พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่รายย่อยแทน สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการป่าวประกาศข่าวนี้ออกไป
หากยืมคำพูดของเสิ่นซีมาอธิบาย ก็คือการนำเสนอสินค้าอย่างตีฆ้องร้องป่าว
(เชิงอรรถผู้แปล: ตีฆ้องร้องป่าว (大张旗鼓) สำนวนจีน หมายถึง ทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเอิกเกริก จัดเตรียมการใหญ่)
ในเมื่อชั่วคราวนี้ยังไม่มีกำลังพอที่จะนำเสนอภาพมงคลปีใหม่แบบสีไปถึงมือชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปได้ เช่นนั้นก็ต้องเริ่มจากการนำเสนอภาพมงคลเหล่านี้ให้เข้าตาพวกพ่อค้ารายย่อยเสียก่อน
เริ่มตั้งแต่วันที่สอง เสิ่นหมิงจวินก็นำ "ขุนพลพยัคฆ์ทั้งห้า" ของตน ถือภาพมงคลปีใหม่ที่พิมพ์เสร็จสมบูรณ์แล้ว ออกไปป่าวประกาศให้เป็นที่รู้จักตามถนนสายที่ คึกคักหลายแห่งในตัวเมือง รวมถึงตามตำบลต่างๆ รอบนอกเมืองที่ตรงกับวันนัดตลาดพอดี
(เชิงอรรถผู้แปล: ขุนพลพยัคฆ์ทั้งห้า เป็นคำเรียกหยอกล้อถึงลูกจ้างชายทั้งห้าคนที่เสิ่นหมิงจวินว่าจ้างมาเป็นคนงานชุดแรกของโรงพิมพ์ - วันนัดตลาด (墟期) วันที่กำหนดให้มีการตั้งตลาดนัดตามช่วงเวลาเพื่อให้ชาวบ้านมาซื้อขายกัน)
ในขณะเดียวกัน ทางโรงพิมพ์ยังได้ส่งคนงานออกไปติดประกาศตามตรอกซอกซอยต่างๆ เพื่อให้ผู้คนได้รับรู้ว่าภาพมงคลปีใหม่แบบสีนี้สามารถมารับซื้อแบบขายส่งได้ที่ใด
ภายในวันนั้นก็มีพ่อค้ารายย่อยมาสอบถามราคาถึงหน้าประตู แต่เมื่อได้รู้ว่าภาพมงคลตกราคาแผ่นละห้าสิบเหวิน ซ้ำยังต้องรับซื้อคราวละเก้าสิบแผ่นในครั้งเดียว คนส่วนใหญ่ก็พากันถอดใจยอมแพ้
ยันต์เถาฝูแบบขาวดำธรรมดาที่วาดรูปเทพทวารบาลปราบภูตผี ในตัวเมืองอย่างมากก็ขายได้เพียงสิบกว่าเหวินเท่านั้น หากพวกเขาไปจ้างคนวาด ต้นทุนก็อาจจะตกเพียงสี่ถึงห้าเหวิน มาบัดนี้ ภาพมงคลปีใหม่แบบสีนี้แม้นจะงดงามดีเยี่ยมก็จริง ทว่าลำพังแค่ราคารับซื้อก็ปาเข้าไปห้าสิบเหวินแล้ว ซึ่งนับว่าเกินกว่าราคาในใจที่พวกเขาคาดหวังไว้มากนัก
(เชิงอรรถผู้แปล: ยันต์เถาฝู (桃符) ป้ายไม้ท้อวาดรูปเทพเจ้ากันผี ต้นกำเนิดของชุนเหลียน)
พ่อค้ารายย่อยเหล่านี้มีเงินทุนไม่มากนัก สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญที่สุดคือการค้าแบบกำไรน้อยแต่ขายได้ปริมาณมาก รวมถึงผลประโยชน์เฉพาะหน้าที่เห็นได้ทันที ภาพมงคลปีใหม่แบบสีที่ดูหรูหราสูงส่งเช่นนี้ ชั่วขณะหนึ่งพวกเขาจึงยังไม่กล้ารับมาขาย
ผ่านไปวันแรก มีเพียงยอดสั่งซื้อเข้ามารายการเดียว เป็นจำนวนเก้าสิบแผ่นพอดิบพอดี เพื่อให้การค้านี้สำเร็จลุล่วง โจวซื่อถึงกับพลการลดราคาให้ลูกค้าเหลือแผ่นละสี่สิบห้าเหวินด้วยตนเอง
