เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 131 อนาคตไร้ขีดจำกัด

ตอนที่ 131 อนาคตไร้ขีดจำกัด

ตอนที่ 131 อนาคตไร้ขีดจำกัด


แม้เสิ่นซีจะเป็นศิษย์หัวกะทิระดับต้นๆ ในชั้นเรียนเบิกปัญญาของสถานศึกษาในอำเภอหนิงฮว่า ทว่าฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็ยังคงอดกังวลไม่ได้ว่าเสิ่นซีอาจจะไม่ผ่านการทดสอบประเมินผลของท่านอาจารย์เฝิง ผู้เป็นยอดอาจารย์อันดับหนึ่งแห่งตัวเมือง ดังนั้นก่อนจะพาเสิ่นซีไปคารวะฝากตัวเป็นศิษย์ พวกนางจึงได้ส่งของกำนัลชิ้นโตล่วงหน้าไปให้ก่อน

ท่านอาจารย์เฝิงตกลงที่จะทดสอบความรู้ของเสิ่นซี แต่ก็ออกตัวชัดเจนว่าหากไม่ผ่านเกณฑ์ที่เขากำหนดไว้ ก็จะปฏิเสธการรับเข้าเรียนเช่นกัน หลังจากนั้น สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินจึงพาเสิ่นซีเดินทางไปยัง "สถานศึกษาเสวียเอ๋อร์" ด้วยความตื่นเต้นระคนกังวล

ท่านอาจารย์เฝิงมีนามว่า เฝิงจู๋ ชื่อรองคือ ฮว่าฉี อายุราวสี่สิบต้นๆ ทว่ากลับไม่ให้ความรู้สึกแก่ชรา หรือมีท่าทีเจ้าระเบียบคร่ำครึเยี่ยงบัณฑิตเฒ่าหัวโบราณเลยแม้แต่น้อย เขาสวมชุดคลุมยาวสีคราม ยืนเอามือไพล่หลัง ดูน่าเกรงขามดั่งผู้อาวุโส ใบหน้าที่เคร่งขรึมนั้นทำให้ผู้คนรู้สึกยำเกรง

เสิ่นหมิงจวินค้อมกายส่งบัตรแนะนำตัวและเทียบขอฝากตัวเป็นศิษย์ให้อย่างนอบน้อม เฝิงฮว่าฉีพยักพเยิดให้สองสามีภรรยาถอยไปยืนหลบมุมด้านข้าง ก่อนจะเบนสายตามามองเสิ่นซีที่รูปร่างเตี้ยเล็ก น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเจือความเข้มงวดอยู่หลายส่วน "ปัญญาชนต้องยืนหลังตรง เงยหน้าขึ้น"

ถ้อยคำนั้นราบเรียบและกระชับ ไม่มีคำกล่าวอ้างอิงตำราอย่าง 'ขงจื๊อว่าไว้ กวีกล่าวว่า' อันลึกซึ้งเยี่ยงบัณฑิตเฒ่า ล้วนเป็นเพียงภาษาพูดที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมา เสิ่นซีถึงกับทำตัวไม่ถูก เวลาอยู่ต่อหน้าอาจารย์ มิใช่ว่าควรจะต้องค้อมกายเพื่อแสดงความนอบน้อมหรอกหรือ? การให้ยืนยืดอกเชิดหน้ามันหมายความว่าอย่างไรกัน?

เมื่อเห็นเสิ่นซียืนนิ่งอึ้ง โจวซื่อก็รีบเอ่ยเตือนทันที "ไอ้เด็กทึ่ม รีบยืดอกเงยหน้าขึ้นสิ"

เสิ่นซีจำต้องทำตามคำสั่ง สายตาของเขาประสานเข้ากับสายตาประเมินของท่านอาจารย์เฝิงพอดิบพอดี ทว่าเมื่อทำตามคำสั่งแล้ว เขาก็ไม่ได้หลบสายตาแต่อย่างใด ยืนจ้องตากับท่านอาจารย์เฝิงอยู่นานครู่หนึ่ง

