- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 125 การเดินทางอันน่าระทึกขวัญ
ตอนที่ 125 การเดินทางอันน่าระทึกขวัญ
ตอนที่ 125 การเดินทางอันน่าระทึกขวัญ
การเดินทางจากอำเภอหนิงฮว่ามุ่งหน้าสู่เมืองถิงโจว เส้นทางหลักคือ "ทางหลวงม้าเร็ว" เส้นทางสายนี้มีความกว้างราวหกฉื่อ เป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญที่เชื่อมเมืองถิงโจวไปยังเมืองเซ่าอู่และเมืองเหยียนผิง ทั้งยังเป็นหนึ่งในห้าเส้นทางสายหลักสำหรับเดินทางออกนอกมณฑลฝูเจี้ยน ตลอดเส้นทางจำต้องผ่านสถานีม้าเร็วสามแห่ง ได้แก่ สถานีสือหนิว สถานีก่วนเฉียน และสถานีหลินถิง
(เชิงอรรถผู้แปล: ฉื่อ (尺) มาตราวัดความยาวของจีน 1 ฉื่อยาวประมาณ 33.3 เซนติเมตร ดังนั้นหกฉื่อจึงมีความกว้างเทียบเท่ากับ 2 เมตร)
ยามอาทิตย์อัสดง ขบวนรถม้าก็เดินทางมาถึงสถานีสือหนิว ตำแหน่งที่ตั้งคร่าว ๆ ก็คือหมู่บ้านสือหนิว ตำบลเฉาฟาง อำเภอหนิงฮว่าในยุคหลัง
สถานีม้าเร็วในยุคสมัยนี้ล้วนมีม้าและลาประจำการ การบริหารจัดการอาศัยการเก็บภาษีบำรุงม้าเร็วเป็นหลัก ผู้ที่ทำหน้าที่รับใช้ในสถานที่แห่งนี้ล้วนมีหน้าที่ต้อนรับขับสู้และส่งผู้เดินทาง ผู้ใดก็ตามที่พก "หนังสือผ่านทาง" หรือก็คือหนังสือรับรองจากทางการมาด้วย สถานีก็มีหน้าที่ต้องจัดเตรียมอาหาร ที่พัก และช่วยขนส่งสัมภาระให้
เสิ่นซีกระโดดลงจากรถม้า กวาดสายตามองไปรอบ ๆ บริเวณโดยรอบสถานีม้าเร็วได้ก่อตัวเป็นถนนสายเล็ก ๆ สายหนึ่ง มีทั้งร้านรวงขายของใช้ในชีวิตประจำวัน เพิงน้ำชาสำหรับให้ผู้เดินทางได้ดับกระหาย ทั้งยังมีหอสุราและโรงเตี๊ยมสำหรับเป็นที่พักพิงหลับนอน
ขบวนรถม้ามิได้มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ทางการ ย่อมไม่อาจเข้าพักในสถานีม้าเร็วได้ เคราะห์ดีที่บนถนนมีโรงเตี๊ยมเปิดอยู่หลายแห่ง จึงไม่ต้องกังวลว่าจะต้องนอนกลางดินกินกลางทราย
โรงเตี๊ยมที่เข้าพักในค่ำคืนนั้นช่างเงียบเหงาวังเวงนัก นอกจากกลุ่มของฮุ่ยเหนียงแล้วก็ไร้ซึ่งผู้คนอื่นอีก เสิ่นซีรู้สึกเสียวสันหลังวาบอยู่บ้าง บางทีอาจเป็นเพราะในชาติที่แล้วเขาอ่านนิยายกำลังภายในมามากเกินไป ไม่ว่าจอมยุทธ์คนใดแวะพักโรงเตี๊ยมกลางทาง เป็นต้องเจอโรงเตี๊ยมโจรเข้าให้ทุกคราไป
(เชิงอรรถผู้แปล: โรงเตี๊ยมโจร หรือ เฮยเตี้ยน (黑店) หมายถึง โรงเตี๊ยมเถื่อนที่พวกมิจฉาชีพเปิดบังหน้าเพื่อดักปล้น รูดทรัพย์ หรือลอบวางยาแขกที่มาพัก ถือเป็นพล็อตเรื่องยอดนิยมที่พบได้บ่อยในนิยายกำลังภายใน)
เพื่อความปลอดภัย นอกจากคนที่รั้งอยู่เฝ้ารถม้าในลานโรงเตี๊ยมแล้ว คนอื่น ๆ ทางที่ดีสมควรจับกลุ่มพักรวมกันสามถึงห้าคน เช่นนี้จะได้คอยดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้
