- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 128 ว่าจ้างคนงานหญิง
ตอนที่ 128 ว่าจ้างคนงานหญิง
ตอนที่ 128 ว่าจ้างคนงานหญิง
นับตั้งแต่วันที่ได้เห็นเงาหยกอรชรบนตึกหลังนั้นเพียงชั่วแวบเดียว เสิ่นซีก็ตระหนักได้ว่าเสิ่นหมิงจวินมีท่าทีจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เมื่อว่างเว้นจากการงานก็มักจะเหม่อลอย กระทั่งยามที่เสิ่นหมิงจวินกำลังเจรจาเช่าลานเรือนเพื่อเปิดโรงพิมพ์ ก็ยังอุตส่าห์ใจลอยไปเสียได้
"...หลงจู๊เสิ่น ไม่ทราบว่าท่านพึงพอใจสถานที่แห่งนี้หรือไม่"
เถ้าแก่เจ้าของลานเรือนรู้สึกงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก คิดไปว่าเสิ่นหมิงจวินคงไม่พอใจฮวงจุ้ยของลานเรือนแห่งนี้ จึงรีบเอ่ยถามขึ้น
เสิ่นหมิงจวินถึงเพิ่งได้สติกลับมา เขาส่ายหน้าพลางยิ้มซื่อ "ดีมาก ดีมากเลยทีเดียว"
ดูท่าแล้วบิดาของตนคงไม่ได้ยินด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายพูดอันใด เสิ่นซีพอจะมองเค้าลางออก จึงรีบเอ่ยกลบเกลื่อน "เถ้าแก่ขอรับ ท่านพ่อของข้าคงกำลังครุ่นคิดเรื่องการค้าอยู่ ว่าจำต้องว่าจ้างคนงานมากน้อยเพียงใด... ท่านดูสิ ประเดี๋ยวค่อยลงนามในสัญญากับท่านดีหรือไม่ขอรับ"
เถ้าแก่ผู้นั้นหัวเราะร่วน "ย่อมได้สิ เช่นนั้นข้าขอตัวเข้าไปรอข้างในก่อนก็แล้วกัน"
เมื่อคล้อยหลังผู้อื่นแล้ว เสิ่นซีก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความไม่พอใจเล็กน้อย "ท่านพ่อ พวกเราออกมาเจรจาธุระสำคัญนะขอรับ เหตุใดท่านถึงไม่ใส่ใจเช่นนี้"
ใบหน้ากร้านแดดของเสิ่นหมิงจวินร้อนผ่าว แดงเถือกไปจนถึงลำคอ เขาเอาแต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ พูดไม่ออก
เสิ่นซีไม่ได้พูดอะไรให้มากความอีก เขาเริ่มอธิบายปัญหาเรื่องค่าเช่าลานเรือนให้เสิ่นหมิงจวินฟัง แม้ลานเรือนที่กำลังจะเช่านี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมือง ซึ่งค่อนข้างห่างไกลจากย่านชุมชนอยู่บ้าง ทว่าเคราะห์ดีที่ถนนหนทางโดยรอบกว้างขวาง รถม้าสามารถสัญจรไปมาได้อย่างไร้อุปสรรค การขนถ่ายสินค้าเข้าออกย่อมสะดวกสบาย กอปรกับลานเรือนแบบสามชั้นที่กว้างขวางและสะอาดสะอ้าน ไม่ว่าจะใช้สำหรับติดตั้งอุปกรณ์เครื่องมือ หรือเป็นที่กองกระดาษและสินค้าที่พิมพ์เสร็จแล้วล้วนสะดวกดายยิ่งนัก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเลือกสถานที่สำหรับตั้งโรงพิมพ์
