เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 126 หน้าตาของลูกผู้ชายมีค่าดั่งทองคำพันชั่ง

ตอนที่ 126 หน้าตาของลูกผู้ชายมีค่าดั่งทองคำพันชั่ง

ตอนที่ 126 หน้าตาของลูกผู้ชายมีค่าดั่งทองคำพันชั่ง


คืนนั้นเมื่อฮุ่ยเหนียงกลับมา นางก็เข้าหารือกับโจวซื่อ เสิ่นซีขยับเข้าไปใกล้เพื่อลอบฟัง ฮุ่ยเหนียงวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของร้านค้าหลายแห่งเป็นหลัก โดยครอบคลุมถึงความกว้างขวางของหน้าร้าน ปริมาณผู้คนที่สัญจรไปมาบนถนนสายนั้น และอัธยาศัยของเถ้าแก่ว่าพูดคุยเจรจาด้วยง่ายหรือไม่ แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็ยังคงเป็นเรื่องราคา

การเปิดร้านขายยาในเมืองถิงโจว ทำเลที่ตั้งที่ดีที่สุดสมควรจะเป็นบริเวณใกล้เคียงวัดไคหยวนซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเตี๊ยม รวมถึงถนนสายหลักอีกหลายสายทางตอนเหนือของเมือง ท้ายที่สุดแล้วที่แห่งนี้ผู้คนสัญจรพลุกพล่านดั่งกระแสน้ำ ทำมาค้าขึ้นได้ง่าย ทว่าสิ่งที่ตามมาก็คือค่าเช่าหน้าร้านของทั้งสองพื้นที่นี้ล้วนแพงหูฉี่ ร้านค้าริมถนนแห่งหนึ่งต่อให้ไม่กว้างขวางนัก ทว่าค่าเช่ารายเดือนกลับสูงถึงราว ๆ ยี่สิบตำลึง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเกินกว่างบประมาณที่ฮุ่ยเหนียงคาดการณ์ไว้มากโข

ยามที่ฮุ่ยเหนียงเปิดร้านขายยาในอำเภอหนิงฮว่า กิจการทั้งสองแห่งทำรายได้รวมกันเพียงเดือนละสามสิบถึงสี่สิบตำลึง เมื่อหารเฉลี่ยออกมาแล้ว แต่ละร้านจึงทำเงินได้ตกเดือนละสิบถึงยี่สิบตำลึงเท่านั้น

ความคาดหวังในการเปิดร้านขายยาในเมืองถิงโจวของฮุ่ยเหนียง คือขอเพียงรักษาระดับรายได้ให้ใกล้เคียงกับร้านขายยาในอำเภอหนิงฮว่าก็เพียงพอแล้ว ทว่าหากเช่าร้านค้าในสองทำเลที่มีผู้คนพลุกพล่านเช่นนั้น ก็ย่อมต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนในระดับหนึ่ง นางไม่อยากนำรายได้จากร้านขายยาในอำเภอมาอุดรอยรั่วที่เมืองถิงโจวหรอกนะ

"ท่านน้าซุน ข้าดูแล้วร้านค้าบนถนนทางฝั่งตะวันตกของเมืองที่ท่านพูดถึงก่อนหน้านี้ก็ไม่เลวนะขอรับ... แม้ละแวกนั้นจะมีแต่บ้านเรือนของชาวบ้านธรรมดาพักอาศัยอยู่ แต่ก็ทดแทนด้วยจำนวนผู้คนที่หนาแน่น ซ้ำยังอยู่ไม่ห่างจากประตูเมืองฝั่งตะวันตกนัก ในยามปกติชาวบ้านนอกเมืองจะเข้าเมืองมาซื้อหาก็สะดวกสบายยิ่งนัก" เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเสนอแนะ

ทว่าโจวซื่อกลับส่ายหน้า "ไอ้เด็กเหม็น อย่ามาทำเป็นอวดรู้ไปหน่อยเลย พวกเราออกมาทำมาค้าขาย แน่นอนว่าย่อมหวังจะได้สถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่านครึกครื้นเพื่อเปิดร้าน เจ้าไม่ได้ยินที่ท่านน้าซุนของเจ้าบอกหรือว่า ถนนสายนั้นยังสู้ตัวอำเภอของพวกเราไม่ได้เลยด้วยซ้ำ"

