- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 130 เปิดประตูร้านกลับไร้เรื่องน่ายินดี
ตอนที่ 130 เปิดประตูร้านกลับไร้เรื่องน่ายินดี
ตอนที่ 130 เปิดประตูร้านกลับไร้เรื่องน่ายินดี
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลังจากเสิ่นซีกินอาหารเช้าเสร็จแล้วจึงเดินมาที่ร้านขายยา ช่างไม้ได้นำป้ายร้านที่แกะสลักเสร็จเรียบร้อยมาส่ง ตัวอักษรขนาดใหญ่ที่ถูกนำไปการเคลือบประกายทองนั้นสะดุดตายิ่งนัก เป็นผลงานอักษรที่เสิ่นซีเพิ่งเขียนไปเมื่อวานนี้เอง
ฮุ่ยเหนียงเรียกคนมาช่วยตกแต่งป้ายร้านเสียหน่อย นำผ้าแพรสีแดงมาคลุมปิดทิ้งไว้ จากนั้นให้คนปีนบันไดขึ้นไปแขวนไว้เหนือกรอบประตู รอเพียงถึงฤกษ์เปิดกิจการก็จะปลดผ้าแพรสีแดงผืนนั้นลงมา
“น้องสาว ตัวอักษรนี่เสี่ยวหลางเป็นคนเขียนหรือ?”
โจวซื่อที่เพิ่งจัดการงานบ้านเสร็จแล้วตามมาทีหลังยังไม่ทันได้เห็นตัวอักษร นางเงยหน้าขึ้นมองป้ายที่แขวนอยู่ แม้จะมีผ้าแดงผืนหนึ่งกั้นไว้จนมองไม่เห็นสิ่งใด แต่นางก็ยังคงเอ่ยถามด้วยสีหน้าร้อนใจ
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ “อืม เสี่ยวหลางคัดอักษรได้งดงามมากเลยเจ้าค่ะพี่สาว แม้แต่ยอดช่างที่ทำป้ายร้านยังเอ่ยปากว่า ในเมืองนี้เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดเขียนอักษรได้งดงามปานนี้อีกแล้ว ลำพังแค่ป้ายร้านแผ่นนี้ ก็ช่วยเป็นหน้าเป็นตาให้ร้านของเราได้ไม่น้อยเลยเชียว”
โจวซื่อเบ้ปากอย่างไม่เห็นด้วยนัก “เกรงว่าคงเป็นเพียงคำหวานป้อยอเสียมากกว่า... ไอ้เด็กเหม็นนั่นเพิ่งจะเรียนเขียนอักษรมาได้ไม่กี่วัน ต่อให้เขียนดีแล้วจะดีเลิศสักเพียงใดเชียว?”
ฮุ่ยเหนียงไม่ได้โต้เถียงอันใด นางเพียงเงยหน้ามองป้ายร้าน บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ผ่านไปไม่นานก็แขวนประทัดเสร็จสรรพ เพื่อให้บรรยากาศคึกคัก ฮุ่ยเหนียงยังอุตส่าห์จ้างคณะประโคมฆ้องกลองมาโดยเฉพาะ เสียงตีฆ้องลั่นกลองดังสนั่น ไม่นานก็ดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้
เมื่อถึงฤกษ์ยามมงคล เสียงประทัดก็ดังสนั่นหวั่นไหว ท่ามกลางบรรยากาศเฉลิมฉลองอันครึกครื้น โจวซื่อเป็นผู้ลงมือดึงผ้าแพรสีแดงลงด้วยตนเอง เผยให้เห็นป้ายร้าน “ร้านขายยาลู่ซื่อ” ในตอนนั้นเอง บรรดาเถ้าแก่จากสมาคมการค้าร้านขายยาในตัวเมืองถิงโจว บ้างก็เดินทางมาแสดงความยินดีด้วยตนเอง บ้างก็ส่งคนนำของขวัญมาร่วมฉลองเปิดกิจการ