"ไม่เลว นี่แหละคือท่าทางที่ปัญญาชนพึงมี"

เฝิงฮว่าฉีละสายตากลับมา พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะขยับมือที่ไพล่หลังอยู่ออกมาให้เห็น แท้จริงแล้วเมื่อครู่นี้ในมือของเขาถือไม้บรรทัดลงทัณฑ์อยู่ด้ามนึง

เสิ่นซีนึกในใจ ต่อให้เฝิงฮว่าฉีจะเข้มงวดปานใด ก็คงไม่ถึงขั้นจับตีตั้งแต่แรกพบหรอกกระมัง?

เฝิงฮว่าฉีซักถามเสิ่นหมิงจวินเรื่องระยะเวลาในการร่ำเรียนของเสิ่นซีและตำราที่ใช้ในการเบิกปัญญา เสิ่นหมิงจวินนั้นไม่ค่อยประสีประสานัก สุดท้ายเฝิงฮว่าฉีจึงหันมาถามเสิ่นซีโดยตรง "เจ้าเล่าเรียนมาปีกว่าแล้ว ได้อ่านตำราอันใดไปบ้าง?"

เสิ่นซีตอบอย่างนอบน้อม "เรียนท่านอาจารย์ ข้าได้เรียนคัมภีร์หลุนอวี่ไปแล้วขอรับ"

(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์หลุนอวี่ (论语) หนึ่งในสี่ตำราห้าคัมภีร์ของลัทธิขงจื๊อ รวบรวมคำสอนและบทสนทนาของขงจื๊อและลูกศิษย์ ถือเป็นตำราเล่มแรกที่เสิ่นซีเริ่มเรียน)

"อ้อ นับตามเวลา หนึ่งปีก็ควรจะเรียนจบทั้งเล่มแล้ว มีตำราอื่นอีกหรือไม่?"

เสิ่นซีครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่า "ท่านอาจารย์คนก่อนเคยสอนคัมภีร์เมิ่งจื่อไปสองสามบทขอรับ"

(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์เมิ่งจื่อ (孟子) หนึ่งในสี่ตำราห้าคัมภีร์ของลัทธิขงจื๊อ รวบรวมแนวคิดและคำสอนของเมิ่งจื่อ ปราชญ์ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของขงจื๊อ)

"หืม?"

เฝิงฮว่าฉีประหลาดใจเล็กน้อย "เรียนคัมภีร์หลุนอวี่จบเล่มแล้ว ก็สมควรจะเรียนรู้การตีความหมายให้แตกฉาน แต่กลับเปลี่ยนไปสอนคัมภีร์เมิ่งจื่อ ท่านอาจารย์ผู้นั้นออกจะใจร้อนเกินไปเสียหน่อย เอาล่ะ เจ้าลองท่องเนื้อหาจากคัมภีร์เมิ่งจื่อที่เจ้าเคยเรียนมาให้ข้าฟังสักบทสิ"

"เมิ่งจื่อเข้าเฝ้าเหลียงฮุ่ยหวัง หวังตรัสว่า 'ผู้อาวุโสอุตส่าห์เดินทางไกลนับพันหลี่ ย่อมต้องมีอุบายอันเป็นประโยชน์ต่อแว่นแคว้นของข้าเป็นแน่กระมัง'..."

(เชิงอรรถผู้แปล: พันหลี่ (千里) หลี่ (里) (ลี้) เป็นมาตราวัดระยะทางของจีนโบราณ 1 หลี่(ลี้) เทียบเท่ากับระยะทางประมาณ 500 เมตร - เมิ่งจื่อเข้าเฝ้าเหลียงฮุ่ยหวัง... (孟子见梁惠王。王曰:‘叟不远千里而来,亦将有以利吾国乎?’) เป็นประโยคเปิดอันโด่งดังของคัมภีร์เมิ่งจื่อ บทเหลียงฮุ่ยหวัง ตอนต้น สะท้อนการสนทนาทางการเมืองที่เหลียงฮุ่ยหวังคาดหวังผลประโยชน์ ในขณะที่เมิ่งจื่อต้องการเสนอหลักคุณธรรม)