เสิ่นซีได้แต่ยิ้มขื่น "ท่านแม่ ความหมายของท่านก็คือ... หากพวกเราเปิดร้านขายยาในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน ก็จะมีคนล้มป่วยมากขึ้นงั้นหรือขอรับ แล้วคนป่วยเหล่านั้นก็จะพากันมาซื้อยาที่ร้านของพวกเราด้วยใช่หรือไม่"

โจวซื่อถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ "พี่สาวเจ้าคะ ตอนที่เลือกทำเลร้านใหม่ในอำเภอหนิงฮว่า ข้าเองก็เคยตรึกตรองเรื่องนี้ ทำเลที่ผู้คนหนาแน่นและตั้งอยู่ในจุดที่ดี ใช่ว่าจะมีลูกค้ามาอุดหนุนเสมอไป ท้ายที่สุดพวกเราก็ทำมาค้าขายสมุนไพร ต่อให้วันข้างหน้าจะทำยาสำเร็จรูป ปัจจัยหลักก็ยังคงต้องพึ่งพาชื่อเสียงที่เล่าลือกันปากต่อปาก มิเช่นนั้น ต่อให้ตั้งหน้าร้านอยู่กลางย่านการค้าที่จอแจ ชาวบ้านร้านตลาดก็คงไม่เห็นคุณค่า ซ้ำยังอาจคิดไปว่าธรณีประตูสูงเกินเอื้อมจนไม่กล้าย่างกรายเข้ามาซื้อยาเสียด้วยซ้ำ"

(เชิงอรรถผู้แปล: ธรณีประตูสูงเกินเอื้อม (门槛高) สำนวนจีนเปรียบเปรยถึงสถานที่หรือกิจการที่มีระดับสูงเกินไปจนชาวบ้านธรรมดารู้สึกเกรงกลัวหรือไม่กล้าเข้าไปใช้บริการ)

โจวซื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า "เป็นน้องสาวที่รู้หลักการทำมาค้าขายดีกว่า เรื่องพวกนี้ให้น้องสาวเป็นคนตัดสินใจก็แล้วกัน"

เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะเบะปาก มารดาของเขาเลือกที่จะปักใจเชื่อคำพูดของฮุ่ยเหนียงว่าล้วนมีเหตุมีผลไปเสียหมด ส่วนคำพูดของเขานั้น จำต้องได้รับความเห็นชอบจากฮุ่ยเหนียงเสียก่อน จึงจะได้รับการยอมรับจากผู้เป็นท่านแม่

ฮุ่ยเหนียงนำข้อมูลร้านค้าหลายแห่งที่ไปดูมาก่อนหน้านี้มาเปรียบเทียบกันอีกครั้ง และเมื่ออิงตามเกณฑ์การคัดเลือกหน้าร้านที่เสิ่นซีเสนอแนะ ท้ายที่สุดนางก็เลือกหน้าร้านแห่งหนึ่งบริเวณใกล้ประตูเมืองฝั่งตะวันตก

ร้านค้าแห่งนี้ตั้งอยู่ตรงปากทางแยก เป็นตึกสองชั้นที่มีพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง ค่าเช่ารายเดือนตกอยู่ที่สิบตำลึง ฮุ่ยเหนียงวางแผนไว้เรียบร้อยแล้วว่า เมื่อถึงเวลาจะใช้พื้นที่ชั้นล่างสำหรับทำมาค้าขาย ส่วนชั้นบนมีห้องพักสองห้องก็จัดแจงให้คนเข้าพัก ห้องทางปีกตะวันตกของเรือนหลังสามารถดัดแปลงเป็นคลังเก็บสมุนไพร ส่วนห้องทางปีกตะวันออกเพียงใช้แผ่นไม้กั้นสักหน่อยก็สามารถจัดสรรเป็นห้องพักได้หลายห้อง ถึงตอนนั้นก็ให้สาวใช้ทั้งห้าคนเข้าไปพัก จะได้ไม่ต้องเสียเงินเช่าบ้านให้พวกนางโดยเฉพาะอีก

