- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 129 ป้ายร้าน
ตอนที่ 129 ป้ายร้าน
ตอนที่ 129 ป้ายร้าน
การว่าจ้างลูกจ้างชาย เสิ่นหมิงจวินสามารถจัดการเองได้ ทว่าการว่าจ้างคนงานหญิงนั้น จำเป็นต้องอาศัยฮุ่ยเหนียงผู้เป็นสตรีและมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่งเป็นผู้ออกหน้าจึงจะเหมาะสม
วันที่สิบสองเดือนสิบ หนึ่งวันก่อนร้านขายยาเปิดกิจการ เช้าตรู่วันนั้นฮุ่ยเหนียงก็มอบหมายให้ซิ่วเอ๋อร์พาหงเอ๋อร์และลวี่เอ๋อร์ออกไปตระเวนติดประกาศรับสมัครคนงานหญิงตามจุดต่างๆ ทั่วเมือง
ป้ายประกาศส่วนใหญ่ถูกนำไปติดไว้บริเวณปากตรอกซอยของชาวบ้าน มองเห็นได้สะดุดตายิ่งนัก
หลังจากผ่านช่วงทดลองรับไว้ทำงานแล้ว คนงานหญิงจะได้รับค่าจ้างพื้นฐานตกเดือนละสี่ร้อยเหวิน ฟังดูอาจไม่มากนัก ทว่าตอนท้ายมีการระบุเงื่อนไขไว้ว่ายิ่งทำมากยิ่งได้มาก หากขยันขันแข็งก็อาจทำรายได้สูงสุดถึงเดือนละหนึ่งพันเหวิน ข้อเสนอนี้ช่างดึงดูดใจอย่างยิ่ง
ต้องเข้าใจก่อนว่า ชายฉกรรจ์ที่ออกไปรับจ้างใช้แรงงานนอกบ้าน ต่อให้ได้ค่าแรงสูงสุดก็ตกเพียงวันละห้าสิบถึงหกสิบเหวินเท่านั้น ซ้ำยังใช่ว่าจะมีงานให้ทำทุกวัน หารเฉลี่ยออกมาแล้วเดือนหนึ่งหากหาเงินได้หกถึงเจ็ดร้อยเหวินก็ถือว่าเก่งกาจมากแล้ว หากสตรีสามารถหาเงินได้มากกว่าบุรุษ ย่อมเท่ากับว่าครอบครัวนั้นมีเสาหลักหาเลี้ยงชีพเพิ่มขึ้นมาอีกคน เรื่องเช่นนี้ในยุคสมัยที่ผู้คนให้ความสำคัญกับบุรุษมากกว่าสตรีแทบจะเป็นสิ่งที่เหนือจินตนาการ
ในช่วงแรก สตรีที่มาสมัครงานล้วนมาจากครอบครัวที่ยากจนข้นแค้น เพียงวันเดียวก็มีคนมาสมัครกว่าสิบคน สตรีเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังไม่ออกเรือน หลายคนอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีแล้ว ทว่าทางบ้านยากจนจนไร้ปัญญาจัดหาสินเดิมให้ ต่อให้หน้าตาหมดจดงดงามเพียงใดก็ไม่อาจหาคู่แต่งงานได้ จุดประสงค์หลักที่พวกนางมาสมัครงานก็เพื่อหาเงินสักก้อนไว้เป็นสินเดิมของตนเอง
ฮุ่ยเหนียงเรียกพวกนางมาดูตัวคัดเลือกทีละคน อันดับแรกคือพิจารณารูปร่างหน้าตาและกิริยาท่าทาง จากนั้นจึงทดสอบดูว่ามือไม้คล่องแคล่ว เหมาะสำหรับการจับพู่กันวาดลวดลายลงสีหรือไม่
จวบจนยามอาทิตย์อัสดง ฮุ่ยเหนียงก็คัดเลือกสตรีที่ดูเข้าทีไว้ได้สิบสองคน สตรีกลุ่มนี้ล้วนยังไม่ออกเรือน อายุอานามไล่เลี่ยกันตั้งแต่สิบสี่ถึงสิบแปดปี
ในบรรดาสตรีที่มาสมัครงาน พวกที่ออกเรือนแล้วพอได้ยินว่าในโรงพิมพ์มีบุรุษปะปนอยู่ด้วย ก็ตกใจกลัวจนรีบขอตัวกลับ ส่วนพวกที่มือหนักเท้าหนักงุ่มง่าม ฮุ่ยเหนียงก็กล่าวปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวล สตรีทั้งสิบสองคนนี้ล้วนมีนิ้วมือเรียวยาว ทำงานฝีมือสตรีได้ไม่เลวเลย ฮุ่ยเหนียงบอกให้พวกนางกลับไปรอฟังข่าวที่บ้าน เมื่อใดที่โรงพิมพ์เปิดกิจการจึงค่อยมาเริ่มงาน
ทว่าตอนนี้ฮุ่ยเหนียงต้องง่วนอยู่กับการเตรียมตัวเปิดร้านขายยาในวันพรุ่งนี้ เรื่องโรงพิมพ์จึงจำต้องพักไว้ก่อน คนงานหญิงสิบสองคนนี้ยังมีจำนวนไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่เสิ่นซีคาดการณ์ไว้ อีกทั้งหลังจากนี้ยังต้องมีการคัดกรองซ้ำอีก หากต้องการคนงานหญิงประจำให้ครบสามสิบคน อย่างน้อยๆ ก็ต้องหาคนมาเผื่อเลือกไว้สักห้าถึงหกสิบคนจึงจะพอ
ในวันเดียวกันนั้น เสิ่นหมิงจวินและเสิ่นซีก็ออกไปว่าจ้างลูกจ้างชายมาได้จำนวนหนึ่ง มีเพียงห้าคนเท่านั้น ถือเป็นคนงานชุดแรกของโรงพิมพ์
ชายทั้งห้าคนนี้ล้วนรู้หนังสือ อีกทั้งยังมีไหวพริบและขยันขันแข็ง เสิ่นซีตั้งใจจะปลุกปั้นพวกเขาให้เป็นผู้ช่วยมือขวาของเสิ่นหมิงจวินในการดูแลกิจการโรงพิมพ์ เมื่อโรงพิมพ์เปิดทำการ พวกเขาจะไม่ต้องลงมือทำงานที่ต้องใช้ทักษะฝีมืออย่างการพิมพ์หรือเข้าเล่มด้วยตนเอง แต่จะมีหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบขั้นตอนการพิมพ์แต่ละสายงานไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด คอยผลัดเปลี่ยนเวรยามในยามวิกาล รวมถึงติดตามเสิ่นหมิงจวินออกไปพบปะสังสรรค์เจรจาการค้า
วันนั้น โจวซื่อกับเสิ่นหมิงจวินกลับมาถึงบ้านตั้งแต่หัววัน
เนื่องจากเสิ่นหมิงจวินจัดแจงงานบ้านไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย โจวซื่อจึงไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับงานบ้านอีก สองสามีภรรยาจึงปิดประตูลั่นดาลพลอดรักกันแต่หัววัน ส่วนเสิ่นซีและหลินไต้นั้นถูกโจวซื่อไล่ให้ไปที่ร้านขายยาตั้งแต่เนิ่นๆ โดยอ้างสารพัดเหตุผลว่าให้ไปช่วยงาน
เมื่อฮุ่ยเหนียงจัดการธุระทุกอย่างเสร็จสิ้น ก็เริ่มจัดแจงเตรียมอาหารเย็น
เช่นเดียวกับสมัยที่อยู่อำเภอหนิงฮว่า ยามที่ในร้านยุ่งวุ่นวาย พวกเขาก็มักจะตั้งเตาเล็กต้มหม้อไฟกินกันง่ายๆ แม้กระทั่งเตาไฟและหม้อทองแดงก็ล้วนขนมาจากอำเภอหนิงฮว่าทั้งสิ้น
“เสี่ยวหลาง อย่าได้นึกเคืองท่านพ่อท่านแม่ของเจ้าเลยนะ พวกเขาแค่มีธุระที่บ้านน่ะ...” ฮุ่ยเหนียงไม่รู้จะอธิบายเรื่องระหว่างบุรุษสตรีให้เด็กน้อยฟังอย่างไร จึงได้แต่กล่าวอ้ำๆ อึ้งๆ อย่างคลุมเครือ
เสิ่นซีหัวเราะร่วนพลางเอ่ย “ท่านน้าซุน ไม่ต้องอธิบายหรอกขอรับ ข้าเข้าใจดี พวกเขาก็แค่รีบทำเวลาผลิตน้องชายและน้องสาวให้ข้าอย่างไรเล่า...”
ใบหน้างามของฮุ่ยเหนียงพลันแดงระเรื่อ นางยื่นปลายนิ้วเรียวงามออกมากรีดแก้มเสิ่นซีเบาๆ เป็นเชิงหยอก พลางแย้มยิ้มตำหนิ “เป็นเด็กเป็นเล็ก ไม่รู้จักอายเสียบ้างเลย ทว่า... เฮ้อ หากแม่ของเจ้าคลอดน้องชายหรือน้องสาวให้เจ้าจริงๆ ถึงเวลานั้นนางคงไม่มีเวลามาดูแลกิจการมากเท่านี้แล้วล่ะ”
กล่าวจบฮุ่ยเหนียงก็พลันใจลอยไปชั่วขณะ นางชะงักไปเล็กน้อย ขมวดคิ้วมุ่นพลางพึมพำ “แปลกจริงเชียว อุตส่าห์เตรียมตัวมาตั้งนาน ข้ากลับรู้สึกว่ามีสิ่งใดตกหล่นไป... เสี่ยวหลาง เจ้าลองคิดดูสิ พรุ่งนี้ร้านก็จะเปิดอยู่แล้ว ในร้านยังขาดเหลือสิ่งใดอีกหรือไม่?”
เสิ่นซีที่กำลังใช้ตะเกียบคีบหาชิ้นเนื้อแกะในหม้อ เมื่อได้ยินดังนั้นจึงตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก “ท่านน้า ข้าว่าน่าจะขาดป้ายร้านนะขอรับ”
ฮุ่ยเหนียงตบเข่าฉาด ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บใจตนเอง “ข้าว่าแล้วเชียวว่าต้องมีอะไรผิดปกติ เรื่องสำคัญปานนี้ข้ากลับลืมไปเสียสนิท ยุ่งจนเลอะเลือนไปหมดแล้วกระมัง ดูท่าพรุ่งนี้ร้านคงเปิดไม่ทันเสียแล้ว”
เสิ่นซีกล่าวกลั้วหัวเราะ “ตั้งแต่ท่านน้าเข้ามาในเมืองก็ทำงานง่วนหน้าเป็นมัน รอบคอบเพียงใดย่อมมีเรื่องตกหล่นบ้าง เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ขอรับ”
“เสี่ยวหลาง เจ้ารู้ตัวอยู่แล้วเหตุใดจึงไม่เตือนน้าสักคำเล่า? เสียแรงที่ปกติน้าเอ็นดูเจ้าถึงเพียงนั้น” ฮุ่ยเหนียงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ถลึงตาใส่เสิ่นซีด้วยสีหน้าแง่งอน คล้ายจะตำหนิ ทว่าน้ำเสียงกลับอ่อนโยนและเจือไปด้วยแววอ่อนโยนเสียมากกว่า “ช่างเถิด เจ้าเขียนป้ายร้านให้น้าสักแผ่น แล้วน้าจะยอมยกโทษให้เจ้า”
“หา?” ใบหน้าของเสิ่นซีเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “ไอ้เด็กเหม็น อย่าคิดว่าน้าไม่รู้ว่าเจ้าคัดอักษรได้งดงาม... ตอนที่นายอำเภอหานก่อนจะย้ายออกจากอำเภอหนิงฮว่า ได้เห็นชุนเหลียนที่เจ้าเขียนก็ยังเอ่ยปากชมไม่ขาดปาก ภายหลังข้าเคยลองถามเจ้าหน้าที่ศาล พวกเขาก็บอกว่านายอำเภอหานนั้นเชี่ยวชาญด้านภาพวาดและอักษรพู่กันเป็นอย่างยิ่ง ย่อมไม่มีทางมองพลาดไปแน่”
“ความจริงน้าเตรียมแผ่นป้ายไว้ตั้งนานแล้ว แต่ไม่รู้เป็นอย่างไรถึงได้ลืมจ้างคนมาเขียนอักษรเสียสนิท... พอเจ้าเขียนเสร็จ น้าก็จะเอาไปให้ช่างไม้แกะสลักและลงรัก บางทีพรุ่งนี้อาจจะยังเสร็จทันเวลาเปิดร้านพอดี”
เสิ่นซีส่ายหน้ายิ้มขื่น
ร้านขายยาเปิดกิจการใหม่ ป้ายร้านย่อมสำคัญกว่าสิ่งใด มีหรือที่จะลืมเลือนไปได้? เห็นได้ชัดว่านี่คือหลุมพรางที่ฮุ่ยเหนียงขุดล่อให้เขาตกลงไป บางทีการที่ท่านแม่กับท่านพ่อกลับไปพลอดรักกัน แล้วไล่เขามาที่นี่ ก็คงเป็นแผนการที่ฮุ่ยเหนียงกับโจวซื่อแอบตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้ว
“ท่านน้าซุน ข้าว่าอย่าดีกว่าขอรับ... อย่างไรเสียข้าก็ยังเป็นแค่เด็ก หากคัดอักษรออกมาไม่ดีแล้วเอาไปแขวนไว้หน้าร้าน มีหวังได้ถูกผู้คนหัวเราะเยาะเอาแน่” เสิ่นซีโอดครวญอย่างหนัก
ฮุ่ยเหนียงยิ้มกริ่มอย่างได้ใจ “เช่นนั้นเจ้าก็คัดให้มันงดงามหน่อยสิ... ร้านขายยานี้ไม่เพียงเป็นของน้า แต่ยังเป็นของครอบครัวเจ้าด้วย หากเขียนออกมาอัปลักษณ์จนเสียหน้า น้าอาจจะยกโทษให้เจ้าได้ แต่แม่ของเจ้าต้องตีเจ้าก้นลายเป็นแน่”
เสิ่นซีแลบลิ้น เขานึกไม่ถึงเลยว่าฮุ่ยเหนียงจะมีมุมเจ้าเล่ห์เพทุบายเช่นนี้ด้วย อักษรป้ายนี้เขียนไม่ง่ายเลย ในเมื่อต้องนำไปแขวนเป็นป้ายร้าน ย่อมต้องแสดงให้เห็นถึงทักษะฝีมือการเขียนพู่กันในระดับหนึ่ง ต้องเผยให้เห็นถึงเอกลักษณ์และเจตนารมณ์อันลึกซึ้ง แล้วด้วยอายุเพียงเท่านี้ของเขา จะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้อย่างไร?
ฮุ่ยเหนียงลุกขึ้นเดินไปยังหลังโต๊ะบัญชีที่ห้องโถงด้านนอก หยิบพู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึกที่เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ ออกมาจัดวางให้เสิ่นซีอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงเอ่ยเรียกด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวหลาง อย่าเพิ่งรีบกินเลย มาเขียนป้ายร้านให้เสร็จก่อนเถิด ประเดี๋ยวน้าจะได้รีบเอาไปให้เถ้าแก่หลี่ร้านช่างไม้ในย่านนี้”
เสิ่นซีลุกขึ้นเดินไปที่หน้าโต๊ะบัญชี เขารูปร่างเตี้ยเล็ก ย่อมเอื้อมไม่ถึงหน้าโต๊ะเป็นธรรมดา ฮุ่ยเหนียงจึงยกเก้าอี้ตัวหนึ่งมาให้เขาเหยียบยืนเขียนเสียเลย
ฮุ่ยเหนียงฝนหมึกให้เสิ่นซี ประหนึ่งสาวงามฝนหมึกเคียงข้าง เสิ่นซีหยิบพู่กันขึ้นมา ทว่าเมื่อเผชิญกับสายตาอันร้อนแรงคาดหวังของฮุ่ยเหนียง ชั่วขณะหนึ่งเขากลับไม่รู้ว่าจะลงพู่กันอย่างไรดี
(เชิงอรรถผู้แปล: สาวงามฝนหมึกเคียงข้าง (红袖添香) สำนวนเปรียบเปรยถึงการมีสตรีรูปงามคอยปรนนิบัติพัดวี ฝนหมึก หรือจุดกำยานอยู่เคียงข้างบัณฑิตขณะกำลังเขียนหนังสือ)
“ห้ามเขียนตวัดหวัดเกินไปนะ... ชุนเหลียนที่เจ้าเขียนคราวก่อน มีคนบอกว่าเป็นอักษรสิงซูเจืออักษรเฉ่าซู แม้จะงดงามยิ่ง ทว่าหากนำมาแขวนเป็นป้ายร้านกลับไม่เหมาะสมนัก” ฮุ่ยเหนียงไม่ลืมที่จะเอ่ยเตือน
(เชิงอรรถผู้แปล: อักษรสิงซูเจืออักษรเฉ่าซู (行中带草) คือการคัดอักษรจีนรูปแบบกึ่งหวัดกึ่งบรรจง (สิงซู) ผสมผสานกับรูปแบบหวัดตวัดเส้น (เฉ่าซู) ทำให้ตัวอักษรดูพลิ้วไหวและเป็นอิสระ)
เสิ่นซีพลันนึกข้ออ้างขึ้นมาได้ จึงหัวเราะแหะๆ “ท่านน้าซุน เช่นนั้นข้าก็คงเขียนอักษรแบบอื่นไม่เป็นแล้วล่ะขอรับ... ข้าเรียนมาจากท่านอาจารย์ก็เป็นอักษรรูปแบบนี้นี่นา”
“เหลวไหล! อย่าคิดว่าน้าไม่รู้ทันแผนการเจ้าเล่ห์ของเจ้านะ... น้าอุตส่าห์ไปสอบถามผู้รู้มาแล้ว พวกเขาบอกว่าคนที่สามารถคัดอักษรได้ถึงขั้นนั้น ย่อมต้องเขียนอักษรบรรจงได้อย่างบรรลุถึงแก่นแท้เสียก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ใช่ว่าน้าจะไม่เคยเห็นบทนิทานอิงประวัติศาสตร์ที่เจ้าคัดลอกเสียเมื่อไหร่ ลายมือพวกนั้นก็งดงามดีออก!”