เมื่อเสิ่นซีทราบเรื่องก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสมนัก แต่อย่างไรเสียก็ถือเป็นการค้ารายการแรก ยอมขายถูกลงหน่อยก็ช่างมันเถิด เพราะถึงอย่างไรต้นทุนการพิมพ์แผ่นหนึ่งก็ตกเพียงห้าถึงหกเหวินเท่านั้น... เนื่องจากเป็นการพิมพ์ออกมาคราวละมากๆ ต้นทุนที่แท้จริงจึงแทบไม่ต่างอันใดกับภาพมงคลปีใหม่แบบขาวดำที่จ้างคนวาดเลย
ตกดึกคืนนั้น ฮุ่ยเหนียงก็มาหาเสิ่นซีเพื่อปรึกษาหารือเรื่องการลดราคา
ในมุมมองของฮุ่ยเหนียง ในเมื่อได้ทำการป่าวประกาศออกไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่มาสอบถามก็มีไม่น้อย ทว่าสุดท้ายผู้ที่ตัดสินใจรับของไปขายกลับมีเพียงรายเดียว นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่า หากมิใช่กลยุทธ์การค้าที่ผิดพลาด ก็คงเป็นปัญหาเรื่องการตั้งราคา การเอากำไรจากผู้อื่นมากเกินไป ย่อมทำให้ผู้คนไม่ยินดีจะซื้อหา
การที่ฮุ่ยเหนียงมาหาเขาเพื่อปรึกษาเรื่องการลดราคา ทำให้เสิ่นซีรู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับแผนการใหญ่ในการพัฒนาโรงพิมพ์ เดิมทีฮุ่ยเหนียงสามารถตัดสินใจด้วยตนเอง หรือปรึกษากับโจวซื่อแล้วฟันธงได้เลย ทว่าตอนนี้นางกลับมาหาเขา เพื่อขอความคิดเห็นจากเขาก่อน นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่าฮุ่ยเหนียงเริ่มเกิดความรู้สึกพึ่งพาอาศัยในตัวเขาแล้ว
"ไม่ได้ขอรับ"
นี่คือคำตอบอันหนักแน่นและตรงไปตรงมาของเสิ่นซี หลังจากที่ได้รับรู้ถึงความคิดที่จะลดราคาของฮุ่ยเหนียง
คราวนี้แม้แต่โจวซื่อก็ยังรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาบ้าง "ไอ้เด็กทึ่ม ภาพมงคลปีใหม่แบบสีของพวกเราแผ่นหนึ่ง ต้นทุนตกเพียงห้าถึงหกเหวินเท่านั้น ต่อให้พวกเราขายสิบเหวินก็ยังมีกำไร หากขายยี่สิบเหวินก็ถือว่าหน้าเลือดมากแล้ว ทว่าเจ้ากลับดึงดันจะขายตั้งห้าสิบเหวิน หากมีคนยอมมารับของไปขายก็แปลกแล้วล่ะ"
เสิ่นซีทำหน้าขรึมพลางกล่าวว่า "ท่านแม่ขอรับ สิ่งที่พวกเราขายไม่ใช่ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันนะขอรับ... ภาพมงคลปีใหม่เป็นสิ่งที่มีตลาดรองรับเฉพาะช่วงปลายปีเท่านั้น หากพ้นช่วงปีใหม่ไปแล้ว ต่อให้ท่านขายแผ่นละสิบเหวิน ก็ใช่ว่าจะมีคนยอมซื้อกลับไป"
"ชาวบ้านพอมีเงินเหลือใช้ติดตัวอยู่บ้าง หากคิดจะซื้อภาพมงคลปีใหม่แบบสีกลับไปแขวนประดับ ส่วนใหญ่ก็ซื้อเพียงแผ่นเดียวเพื่อความเป็นสิริมงคลและความเบิกบานใจก็เท่านั้น ส่วนพวกที่ซื้อทีละสองสามแผ่นก็คือครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะร่ำรวย ตลาดนี้มีขนาดเพียงเท่านี้ หากท่านดึงดันจะตั้งราคาให้ต่ำติดดินตั้งแต่เริ่มแรก พอถึงช่วงท้ายที่ตลาดเริ่มอิ่มตัว เรามิต้องยอมขายขาดทุนเพื่อเรียกเงินลงทุนกลับคืนมาหรอกหรือขอรับ?"