เสิ่นซีท่องจำตามคำสั่ง เนื้อหานั้นคือบทที่หนึ่งจากคัมภีร์เมิ่งจื่อ นามว่า 'เหลียงฮุ่ยหวัง บทต้น' ซึ่งมีความยาวค่อนข้างมาก ทว่ายามที่เสิ่นซีท่องจำนั้นแทบจะไม่มีการหยุดชะงักเลย เปล่งเสียงชัดเจนแจ่มแจ้ง น้ำเสียงกังวานน่าฟังยิ่งนัก

หลังจากเสิ่นซีท่องจำจนจบ เฝิงฮว่าฉีก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ "เข้าใจความหมายหรือไม่?"

เสิ่นซีไม่กล้าแสดงความโดดเด่นจนเกินไป จึงตอบกลับไปโดยไร้ซึ่งความลังเล "ท่านอาจารย์คนก่อนยังมิได้สั่งสอนขอรับ"

เฝิงฮว่าฉีพยักหน้ารับรู้เบาๆ หมุนตัวเดินไปที่หน้าโต๊ะหนังสือ พลางเอ่ยเรียก "เข้ามาสิ คัดลอกสิ่งที่เจ้าเพิ่งท่องจำไปเมื่อครู่ออกมา เขียนได้เท่าใดก็เอาเท่านั้น"

เสิ่นซีก้าวเข้าไปข้างหน้า และเริ่มคัดลอกเนื้อหาที่ตนเพิ่งท่องจำลงไปทีละตัวอักษรตามคำสั่งของเฝิงฮว่าฉี เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น เขาจึงไม่ยอมเขียนให้เร็วหรือสวยงามจนเกินไป ตัวอักษรที่ออกมาถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานทั่วไป ลายเส้นดูไร้เรี่ยวแรงไปบ้าง ทว่าสำหรับเด็กในวัยนี้ การเขียนได้ขนาดนี้ก็ถือว่าหาได้ยากยิ่งแล้ว

ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ เสิ่นซีก็คัดอักษรไปได้ราวสองร้อยตัว เฝิงฮว่าฉีโบกมือห้าม "ไม่ต้องเขียนแล้ว ลูกศิษย์คนนี้ ข้ารับไว้"

(เชิงอรรถผู้แปล: หนึ่งเค่อ (一刻钟) มาตราวัดเวลาของจีนโบราณ 1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที)

เสิ่นหมิงจวินและโจวซื่อดีใจจนเนื้อเต้น รีบเดินเข้าไปกล่าวขอบคุณ ให้เสิ่นซียกน้ำชาคุกเข่าฝากตัวเป็นศิษย์ ก่อนจะมอบค่าซู่ซิวให้ เมื่อเสร็จสิ้นพิธีฝากตัวเป็นศิษย์ เฝิงฮว่าฉีจึงกล่าวขึ้นว่า "เด็กคนนี้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดยิ่งนัก ข้าตั้งใจจะให้เขาเข้าไปเรียนร่วมกับกลุ่มนักเรียนที่ผ่านการเบิกปัญญามาแล้วสามปีโดยตรง สองสามีภรรยาคงไม่มีข้อขัดข้องอันใดกระมัง?"

เสิ่นหมิงจวินและโจวซื่อพอจะจับใจความได้ว่านี่คือการให้เสิ่นซี "ข้ามชั้น" สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ ย่อมต้องหวังให้บุตรหลานได้สัมผัสกับความรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นโดยเร็วอยู่แล้ว จึงไม่มีทางคัดค้านอย่างแน่นอน

เฝิงฮว่าฉีไม่ได้ให้เสิ่นซีเริ่มเรียนในทันที แต่ให้เขากลับไปเตรียมตัวที่บ้านเสียก่อน แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมาที่สถานศึกษา