ร้านขายยาเปิดกิจการแล้ว ความครึกครื้นก็ส่วนความครึกครื้น ทว่าการค้ากลับซบเซาอย่างยิ่ง
หลังจากฮุ่ยเหนียงต้อนรับและส่งแขกจากสมาคมการค้ากลับไปหมดแล้ว ก็ตั้งหน้ารอให้ลูกค้ามาอุ่นหนาฝาคั่ง ทว่าตลอดทั้งช่วงเช้ากลับมีคนมาสอบถามเรื่องยาเพียงแค่คนเดียว แถมยังซื้อแค่สมุนไพรพื้นๆ ทั่วไป แทบจะไม่ได้กำไรอันใดเลย
ต่อให้ฮุ่ยเหนียงจะมีชื่อเสียงระบือไกลในฐานะ “หมอเทวดาหญิง” ทว่าการค้าร้านยามักให้ความสำคัญกับร้านเก่าแก่ที่มีความน่าเชื่อถือสูง ร้านที่เพิ่งเปิดใหม่ย่อมไม่อาจได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงตลอดจนชาวบ้านที่เข้าเมืองมาในเวลาอันสั้นได้
ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับร้านขายยาแห่งนี้อย่างเต็มที่ ทว่าผ่านไปไม่ทันพ้นวัน กลับเหมือนถูกคนสาดน้ำเย็นรดตั้งแต่หัวจรดเท้า พอถึงเวลาล้อมวงกินข้าวกลางวัน บนโต๊ะอาหารกลับไม่มีผู้ใดปริปากพูดคุยกันเลยแม้แต่ครึ่งคำ
ตลอดช่วงเช้าเสิ่นซีอยู่กับเสิ่นหมิงจวินที่โรงพิมพ์เพื่อคอยควบคุมช่างฝีมือสร้างอุปกรณ์การพิมพ์ จึงไม่รู้สถานการณ์การค้าของร้านขายยา ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าอมทุกข์ของทุกคน เขาก็พอจะเดาความจริงออก จึงคร้านที่จะเอ่ยปากถามให้มากความ
จวบจนใกล้จะกินข้าวเสร็จ โจวซื่อก็ถลึงตาใส่เสิ่นซีพลางตวาดถาม “เหตุใดตอนกลางวันพ่อของเจ้าถึงไม่กลับมา?”
เสิ่นซีคิดในใจว่าจังหวะนี้คงถูกท่านแม่พาลหาเรื่องใส่ตัวเสียแล้ว! เขารีบก้มหน้าลง พยายามหลบเลี่ยงสายตาคาดคั้นของมารดาอย่างสุดความสามารถ พลางตอบอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ว่า “ท่านพ่อบอกว่าที่โรงพิมพ์ต้องมีคนคอยเฝ้า ท่านจึงให้ข้ากลับมาก่อน ส่วนตอนกลางวันท่านบอกว่าหาอะไรกินรองท้องที่นั่นไปก่อนก็พอแล้วขอรับ”
“คนใจจืดใจดำนี่ ร้านขายยาค้าขายไม่ดี เขาก็ไม่รู้จักมาช่วยงานเลยสักนิด” โจวซื่ออารมณ์ไม่ดีก็ชอบอาละวาดพาลไปทั่ว เสิ่นซีแลบลิ้นไม่ปริปาก นึกในใจว่าที่ร้านขายยาการค้าไม่ดีก็เพราะยังสะสมชื่อเสียงได้ไม่มากพอ ต่อให้ท่านพ่อกลับมาก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดีนี่นา!