เสิ่นซีกับหลินไต้รวมถึงสาวใช้อีกห้าคนนอนพักในห้องเดียวกัน เตียงนอนมีขนาดไม่ใหญ่นัก จึงต้องปูที่นอนบนพื้น ส่วนเสิ่นซีและหลินไต้ในฐานะเจ้านายตัวน้อย ย่อมได้สิทธิ์นอนบนเตียง
ทว่ายังไม่ทันที่เสิ่นซีจะล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ ลู่ซีเอ๋อร์ก็ร้องงอแงกับฮุ่ยเหนียงอยู่นานสองนาน แล้ววิ่งร่ามาขอนอนร่วมห้องกับเสิ่นซีอีกจนได้ ในใจของแม่หนูน้อย การได้นอนซุกตัวในอ้อมอกพี่เสิ่นซีเพื่อฟังนิทานคือเรื่องที่มีความสุขที่สุด ต่อให้เป็นมารดาก็ถูกโยนทิ้งไปไว้เบื้องหลังเสียแล้ว
หลังจากดับตะเกียง การต้องอยู่ท่ามกลางสตรีเต็มห้องทำให้เสิ่นซีรู้สึกไม่ค่อยชินนัก ทว่าไม่นานเสียงกรนของซิ่วเอ๋อร์ก็ดังขึ้น หนิงเอ๋อร์บ่นกระปอดกระแปดอยู่สองประโยคแล้วก็หลับตามไปเช่นกัน
ที่นอนของเสี่ยวอวี้อยู่ใกล้กับเตียงนอน นางเอียงศีรษะเงี่ยหูฟังเสิ่นซีเล่านิทาน นิทานที่เสิ่นซีเล่าให้เด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองฟังก็คือนิทานตะวันตกจากภพก่อนเรื่อง "ธิดาแห่งท้องทะเล"
องค์หญิงเงือกหลงรักเจ้าชายบนฝั่ง เพื่อไขว่คว้าหาความสุขในความรัก นางไม่เสียดายที่จะต้องทนรับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส สลัดหางปลาทิ้งเพื่อแลกกับเรียวขาของมนุษย์ ทว่าเจ้าชายกลับไปอภิเษกสมรสกับสตรีบนโลกมนุษย์ แม่มดบอกกับองค์หญิงเงือกว่า มีเพียงต้องสังหารเจ้าชาย แล้วนำเลือดของเจ้าชายมาชโลมลงบนขาของตนเอง นางจึงจะสามารถกลับคืนสู่ท้องทะเล และใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญไร้กังวลได้อีกครา ทว่าเพื่อความสุขของเจ้าชาย องค์หญิงเงือกยอมกระโดดลงสู่ท้องทะเล และสลายกลายเป็นฟองคลื่น…
นิทานเรื่องนี้ช่างซาบซึ้งกินใจนัก ทว่าเนื่องจากต้องเดินทางรอนแรมมาทั้งวัน เด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองจึงเหนื่อยล้าเป็นอย่างยิ่ง ฟังไปฟังมาก็หลับสนิทไป เสิ่นซีห่มผ้าให้เด็กหญิงตัวน้อยทั้งสอง ครั้นพลิกตัวกลับมาก็พบว่าเสี่ยวอวี้กำลังแหงนหน้ามองเขาอยู่พอดี
เมื่อสบตากัน เสี่ยวอวี้ก็รีบหลบสายตา ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงทันที
สิ่งที่เสิ่นซีกังวลนั้นมีมากมาย แม้จะหลับตาลงแล้วทว่าสติกลับแจ่มใสเป็นพิเศษ ผ่านไปเนิ่นนานเขาก็พบว่าเสี่ยวอวี้ยังคงพลิกกระสับกระส่าย จึงอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
พรุ่งนี้เช้ายังต้องออกเดินทาง แม้จะสามารถงีบหลับชดเชยบนรถม้าได้ ทว่าก็เกรงว่าหลินไต้กับลู่ซีเอ๋อร์จะมาคอยรบเร้าให้เขาเล่านิทานให้ฟัง หากไร้เรี่ยวแรงย่อมไม่ดีแน่ เสิ่นซีจึงบังคับตัวเองให้รีบข่มตาหลับโดยเร็ว
ทว่าพลิกกระสับกระส่ายอยู่นานเสิ่นซีก็ยังคงนอนไม่หลับ เขาจึงทำได้เพียงเริ่มนับแกะในใจอย่างเงียบ ๆ ในที่สุดสติก็เริ่มเลือนรางอย่างไม่รู้ตัว ระหว่างที่กำลังสะลึมสะลืออยู่นั้น เขากลับถูกเสียงตีฆ้องร้องป่าวปลุกให้สะดุ้งตื่นขึ้นมา