นอกเหนือจากนี้ ในเรือนหลังยังมีบ่อน้ำโบราณ ห้องครัว ห้องเก็บฟืน และห้องน้ำเตรียมไว้ให้อย่างครบครัน การใช้ชีวิตนับว่าสะดวกสบายยิ่งนัก

ส่วนตระกูลเสิ่นนั้น จำต้องแยกไปเช่าบ้านต่างหาก เคราะห์ดีที่ด้านหลังร้านค้าเป็นตรอกสายเล็ก ๆ ภายในตรอกมีเรือนพักอาศัยอยู่ไม่น้อย การจะหาเช่าที่พักสักแห่งย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฮุ่ยเหนียงกับโจวซื่อก็พากันไปดูหน้าร้าน หลังจากนั้นก็ไปตระเวนหาในตรอกด้านหลัง จนพบเรือนหลังเล็กที่มีห้องพักสามห้องแห่งหนึ่ง

หลังจากนั้น ฮุ่ยเหนียงก็จัดการเจรจาเรื่องการเช่ากับเถ้าแก่เจ้าของร้านจนเสร็จสรรพ โดยจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าไปรวดเดียวครึ่งปี จากนั้นก็เป็นเรื่องของการจัดซื้อตู้ไม้และลิ้นชักไม้ที่จำเป็นสำหรับการทำกิจการร้านขายยา เนื่องจากโต๊ะบัญชีตัวเก่ายังคงอยู่ในสภาพที่พอใช้งานได้ จึงทำเพียงทาสีทับใหม่เสียหนึ่งรอบก็พอแล้ว นอกเหนือจากนี้ก็เป็นการหาซื้อโต๊ะเก้าอี้และม้านั่ง เมื่อเพิ่มตู้เสื้อผ้าและเตียงนอนให้แต่ละคนอย่างละชุด ทุกอย่างก็จัดว่าครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว

ทางฝั่งตระกูลเสิ่นนั้นจัดการได้ง่ายดายกว่ามาก หลังจากตกลงราคากับเจ้าของบ้านเช่าได้ที่สามร้อยเหวินต่อเดือน เตียง ตู้ และโต๊ะเก้าอี้ล้วนมีเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ ตระกูลเสิ่นนำหีบมาเพียงสามใบกับห่อผ้าอีกไม่กี่ห่อ เมื่อจัดแจงเข้าที่เข้าทางแล้วก็ค่อยไปหาซื้อพวกผ้าปูเตียงและฟูกนอนมาเพิ่ม ผ่านไปหนึ่งวันก็สามารถย้ายออกจากโรงเตี๊ยมมาอยู่ที่นี่ได้เลย

การจะริเริ่มเปิดร้านขายยาจากศูนย์นั้นมิใช่เรื่องง่ายดาย เรื่องราวล้วนจุกจิกวุ่นวาย นอกจากการเข้าเมืองไปว่าจ้างช่างไม้มาทำเครื่องเรือนแล้ว ฮุ่ยเหนียงยังต้องไปพบปะกับพ่อค้าสมุนไพรที่เคยเจรจากันไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อหารือเรื่องการรับซื้อสมุนไพรมาตุนไว้รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินล่วงหน้าอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ฮุ่ยเหนียงยังต้องแบกรับภาระหน้าที่ในฐานะผู้นำสมาคมร้านขายยาแห่งเมืองถิงโจว คอยควบคุมดูแลกิจการของสมาคม ไม่ว่าร้านขายยาในเมืองจะมีธุระสำคัญอันใด ล้วนต้องมาขอคำปรึกษาหารือจากนางทั้งสิ้น