การฝากตัวเป็นศิษย์เป็นไปอย่างราบรื่น โจวซื่อเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อกลับมาถึงร้านขายยา นางก็เอาแต่เล่ารายละเอียดการฝากตัวเป็นศิษย์ให้ฮุ่ยเหนียงฟังไม่หยุดปาก

ฮุ่ยเหนียงง่วนอยู่กับการจัดยาพลางฟังไปด้วยรอยยิ้ม ทว่าพอเล่าไปได้ครึ่งทาง โจวซื่อก็พลันรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง นางหันไปมองเสิ่นซีแล้วเอ่ยถาม "ไอ้เด็กทึ่ม ตอนที่ท่านอาจารย์ให้เจ้าเขียนตามความจำ เหตุใดเจ้าเพิ่งเขียนไปได้ไม่นานเขาก็สั่งให้หยุดเสียล่ะ?"

เสิ่นซีตอบส่งๆ ไปว่า "ท่านอาจารย์คงเห็นว่าเนื้อหามันยาวเกินไปกระมังขอรับ ให้เขียนแค่ท่อนเดียวก็คงพอแล้ว"

"ท่านอาจารย์ผู้นี้ก็ช่างมักง่ายฉวยโอกาสเสียจริง ในเมื่อท่องจำไปแล้ว ก็ควรจะให้เขียนจนจบสิ มิหนำซ้ำยังให้เจ้าไปเรียนร่วมกับพวกเด็กที่เรียนเบิกปัญญามาตั้งสามปีอีก ประเดี๋ยวเจ้าก็ตามบทเรียนไม่ทันหรอก จะทำอย่างไรล่ะทีนี้?" โจวซื่อเริ่มบ่นกระปอดกระแปดขึ้นมาอีก

(เชิงอรรถผู้แปล: มักง่ายฉวยโอกาส (投机取巧) ทำงานลวกๆ หรือหาทางลัดเพื่อเลี่ยงความลำบาก ในที่นี้โจวซื่อค่อนขอดว่าอาจารย์มักง่ายให้คัดตัวอักษรไม่จบ)

เสิ่นซีเอ่ยว่า "ท่านแม่ขอรับ หากท่านเห็นว่าไม่เหมาะสม เหตุใดก่อนหน้านี้ท่านถึงไม่คัดค้านเล่า?"

“นี่ไม่ใช่เพราะอยากให้เจ้าได้ดีเร็วๆ หรอกหรือ? ได้เรียนร่วมกับพวกเด็กที่โตกว่าหน่อย ต่อไปพอพวกเขาสิบห้าสิบหกไปสอบซิ่วไฉ เจ้าอายุสิบสองสิบสามก็ไปสอบได้แล้ว ดีจะตายไปมิใช่หรือ?”

บนใบหน้าของโจวซื่อประดับด้วยรอยยิ้ม ราวกับกำลังวาดฝันถึงความสำเร็จแต่เยาว์วัยของเสิ่นซี

ฮุ่ยเหนียงกล่าวกลั้วหัวเราะ “พี่สาว เรื่องนี้จะใจร้อนเกินไปมิได้นะเจ้าคะ หากดึงยอดกล้าหวังให้โตไว กลับจะกลายเป็นทำร้ายเสี่ยวหลางเสียเปล่าๆ ทว่า เรื่องเหล่านี้ก็ต้องดูว่าท่านอาจารย์จะจัดการอย่างไร ที่น่ากลัวก็คือกลัวว่าเสี่ยวหลางจะเรียนตามไม่ทัน จนพานเบื่อหน่ายการเล่าเรียนไปเสีย”

(เชิงอรรถผู้แปล: ดึงยอดกล้าหวังให้โตไว (拔苗助长) สำนวนจีนเปรียบเปรยถึงการฝืนเร่งรัดให้เกิดผลสำเร็จเร็วเกินไปจนกลับกลายเป็นผลร้ายต่อสิ่งนั้น)