เสิ่นซีรีบหยัดกายลุกขึ้น ก้าวลงจากเตียงเดินไปที่หน้าต่างเพียงไม่กี่ก้าว เมื่อผลักหน้าต่างมองออกไป ผืนป่าบนภูเขาในที่ไกลออกไปล้วนแดงฉานเป็นเถือก ซ้ำแสงเพลิงยังสว่างจ้าขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะอากาศแห้งแล้งจนทำให้เกิดไฟป่าและกำลังลุกลาม
ผู้คนในโรงเตี๊ยมล้วนตกใจตื่นกันหมดแล้ว เสิ่นซีเปิดประตูห้องออกไป ในจังหวะนั้นเสิ่นหมิงจวินกับโจวซื่อก็เพิ่งสวมเสื้อผ้าเสร็จและเดินออกมาพอดี เสิ่นหมิงจวินเอ่ยว่า "ข้าจะไปช่วยดับไฟ"
โจวซื่อตวาดด่า "ท่านบ้าไปแล้วหรือ ไฟกองเบ้อเริ่มปานนั้นจะไปดับได้อย่างไร อีกอย่างเรื่องดับไฟก็เป็นหน้าที่ของทางการ ยามนี้ไฟก็ยังลามมาไม่ถึงที่นี่เสียหน่อย..."
ฮุ่ยเหนียงก็เดินออกมาในเวลานี้เช่นกัน เสื้อผ้าบนร่างของนางเรียบร้อยไร้รอยยับย่น ไม่เหมือนคนที่สวมเสื้อผ้านอนเลยสักนิด เป็นไปได้มากที่สุดว่าฮุ่ยเหนียงเป็นห่วงความปลอดภัยของสัมภาระที่พกติดตัวมา ดึกดื่นป่านนี้แล้วจึงยังไม่ยอมเข้านอน
เมื่อสอบถามสถานการณ์จากคนในโรงเตี๊ยมให้กระจ่าง จึงได้รู้ว่าทางสถานีม้าเร็วได้ส่งคนไปดูลาดเลาบนภูเขาแล้ว ทว่าเนื่องจากสถานีม้าเร็วไม่มีหน่วยดับเพลิง ต่อให้เกิดไฟป่าลุกลามก็ทำได้เพียงปล่อยให้เพลิงโหมกระหน่ำไปตามยถากรรม
หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์หวาดกลัวเป็นอย่างมาก ผู้ใหญ่ไม่อนุญาตให้พวกนางออกจากห้อง พวกนางจึงยึดแขนของเสิ่นซีเอาไว้คนละข้าง เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความกลัว หลินไต้ทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากบ่น "โทษเจ้าคนเดียวเลย เอาแต่พูดเรื่องภูเขาไฟฮั้วเอี้ยมซัวอะไรนั่น เป็นอย่างไรล่ะทีนี้ ไฟป่ามาจริง ๆ เสียแล้ว เจ้าเล่านิทานเรื่องตุ๊กตาหิมะไม่ได้หรือไง"
เสิ่นซีฟังจากน้ำเสียงแล้ว หลินไต้คงโยนความผิดเรื่องไฟป่ามาลงบนหัวเขาเสียแล้ว
เสิ่นซีเบะปาก "คราวหน้าหากข้าเล่านิทานเรื่องตุ๊กตาหิมะ เกรงว่าพวกเราคงต้องเผชิญกับพายุหิมะปิดภูเขา เกิดหิมะถล่มฝังพวกเจ้าสองตัวซนจนมิดเป็นแน่"
ลู่ซีเอ๋อร์กะพริบตากลมโตพลางเอ่ยถาม "พี่เสิ่นซี พอถูกหิมะฝังไปแล้ว ผ่านไปหลายร้อยปีให้หลังมีคนมาขุดเจอ จะสามารถฟื้นคืนชีพได้หรือไม่เจ้าคะ"
เสิ่นซีรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เป็นเพราะนิทานที่เขามักจะเล่าให้ฟังนั้นวางยาพิษเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองลึกซึ้งเกินไป จนทำให้พวกนางมักจะมีความคิดพิลึกพิลั่นอยู่เสมอ
จุดที่เกิดไฟป่าอยู่ห่างจากโรงเตี๊ยมไปราวสิบกว่าลี้ ทว่าหากเป็นทิศทางตามลมก็คงลุกลามมาถึงอย่างรวดเร็ว เคราะห์ดีที่ค่ำคืนนี้กระแสลมมิได้พัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ท้ายที่สุดเปลวเพลิงจึงลุกลามไปตามสันเขา ลามไปจนถึงยอดเขาอีกลูกหนึ่ง จวบจนรุ่งสางก็ยังไม่มีทีท่าว่าไฟจะมอดดับลง
