- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 127 เงาหยกอรชร
ตอนที่ 127 เงาหยกอรชร
ตอนที่ 127 เงาหยกอรชร
เรื่องที่เสิ่นซีจะเข้าสถานศึกษา โจวซื่อกับฮุ่ยเหนียงหารือกันอยู่พักหนึ่ง ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจว่าเปิดร้านขายยาให้เรียบร้อยเสียก่อนค่อยว่ากัน ท้ายที่สุดแล้วการมาเยือนเมืองถิงโจวในครานี้ก็ถือว่าไม่คุ้นเคยกับทั้งผู้คนและสถานที่ ขนาดผู้ใหญ่ยังปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตที่นี่ไม่ได้ การจะให้เด็กเล็กอย่างเสิ่นซีรีบกลมกลืนไปกับสถานที่แห่งนี้ย่อมดูจะฝืนใจกันเกินไปหน่อย
สองครอบครัวออกเดินทางจากอำเภอหนิงฮว่าในวันที่สี่ พอถึงวันที่หกก็มาถึง ครั้นถึงวันที่เก้าก็เก็บกวาดจัดแจงจนเข้าที่เข้าทางเป็นส่วนใหญ่ เมื่อบวกกับสองวันถัดมาที่สมุนไพรถูกส่งเข้าคลัง แล้วนำมาแยกประเภทบรรจุลงตู้ การเตรียมการทั้งหมดก็ถือเป็นอันเสร็จสิ้น
ฤกษ์เปิดร้านขายยากำหนดไว้เป็นวันที่สิบสามเดือนสิบ ฤกษ์ยามนี้เป็นสิ่งที่ซินแสฮวงจุ้ยเป็นผู้กำหนด เดิมทีฮุ่ยเหนียงไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้นัก ทว่าในเมื่อจะเปิดร้านค้า เพื่อความสบายใจจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเชิญซินแสฮวงจุ้ยมาดูฤกษ์ดูยาม นอกเหนือจากนี้ยังต้องทำตามคำชี้แนะของซินแส จัดวางข้าวของเครื่องใช้ในร้านเสียใหม่
ในขณะที่ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ในร้าน เสิ่นหมิงจวินก็พาเสิ่นซีวิ่งวุ่นไปทั่วเมืองเช่นกัน เพื่อสอบถามว่ามีนายช่างพิมพ์คนใดที่ว่างงานอยู่กับบ้านบ้าง รวมถึงมีสถานที่ราคาถูกให้เช่าหรือไม่
หากให้ฮุ่ยเหนียงเป็นคนลงมือจัดการเรื่องเหล่านี้ ด้วยเส้นสายของนางในสมาคมร้านขายยา ย่อมต้องลงทุนน้อยแต่ได้ผลมากเป็นแน่ ทว่าสำหรับเสิ่นหมิงจวินแล้ว เมืองถิงโจวถือเป็นสถานที่ที่มืดแปดด้าน เมื่อไร้คนช่วยเหลือ เขาก็เป็นประดุจแมลงวันหัวขาดที่บินชนนั่นชนนี่ไปทั่ว
(เชิงอรรถผู้แปล: ลงทุนน้อยแต่ได้ผลมาก (事半功倍) สำนวนจีนหมายถึง ใช้ความพยายามเพียงครึ่งแต่ได้ผลลัพธ์เป็นเท่าตัว)
เสิ่นซีเป็นคนมีหัวคิด เขารู้ดีว่าการเดินตามหานายช่างพิมพ์ไปทั่วทั้งถนนเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระยิ่งนัก อันที่จริงการจะแก้ปัญหายากเข็ญนี้ช่างง่ายดาย เพียงแค่เริ่มจากร้านหนังสือก็เป็นอันใช้ได้แล้ว