“หากเขาไม่ตั้งใจเรียน คอยดูเถิดว่าข้าจะตีเขาหรือไม่... ไอ้เด็กทึ่ม ต่อไปต้องตั้งใจฟังที่อาจารย์สอนรู้หรือไม่? ไม่เข้าใจก็ให้ถามอาจารย์ ข้ากังวลที่สุดก็คือกลัวว่าอาจารย์ในเมืองจะสอนไม่เต็มที่... ไอหยา ไม่ได้การ ไม่ได้การ ประเดี๋ยวต้องส่งของกำนัลไปเพิ่มอีกสักหน่อย มีของกำนัลมากเข้าไว้ผู้คนย่อมไม่ตำหนินี่นา...”

(เชิงอรรถผู้แปล: มีของกำนัลมากเข้าไว้ผู้คนย่อมไม่ตำหนิ (礼多人不怪) สำนวนจีน หมายถึง การรักษามารยาทหรือมอบของกำนัลให้ผู้อื่นอย่างเพียงพอ ย่อมไม่ทำให้ผู้รับรู้สึกขุ่นเคืองหรือจับผิด)

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เสิ่นหมิงจวินก็ไปส่งเสิ่นซีที่สถานศึกษาเพื่อเล่าเรียน

สถานศึกษาอยู่ห่างจากบ้านไม่ไกลนัก เดินข้ามถนนไปสองสายก็ถึงแล้ว เมื่อไปถึงที่หมาย เฝิงฮว่าฉีก็พาเสิ่นซีเดินเข้าไปในห้องเรียนด้วยตนเอง

บางทีอาจเป็นเพราะใช้วิธีการสอนแบบมุ่งเน้นปั้นยอดคน สถานศึกษาของเฝิงฮว่าฉีจึงมีขนาดเล็กกว่าสถานศึกษาของซูอวิ๋นจงที่อำเภอหนิงฮว่าอยู่มาก ด้วยเหตุนี้เหล่านักเรียนจึงไม่ต้องแยกห้องเรียนกัน ทุกคนล้วนรวมตัวกันอยู่ในห้องโถงใหญ่เพียงห้องเดียว แบ่งพื้นที่ตามช่วงอายุที่แตกต่างกัน นักเรียนส่วนหนึ่งนั่งหันหน้าไปทางทิศใต้ ในขณะที่นักเรียนอีกส่วนหนึ่งนั่งหันหน้าไปทางทิศเหนือ

แตกต่างจากซูอวิ๋นจงที่แบ่งนักเรียนออกเป็นสามระดับชั้น เฝิงฮว่าฉีกลับแบ่งกลุ่มนักเรียนได้ละเอียดอ่อนกว่านั้นมาก

เสิ่นซีนั่งอยู่ในแถวที่สาม แถวนี้ยังคงจัดอยู่ในระดับเริ่มต้นเบิกปัญญา ต้องนั่งหันหน้าไปทางทิศใต้ นักเรียนที่นั่งหน้าหลังและมีระดับความรู้ใกล้เคียงกับเขามีอยู่ร่วมสิบกว่าคน อายุอานามล้วนมากกว่าเขาสองถึงสามปี สำหรับเด็กเล็กแล้ว เวลาเพียงปีเดียวก็สามารถเติบโตสูงขึ้นได้ไม่น้อย เสิ่นซีจึงเป็นคนที่ตัวเตี้ยที่สุดในแถว ทว่าที่นั่งของเขากลับรั้งอยู่ท้ายสุด แน่นอนว่าหากสลับทิศทางกัน เขาก็จะกลายเป็นคนแถวหน้าสุดไปโดยปริยาย

เมื่อเสียงระฆังเข้าเรียนดังกังวานขึ้น สิ่งแรกที่เฝิงฮว่าฉีทำคือการแจกจ่ายตำราเรียนให้เสิ่นซี นอกจากคัมภีร์หลุนอวี่บทต้นและบทท้ายที่เสิ่นซีเคยเรียนมาแล้ว ยังมีคัมภีร์จงยงและคัมภีร์ต้าเสวีย ทว่ากลับไม่มีคัมภีร์เมิ่งจื่อ