"หากท่านพ่อรู้สึกพึงพอใจ เช่นนั้นก็ลงนามในสัญญาเสียเถิดขอรับ พวกเราจะได้กลับไปขอเบิกเงินจากท่านแม่ เพื่อนำมาจ่ายให้เขา" เสิ่นซีเอ่ยเตือนในท้ายที่สุด เขาแทบจะอธิบายทุกขั้นตอนอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ก็เพื่อป้องกันมิให้เสิ่นหมิงจวินหลงลืมสิ่งใดไปเพราะอาการใจลอย
เสิ่นหมิงจวินถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีเรื่องทำสัญญาอยู่อีก เขาเดินเข้าไปเจรจากับเถ้าแก่เจ้าของลานเรือนอีกสองสามประโยค แล้วจึงตามตัวนายหน้าค้าที่ดินและฝางเจี่ยมาเป็นคนกลาง เมื่อลงนามในสัญญาเรียบร้อยแล้ว เสิ่นหมิงจวินก็พาเสิ่นซีกลับไปเอาเงิน
(เชิงอรรถผู้แปล: ฝางเจี่ย (坊甲) ระบบจัดระเบียบชุมชนและการเก็บภาษีในเขตเมืองของราชวงศ์หมิง ในที่นี้หมายถึงผู้นำชุมชนที่เป็นพยาน)
กว่าสัญญาจะตกถึงมือ ก็ล่วงเลยไปค่อนวันแล้ว
สัญญาเช่าลานเรือนมีระยะเวลาหนึ่งปี จ่ายค่าเช่าล่วงหน้าทีละครึ่งปี เบ็ดเสร็จแล้วใช้เงินไปสิบสามตำลึง ในจำนวนนี้หนึ่งตำลึงเป็นค่าธรรมเนียมสำหรับนายหน้าค้าที่ดินและฝางเจี่ย เมื่อคำนวณดูแล้วค่าเช่าก็ตกเพียงเดือนละสองตำลึงนิด ๆ นับว่าถูกกว่าการไปเช่าร้านค้าริมถนนมากมายนัก
"เสี่ยวหลาง เจ้าว่าพวกเราย้ายบ้านมาอยู่ที่นี่ด้วยเลยดีหรือไม่ ลานเรือนก็กว้างขวาง มีลานเรือนซ้อนกันถึงสามชั้น สองชั้นด้านหลังเอาไว้พักอาศัย ส่วนด้านนอก..."
เมื่อเห็นเสิ่นซีเงยหน้ามองตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ คำพูดของเสิ่นหมิงจวินก็พลันชะงักงัน
เสิ่นซีส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น "ท่านพ่อ วันข้างหน้าท่านคือหลงจู๊ของโรงพิมพ์แห่งนี้นะขอรับ การพูดจาและการกระทำล้วนต้องมีสง่าราศี จะปล่อยให้ผู้อื่นรู้สึกว่าท่านคับแคบตระหนี่ถี่เหนียวไม่ได้เด็ดขาด... โรงพิมพ์มีแต่กลิ่นหมึกคลุ้งไปทั่ว ซ้ำผู้คนยังเดินเข้าออกขวักไขว่เสียงดังหนวกหู แล้วจะให้พักอาศัยได้อย่างไร อีกอย่าง ท่านแม่ก็ต้องคอยดูแลร้านขายยา หากย้ายมาอยู่ที่นี่ก็ออกจะไกลเกินไปสักหน่อยนะขอรับ"
เสิ่นหมิงจวินทอดถอนใจ "เช่นนั้นก็สมควรจะตั้งเตียงไว้ในลานเรือนชั้นในสุดสักหน่อยกระมัง นายช่างกับลูกจ้างเหนื่อยล้าขึ้นมาก็จะได้ใช้พักผ่อนได้"