ทางฝั่งเมืองถิงโจวย่อมต้องมีโรงพิมพ์อย่างแน่นอน ในยุคสมัยนี้เมื่อโรงพิมพ์พิมพ์หนังสือเสร็จแล้ว ก็จะส่งตรงไปยังร้านหนังสือเพื่อวางจำหน่าย ความสัมพันธ์ระหว่างโรงพิมพ์กับร้านหนังสือก็คือผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย ซึ่งมีผลประโยชน์พัวพันกันอยู่ตรงกลาง
ภายใต้ความดึงดันของเสิ่นซี เสิ่นหมิงจวินจึงพาเขาตระเวนไปตามร้านหนังสือในเมือง หนังสือที่วางจำหน่ายในร้านเหล่านี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นหนังสือสารพัดชนิดที่เสิ่นหมิงจวินไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อ ซ้ำยังมีบางร้านที่วางขายหนังสือภาพเล่าเรื่องเสียด้วย ดูเหมือนว่ายอดขายจะค่อนข้างดี วันเดียวก็พบเห็นคนมาซื้อถึงสิบกว่าคน น่าเสียดายที่กว่าครึ่งในนั้นล้วนเป็นหนังสือภาพเล่าเรื่องที่การคัดลอกเถื่อน
ส่วนบทนิทานเรื่อง "ซัวงักฉวนจ้วน" และ "ถงหลินจ้วน" ที่แพร่หลายมาจากอำเภอหนิงฮว่านั้น เสิ่นซีกลับหารุ่นลิขสิทธิ์แท้ของหนังสือสองเล่มนี้ไม่พบเลยแม้แต่ร้านเดียว
การพิมพ์หนังสือนั้นง่ายดาย ขอเพียงมีตลาด ผู้คนก็ย่อมแห่แหนกันมาดั่งฝูงเป็ด ในยุคสมัยที่ไร้ซึ่งแนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์ผลงานเช่นนี้ การคัดลอกเถื่อนย่อมไม่ได้รับการลงโทษใด ๆ ทั้งสิ้น
เมื่อหลงจู๊และลูกจ้างในร้านหนังสือเห็นสองพ่อลูกตระกูลเสิ่นเดินเข้ามา ปกติแล้วก็มักจะต้อนรับขับสู้อย่างอบอุ่น ทว่าเมื่อเสิ่นหมิงจวินชี้แจงจุดประสงค์ที่มา แต่ละคนก็พากันเมินเฉยไม่ไยดี
ผู้คนที่ทำมาค้าขายในยุคสมัยนี้ล้วนหน้าเงินเป็นหลัก หากใครทำให้พวกเขาหาเงินได้ ย่อมต้องยิ้มแย้มต้อนรับเป็นธรรมดา ทว่าพอรู้ว่าไม่มีผลประโยชน์ใดให้กอบโกย การพลิกหน้าก็รวดเร็วยิ่งกว่าพลิกหน้าหนังสือเสียอีก อีกอย่าง เสิ่นหมิงจวินก็แต่งกายธรรมดาสามัญ ไม่ดูเหมือนคหบดีผู้มั่งคั่ง ซ้ำยังไร้ซึ่งกลิ่นอายของปัญญาชน การไปเดินสอบถามตามร้านหนังสือว่ามีนายช่างพิมพ์คนใดว่างงานอยู่หรือไม่ ผู้อื่นย่อมต้องเพิ่มความระแวดระวังเป็นธรรมดา
หลังจากตระเวนไปหลายร้านและต้องเจอตอชิ้นใหญ่ติดต่อกัน เสิ่นซีก็ตระหนักถึงเรื่องหนึ่งได้ การเอาแต่เดินเข้าไปสอบถามในร้านหนังสืออย่างเดียวนั้นใช้ไม่ได้ผล จำต้องงัดเอาของจริงออกมาเสียหน่อย
(เชิงอรรถผู้แปล: เจอตอชิ้นใหญ่ ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน 碰了钉子 (pèng le dīngzi) แปลตรงตัวว่า ชนตะปู หมายถึง เจออุปสรรคหรือถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดี)