(เชิงอรรถผู้แปล: อักษรบรรจง (正体字) เป็นรูปแบบตัวอักษรจีนมาตรฐาน หรืออักษรข่ายซู (楷书) ที่มีเส้นขีดชัดเจนและเป็นระเบียบเรียบร้อย)
“แม้ว่าน้าจะไม่รู้ว่าเจ้าไปแอบฝึกฝนฝีมือพู่กันอันยอดเยี่ยมนี้มาตั้งแต่เมื่อใด แต่หากเจ้าไม่ยอมใช้อักษรนี้กับป้ายร้านของครอบครัวเรา ต่อไปน้าก็จะไม่รักเจ้าอีกแล้ว เจ้าก็ลองคิดดูให้ดีเถิด” กล่าวถึงตรงนี้ น้ำเสียงของฮุ่ยเหนียงถึงกับเจือแววข่มขู่ขึ้นมาหลายส่วน
เสิ่นซีจนใจ ได้แต่ยอมจำนนแต่โดยดี เขาจัดท่าทางให้เรียบร้อย แต่กลับยังไม่ลงพู่กันในทันที พลางเงยหน้าขึ้นถามว่า “จะใช้ชื่อป้ายร้านว่าสิ่งใดดีขอรับ?”
“ก็ใช้ชื่อ ร้านขายยาลู่ซื่อ ตามเดิมนั่นแหละ แน่นอนว่าหากเจ้ามีชื่อที่ดีกว่านี้ก็ย่อมได้ ขอเพียงเป็นอักษรที่เจ้าเขียน น้าล้วนชอบทั้งสิ้น” บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงประดับด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะที่ทำสำเร็จดั่งใจหมาย เป็นความอ่อนโยนที่แฝงไว้ด้วยความซุกซน
เสิ่นซีไม่มีกะจิตกะใจจะมาเล่นคำพลิกแพลงอันใดบนป้ายร้าน จึงคัดอักษรคำว่า ‘ร้านขายยาลู่ซื่อ’ สี่คำด้วยอักษรบรรจงอย่างว่านอนสอนง่าย เมื่อเขียนเสร็จ แม้แต่คนที่ไม่รู้เรื่องศิลปะพู่กันอย่างฮุ่ยเหนียง เมื่อได้มองก็ยังรู้สึกเจริญหูเจริญตา ใบหน้าของนางเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม พลางเป่ารอยหมึกบนกระดาษให้แห้งอย่างเบามือ
“น้าว่าแล้วเชียวว่าเสี่ยวหลางต้องมีฝีมือ... จุ๊ๆ อักษรนี่ช่างเขียนได้หนักแน่นทรงพลังยิ่งนัก แถมเจ้ายังวาดภาพได้งดงามอีก โตขึ้นบางทีอาจจะได้เป็นจิตรกรและนักเขียนพู่กันเอก วาดภาพสักชิ้น เขียนอักษรสักสองสามคำ ก็คงนำไปขายได้เงินก้อนโตเป็นแน่” ฮุ่ยเหนียงเอ่ยชมจากใจจริงพลางร้องอุทานด้วยความอัศจรรย์ใจ
เสิ่นซีหัวเราะขื่นในลำคอ เขาเริ่มหาเงินจากการเขียนอักษรวาดภาพมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ฮุ่ยเหนียงไม่รู้เท่านั้นเอง เขากระโดดลงจากเก้าอี้กลับไปกินอาหารต่อ ฮุ่ยเหนียงม้วนผลงานอักษรอันล้ำค่าของเสิ่นซีเก็บไว้อย่างระมัดระวัง พลางหันไปกล่าวว่า “ซีเอ๋อร์ ไต้เอ๋อร์ ต่อไปพวกเจ้าต้องตั้งใจเล่าเรียนกับเสี่ยวหลางให้ดีนะ ความสามารถของเสี่ยวหลางนั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”
เมื่อฮุ่ยเหนียงกล่าวจบด้วยรอยยิ้ม นางถึงกับไม่สนใจจะกินข้าวด้วยซ้ำ รีบคว้ากระดาษอักษรแผ่นนั้นออกไปหาช่างไม้ให้เร่งแกะสลักป้ายร้านให้เสร็จภายในคืนนี้ทันที