(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์จงยง (中庸) หนึ่งในสี่ตำราของลัทธิขงจื๊อ ว่าด้วยหลักปรัชญาทางสายกลางและการดำรงตนอย่างสมดุล - คัมภีร์ต้าเสวีย (大学) หรือคัมภีร์มหาบุรุษ หนึ่งในสี่ตำราของลัทธิขงจื๊อ ว่าด้วยหลักการฝึกฝนตนเองเพื่อมุ่งสู่การปกครองบ้านเมือง)

เฝิงฮว่าฉีให้นักเรียนที่นั่งหันหน้าไปทางทิศเหนือทบทวนบทเรียนไปก่อน ส่วนตนเองมานั่งทางฝั่งทิศใต้ เริ่มต้นสอนเด็กนักเรียนกลุ่มเริ่มเบิกปัญญาให้อ่านคัมภีร์หลุนอวี่ ขณะนี้นักเรียนในวัยนี้เรียนถึงคัมภีร์หลุนอวี่บทที่เจ็ด 'ซู่อัน' แล้ว “ถ่ายทอดแต่ไม่แต่งตั้ง เชื่อมั่นและใฝ่รู้ของโบราณ ขอเทียบนามตนดั่งผู้เฒ่าเผิง...” เขาอ่านนำหนึ่งรอบแล้วให้นักเรียนอ่านตาม หลังจากท่องติดต่อกันสองรอบจึงหยุดพัก ให้นักเรียนท่องจำในใจด้วยตนเอง

(เชิงอรรถผู้แปล: ถ่ายทอดแต่ไม่แต่งตั้ง เชื่อมั่นและใฝ่รู้ของโบราณ ขอเทียบนามตนดั่งผู้เฒ่าเผิง... (述而不作,信而好古,窃比于我老彭) วรรคทองจากคัมภีร์หลุนอวี่ หมายถึง ขงจื๊อเพียงถ่ายทอดภูมิปัญญาโบราณโดยมิได้ตั้งตนเป็นผู้ริเริ่ม ทั้งยังเชื่อมั่นในธรรมเนียมเก่าก่อน โดยขอเปรียบตนเองกับปราชญ์เฒ่าเผิงจู่แห่งราชวงศ์ซางผู้ใฝ่รู้)

หลังจากนั้น เฝิงฮว่าฉีก็เริ่มหันมาสอนนักเรียนที่โตขึ้นมาหน่อย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงนักเรียนที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่อย่างเสิ่นซีด้วย

ที่กล่าวว่าการจะปกครองแว่นแคว้น จำต้องจัดระเบียบครอบครัวตนให้พร้อมสรรพเสียก่อนนั้น เพราะหากคนในครอบครัวตนยังมิอาจสั่งสอนได้ แล้วจะไปสั่งสอนผู้อื่น ย่อมเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นวิญญูชนแม้ไม่ออกจากบ้าน ก็สามารถอบรมสั่งสอนให้เกิดคุณธรรมลือลั่นไปทั่วแว่นแคว้นได้...

(เชิงอรรถผู้แปล: ที่กล่าวว่าการจะปกครองแว่นแคว้น... (所谓治国必先齐其家者...) วรรคทองจากคัมภีร์ต้าเสวีย สื่อถึงปรัชญาขงจื๊อที่ให้ความสำคัญกับการเป็นแบบอย่างที่ดีในครอบครัวตนเอง ก่อนจะก้าวไปปกครองแผ่นดิน)

คราวนี้กลับเริ่มสอนจากเนื้อหาท่อนกลางของคัมภีร์ต้าเสวีย

หากเสิ่นซีไม่รู้เนื้อหาในคัมภีร์ต้าเสวียมาก่อน พอได้ยินเฝิงฮว่าฉีท่องจำเช่นนี้ก็คงจะสับสนมึนงงไปหมด เกรงว่าแม้แต่ประโยคนี้อยู่ตรงส่วนใดของตำราก็คงหาไม่พบ ทว่าเสิ่นซีนั้นกระจ่างแก่ใจในเนื้อหาของคัมภีร์ต้าเสวียมานานแล้ว จึงเปิดไปยังหน้าที่เฝิงฮว่าฉีกำลังสอนอยู่ได้อย่างรวดเร็ว แล้วท่องจำตามไปติดๆ