เคราะห์ดีที่ตอนออกจากบ้าน เสิ่นซีได้พกภาพมงคลปีใหม่แบบสีที่พิมพ์ไว้ก่อนหน้านี้ติดตัวมาด้วยสองสามแผ่น เมื่อตามเสิ่นหมิงจวินเข้าไปในร้านหนังสือแห่งถัดไป เสิ่นซีก็ให้ผู้เป็นบิดาคลี่ภาพมงคลปีใหม่กางออกเสียก่อน แล้วแสร้งเอ่ยถามว่าภาพมงคลปีใหม่แบบสีเช่นนี้สามารถหาซื้อได้จากที่ใด เพียงเท่านี้ก็ดึงดูดความสนใจของหลงจู๊ร้านหนังสือได้ในทันที
ภาพมงคลปีใหม่พิมพ์แกะไม้ที่ผลิตจากอำเภอหนิงฮว่า ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองถิงโจวแล้ว หลังจากเทศกาลไหว้พระจันทร์ผ่านพ้นไป ก็มีคนทำภาพมงคลปีใหม่แบบสีที่เกิดจากการคัดลอกเถื่อนออกมาจำนวนหนึ่ง เพียงแค่ใช้กรรมวิธีธรรมดาพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่ออกมา แล้วใช้สีง่าย ๆ ระบายทับลงไปเป็นครั้งที่สอง ช่างหยาบกระด้างยิ่งนัก ทว่าเมื่อถูกผลักดันออกสู่ตลาด ยอดขายกลับไม่เลวเลยทีเดียว
ยามนี้ผู้ที่มีหัวการค้าในเมืองถิงโจว ล้วนกำลังคิดหาวิธีทำธุรกิจหนังสือภาพเล่าเรื่องและภาพมงคลปีใหม่แบบสี ทว่ากลยุทธ์การค้าของพวกเขามิใช่การไปรับสินค้าจากอำเภอหนิงฮว่า แต่เป็นการหาคนมาพิมพ์ด้วยตนเอง
ภาพมงคลปีใหม่แบบสีที่เสิ่นหมิงจวินนำออกมา ไม่เพียงแต่มีเส้นสายคมชัด สีสันสดใส ที่สำคัญที่สุดคือหลังจากพิมพ์สีพื้นฐานแล้ว ยังมีการเคลือบประกายทองและการลงสีเพิ่มเข้าไปอีก คุณภาพนั้นห่างไกลจากภาพมงคลปีใหม่ที่ใช้เพียงสีสันจืดชืดไม่กี่สีระบายทับซึ่งแพร่หลายอยู่ในเมืองถิงโจวก่อนหน้านี้ลิบลับ หลงจู๊ของร้านหนังสือที่ชื่อว่า "เหวินฝางไจ" แห่งนี้เมื่อได้เห็นเข้าก็ถึงกับตาโตเท่าไข่ห่าน ก่อนจะรีบดึงสติกลับมา เชื้อเชิญสองพ่อลูกตระกูลเสิ่นให้เข้าไปนั่งที่ห้องโถงด้านหลัง รินน้ำชาให้ด้วยตนเองพลางเอ่ยถามว่า "...ไม่ทราบว่าภาพมงคลปีใหม่ของพวกท่านแผ่นนี้ ได้มาจากที่ใดหรือ"
(เชิงอรรถผู้แปล: เหวินฝางไจ (文房斋) คำว่า เหวินฝาง (文房) หมายถึงห้องอักษรหรือห้องหนังสือของบัณฑิต ส่วนคำว่า ไจ (斋) แปลว่าเรือนหรือห้อง นิยมใช้ลงท้ายชื่อร้านที่ขายตำราหรือเครื่องเขียน ชื่อร้านจึงมีความหมายอันสุนทรีย์ว่า "เรือนแห่งห้องอักษร")
เสิ่นหมิงจวินปรายตามองเสิ่นซีแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยตอบตามที่เสิ่นซีกำชับไว้ก่อนหน้านี้ว่า "พวกเรามาจากอำเภอหนิงฮว่า ที่อำเภอหนิงฮว่ามีโรงพิมพ์แห่งหนึ่งที่เชี่ยวชาญด้านการพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่ชนิดนี้โดยเฉพาะ และเตรียมจะเปิดตัวในช่วงปลายปี ข้าสนิทสนมกับหลงจู๊ของพวกเขามาก เขายินยอมให้พวกเรานำกิจการนี้มาทำที่เมืองถิงโจว ทว่าจำต้องมีผู้ที่รู้ลึกรู้จริงมาเป็นผู้พิมพ์ ข้าจึงอยากสอบถามดูว่า ทางเมืองถิงโจวมีนายช่างพิมพ์คนใดที่ว่างงานอยู่กับบ้านบ้างหรือไม่"