คณะเดินทางผ่านพ้นค่ำคืนไปด้วยความหวาดผวาและกระวนกระวายใจ พอรุ่งสางของวันที่สอง ฮุ่ยเหนียงก็จัดการเตรียมตัวออกเดินทางแล้ว เคราะห์ดีที่ขบวนรถมีคนงานเพียงพอ ระหว่างทางจึงสามารถสับเปลี่ยนคนขับรถม้าได้ ส่วนลูกจ้างที่ทำหน้าที่คุ้มกันก็สามารถสลับผลัดมาพักผ่อนบนรถม้าได้
ขบวนรถม้าเริ่มออกเดินทางอีกครา เนื่องจากทางหลวงถูกปกคลุมไปด้วยควันไฟ ผู้คนมากมายจึงถูกรมควันจนตาแดงก่ำ เสิ่นซีพักผ่อนไม่เต็มอิ่มมาทั้งคืน จึงเอนกายพิงผนังรถม้าหลับตาพักผ่อน หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์เองก็ซบไหล่ของเขาด้วยสภาพอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไม่นานทั้งสามก็หลับไปท่ามกลางความโคลงเคลง
เพราะไฟป่าครั้งนี้ คณะเดินทางจึงล้วนมีสภาพจิตใจที่ไม่สู้ดีนัก ภายใต้การเร่งเดินทางอย่างไม่คิดชีวิต ในที่สุดก่อนที่ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า พวกเขาก็ได้แวะพักค้างแรมที่ตำบลเล็ก ๆ แห่งหนึ่งด้านหน้าสถานีม้าเร็วก่วนเฉียน ตำบลแห่งนี้มีกองกำลังของสำนักตระเวนประจำการอยู่ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกกลุ่มโจรดักปล้น ซ้ำยังไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดไฟป่าเช่นนั้นขึ้นอีก
(เชิงอรรถผู้แปล: สำนักตระเวน (巡检司 - สวินเจี่ยนซือ) หน่วยงานระดับล่าง ดูแลความสงบเรียบร้อยและตรวจตราชายแดนหรือจุดยุทธศาสตร์)
เช้าตรู่วันที่สาม คณะเดินทางยังคงมุ่งหน้าต่อไป ยามนี้ห่างจากเมืองถิงโจวไม่ถึงสี่สิบลี้แล้ว หากคำนวณเวลาดู ช่วงเที่ยงวันก็สมควรจะถึงจุดหมาย
เส้นทางช่วงสุดท้ายนี้ค่อนข้างราบเรียบกว่าที่ผ่านมามาก เนื่องจากได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มในตอนกลางคืน ลู่ซีเอ๋อร์และหลินไต้จึงฟื้นคืนความสดใส โดยเฉพาะลู่ซีเอ๋อร์ ตลอดทางนางเอาแต่ร้องเพลงพื้นบ้านชาวฮากกาจังหวะสนุกสนานที่ฮุ่ยเหนียงสอนให้ ราวกับหมายจะระบายความปีติยินดีผ่านเสียงเพลง
(เชิงอรรถผู้แปล: ชาวฮากกา (客家人) หรือชาวจีนแคะ กลุ่มชาวจีนในแถบฝูเจี้ยนที่มีธรรมเนียมลอยโคมฟ้าในเทศกาลซ่างหยวน)
ยังไม่ทันเที่ยงวัน ผู้คนบนท้องถนนก็ค่อย ๆ หนาแน่นขึ้น เสิ่นซีเลิกม่านหน้าต่างรถม้าขึ้นมอง ก็เห็นกำแพงเมืองสูงตระหง่านอยู่ลิบ ๆ... จากอำเภอหนิงฮว่ามุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราวสองร้อยลี้ ในที่สุดคณะเดินทางก็มาถึงอำเภอฉางถิงอันเป็นศูนย์กลางการปกครองของเมืองถิงโจวได้อย่างราบรื่น
ในฐานะเมืองศูนย์กลาง อำเภอฉางถิงย่อมครึกครื้นกว่าอำเภอหนิงฮว่ามากมายนัก ยังไม่ทันถึงประตูเมืองฝั่งเหนือ ร้านรวงสองฟากฝั่งทางหลวงก็ตั้งเรียงรายกันอย่างหนาแน่น ผู้คนสัญจรขวักไขว่เสียงดังเซ็งแซ่