เมื่อท่องจำจนจบสองรอบ เฝิงฮว่าฉีก็อธิบายความหมายของประโยคนี้อย่างคร่าวๆ ก่อนจะให้นักเรียนท่องจำในใจด้วยตนเอง จากนั้นเขาก็เดินไปยังทางฝั่งทิศเหนือของห้องเรียน เพื่อเริ่มสอนนักเรียนในวัยอื่นๆ ต่อไป

เสิ่นซีไม่ได้จดจ่ออยู่กับการท่องตำรา เขาเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ก็ต้องยอมรับว่ามาตรฐานการสอนของเฝิงฮว่าฉีนั้นอยู่ในระดับที่สูงยิ่งนัก เขาอธิบายตำรา ‘จงยงจางจวี้จี๋จู้’ ให้แก่เหล่านักเรียนที่จะต้องเข้าการสอบระดับถงเซิงในปีหน้าได้อย่างลึกซึ้งทว่าเข้าใจง่าย อธิบายความหมายได้อย่างแม่นยำ ซ้ำยังสอดแทรกเคล็ดวิชาในการทำข้อสอบเคอจวี่ให้อีกด้วย จากนั้นก็ท่องบทความสือเหวิน ที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์จงยงจากการสอบระดับมลฑล (เซียงซื่อ) เมื่อปีกลายให้ฟังอีกหนึ่งบท เพื่อให้นักเรียนเข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

(เชิงอรรถผู้แปล: 

จงยงจางจวี้จี๋จู้ (中庸章句集著) ตำราอรรถาธิบายคัมภีร์จงยง รวบรวมและตีความโดยจูซี มหาปราชญ์แห่งราชวงศ์ซ่ง ซึ่งเป็นตำราหลักที่ใช้สอบเคอจวี่ในยุคราชวงศ์หมิงและชิง 

การสอบระดับถงเซิง (ถงเซิงซื่อ) (童生试) คือการสอบคัดเลือกบัณฑิตระดับต้นในระบบสอบเข้ารับราชการ (เคอจวี่) ประกอบด้วยการสอบ 3 ขั้น ได้แก่ ระดับอำเภอ (เซี่ยนซื่อ) ระดับเมือง (ฝู่ซื่อ) และระดับท้องถิ่น (ย่วนซื่อ) ผู้ที่สอบผ่านครบทั้งสามขั้นจะได้รับวุฒิบัณฑิต หรือที่เรียกกันว่า "ซิวไฉ" (秀才))

บทความสือเหวิน (时文) คือ บทความแห่งยุคสมัย เป็นคำเรียกแทน ปากู่เหวิน (เรียงความแปดขา) (八股文) ซึ่งเป็นรูปแบบการเขียนบทความมาตรฐานที่ถูกบังคับใช้ในการสอบเคอจวี่ของราชวงศ์หมิงและชิง เรียกเช่นนี้เพื่อแยกความแตกต่างจากบทความยุคโบราณ (กู่เหวิน)

การสอบเซียงซื่อ (乡试) การสอบคัดเลือกขุนนางระดับมณฑล ผู้สอบผ่านจะได้เป็นจวี่เหริน)

ครั้นตกบ่ายหลังเลิกเรียน เฝิงฮว่าฉีก็รั้งตัวเสิ่นซีให้อยู่ต่อ พลางเอ่ยกำชับสั้นๆ ว่า “หากเจ้าไม่เข้าใจสิ่งใด ก็ให้สอบถามจากสหายร่วมเรียนได้”

“ขอรับ ท่านอาจารย์ ศิษย์จดจำไว้แล้ว”