หลงจู๊พยักหน้ารับ พลางกวาดสายตาสำรวจเสิ่นหมิงจวินตั้งแต่หัวจรดเท้า
ก่อนหน้านี้หลงจู๊ผู้นี้เคยได้ยินจากปากคนในแวดวงเดียวกันมาบ้างแล้วว่า โรงพิมพ์ในอำเภอหนิงฮว่าที่ผลิตภาพมงคลปีใหม่แบบสีนั้น เป็นโรงพิมพ์แห่งเดียวกับที่พิมพ์หนังสือภาพเล่าเรื่องออกมาก่อนหน้านี้ โดยหลงจู๊ใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังก็คือ "หมอหญิงเทวดา" ลู่ซุนซื่อที่โด่งดังไปทั่ว เขาไม่รู้ว่าฮุ่ยเหนียงเดินทางมาถึงเมืองถิงโจวแล้ว จึงคิดไปเองว่าเสิ่นหมิงจวินคงไป "ขโมย" เคล็ดลับนี้มา ท้ายที่สุดภาพมงคลปีใหม่แบบสีก็ถือเป็นเคล็ดลับสำคัญของโรงพิมพ์ตระกูลลู่ ปิดบังยังแทบไม่ทัน แล้วจะยอมให้ผู้อื่นได้เคล็ดลับไปง่าย ๆ ได้อย่างไร?
"ทว่าข้ายังไม่ทราบเลยว่าลูกค้าท่านนี้มีนามว่ากระไรหรือ" หลงจู๊ร้านหนังสือเมื่อเล็งเห็นช่องทางทำเงิน ย่อมต้องซักไซ้ให้กระจ่าง
เสิ่นหมิงจวินเอ่ยตอบ "ข้าแซ่เสิ่น"
"ที่แท้ก็หลงจู๊เสิ่นนี่เอง... บังเอิญเสียจริง ผู้น้อยรู้จักนายช่างพิมพ์อยู่สองสามคนพอดี ฝีมือของพวกเขาล้วนนับว่ายอดเยี่ยมเป็นอันดับต้น ๆ ขอเพียงได้รับการชี้แนะสักเล็กน้อย เชื่อว่าพวกเขาย่อมต้องเชี่ยวชาญกรรมวิธีแขนงนี้เป็นแน่ ไม่ทราบว่าพอจะให้ผู้น้อยเป็นคนแนะนำให้ได้หรือไม่"
หลงจู๊ร้านหนังสือผู้นี้ช่างฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก เมื่อเขาล่วงรู้ว่าในมือของเสิ่นหมิงจวินมีเคล็ดลับอยู่ เขากลับไม่เจรจาเรื่องการร่วมมือ ทว่ากลับจะแนะนำนายช่างพิมพ์ให้แทน เห็นได้ชัดว่าเขาหมายจะฉกฉวยเคล็ดลับนี้มาเป็นของตน
เสิ่นหมิงจวินไม่รู้ว่าจะตอบกลับเช่นไรดี เสิ่นซีที่ยืนอยู่ข้างกายเขาจึงแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า "ท่านพ่อ ท่านแม่บอกให้พวกเรากลับไปเร็วหน่อยนะขอรับ ขืนชักช้าเดี๋ยวจะเสียการ"
เสิ่นหมิงจวินรู้สึกงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก โจวซื่อไปพูดประโยคนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน ทว่าเมื่อเห็นเสิ่นซีหยัดกายลุกขึ้น เขาก็ทำได้เพียงลุกขึ้นประสานมือกล่าวลา
หลงจู๊ร้านหนังสือคาดไม่ถึงว่าเรื่องราวเพิ่งจะเริ่มต้น เสิ่นหมิงจวินกลับไม่ยอมเจรจาต่อเสียแล้ว จึงรีบเอ่ยรั้งไว้ "หลงจู๊เสิ่นโปรดรั้งอยู่ก่อน เวลาก็ล่วงเลยมามากแล้ว พวกเราไปหาหอสุราสักแห่งเพื่อดื่มสุราสักจอกดีหรือไม่"