รถม้าจำต้องชะลอความเร็วลง ค่อย ๆ ขยับเคลื่อนตัวไปทางประตูเมืองทีละน้อย
เมื่อถึงประตูเมือง ฮุ่ยเหนียงให้คนนำหนังสือเบิกทางและเงินภาษีผ่านด่านไปมอบให้ เมื่อขบวนรถผ่านซุ้มประตูเมืองเข้ามา เบื้องหน้าก็ปรากฏตึกสองชั้นที่เปิดเป็นร้านค้าเรียงรายอยู่ริมถนน
(เชิงอรรถผู้แปล: หนังสือเบิกทาง (路引) เอกสารผ่านทาง หรือเอกสารเข้าเมืองในยุคโบราณ)
เนื่องจากเมืองถิงโจวมีอาณาเขตทางใต้ติดกับดินแดนหลิ่งหนานที่ค่อนข้างทุรกันดาร ส่วนทางเหนือมุ่งสู่ดินแดนเจียงหนานอันมั่งคั่ง จึงเกิดเป็นสภาวะที่ให้ความสำคัญกับทางเหนือมากกว่าทางใต้ หากเทียบกันแล้วพื้นที่ทางตอนเหนือของเมืองจึงมั่งคั่งอู้ฟู่กว่ามาก
(เชิงอรรถผู้แปล: หลิ่งหนาน (岭南) ดินแดนทางตอนใต้ของเทือกเขาหนานหลิ่ง แถบกว่างตง)
คนของสมาคมที่เดินทางล่วงหน้ามาจัดเตรียมสถานที่ได้มารอคอยต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว เนื่องจากยังไม่มีที่ให้ลงหลักปักฐานชั่วคราว ทั้งสองครอบครัวจึงเข้าพักที่โรงเตี๊ยมฝูไหลซึ่งตั้งอยู่ข้างวัดไคหยวนภายในตัวเมือง
ชาวบ้านเล่าขานสืบต่อกันมาว่า "ก่อนมีเมืองถิงโจว ย่อมต้องมีวัดไคหยวนก่อน" วัดไคหยวนแห่งนี้เป็นหมู่อารามโบราณที่ใหญ่ที่สุดในถิงโจว ได้รับการขนานนามว่าเป็นอารามโบราณอันดับหนึ่งแห่งถิงโจว บริเวณโดยรอบวัดมีร้านรวงตั้งตระหง่านเรียงราย นับเป็นย่านที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในเมือง
เมื่อคนทั้งสองครอบครัวจัดการที่พักเรียบร้อยแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็มอบเงินรางวัลให้แก่ลูกจ้างทั้งสิบสองคนที่ร่วมเดินทางมาด้วย ซ้ำยังจัดแจงที่พักในโรงเตี๊ยมรถม้านอกเมืองให้พวกเขา เพื่อให้พวกเขาได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มในค่ำคืนนี้ และค่อยออกเดินทางกลับอำเภอหนิงฮว่าในวันรุ่งขึ้น
โรงเตี๊ยมฝูไหลแห่งนี้ถือได้ว่ายอดเยี่ยมเป็นอันดับต้น ๆ ในอำเภอฉางถิง เมื่อเทียบกับโรงเตี๊ยมในหนิงฮว่าแล้วย่อมสะอาดสะอ้านและหรูหรากว่ามาก แน่นอนว่าราคาก็มิได้ถูกเลยแม้แต่น้อย ห้องพักตกคืนละหนึ่งร้อยเหวิน สองครอบครัวเปิดห้องพักไว้สี่ห้อง สองสามีภรรยาตระกูลเสิ่นและฮุ่ยเหนียงแยกกันพักคนละห้อง ในบรรดาสาวใช้ทั้งห้า หนิงเอ๋อร์และเสี่ยวอวี้พักร่วมกับเสิ่นซีและหลินไต้ ส่วนสาวใช้อีกสามคนที่เหลือก็พักรวมกันอีกห้อง
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็ออกไปพร้อมกับคนของสมาคม คนที่ล่วงหน้ามาจัดเตรียมสถานที่ได้สอบถามจนรู้แน่ชัดแล้วว่าในตัวเมืองมีร้านค้าและเรือนพักใดบ้างที่กำลังติดประกาศให้เช่า รอเพียงให้ฮุ่ยเหนียงไปพิจารณาตัดสินใจด้วยตัวเองเท่านั้น