นิสัยที่เสิ่นซีบ่มเพาะมาตั้งแต่ตอนเรียนกับซูอวิ๋นจงก็คือ ไม่ว่าอาจารย์จะสั่งสอนสิ่งใด เขาก็แค่รับปากไปก่อน ทว่าไม่แน่เสมอไปว่าจะปฏิบัติตาม ท้ายที่สุดแล้ว หากเทียบกับผู้ที่ถูกเรียกว่าสหายร่วมเรียนเหล่านั้น ระดับความรู้ของเขายังสูงกว่าอยู่หลายขุม

เฝิงฮว่าฉีไม่รู้นิสัยข้อนี้ของเสิ่นซี จึงพยักหน้าพลางเอ่ย “เจ้าจงท่องเนื้อหาที่เรียนไปในวันนี้ให้ข้าฟังสักรอบเถิด”

ชั่วขณะนั้นเสิ่นซีถึงกับทำตัวไม่ถูก จะว่าไปแล้วเฝิงฮว่าฉีผู้นี้มีทั้งความน่าเกรงขามของความเป็นอาจารย์ ทว่ากลับไร้ซึ่งการวางท่าเจ้ายศเจ้าอย่าง ยามอยู่ต่อหน้านักเรียนอย่างพวกเขา ก็ดูเป็นกันเองเข้าถึงง่าย สรรพนามที่ใช้แทนตัวเองก็คือคำว่า ‘ข้า’ ทว่าหากนักเรียนคนใดแอบอู้งานในห้องเรียน เวลาลงโทษก็ไม่เคยปรานีแม้แต่น้อย จัดว่าเป็นคนประเภทที่แข็งกร้าวและอ่อนโยนควบคู่กันไป

วันนี้เพิ่งจะเป็นวันแรกที่เสิ่นซีเข้าเรียน เฝิงฮว่าฉีก็คิดจะทดสอบความรู้เขาเสียแล้ว ตามหลักการ เขาไม่ควรจะเคยสัมผัสคัมภีร์ต้าเสวียมาก่อน หากแสดงออกอย่างผิดแผกจากความเป็นจริงไปสักนิด ย่อมทำให้เฝิงฮว่าฉีเกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้

“เป็นอะไรไป แม้แต่ท่อนเดียวยังท่องไม่ออกเชียวหรือ?”

สีหน้าของเฝิงฮว่าฉีเย็นชาลงทันที

เสิ่นซีกลัวถูกตีจริงๆ เจ็บน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่เสียหน้านี่สิรับไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจท่องเนื้อหาที่เฝิงฮว่าฉีสอนไปเมื่อตอนกลางวันออกมาจนจบไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย เฝิงฮว่าฉีฟังจบก็พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ทว่าบนใบหน้ากลับปรากฏแววสงสัยขึ้นมาสายหนึ่ง ไม่เกินจากที่เสิ่นซีคาดการณ์ไว้เลย “ท่านอาจารย์คนก่อนของเจ้า เคยสอนเรื่องพวกนี้ให้เจ้ารึ?”

“เรียนท่านอาจารย์ เดิมทีตระกูลเสิ่นแห่งอำเภอหนิงฮว่าก็เป็นตระกูลบัณฑิตผู้ดีมีกลิ่นอายตำรามาแต่เก่าก่อน ที่บ้านมีตำราเก็บสะสมไว้มากมาย เนื้อหาเหล่านี้ข้าศึกษาเอาเองขอรับ” เสิ่นซีพูดส่งเดชปั้นน้ำเป็นตัว

เฝิงฮว่าฉีพยักหน้าแย้มยิ้ม “ช่างเฉลียวฉลาดมีไหวพริบสมคำร่ำลือ ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ... ตั้งใจเล่าเรียนให้ดี อนาคตของเจ้าย่อมต้องเจริญก้าวหน้าไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน”

จบบทที่ ตอนที่ 131 อนาคตไร้ขีดจำกัด

คัดลอกลิงก์แล้ว