เสิ่นซีเอ่ยปฏิเสธอย่างสุภาพ "หลงจู๊ท่านนี้ กว่าพวกเราจะได้เคล็ดลับการพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่มานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ย่อมไม่อาจแพร่งพรายให้ผู้อื่นล่วงรู้ได้โดยง่าย ทำได้เพียงขอตัวลาเท่านั้น"
หลงจู๊ร้านหนังสือถึงเพิ่งรู้ตัวว่าอีกฝ่ายมองเจตนาของตนออกทะลุปรุโปร่ง บนใบหน้าพลันปรากฏร่องรอยแห่งความละอายใจขึ้นมาวูบหนึ่ง เมื่อเห็นสองพ่อลูกตระกูลเสิ่นมีท่าทีแน่วแน่ว่าจะจากไป เขาจึงรีบร้อนเดินตามออกมา "หลงจู๊เสิ่น พวกเราหาสถานที่เจรจากันให้ละเอียดดีหรือไม่"
เสิ่นหมิงจวินอยากรั้งอยู่เพื่อฟังว่าหลงจู๊ร้านหนังสือผู้นี้จะกล่าวอันใดต่อ ทว่าเสิ่นซีกลับออกแรงดึงเขาสุดกำลัง ชัดเจนว่าไม่อยากเจรจากับหลงจู๊ร้านหนังสือแห่งนี้อีกต่อไปแล้ว
พอเดินห่างออกมาไกลแล้ว เสิ่นหมิงจวินก็เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจว่า "เสี่ยวหลาง กว่าผู้อื่นจะยอมแนะนำนายช่างพิมพ์ให้พวกเราไม่ใช่เรื่องง่าย เหตุใดถึงเดินจากมาเสียดื้อ ๆ เล่า"
เสิ่นซีทอดถอนใจ "ท่านพ่อ ท่านฟังไม่ออกจริง ๆ หรือขอรับ เขาไม่ได้มีความคิดจะแนะนำคนให้พวกเราเลยสักนิด แต่คิดจะหาคนมาเรียนรู้เคล็ดลับการพิมพ์ของพวกเราไป เพื่อจะได้เอาไปพิมพ์ขายเองต่างหากเล่า"
เสิ่นหมิงจวินได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อครู่นี้เขาฟังความหมายแฝงนี้ไม่ออกเลยแม้แต่น้อย เมื่อลองขบคิดอย่างละเอียด เสิ่นหมิงจวินก็พยักหน้ารับ "สมควรต้องระแวดระวังไว้บ้างจริง ๆ... แต่พวกเราถือภาพมงคลปีใหม่ไปเดินถาม ผู้อื่นจะเกิดความโลภก็ไม่แปลก มิสู้เจ้าเก็บภาพมงคลปีใหม่พวกนั้นไปเสียดีหรือไม่"
เสิ่นซีกะพริบตาอย่างเจ้าเล่ห์ "ท่านพ่อไม่รู้อะไร นี่เรียกว่ากลยุทธ์ยั่วน้ำลาย พูดง่าย ๆ ก็คืองัดเอาของดีออกมา ล่อตาล่อใจพวกเขาสักครา แต่กลับไม่ยอมป้อนสินค้าให้พวกเขา เมื่อพวกเขาเห็นแล้วเกิดความโลภ ย่อมต้องมาเจรจากับพวกเราเอง ถึงเวลานั้น สิ่งที่เจรจาจะไม่ใช่การร่วมมือเปิดโรงพิมพ์ แต่เป็นการนำภาพมงคลปีใหม่ที่พิมพ์เสร็จแล้วไปส่งให้พวกเขาวางขายต่างหากเล่า"
(เชิงอรรถผู้แปล: กลยุทธ์ยั่วน้ำลาย ปรับบริบทมาจาก 饥饿营销 (jī'è yíngxiāo) หรือ Hunger Marketing ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดในยุคหลัง หมายถึงการกระตุ้นความต้องการโดยการจำกัดปริมาณสินค้าให้ดูหายาก)
"หา?"