หลังจากเข้าเมืองมาฮุ่ยเหนียงก็มีงานล้นมืออยู่ตลอดเวลา ในยามปกติเสี่ยวอวี้และซิ่วเอ๋อร์จะคอยติดตามนางเข้า ๆ ออก ๆ คนหนึ่งเรี่ยวแรงเยอะสามารถช่วยยกของหนักได้ ส่วนอีกคนก็รู้หนังสือสามารถช่วยจดบันทึกเรื่องราวสำคัญ เพื่อให้ฮุ่ยเหนียงนำกลับมาจัดการสะสางในภายหลังได้สะดวก

โจวซื่อรั้งอยู่ที่ร้านเพื่อคอยคุมงานช่างไม้สร้างเครื่องเรือน กลับกลายเป็นเสิ่นหมิงจวินที่เป็นถึงชายชาตรีกลับต้องเฝ้าบ้าน เมื่อไม่ต้องออกไปทำงานรับจ้างที่บ้านคหบดีอีก ร่างกายที่เคยตรากตรำทำงานหนักก็พลันเบาสบาย ทว่าเขากลับรู้สึกว่างเปล่าจนเริ่มเบื่อหน่ายขึ้นมา

"เสี่ยวหลาง ตอนนี้โรงพิมพ์ยังไม่ทันตั้งตัว เจ้าว่าพ่อสมควรจะออกไปหางานทำไปพลาง ๆ ก่อนดีหรือไม่ อย่างน้อยก็จะได้หาเงินมาจุนเจือครอบครัวได้บ้าง"

เสิ่นหมิงจวินเป็นคนอยู่ไม่สุข รู้สึกเบื่อหน่ายจนทนไม่ไหว จึงไปหาบุตรชายเพื่อปรึกษาหารือ หวังให้เสิ่นซีช่วยคิดหาหนทางให้

เสิ่นซีไม่อยากทำร้ายจิตใจผู้เป็นบิดาเลยจริง ๆ โจวซื่อในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของโรงพิมพ์ เพียงแค่นั่งอยู่เฉย ๆ หนึ่งชั่วยาม ผลกำไรที่ได้ยังมากกว่าค่าแรงที่เสิ่นหมิงจวินออกไปตรากตรำทำงานหนักทั้งวันเสียอีก

(เชิงอรรถผู้แปล: ชั่วยาม (时辰) มาตราวัดเวลาของจีนโบราณ 1 ชั่วยามเท่ากับ 2 ชั่วโมง)

"ท่านพ่อ ท่านจะรีบร้อนไปไยขอรับ ตอนนี้ท่านน้าซุนยังยุ่งอยู่กับเรื่องร้านขายยา รอให้นางจัดการทุกอย่างจนเข้าที่เข้าทาง ก็ย่อมต้องเบนความสนใจมาที่โรงพิมพ์ตามธรรมชาติ ถึงเวลานั้นท่านก็จะมีงานให้ทำเองแหละขอรับ"

เสิ่นหมิงจวินทอดถอนใจ พลันรู้สึกว่าตนเองช่างไร้ค่ายิ่งนัก ได้แต่เบิกตามองภรรยาวุ่นวายอยู่ข้างนอก ส่วนตนเองที่เป็นถึงหัวหน้าครอบครัวกลับทำได้เพียงเก็บกวาดก๊อกแก๊กอยู่ในบ้าน

ลานเรือนแห่งใหม่นี้เขาจัดการซ่อมแซมมาสองวันแล้ว กระเบื้องหลังคาก็จัดเรียงใหม่จนไม่ต้องกังวลว่าจะรั่วซึม กำแพงก็ใช้ปูนขาวทาทับจนทั่วทุกซอกทุกมุม มุมห้องยังกองกำมะถันไว้ไล่แมลงและมด ส่วนเตาในห้องครัวก็ติดตั้งสูบเป่าลมตามคำชี้แนะของเสิ่นซี กระทั่งห้องน้ำก็ยังทำฝาปิดเพิ่ม ทั้งยังวางถังไม้ใบใหญ่ใส่น้ำไว้ข้างหลุมส้วมเพื่อความสะดวกในการชำระล้างหลังปลดทุกข์ ลานเรือนทั้งลานแทบจะถูกเขาเกลี่ยจนหน้าดินลอกออกไปชั้นหนึ่งอยู่แล้ว