สิ่งที่เสิ่นซีกล่าวนั้นค่อนข้างซับซ้อนไปสักนิด ครอบคลุมถึงแง่มุมต่างๆ ของการขายในตลาด โจวซื่อฟังแล้วคล้ายจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจนัก ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับพยักหน้าเห็นด้วยอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
การวิเคราะห์ของเสิ่นซีนั้นมีหลักมีเกณฑ์เป็นฉาก ๆ โดยพื้นฐานแล้วนับว่าได้วิเคราะห์แนวโน้มตลาดของภาพมงคลปีใหม่แบบสีเอาไว้อย่างทะลุปรุโปร่ง
"แต่สุดท้ายแล้วคนที่มาซื้อก็ยังน้อยเกินไปอยู่ดี" ฮุ่ยเหนียงเสนอความคิดเห็นของนาง
เสิ่นซีกล่าวปลอบประโลมด้วยรอยยิ้ม "นั่นเป็นเพราะท่านแม่และท่านน้าซุนใจร้อนเกินไปขอรับ... ในเมื่อตอนนี้การค้าของร้านขายยายังไม่กระเตื้องขึ้น พวกท่านจึงไปฝากความหวังว่าโรงพิมพ์ของพวกเราจะสามารถสร้างความรุ่งโรจน์ขึ้นมาได้ ทว่ากลับลืมไปว่าการทำกิจการใดๆ ล้วนต้องบุกเบิกช่องทางและลู่ทางเสียก่อน ต้องได้รับการยอมรับจากชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปเสียก่อน จึงจะสามารถเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟูได้"
"ยามนี้ยังเหลือเวลาอีกเดือนเศษกว่าจะถึงเทศกาลปีใหม่ ครอบครัวธรรมดาทั่วไปยังไม่เริ่มตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้สำหรับปีใหม่เลย ย่อมยังไม่นึกถึงเรื่องการซื้อภาพมงคลปีใหม่เป็นธรรมดา ส่วนพ่อค้ารายย่อยเหล่านั้นก็อยากจะรอดูท่าทีว่าทางโรงพิมพ์จะยอมลดราคาหรือไม่ หากพวกเรายังคงยืนกรานเช่นนี้ต่อไป พอถึงเวลานั้นเมื่อพวกเขาทนรอดูไม่ไหว ก็ย่อมต้องมารับของไปขายอย่างแน่นอนขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดตาม ก็เห็นว่ามีเหตุผลเช่นนั้นจริงๆ
ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดู หากนางเป็นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย เมื่อได้เห็นภาพมงคลปีใหม่แบบสีที่ประณีตงดงามถึงเพียงนี้ ซึ่งดีกว่ายันต์เถาฝูทั่วไปไม่รู้กี่เท่าตัว ย่อมต้องดีใจรีบเข้ามาสอบถามราคา ทว่าผลลัพธ์คือราคาที่ได้รับกลับยากจะทำใจยอมรับได้ ประกอบกับเมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังเหลือเวลาอีกพักใหญ่กว่าจะถึงเทศกาลปีใหม่ แน่นอนว่าพวกเขาย่อมต้องขอกลับไปรอดูลาดเลาเสียก่อนเป็นธรรมดา
ทว่าเมื่อใดที่พวกเขาได้ยินข่าวว่ามีคนมารับของจากทางโรงพิมพ์มากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ทางโรงพิมพ์เองก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดราคาเลยแม้แต่น้อย ประกอบกับใกล้จะถึงช่วงสิ้นปีเข้าทุกที นานวันเข้าพวกเขาก็จะเริ่มร้อนรนใจ เกรงว่าหากมาช้าไป สินค้าจะถูกผู้อื่นเหมาซื้อตัดหน้าไปจนหมด หากเป็นเช่นนี้ การจำหน่ายภาพมงคลปีใหม่แบบสีก็จะก้าวเข้าสู่สภาวะปกติอย่างแน่นอน
ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดพิจารณาอยู่หลายตลบ ก่อนจะหันไปมองโจวซื่อ "พี่สาว เช่นนั้นพวกเราก็พิมพ์ต่อไป แล้วรอดูลาดเลาไปก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ?"
โจวซื่อไม่มีความคิดเห็นอันใด นางทำได้เพียงพยักหน้ารับ เรื่องนี้จึงเป็นอันตกลงกันตามนี้
หลายวันหลังจากนั้น เสิ่นหมิงจวินในฐานะหลงจู๊ของโรงพิมพ์ยังคงออกไปป่าวประกาศไปทั่วทุกสารทิศ มุ่งมั่นที่จะทำให้ผู้คนทั้งเมืองถิงโจวได้รับรู้ว่ามีของดีอย่างภาพมงคลปีใหม่แบบสีอยู่
เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนที่มารับสินค้าถึงโรงพิมพ์ก็ค่อยๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงแรกต่างก็รับไปคราวละเก้าสิบแผ่น ทว่าช่วงหลังๆ ผู้ที่มารับไปทีละสามถึงห้าร้อยแผ่นก็เริ่มมีให้เห็นแล้ว
สินค้าที่ปล่อยออกไปทั้งหมดล้วนดำเนินการตามระดับราคาที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้อย่างเคร่งครัด ไม่มีกรณีการลดราคาตามอำเภอใจเกิดขึ้นอีกเลย
ห้าวันต่อมา เรื่องที่ทำให้ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อเบิกบานใจก็เกิดขึ้นจนได้
พ่อค้ารายย่อยที่เคยรับซื้อภาพมงคลปีใหม่แบบสีไปเก้าสิบแผ่นเมื่อคราวก่อน เดินทางมายังโรงพิมพ์เป็นครั้งที่สอง คราวนี้นอกจากจะขอรับซื้อไปรวดเดียวสามร้อยหกสิบแผ่นแล้ว พอสอบถามจึงได้รู้ว่า เก้าสิบแผ่นแรกที่เขารับไปนั้นนำไปขายในราคาแผ่นละหกถึงเจ็ดสิบเหวิน บัดนี้ได้ขายจนหมดเกลี้ยงแล้ว จึงต้องรีบร้อนตาลีตาเหลือกกลับมายังตัวเมืองเพื่อเติมสินค้า
พ่อค้าผู้นั้นยังพบว่าในระหว่างการตระเวนขาย มีภาพมงคลอยู่สามแบบที่ขายดีที่สุด เพียงเดินเร่ขายไปแค่ไม่กี่หมู่บ้านก็หมดเกลี้ยงแล้ว ส่วนอีกสามแบบที่เหลือนั้นเป็นเพราะลูกค้าไม่มีทางเลือกอื่น จึงต้องเดินเร่ขายไปถึงหกหมู่บ้านกว่าจะหมด การกลับมาครั้งนี้ เขาได้นำเรื่องราวทั้งหมดมาเล่าให้ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อฟัง นี่เท่ากับเป็นการทำหน้าที่สำรวจตลาดให้แก่ทางโรงพิมพ์โดยไม่คิดมูลค่าเลยทีเดียว
หลังจากนั้นก็มีพ่อค้ารายย่อยคนอื่นๆ ทยอยกลับมารับสินค้าเป็นครั้งที่สอง ซึ่งคำบอกเล่าของพวกเขาก็ล้วนยืนยันคำพูดของพ่อค้ารายแรก เมื่อมีเสียงตอบรับจากตลาดเช่นนี้ การพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่แบบสีของโรงพิมพ์ก็มีเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แบบที่ขายดีก็ย่อมต้องพิมพ์ออกมาให้มากหน่อย ส่วนแบบที่ขายได้เรื่อยๆ ก็พิมพ์ให้น้อยลง ปริมาณการผลิตถูกกำหนดโดยความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง
เพื่อเป็นการมอบสิทธิพิเศษ ภาพมงคลปีใหม่แบบสีที่ขายให้แก่พ่อค้ารายย่อยคนแรกนั้น จึงยังคงคิดในราคาแผ่นละสี่สิบห้าเหวินตามเดิม พ่อค้าผู้นี้จงใจเลือกแบบที่ขายดีไปมากหน่อย ก่อนจะจากไปอย่างเบิกบานใจยิ่ง
หลังจากนั้นเป็นต้นมา โรงพิมพ์ก็เปิดทำการอย่างคึกคักดั่งไฟลามทุ่งในทุกๆ วัน พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่รายย่อยที่ขายภาพมงคลปีใหม่แบบสีทั้งในและนอกเมืองก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่หาบเร่ตระเวนไปตามตำบลและหมู่บ้านในเขตอำเภอต่างๆ ต่างก็เดินทางมารับสินค้าไม่ขาดสาย กิจการเฟื่องฟูทั้งการผลิตและการขาย แนวโน้มการตลาดนับว่าสดใสเป็นอย่างยิ่ง
(เชิงอรรถผู้แปล: คึกคักดั่งไฟลามทุ่ง ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน 如火如荼 [rú huǒ rú tú] แปลตรงตัวว่า ดั่งไฟและหญ้าถูที่ลุกโชน หมายถึง สถานการณ์หรือกิจการที่ดำเนินไปอย่างดุเดือด ร้อนแรง หรือคึกคักอย่างเต็มที่)
จวบจนถึงปลายเดือนตงเยวี่ย ร้านหนังสือเหล่านั้นในเมืองชักจะทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว พวกเขารวมหัวกันต่อต้านภาพมงคลปีใหม่แบบสี ทว่ากลับถูกทางโรงพิมพ์ข้ามหน้าข้ามตา กระจายสินค้าตรงสู่ตลาดค้าปลีกเสียอย่างนั้น ทำให้พวกเขาต้องสูญเสียผลประโยชน์ไปไม่น้อย บรรดาเถ้าแก่และหลงจู๊ของร้านหนังสือเหล่านี้จึงปรึกษาหารือกัน หมายจะจ้างวานพวกอันธพาลไปก่อกวนที่โรงพิมพ์ ฮุ่ยเหนียงระแคะระคายข่าวลือนี้มาจากหลงจู๊ของร้านยาร้านหนึ่งในสมาคมการค้าร้านขายยา นางก็พลันตื่นตระหนกขึ้นมาทันที คิดอยากจะไปแจ้งทางการ แต่เพราะเรื่องราวยังไม่เกิดขึ้น ต่อให้ไปร้องทุกข์ต่อศาลก็คงไม่มีประโยชน์อันใด
(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนตงเยวี่ย (冬月) หมายถึงเดือน 11 ตามปฏิทินจันทรคติจีน)
ฮุ่ยเหนียงมิใช่คนเมืองถิงโจวโดยกำเนิด ซ้ำยังไม่มีรากฐานอันใดในอำเภอฉางถิงแห่งนี้เลย ต่อให้นางยอมจ่ายเงินทองเพื่อวิ่งเต้นหาเส้นสาย คนเหล่านั้นก็ทำได้เพียงรับปากว่าจะช่วยดูแลหน้าร้านขายยาให้ ไม่ปล่อยให้มีผู้ใดเข้าไปก่อกวนในร้านก็เท่านั้น
ส่วนทางฝั่งโรงพิมพ์นั้น ตัวสถานที่เองก็มิใช่ร้านรวงที่ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ อีกทั้งการทำขายส่งก่อนหน้านี้ก็ทำให้ตำแหน่งที่ตั้งของโรงพิมพ์ถูกเปิดเผยจนหมดสิ้น หากมีคนคิดจะไปก่อกวนสร้างเรื่องวุ่นวาย ก็ยากที่จะป้องกันได้ล่วงหน้า
นับตั้งแต่เข้าเรียนที่ "สถานศึกษาเสวียเอ๋อร์" เป็นต้นมา เนื่องจากท่านอาจารย์เฝิงฮว่าฉีมีมาตรฐานการสอนที่สูงยิ่งนัก เสิ่นซีจึงไปสถานศึกษาและเลิกเรียนตรงเวลาทุกวัน เขาตระหนักได้ว่าการเล่าเรียนของตนมีความก้าวหน้าขึ้นมาก
ช่วงแรกฮุ่ยเหนียงยังไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้เสิ่นซีรู้ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการยกพวกตีกัน ไปจนถึงการฆ่าคนวางเพลิง มิใช่เรื่องที่เด็กเล็กคนหนึ่งสมควรจะเข้าไปข้องเกี่ยว
การทำมาค้าขายย่อมมีการกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา ขัดผลประโยชน์ผู้อื่นก็ประดุจดั่งฆ่าบิดามารดาเขา ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็อาจเป็นไปได้
เดิมทีฮุ่ยเหนียงคิดจะแบกรับภาระนี้ไว้เพียงลำพัง นางยังพยายามไหว้วานคนของสมาคมการค้าร้านขายยาให้ช่วยติดต่อหากำลังคนในเมือง เพื่อคอยคุ้มครองการดำเนินงานของโรงพิมพ์อย่างลับๆ ทว่าด้วยความที่นางเป็นคนต่างถิ่น บรรดากลุ่มอิทธิพลหรือพวกอันธพาลที่มีเส้นสายในตัวเมืองต่างก็เมินเฉยต่อคำร้องขอของนางอย่างไม่ไยดี
ผ่านไปสองวัน สภาพของฮุ่ยเหนียงก็ดูซูบเซียวลงไปมาก โจวซื่อไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอันใด จึงคิดไปว่าฮุ่ยเหนียงคงล้มป่วยเพราะเหน็ดเหนื่อยจากกิจการที่ยุ่งเหยิงของโรงพิมพ์
ทว่าเสิ่นซีที่ได้พลิกดูสมุดบัญชีที่ฮุ่ยเหนียงจดไว้กลับพบเห็นมีเงื่อนงำบางอย่าง ตลอดสองวันที่ผ่านมา ฮุ่ยเหนียงจ่ายเงินก้อนโตออกไปอย่างไร้เหตุผล ซ้ำยังไม่มีการระบุที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ซึ่งนี่ไม่สอดคล้องกับนิสัยที่มักจะทำสิ่งใดอย่างรอบคอบรัดกุมของฮุ่ยเหนียงเอาเสียเลย
“เสี่ยวหลาง ท่านน้าซุนของเจ้าคงจะเหนื่อยเกินไปแล้ว เจ้าอย่าได้ไปรบกวนนางเชียวล่ะ” ก่อนมื้อค่ำวันนั้น โจวซื่อจงใจกำชับเป็นพิเศษ เพราะเกรงว่าเสิ่นซีจะหลุดปากพูดจาอันใดไม่เข้าหูบนโต๊ะอาหาร
เสิ่นซีรับคำทางปาก ทว่าลับหลังกลับแอบเขียนจดหมายน้อยซ่อนไว้ในแขนเสื้อ
ช่วงมื้อค่ำ ฮุ่ยเหนียงมีสีหน้ากลัดกลุ้มกังวลใจ จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว รอจนกินข้าวเสร็จ โจวซื่อก็พาสองเด็กน้อยกลับบ้าน เสิ่นซีจึงอาศัยจังหวะที่มารดาเผลอ แอบยัดจดหมายน้อยใส่มือฮุ่ยเหนียงอย่างแนบเนียน
ฮุ่ยเหนียงเปิดอ่านดู แววตาพลันสว่างวาบ ทว่าเพียงชั่วครู่คิ้วก็ขมวดมุ่นเข้าหากัน ดูคล้ายกับว่าจะไม่อยากเชื่อในสายตาตนเองนัก