เสิ่นหมิงจวินเอ่ยถามด้วยความงุนงง "ตอนนี้แม้แต่นายช่างพิมพ์ก็ยังหาไม่พบ จะคิดการณ์ไกลปานนี้ มันไม่ออกจะเร็วเกินไปหน่อยหรือ"
"ไม่เร็วหรอกขอรับ ขอเพียงทางนี้ส่งข่าวกลับไปที่อำเภอหนิงฮว่า โรงพิมพ์ในตัวอำเภอก็สามารถพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่กึ่งสำเร็จรูปออกมาได้วันละหลายร้อยหลายพันแผ่นแล้ว ทางฝั่งเราเพียงแค่จัดหาคนงานให้พร้อม ไม่กี่วันก็สามารถนำสินค้าออกวางจำหน่ายในตลาดได้แล้ว อันที่จริงนายช่างพิมพ์นั้นหาไม่ยาก ทว่าการจะหาคนมารับสินค้าจากพวกเราไปปล่อยต่อกลับไม่ง่ายปานนั้น การที่พวกเราไปตระเวนตามร้านหนังสือ ก็มิใช่เพื่อตามหานายช่างพิมพ์เพียงอย่างเดียวหรอกขอรับ"
เสิ่นหมิงจวินไม่มีหัวการค้ามากนัก ชั่วขณะหนึ่งจึงไม่อาจทำความเข้าใจคำพูดของเสิ่นซีได้ ทว่ากลับรู้สึกว่าสิ่งที่บุตรชายกล่าวมานั้นดูมีเหตุผลยิ่งนัก
หลังจากนั้นเสิ่นซีก็ถือภาพมงคลปีใหม่แบบสี เดินตามเสิ่นหมิงจวินไปตระเวนตามร้านหนังสือที่เหลืออยู่ในเมือง สถานการณ์ที่พบเจอก็ไม่ต่างจากประสบการณ์ก่อนหน้านี้เท่าใดนัก หลงจู๊แต่ละร้านล้วนให้ความสนใจกับกรรมวิธีการพิมพ์ แทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะคว้าเคล็ดลับนี้มาไว้ในมือเพื่อกอบโกยผลกำไร
เดินตระเวนไปทั่วเมืองจนครบรอบหนึ่ง แทบจะเหยียบย่างเข้าไปทุกร้านหนังสือแล้ว ดวงอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก ความมืดมิดค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา เสิ่นหมิงจวินจึงเตรียมตัวพาเสิ่นซีกลับบ้าน
ในตอนนั้นเอง เสิ่นซีก็ชี้ไปยังตึกสามชั้นที่ดูโอ่อ่าวิจิตรแบบโบราณอยู่ด้านข้างพลางกล่าว "โอ้โห ช่างโอ่อ่าภูมิฐานเสียนี่กระไร"
เสิ่นหมิงจวินเงยหน้ามองตามไป ประจวบเหมาะกับที่บนชั้นสามมีสตรีถือก้อนผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งทอดสายตามองลงมา สบประสานสายตากับเสิ่นหมิงจวินเข้าพอดี สตรีนางนั้นคิ้วโก่งดั่งขุนเขา ดวงตาหวานซึ้งประดุจสายน้ำ จมูกโด่งรั้นริมฝีปากอวบอิ่ม เครื่องหน้าล้วนงดงามประณีตถึงขีดสุด กอปรกับผิวพรรณที่ขาวผุดผ่องดั่งหยกเนื้ออ่อน เพียงปรายตามองก็ชวนให้ผู้คนเคลิบเคลิ้มหลงใหลจนแทบเสียสติ
เนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกล จึงมองวัยของนางไม่ออก สิ่งเดียวที่สะดุดตาคือชุดอาภรณ์สีชมพูที่นางสวมใส่ และเป็นเพราะนางยืนอยู่สูงริมหน้าต่าง จึงไม่อาจรู้ได้ว่าส่วนล่างนั้นสวมกระโปรงอยู่หรือไม่
เสิ่นหมิงจวินเพียงมองแวบเดียว หัวใจก็เต้นระรัว ลมหายใจเริ่มถี่กระชั้น สายตาเอาแต่จดจ้องจนไม่อาจถอนสายตากลับมาได้ ท้ายที่สุดกลับเป็นสตรีนางนั้นที่หลบสายตา แล้วล่าถอยผละจากหน้าต่างไป
"ท่านพ่อ เลิกมองได้แล้วขอรับ... ท่านมีท่านแม่แล้วนะ" เสิ่นซีกระตุกแขนเสื้อเสิ่นหมิงจวินเพื่อเตือนสติ
"อย่าพูดจาเหลวไหล"
ใบหน้ากร้านแดดของเสิ่นหมิงจวินพลันเห่อร้อนแดงก่ำ ก้มหน้าหนีด้วยความเขินอาย
เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะตำหนิตนเอง ชัดเจนว่าบิดาหน้าตายผู้นี้พอเห็นสตรีนางนั้นเข้าก็เกิดความคิดอกุศลขึ้นมา นี่เขากำลังจะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดให้บิดาปีนกำแพงคบชู้หรืออย่างไร ในตอนนั้นเสิ่นซีไม่สนแล้วว่าตึกสามชั้นแห่งนั้นแท้จริงแล้วคือสถานที่อันใด เขารีบลากเสิ่นหมิงจวินเดินจากไปในทันที
(เชิงอรรถผู้แปล: ปีนกำแพงคบชู้ ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน 红杏出墙 (hóng xìng chū qiáng) แปลตรงตัวว่า ดอกซิ่งแดงยื่นพ้นกำแพง เปรียบเปรยถึงการที่ภรรยามีชู้หรือแอบไปมีความสัมพันธ์นอกสมรส)
เมื่อกลับถึงบ้าน ยามที่ครอบครัวทั้งสี่คนนั่งล้อมวงกินข้าว เสิ่นซีก็สังเกตเห็นว่าผู้เป็นบิดายังคงมีท่าทีใจลอยอยู่บ้าง ราวกับกำลังหวนนึกถึงเงาหยกอรชรที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างผู้นั้น
สำหรับชายซื่อ ๆ ที่เติบโตมาจากชนบทอย่างบิดาของเขา สตรีนางนั้นก็เปรียบเสมือนจุดที่นางยืนอยู่ สูงส่งเกินเอื้อม ทำให้เสิ่นหมิงจวินทำได้เพียงเงยหน้าขึ้นมอง ชื่นชมได้เพียงห่าง ๆ ทว่ามิกล้าล่วงเกิน
"สองพ่อลูกพวกเจ้าวุ่นวายมาสองสามวันแล้ว เรื่องโรงพิมพ์มีความคืบหน้าบ้างหรือไม่"
โจวซื่อมัวแต่ช่วยฮุ่ยเหนียงจัดการเรื่องร้านขายยา จึงไม่มีเวลามาสนใจเรื่องโรงพิมพ์ ทว่าเมื่อเห็นสามีมีท่าทีใจลอย ก็คิดไปว่าเขาคงออกไปตะลอนทำงานจนเหนื่อยล้า จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
เสิ่นซีเป็นคนเอ่ยตอบแทนเสิ่นหมิงจวิน "ท่านแม่ เรื่องราวคืบหน้าไปมากแล้วขอรับ ท่านพ่อเป็นคนลงมือ ท่านก็วางใจได้เลย"
เสิ่นหมิงจวินได้ยินดังนั้นก็ประหลาดใจยิ่งนัก หมายจะเอ่ยปากอธิบายอันใด ทว่ากลับถูกเสิ่นซีขยิบตาส่งสัญญาณห้ามไว้เสียก่อน