ฮุ่ยเหนียงรีบเอ่ยปลอบใจ “กิจการเพิ่งจะเริ่มต้นเจ้าค่ะพี่สาว สมัยก่อนตอนที่ข้ากับอดีตสามีไปเปิดร้านขายยาในอำเภอหนิงฮว่า ช่วงแรกก็นานทีเดียวกว่าจะมีคนมาอุดหนุน ต้องรอจนเพื่อนบ้านในละแวกนั้นคุ้นเคย และรู้ว่าสมุนไพรที่เราขายไม่ได้เจือปนของปลอม จึงค่อยๆ สะสมชื่อเสียงขึ้นมาได้ พี่สาวอย่าเพิ่งโมโหไปเลยนะเจ้าคะ ช่วงนี้พี่เขยเองก็ต้องออกบ้านแต่เช้าตรู่กลับดึกดื่น หัวปั่นจนแทบไม่ได้พัก พี่สาวควรจะเห็นใจเขาให้มากหน่อยถึงจะถูก”
โจวซื่อไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก
ฮุ่ยเหนียงหันไปมองเสิ่นซีอีกครั้ง “เสี่ยวหลาง เจ้าลองพูดเรื่องการทำยาลูกกลอนสำเร็จรูปมาหน่อยสิ! เดิมทีน้ากะว่าจะประวิงเวลาไว้ก่อน แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้คงชักช้าไม่ได้แล้วล่ะ ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าพอจะรู้ตำรับยาอยู่บ้าง มิสู้เจ้าบอกมาให้หมดเถิด พวกเราจะได้ลองปรุงยาออกมาดูก่อนดีหรือไม่?”
“ได้เลยขอรับ”
เสิ่นซีรับคำอย่างเบิกบานใจ ทว่าพอเห็นสายตาอันไม่ประสงค์ดีที่มารดาตวัดมองมา เขาก็รีบหดคอก้มหน้าลงไปทันที
ฮุ่ยเหนียงเป็นคนทำงานจริงจังอย่างยิ่ง หากไม่ทำก็แล้วไป แต่เมื่อลงมือทำแล้วก็ยากจะหยุดพักได้ เมื่อนางเห็นว่าการเปิดร้านขายยาในเมืองมีการค้าซบเซาและมีแนวโน้มสูงที่จะต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน นางก็ตระหนักได้ทันทีว่าจำต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อแสวงหาผลกำไรผ่านช่องทางอื่น
ช่วงบ่ายเสิ่นซีไม่ได้ไปที่โรงพิมพ์ เขาอยู่ต่อเพื่อเขียนเทียบยาจากความทรงจำกว่าสิบขนานมอบให้แก่ฮุ่ยเหนียง ในจำนวนนั้นเกือบครึ่งเป็นตำรับยารักษาโรคที่รักษายาก การค้านั้นฝืดเคืองยิ่งนัก จวบจนปิดร้านก็ยังไม่มีลูกค้าเข้ามาสอบถามเรื่องยาเลยแม้แต่คนเดียว ฮุ่ยเหนียงจึงมีเวลาเหลือเฟือที่จะปรึกษาหารือเรื่องตำรับยาลูกกลอนสำเร็จรูปกับเสิ่นซี
การจะปรุงยาลูกกลอนสำเร็จรูป อันดับแรกต้องกำหนดปริมาณยาให้ชัดเจน กล่าวให้เข้าใจง่ายคือการนำรูปแบบการใช้ยาแผนปัจจุบันที่ว่า "วันละสองถึงสามครั้ง ครั้งละสามถึงสี่เม็ด" มาประยุกต์ใช้กับการจัดยาจีน โดยยึดตามมาตรฐานบางประการ ปรับเพิ่มหรือลดปริมาณสมุนไพรบางชนิดเล็กน้อยจากตำรับยาที่ตายตัว แล้วแบ่งสัดส่วนการใช้ยาออกเป็นหลายระดับ เช่นนี้แม้ไม่ต้องตามตัวหมอมาสั่งยา ขอเพียงสอบถามสภาพร่างกายและสาเหตุของโรคจากคนไข้ ต่อให้เป็นฮุ่ยเหนียงก็สามารถจัดยาได้เอง
หลายวันหลังจากนั้น กิจการร้านขายยาก็ยังคงซบเซา ในแต่ละวันมีลูกค้ามาอุดหนุนเพียงหยิบมือ
ทว่าทางฝั่งโรงพิมพ์กลับเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว
วันที่สิบหกเดือนสิบ การเตรียมการของโรงพิมพ์เสร็จสมบูรณ์ไปกว่าครึ่ง ฮุ่ยเหนียงว่าจ้างคนงานหญิงกลับมาได้กว่าสี่สิบคน เมื่อรวมกับลูกจ้างชายแล้ว ทั้งโรงพิมพ์จึงมีคนงานร่วมหกสิบกว่าชีวิต
ฮุ่ยเหนียงส่งคนแจ้งข่าวกลับไปยังตัวอำเภอหนิงฮว่า เพื่อให้โรงพิมพ์ทางฝั่งนั้นเริ่มพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่กึ่งสำเร็จรูป คาดคะเนว่าราวปลายเดือนสิบ ภาพมงคลปีใหม่ชุดแรกก็จะส่งมาถึงเมืองถิงโจว และในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น เสิ่นซีจะถ่ายทอดทักษะฝีมือการลงสีให้แก่บรรดาคนงานหญิง พร้อมทั้งชี้แนะวิธีทำขั้นตอนสุดท้ายนั่นคือการเคลือบประกายทอง ให้แก่ลูกจ้างชาย เช่นนี้ขอเพียงสินค้ามาถึง ก็สามารถเริ่มงานได้ทันที
และด้วยกรรมวิธีการผลิตที่เพิ่มขึ้นหลายขั้นตอน ย่อมทำให้ผู้ที่คิดจะลักลอบขโมยเคล็ดวิชาทำได้ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งขึ้นไปอีก
ตัดมาทางฝั่งร้านขายยา เนื่องจากกิจการยังซบเซา ยาลูกกลอนสำเร็จรูปที่ปรุงขึ้นตามเทียบยาของเสิ่นซีจึงยังไม่มีช่องทางจัดจำหน่าย ฮุ่ยเหนียงจึงให้ร้านขายยาหยางซื่อนำไปวางขายแทน อย่างไรเสียฮุ่ยเหนียงก็มิได้เป็นเพียงหลงจู๊ใหญ่ของร้านขายยาลู่ซื่อเท่านั้น ทว่านางยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของร้านขายยาหยางซื่ออีกด้วย นางจึงมีอำนาจตัดสินใจขั้นเด็ดขาดในการบริหารกิจการร้านขายยาหยางซื่อ
ร้านขายยาหยางซื่ออย่างไรเสียก็ถือเป็นร้านเก่าแก่นับร้อยปีประจำเมืองถิงโจว หลังจากนำยาลูกกลอนสำเร็จรูปออกวางขาย กระแสตอบรับก็ดีเยี่ยมยิ่งนัก ท้ายที่สุดแล้ววิธีนี้ช่วยลดทอนขั้นตอนการไปหาหมอของคนไข้ ทำให้คนไข้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้โข ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เมื่อเริ่มมีชื่อเสียงจากการบอกปากต่อปาก กิจการของร้านขายยาหยางซื่อก็กระเตื้องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
พริบตาเดียวก็ล่วงเข้าสู่ช่วงปลายเดือนสิบ ทั้งสองครอบครัวถือว่าลงหลักปักฐานในตัวเมืองได้เรียบร้อยแล้ว บัดนี้ถึงเวลาต้องเสาะหาอาจารย์ให้เสิ่นซีเพื่อสานต่อการเล่าเรียนเสียที
สำหรับเรื่องนี้ ไม่เพียงแต่โจวซื่อและเสิ่นหมิงจวินที่ให้ความสำคัญ แม้แต่ฮุ่ยเหนียงเองก็กระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง
ฮุ่ยเหนียงไหว้วานคนของสมาคมการค้า ให้ช่วยสืบเสาะว่าในตัวเมืองมีสถานศึกษาและอาจารย์สอนหนังสือท่านใดบ้าง และมีชื่อเสียงเป็นเช่นไร