เสิ่นซีพยักหน้ารับ "นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้วขอรับ โรงพิมพ์ที่อำเภอหนิงฮว่าก็มีการจัดเตรียมเตียงนอนเอาไว้เช่นกัน เผื่อไว้ใช้ยามที่ต้องสลับผลัดทำงานสองหรือสามผลัด ทว่าข้าขอประกาศไว้ก่อนเลยนะขอรับ ต่อให้ที่นี่จะมีเตียงนอนเตรียมไว้ แต่ท่านพ่อต้องกลับบ้านให้ตรงเวลา พอมาถึงเมืองถิงโจวแล้ว หากท่านยังเอาแต่ขลุกอยู่ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องอีก เวลาที่ท่านแม่บันดาลโทสะขึ้นมา ข้าก็สุดปัญญาจะช่วยท่านได้นะขอรับ"
เมื่อได้ยินถ้อยคำนี้ เสิ่นหมิงจวินก็อดสะดุ้งตกใจไม่ได้ จากนั้นจึงขมวดคิ้วมุ่นครุ่นคิดขึ้นมา เคราะห์ดีที่คราวนี้เขาไม่ได้กำลังนึกถึงสตรีอรชรบนตึกหลังนั้น ไม่นานก็ดึงสติกลับมาได้ "เสี่ยวหลาง เมื่อก่อนตอนที่พ่อไม่ค่อยกลับบ้าน แม่ของเจ้ามีเรื่องขุ่นข้องหมองใจจริง ๆ งั้นหรือ"
เสิ่นซีถึงกับพูดไม่ออก
หากผู้เป็นภรรยาไม่ห่วงหาสามี ไม่อยากให้สามีกลับบ้าน เช่นนั้นก็คงเป็นสามีภรรยาที่ไร้ซึ่งความรักใคร่ผูกพันโดยแท้ แม้โจวซื่อจะมีนิสัยดุดันจัดจ้านไปสักหน่อย ทว่าจิตใจกลับละเอียดอ่อนและรู้จักห่วงใยผู้อื่น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ "การละเลยหน้าที่" ของเสิ่นหมิงจวิน จึงเป็นเหตุให้ความขุ่นข้องหมองใจที่สะสมอยู่ในใจของโจวซื่อยิ่งพอกพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทว่าเรื่องพรรค์นี้ เสิ่นซีในฐานะผู้น้อยย่อมไม่อาจสอดปากพูดได้เต็มเสียง จึงทำได้เพียงเออออห่อหมกไปสองสามประโยคว่า ครอบครัวเดียวกันย่อมต้องอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน อันที่จริงเขาก็เพียงแค่อยากให้ผู้เป็นบิดากลับบ้านมาอยู่เป็นเพื่อนมารดาให้มากขึ้น เพื่อจะช่วยสลายความขุ่นข้องหมองใจในใจของมารดาให้เจือจางลงได้บ้าง
เมื่อปัญหาเรื่องสถานที่ตั้งโรงพิมพ์เจรจาจนลงตัวแล้ว สิ่งที่เหลือก็คือการว่าจ้างลูกจ้าง
เดิมทีในสถานการณ์ที่ยังหานายช่างพิมพ์ไม่ได้ การจะว่าจ้างลูกจ้างเลยในทันทีดูจะเร่งรีบเกินไปหน่อย ทว่าสิ่งที่โรงพิมพ์จัดพิมพ์นั้นมิใช่หนังสือตัวอักษรทั่วไป แต่เป็นหนังสือภาพเล่าเรื่องและภาพมงคลปีใหม่ ซึ่งกรรมวิธีหลักล้วนมาจากเสิ่นซี ซ้ำโรงพิมพ์ในเมืองก็มีหน้าที่รับช่วงต่อภาพกึ่งสำเร็จรูปที่พิมพ์มาจากทางฝั่งอำเภอหนิงฮว่าเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตขั้นที่สอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้หานายช่างพิมพ์ผู้รู้ลึกรู้จริงมาได้ ก็ยังต้องคอยจับมือสอนกันใหม่อยู่ดี ดีไม่ดียังอาจมีประสิทธิภาพสู้มือใหม่ไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