เมื่อเสิ่นซีเห็นเสิ่นหมิงจวินมีสีหน้ากลัดกลุ้มอมทุกข์ จึงทำได้เพียงเสนอแนะว่า "ท่านพ่อ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ขอรับ หากท่านว่างจนปวดไข่จริง ๆ ก็ลองให้ท่านแม่ไปหารือกับท่านน้าซุนดู ให้ท่านเป็นคนรับหน้าที่ตระเตรียมการเรื่องโรงพิมพ์ไปเลย"

(เชิงอรรถผู้แปล: "ว่างจนปวดไข่" มาจากคำสแลงอินเทอร์เน็ตจีนคำว่า 闲着蛋疼 (เสียนเจอะต้านเถิง) ใช้เปรียบเปรยถึงคนที่ว่างจัดจนเบื่อหน่าย หรือหาเรื่องทำเพราะความว่าง ผู้แต่งจงใจให้เสิ่นซีเผลอหลุดปากใช้คำศัพท์ยุคใหม่ เพื่อสร้างอารมณ์ขันเมื่อคนยุคโบราณอย่างบิดาของเขาได้ยินแล้วเกิดความงุนงง)

แม้เสิ่นหมิงจวินจะไม่เข้าใจว่าปวดไข่หมายความว่ากระไร ทว่าประโยคหลังเขากลับฟังเข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงฝืนยิ้มขื่นพลางเอ่ย "เสี่ยวหลาง เจ้าคิดว่าพ่อจะรับหน้าที่นี้ไหวหรือ"

เสิ่นซียิ้มให้กำลังใจ "ต่อให้ท่านพ่อทำคนเดียวไม่ไหว แต่ก็ยังมีข้ามิใช่หรือขอรับ ตอนนั้นท่านพ่อทั้งยุ่งกับการทำงานรับจ้างที่บ้านตระกูลหวัง ทั้งยังเจียดเวลามาทำโรงเลี้ยงสัตว์ เวลาตึงตัวถึงเพียงนั้น พวกเรายังอุตส่าห์ก่อร่างสร้างเพิงน้ำชาขึ้นมาได้เลย ในมือของท่านพ่อกับท่านแม่ กิจการเพิงน้ำชาขายดิบขายดีปานใด หากไม่ใช่เพราะท่านย่า... ไอ้หยา ถือเสียว่าข้าไม่ได้พูดก็แล้วกันขอรับ"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นหมิงจวินก็อดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่น เมื่อนึกถึงตอนนั้นที่เขาเป็นคนลงมือจัดการเปิดเพิงน้ำชาด้วยตนเอง ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เขาจึงเชื่อมั่นว่าคราวนี้ก็คงไม่ต่างกัน แน่นอนว่าบทบาทสำคัญที่เสิ่นซีมีส่วนร่วมนั้น คนเป็นพ่ออย่างเขากลับจงใจหรือหลงลืมเพิกเฉยไปเสียสนิท

บุรุษเมื่อเกิดความฮึกเหิมขึ้นมา พลังงานที่ปะทุออกมานั้นก็นับว่าน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก

ภายในวันนั้นเสิ่นหมิงจวินก็บอกให้โจวซื่อไปหารือกับฮุ่ยเหนียง เพื่อขอรับหน้าที่ในการหาสถานที่สำหรับตั้งโรงพิมพ์ สรรหานายช่างและคนงาน รวมถึงการประดิษฐ์อุปกรณ์การพิมพ์มาจัดการด้วยตนเองทั้งหมด