ข่าวคราวทยอยส่งกลับมา สถานศึกษาที่ดีที่สุดในอาณาเขตอำเภอฉางถิงย่อมหนีไม่พ้นสถานศึกษาเหยาอวิ้นแห่งหมู่บ้านจงอูบริเวณเขาหนานซาน สถานศึกษาแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานร่วมร้อยปี กินพื้นที่ราวห้าสิบหมู่ สภาพแวดล้อมเงียบสงบร่มรื่น จวบจนปัจจุบันได้ฟูมฟักบัณฑิตจวี่เหริน มากกว่าสิบคน และบัณฑิตซิ่วไฉ อีกร่วมยี่สิบถึงสามสิบคน นับว่ามีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมากในอำเภอฉางถิง
(เชิงอรรถผู้แปล:
ห้าสิบหมู่ (五十余亩) หมู่ (亩) เป็นมาตราวัดพื้นที่ของจีนโบราณ 1 หมู่เทียบเท่ากับพื้นที่ประมาณ 666.67 ตารางเมตร
จวี่เหริน (举人) ผู้ที่สอบผ่านคัดเลือกขุนนางระดับมณฑล
ซิ่วไฉ (秀才) บัณฑิตระดับต้น ผู้สอบผ่านระดับท้องถิ่น)
ทว่า สถานศึกษาเหยาอวิ้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตัวเมือง ห่างออกไปไกลกว่า แปดสิบลี้ การจะเดินทางไปร่ำเรียนที่สถานศึกษาแห่งนี้ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก ดังนั้นจึงทำได้เพียงเสาะหาเอาแต่ภายในตัวเมืองเท่านั้น
หลังจากพลิกแผ่นดินหา ในที่สุดก็สืบทราบมาว่าแท้จริงแล้วในแถบทิศตะวันตกของเมืองนี้มีสถานศึกษาแห่งหนึ่งนามว่า "สถานศึกษาเสวียเอ๋อร์" ลูกศิษย์ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านอาจารย์เฝิงเคยสอบได้เป็นจวี่เหรินถึงสามคน และบัณฑิตซิ่วไฉอีกไม่น้อย ท่านจึงได้รับความเคารพเลื่อมใสอย่างสูงยิ่งทั่วทั้งเมืองถิงโจว
แต่ท่านอาจารย์เฝิงผู้นี้มีเงื่อนไขการรับลูกศิษย์ที่เข้มงวดและจุกจิกอย่างยิ่ง มิใช่ว่าเพียงมอบค่าซู่ซิวแล้วจะสามารถส่งบุตรหลานเข้าไปเล่าเรียนที่นั่นได้ ทว่าต้องผ่านการทดสอบประเมินผลเสียก่อน
(เชิงอรรถผู้แปล: ค่าซู่ซิว (束脩) คือค่าเล่าเรียนหรือค่าจ้างอาจารย์ คำนี้มีที่มาจากธรรมเนียมในยุคขงจื๊อ ที่ผู้เรียนจะต้องมอบ "เนื้อแห้งมัดรวมกันสิบชิ้น" เพื่อเป็นของกำนัลในการฝากตัวเป็นศิษย์ ภายหลังจึงใช้เรียกแทนค่าเทอมหรือเงินค่าจ้างสอนหนังสือ)
ในมุมมองของเสิ่นซี เรื่องนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับสถานศึกษาชั้นนำในยุคปัจจุบันที่ต้องมีการสอบแข่งขันเข้าเรียน หากทำคะแนนสอบได้ไม่ดีสถานศึกษาก็ย่อมปฏิเสธ ต้องคัดเลือกแต่เด็กหัวกะทิเท่านั้นจึงจะสามารถรับประกัน "อัตราการสอบผ่าน" ของสำนักตนเองได้
ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อปรึกษาหารือกัน แม้ว่าเสิ่นซีจะเพิ่งเบิกปัญญามาจากในอำเภอ อาจจะเรียนตามจังหวะการสอนของสถานศึกษาในตัวเมืองไม่ทัน แต่อย่างไรเสียก็ต้องส่งเสิ่นซีเข้าไปร่ำเรียนที่ "สถานศึกษาเสวียเอ๋อร์" ให้จงได้ หากช่วงแรกยังปรับตัวไม่ได้ก็แค่ให้เรียนซ้ำชั้นเพิ่มอีกสักสองปีจนกว่าจะตามทัน ต่อให้ต้องเสียเงินทองเพิ่มขึ้นอีกสักเท่าใดพวกนางก็หาได้เสียดายไม่
(เชิงอรรถผู้แปล: เบิกปัญญา (蒙学 / 开蒙) การเริ่มเข้าเรียนรู้หนังสือครั้งแรกของเด็ก)