ความคิดของเสิ่นซีก็คือ ในบรรดาลูกจ้างที่เปิดรับสมัครคราวนี้ ไม่เพียงแต่ต้องการชายฉกรรจ์ ทว่ายังต้องว่าจ้างคนงานหญิงมาจำนวนหนึ่งด้วย สตรีที่คุ้นเคยกับงานเย็บปักถักร้อยมักจะมีความประณีตและระมัดระวัง สามารถทำขั้นตอนการลงสีและการเคลือบประกายทองสำหรับภาพมงคลปีใหม่แบบสีได้อย่างละเอียดลออหาที่ติมิได้ ส่วนบุรุษก็ให้รับผิดชอบเรื่องการพิมพ์ การตรวจทาน และการเย็บเล่มหนังสือภาพเล่าเรื่องแบบสี รวมถึงการใช้แรงงานแบกหาม
การทำงานของทั้งสองฝ่ายจะแยกออกจากกันโดยพื้นฐาน คนงานหญิงจะจัดหาผู้ดูแลเฉพาะทางมาคุมงาน ขืนปล่อยให้ชายฉกรรจ์อกสามศอกไปคุมฝูงสตรี ต่อให้คนงานหญิงเหล่านั้นไม่มีข้อกังขา ทว่าครอบครัวของพวกนางย่อมต้องคัดค้าน ดีไม่ดีอาจจะชักนำให้ทางการเข้ามาแทรกแซงด้วยซ้ำ
เมื่อเสิ่นซีกลับถึงบ้านและนำความคิดนี้ไปบอกเล่าให้โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงฟัง โจวซื่อกลับรู้สึกว่าไม่ค่อยรัดกุมนัก ท้ายที่สุดแล้วผู้ใช้แรงงานในยุคสมัยนี้ล้วนเป็นบุรุษเป็นหลัก การจะเปิดรับคนงานหญิงขนานใหญ่เช่นนี้ ซ้ำยังมิใช่งานเย็บปักถักร้อย ย่อมต้องหาคนมาทำยากเป็นแน่
ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับรู้สึกว่าคำพูดของเสิ่นซีมีเหตุผล ก่อนหน้านี้นางเคยเห็นเสิ่นซีลงสีภาพมงคลปีใหม่กับตาตนเอง นั่นไม่ใช่งานที่บุรุษมือไม้หยาบกระด้างจะทำได้อย่างแน่นอน ซ้ำหลงจู๊ใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังโรงพิมพ์ก็คือพวกนางสองพี่น้อง การมีพวกนางเป็นป้ายยืนยันชั้นดี กอปรกับการเสนอค่าแรงให้สูงขึ้นอีกสักหน่อย ย่อมต้องเชิญคนงานหญิงมาได้แน่นอน
"...ประเดี๋ยวข้าจะให้คนเอาประกาศไปติดไว้ด้านนอก ลองดูสิว่าจะสามารถหาคนมาได้มากน้อยเพียงใด เสี่ยวหลาง เจ้าคิดว่าสมควรรับคนงานหญิงสักกี่คนจึงจะเหมาะสม" ฮุ่ยเหนียงทอดสายตามองเสิ่นซีพลางเอ่ยถาม
เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยตอบ "อย่างน้อยก็ต้องสามสิบคนขอรับ มากกว่านี้ก็ไม่ได้ พอรับเข้ามาแล้วก็ต้องสอนงานพวกนาง ซ้ำยังต้องทำการประเมินไปพร้อมกัน หากทำได้ไม่ดี ก็ย่อมต้องคัดออกส่วนหนึ่ง คนงานหญิงที่มีทักษะฝีมือซึ่งพวกเราฟูมฟักขึ้นมา สามารถจ่ายค่าแรงพื้นฐานให้พวกนางได้ กำหนดปริมาณงานขั้นต่ำที่ต้องทำให้สำเร็จในแต่ละวัน ส่วนที่ทำเกินกว่านั้นก็ให้คำนวณค่าแรงตามชิ้นงานขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงรู้สึกแปลกใจกับวิธีการคำนวณค่าแรงอันแปลกใหม่นี้อยู่บ้าง ทว่าเมื่อลองตรึกตรองดูให้ดี ก็รู้สึกว่าที่เสิ่นซีกล่าวนั้นมีเหตุมีผลยิ่งนัก มนุษย์ย่อมมีทั้งฉลาดหลักแหลมและโง่เขลาเบาปัญญา เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับการประสานงานระหว่างมือและสมอง การว่าจ้างคนงานหญิงก็จำต้องดูความสามารถในการเรียนรู้ของพวกนางเป็นอันดับแรก
"ทว่า... เสี่ยวหลาง การที่พวกเราจ้างคนมาแล้วกลับไล่ออกอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ อย่างไรก็ดูไม่ดีนัก ผู้คนจะเอาพวกเราไปนินทาว่าร้ายได้นะ" ฮุ่ยเหนียงค่อนข้างเป็นกังวล
ตามธรรมเนียมการว่าจ้างลูกจ้างแต่ดั้งเดิม ขอเพียงว่าจ้างมาแล้ว การไล่ลูกจ้างออกโดยไร้ต้นสายปลายเหตุคือการกระทำของเถ้าแก่ที่ไร้คุณธรรม ต่อให้อีกฝ่ายจะโง่เขลาเบาปัญญาหรือทำงานเชื่องช้าไปบ้าง ก็ไม่ควรไล่ออกสุ่มสี่สุ่มห้า โดยเฉพาะเด็กสาวที่ต้องรักษาหน้าตา วันข้างหน้ายังต้องเชิดหน้าชูตาในหมู่เพื่อนบ้าน จะให้มาแบกรับชื่อเสียงฉาวโฉ่อย่างไร้เหตุผลไม่ได้เด็ดขาด
เสิ่นซีแย้มยิ้ม "พวกเราก็กำหนดช่วงทดลองงานขึ้นมาก่อนสิขอรับ กำหนดเวลาไว้สักหนึ่งเดือน หากภายในหนึ่งเดือนคนงานหญิงที่จ้างมาไม่อาจทำงานได้ถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ผู้อื่นทำได้ พวกเราก็จ่ายค่าแรงให้นางหนึ่งเดือนแล้วเลิกจ้างเสีย แต่หากทำได้ดี ก็สามารถลงนามในสัญญาว่าจ้างอย่างเป็นทางการ ทำสัญญารวดเดียวหนึ่งปีไปเลย ในช่วงเวลาหนึ่งปีนี้นางเพียงแค่ตั้งใจทำงาน ก็จะได้รับค่าแรงรายเดือน ต่อให้กิจการของเราจะซบเซา พวกเราก็จะไม่ปฏิบัติต่อพวกนางอย่างอยุติธรรมเด็ดขาดขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงแฝงความปีติยินดีไว้หลายส่วน นางคลี่ยิ้มเบิกบานใจ บนพวงแก้มทั้งสองข้างปรากฏลักยิ้มบางเบา ยิ่งขับเน้นให้ดูงดงามจับตายิ่งขึ้น "ความคิดนี้ประเสริฐนัก ทำเช่นนี้ก็จะช่วยให้คนงานหญิงเหล่านั้นหมดความกังวล ซ้ำยังสามารถคัดเลือกผู้ที่เก่งกาจและกำจัดผู้ที่ด้อยกว่าออกไปได้ พวกเราใช้สัญญานี้ผูกมัดพวกนางไว้ ก็จะไม่ทำให้พวกนางถูกผู้อื่นใช้ค่าแรงสูงลิ่วมาแย่งตัวไปได้ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ยังคงเป็นเสี่ยวหลางที่คิดอ่านได้รอบคอบที่สุด"
โจวซื่อกลับทำเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่สบอารมณ์ "น้องสาว ขืนเจ้ายังเอาแต่ชมเขาอยู่เช่นนี้ ข้าดูแล้วไอ้เด็กนี่คงใกล้จะลำพองใจจนหางชี้ทะลุฟ้าไปแล้วล่ะ"