โจวซื่อประหลาดใจยิ่งนักที่จู่ ๆ สามีก็เกิดความกระตือรือร้นในหน้าที่การงานขึ้นมา เดิมทีนางรู้สึกว่าในเมื่อนางเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของโรงพิมพ์ การจะรบกวนฮุ่ยเหนียงไปเสียทุกเรื่องก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก นางเกือบจะตกปากรับคำไปในทันทีแล้ว หากไม่ได้เสิ่นซีแอบกระตุกแขนเสื้อดึงสติไว้ โจวซื่อถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าหากทำเช่นนั้น เกรงว่าจะก่อให้เกิดความสงสัยแก่เสิ่นหมิงจวินเป็นแน่ เพื่อรักษาความลับ ต่อให้นางตัดสินใจได้แล้ว ก็ยังต้องแสร้งทำทีเป็นไป "หารือ" กับฮุ่ยเหนียงสักรอบอยู่ดี

รอจนกระทั่งฮุ่ยเหนียงกลับมา โจวซื่อก็นำเรื่องราวมาบอกเล่าให้ฟังรอบหนึ่ง ฮุ่ยเหนียงอดไม่ได้ที่จะเม้มปากยิ้มพลางกล่าวว่า "พี่สาวตัดสินใจเองก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ"

โจวซื่อทอดถอนใจ "ข้าไม่อยากให้เจ้าคนไร้มโนธรรมนั่นรู้ว่าข้ามีสิทธิ์ตัดสินใจน่ะสิ... ปิดบังเรื่องนี้กับเขามาจนถึงป่านนี้ จู่ ๆ ในใจข้าก็รู้สึกผิดขึ้นมา"

"พี่สาวปิดบังพี่เขยมาตลอดเลยหรือเจ้าคะ" ฮุ่ยเหนียงนึกถึงก่อนหน้านี้ที่โจวซื่อเคยมาปรึกษานางว่าอยากจะสารภาพความจริงกับเสิ่นหมิงจวิน ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุใดในภายหลังโจวซื่อกลับเปลี่ยนใจเสียได้

"ก็คงต้องดูกันไปก่อนนั่นแหละ ลองดูสิว่าเขาจะสามารถจัดการโรงพิมพ์ให้เข้าที่เข้าทางได้หรือไม่ หากเขามีความสามารถจริง พวกเราจะไปกลัดกลุ้มเรื่องโรงพิมพ์ให้ปวดหัวทำไมกัน สองพี่น้องอย่างพวกเราก็ทำเพียงทุ่มเทดูแลร้านขายยาอย่างสบายใจ ไม่เบาแรงกว่าหรือ"

ฮุ่ยเหนียงเอ่ยด้วยความเบิกบานใจ "น้องสาวก็ปรารถนาเช่นนั้นแหละเจ้าค่ะ ตอนนี้ทุกอย่างจัดการได้เกือบหมดแล้ว ลำดับต่อไปสมุนไพรก็จะส่งมาถึงในไม่ช้า ร้านขายยาก็รอเพียงวันเปิดกิจการเท่านั้น"

"เร็วปานนี้เชียว" โจวซื่อตกตะลึงจนอ้าปากตาค้าง รู้สึกเลื่อมใสในประสิทธิภาพการทำงานของฮุ่ยเหนียงยิ่งนัก

"ไม่รีบไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ดูท่าก็ใกล้จะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ช่วงเวลาที่ผู้คนมักจะล้มป่วยได้ง่ายที่สุดในรอบปีกำลังจะมาถึง... ประเดี๋ยวคงต้องไปหารือเรื่องการทำยาสำเร็จรูปกับเสี่ยวหลางอย่างจริงจังเสียแล้ว"

เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ ฮุ่ยเหนียงก็พลันนึกบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงเอ่ยเตือนว่า "พี่สาวเจ้าคะ ทางฝั่งพวกเราก็ตั้งตัวได้เกือบจะเข้าที่เข้าทางแล้ว ถึงเวลาที่ต้องพิจารณาเรื่องการศึกษาของเสี่ยวหลางเสียที... พวกเรารีบไปสอบถามสถานศึกษาในเมืองกันแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้เสี่ยวหลางได้เข้าเรียนโดยเร็วที่สุดดีหรือไม่เจ้าคะ"

จบบทที่ ตอนที่ 126 หน้าตาของลูกผู้ชายมีค่าดั่งทองคำพันชั่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว