- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 124 ออกเดินทาง
ตอนที่ 124 ออกเดินทาง
ตอนที่ 124 ออกเดินทาง
เช้าตรู่วันที่สี่เดือนสิบ
โจวซื่อเอาแต่กระวนกระวายใจ ด้วยเกรงว่าสามีจะหาข้ออ้างไม่ยอมกลับมาอีก นางพลิกกระสับกระส่ายนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน พอรุ่งสางก็รีบปลุกเสิ่นซีให้ตื่น แล้วพากันกลับไปรอคอยที่บ้านในตรอกด้านหลัง
คราวนี้เสิ่นหมิงจวินมิได้ชักช้าให้เสียการ เพิ่งจะล่วงเข้ายามเหม่าได้ไม่นานเขาก็กลับมาถึงแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเหม่า (卯时) ช่วงเวลาประมาณ 05.00 - 07.00 น.)
ยามที่กลับมาถึงบ้าน เสิ่นหมิงจวินยังได้นำ "สมบัติ" บางส่วนของตนจากบ้านตระกูลหวังติดตัวกลับมาด้วย ทว่าเมื่อพิจารณาสมบัติเหล่านั้น อันที่จริงก็เป็นเพียงผ้าปูเตียงและฟูกนอนที่มีรอยปะชุนชุดหนึ่ง ประกอบกับเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่มักใช้สวมใส่เวลาทำงานรับจ้างเท่านั้น
ตามความคิดของเสิ่นหมิงจวินแล้ว ของเหล่านี้ต่อให้จะเก่าคร่ำคร่าเพียงใด แต่ด้วยคติที่ว่าไม่ควรสุรุ่ยสุร่าย ก็สมควรนำติดตัวไปเมืองถิงโจวด้วย ทว่าขนาดฟูกนอนและเสื้อผ้ากึ่งเก่ากึ่งใหม่ในบ้าน โจวซื่อยังไม่ยอมนำติดตัวไปเลย แล้วมีหรือจะยอมให้สามีเอาของพรรค์นี้ไปด้วย
เสิ่นหมิงจวินปั้นหน้าปั้นยากพลางเอ่ย "สวมใส่มาตั้งหลายปี ย่อมมีความผูกพันอยู่บ้าง เอาติดตัวไปได้ก็เอาไปเถิด ก่อนไป ข้าอยากแวะไปหาท่านแม่กับพี่ใหญ่สักหน่อย เพื่อโขกศีรษะลาพวกเขาสักครา"
โจวซื่อถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ กลับเป็นเสิ่นซีที่หัวไว เมื่อเห็นสีหน้าของโจวซื่อดูไม่ได้เอาเสียเลย จึงรีบวิ่งเข้าไปกระตุกแขนเสื้อเสิ่นหมิงจวินพลางกล่าวว่า
"ท่านพ่อ พวกเราเพิ่งจะโขกศีรษะลาท่านย่าไปมิใช่หรือขอรับ อีกอย่างก็ใช่ว่าจะไม่กลับมาอีกแล้ว... กุญแจบ้านก็ทิ้งไว้ให้ท่านย่าแล้ว ท่านย่าเองก็ทราบเวลาออกเดินทางของพวกเรา หากท่านมีใจก็ย่อมต้องแวะมาส่งแน่นอนขอรับ แต่หากไม่มา นั่นก็แสดงว่าท่านไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าใดนัก พวกเราจึงไม่จำเป็นต้องรั้งรอให้เสียเวลาเปล่า ๆ..."
ที่เสิ่นซีกล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อเตือนสติให้เสิ่นหมิงจวินรู้จักแยกแยะเรื่องหลักเรื่องรอง ยามนี้ทั้งสองครอบครัวกำลังจะเดินทางไปเมืองถิงโจว ไม่อาจเลื่อนเวลาออกเดินทางเพียงเพื่อรั้งรอเขาคนเดียวได้ ก่อนหน้านี้เขากับเสิ่นหมิงจวินเคยทำ "ข้อตกลงลูกผู้ชาย" กันไว้แล้ว ว่าให้คำนึงถึงจุดยืนและสถานการณ์ของโจวซื่อให้มาก จะทำสิ่งใดก็อย่าให้โจวซื่อต้องลำบากใจนัก
เสิ่นหมิงจวินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้ารับอย่างเสียมิได้ เขาเก็บข้าวของอีกเล็กน้อย แล้วหอบหีบใบหนึ่งเดินตามภรรยาและบุตรชายไปยังร้านขายยา เมื่อไปถึงจุดหมาย เสิ่นหมิงจวินก็กล่าวทักทายฮุ่ยเหนียงเพียงสั้น ๆ แล้วไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก
แม้ทั้งสองครอบครัวจะสนิทสนมกันมาก ทว่าฮุ่ยเหนียงกับเสิ่นหมิงจวินกลับแทบจะไม่ค่อยได้พูดคุยกันเลย ท้ายที่สุดแล้วสถานะแม่ม่ายของฮุ่ยเหนียงก็มักจะดึงดูดเรื่องครหาได้ง่าย ดังคำที่ว่าหน้าประตูบ้านแม่ม่ายมักมีเรื่องครหา ไม่ว่าจะเป็นฮุ่ยเหนียงหรือเสิ่นหมิงจวินต่างก็พยายามระแวดระวังปิดบังเพื่อหลีกเลี่ยงในจุดนี้
เมื่อขนหีบที่บรรจุเงินตำลึงและเหรียญทองแดงจนเต็มแน่นขึ้นไปบนรถม้าแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็ตรวจสอบดูทั้งในและนอกรถอีกรอบ เมื่อพบว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่น จึงเป็นอันเตรียมตัวออกเดินทาง
คนทั้งสองครอบครัวก้าวขึ้นรถม้า คนขับรถม้าที่รับหน้าที่บังคับรถให้ฮุ่ยเหนียงคือคนขับรถม้ามากประสบการณ์ที่จ้างมาโดยเฉพาะ คนขับรถผู้นี้เดินทางไปมาระหว่างเมืองถิงโจวและอำเภอหนิงฮว่าอยู่บ่อยครั้ง เรียกได้ว่าคุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดี
ส่วนทางฝั่งตระกูลเสิ่น ผู้ที่รับหน้าที่ขับรถม้าก็คือเสิ่นหมิงจวินโดยตรง ท้ายที่สุดแล้วรถม้าคันนี้ยังมีสาวใช้โดยสารไปด้วย การให้เสิ่นหมิงจวินรั้งอยู่ในห้องโดยสารด้วยย่อมไม่ค่อยสะดวกนัก
เดิมทีมีรถม้าเพียงห้าคัน ภายหลังฮุ่ยเหนียงก็เพิ่มมาอีกหนึ่งคัน ในจำนวนนั้นสี่คันรับหน้าที่บรรทุกสินค้า แต่ละคันมีลูกจ้างคอยคุมรถคันละสามคน
คณะเดินทางทั้งหมดมียี่สิบสามคนพอดี ออกเดินทางอย่างเป็นทางการในเวลายามเฉินสองเค่อ
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเฉินสองเค่อ (辰时二刻) เวลาประมาณ 07.30 น.)
รถม้าเคลื่อนตัวไปไม่เร็วนัก ในสายตาของเสิ่นซี ความเร็วระดับนี้แทบไม่ต่างอันใดกับฝีเท้าคนเดิน
ในยุคหลัง ระยะทางจากตัวอำเภอหนิงฮว่าไปยังอำเภอฉางถิงราวหนึ่งร้อยเจ็ดสิบกว่าลี้ หากนั่งรถยนต์เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็ถึงจุดหมายแล้ว ทว่าในยุคสมัยนี้ ไม่มีถนนหนทางที่ราบเรียบ ไม่มีสะพานหรืออุโมงค์ทะลวงภูเขา หากจะข้ามเขาข้ามน้ำก็ต้องอาศัยเส้นทางคดเคี้ยวลัดเลาะไปตามไหล่เขา ดังนั้นระยะทางเพียงแค่นี้จึงต้องใช้เวลารอนแรมถึงสองวันเต็ม
การเดินทางขรุขระสั่นคลอน ภายในรถม้าไม่มีสิ่งใดให้ทำ เสิ่นซีจึงงัดเอานิทานมาเล่าอีกครา
ในบรรดาสาวใช้ทั้งหมด เสี่ยวอวี้และหนิงเอ๋อร์รับหน้าที่โดยสารรถม้าของตระกูลเสิ่น ประกอบกับหลินไต้ที่นั่งอิงแอบเสิ่นซีอยู่ เสิ่นซีจึงเล่านิทานให้เด็กสาวทั้งสามฟัง ทว่าเรื่องที่เล่านั้นกลับเป็นเรื่องราวของสี่ศิษย์อาจารย์ที่เดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกยังชมพูทวีปในวรรณกรรมเรื่องไซอิ๋ว
ด้วยเนื้อเรื่องนั้นค่อนข้างเข้ากับบรรยากาศการเดินทางอยู่บ้าง เพียงแต่ศิษย์อาจารย์ถังซัมจั๋งไม่มีวาสนาได้นั่งรถม้า เมื่อเทียบกันแล้วพวกเขายังถือว่าโชคดีและสบายกว่ามาก
"...พระถังซัมจั๋งขบฟันโขกศีรษะ น้อมรับบัญชาสวรรค์ ซุนหงอคงถือพัดเดินเข้าไปใกล้ตีนเขา ทุ่มเทเรี่ยวแรงกวัดแกว่งพัดไปหนึ่งครา เปลวเพลิงแห่งภูเขาไฟฮั้วเอี้ยมซัวก็พลันดับมอด แสงเพลิงจางหาย หงอคงปีติยินดียิ่งนัก โบกพัดไปอีกครา พลันได้ยินเสียงลมพัดแผ่วเบา ลมเย็นพัดโชยอ่อน ครั้นโบกพัดครั้งที่สาม เมฆครึ้มปกคลุมทั่วแผ่นฟ้า หยาดพิรุณโปรยปรายลงมา..."
นิทานของเสิ่นซีโดยหลักแล้วเล่าตามต้นฉบับดั้งเดิม เหล่าภูตผีปีศาจโผล่มาไม่ขาดสาย เล่าไปเล่ามาจนถึงช่วงหลังก็ชักจะมีชีวิตชีวาประดุจของจริงเกินไปหน่อย ปีศาจร้ายเหล่านั้นราวกับมีตัวตนอยู่จริงก็ไม่ปาน หลินไต้รู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง นางซุกตัวลงบนไหล่ของเสิ่นซี ทว่าก็ยังแอบชะโงกหน้าขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อหมายจะฟังนิทานให้ถนัดหู
เส้นทางสายนี้คือทางหลวง เมื่อเทียบกับเส้นทางจากตำบลซวงซีไปยังอำเภอหนิงฮว่าแล้วถือว่าเดินทางสะดวกกว่ามาก ทว่าในดินแดนฝูเจี้ยนนั้นเต็มไปด้วยหุบเขาและผืนป่า ภูมิประเทศขรุขระไม่ราบเรียบ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า ก็เห็นเพียงเทือกเขาสลับซับซ้อนทอดยาวเป็นแนว ทว่ายอดเขานั้นไม่ได้สูงตระหง่านนัก ท้องฟ้าฤดูใบไม้ร่วงแจ่มใส อากาศเย็นสบาย ผืนฟ้าสีครามกระจ่างตา ทิวทัศน์งดงามชวนให้เบิกบานใจยิ่งนัก
"แล้วตอนต่อไปเป็นเช่นไรหรือ"
ในขณะที่เสิ่นซีกำลังทอดสายตามองทิวทัศน์นอกหน้าต่างจนเหม่อลอย เสี่ยวอวี้ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามขึ้นมา
เสี่ยวอวี้เป็นคนพูดน้อยที่สุดในบรรดาสาวใช้ทั้งห้า บางครั้งตลอดทั้งวันก็ไม่ปริปากพูดเลยสักคำ บางทีอาจเป็นเพราะนิทานของเสิ่นซีนั้นไพเราะน่าฟังเกินไป ถึงขนาดดึงดูดความสนใจของนางได้ ประหนึ่งเดียวกับที่เสิ่นซีเคยใช้นิทานค่อย ๆ ผูกมัดใจหลินไต้มาแล้ว ดูเหมือนว่าวิธีนี้จะใช้ได้ผลกับเสี่ยวอวี้เช่นกัน
หลินไต้ที่อยู่ด้านข้างยื่นปากบ่นอุบอิบ "ตอนจบพวกเขาก็ต้องครองรักกันอย่างมีความสุขแน่นอน"
เสิ่นซีใช้ "ตอนจบของนิทาน" แบบนี้มาหลอกล่อหลินไต้ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง หลินไต้เองก็จับทางได้แล้วว่า เมื่อใดก็ตามที่เสิ่นซีคร้านจะเล่านิทานต่อ ก็มักจะใช้ประโยคนี้มากล่าวส่งเดชเพื่อตัดจบปัญหาเสมอ
ทว่าคราวนี้เสิ่นซีกลับเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์พลางเอ่ยถาม "พวกเขาเป็นศิษย์อาจารย์กันตั้งสี่คน จะไปครองรักอย่างมีความสุขได้อย่างไรเล่า"
หนิงเอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตั้งข้อสงสัยของนางขึ้นมา "ไม่ได้ยังมีม้ามังกรขาวอีกหรือเจ้าคะ นางเป็นถึงองค์หญิงแห่งวังบาดาลเลยนะ!"
ในนิทานของเสิ่นซี ม้ามังกรขาวคือบุตรีของเจ้าสมุทรที่มีนิสัยเอาแต่ใจ และเป็นเพราะเสิ่นซี "เห็นใจ" ในความยากลำบากระหว่างการเดินทางของสี่ศิษย์อาจารย์ถังซัมจั๋ง จึงจงใจจัดแจงตัวละครหญิงให้คอยร่วมเดินทางไปด้วย
หลินไต้หัวเราะคิกคักพลางเอ่ยว่า "เช่นนั้นก็หมายความว่า สี่ศิษย์อาจารย์กับองค์หญิงได้ครองรักกันอย่างมีความสุขน่ะสิ"
เสิ่นซีได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แม่หนูน้อยที่แสนจะบริสุทธิ์ผุดผ่องปานนี้ หลังจากถูกนิทานของเขากล่อมเกลามาอย่างยาวนาน กลับถูกขุดคุ้ยศักยภาพความร้ายลึกที่ซ่อนอยู่ภายในออกมาเสียได้ ถึงขนาดคิดตอนจบของนิทานที่ "วิปริตผิดทำนองคลองธรรม" เช่นนี้ออกมาได้
ท้ายที่สุดแล้ว หนิงเอ๋อร์ก็โตกว่าและรู้ประสีประสามากกว่า เมื่อได้ยินคำพูดของหลินไต้ นางจึงอดไม่ได้ที่จะลอบปิดปากหัวเราะเบา ๆ ส่วนเสี่ยวอวี้กลับมองเสิ่นซีด้วยแววตาใสซื่อไร้เดียงสา เห็นได้ชัดว่านางไม่ค่อยเข้าใจและไม่อาจยอมรับตอนจบของนิทานแบบนี้ได้
"อย่าพูดจาเหลวไหลเลย"
เสิ่นซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "สี่ศิษย์อาจารย์ถังซัมจั๋งล้วนเป็นผู้มีสติปัญญาอันยิ่งใหญ่ ในภายหลังเมื่อพระถังซัมจั๋งนำพระไตรปิฎกกลับคืนสู่ตงง้วนแล้ว ศิษย์อาจารย์ทั้งสี่ต่างก็ได้รับตำแหน่งหน้าที่บนสรวงสวรรค์ ซุนหงอคงกลับไปเป็นฉีเทียนต้าเซิ่งของเขา ตือโป๊ยก่ายเป็นแม่ทัพเทียนเผิง ส่วนซัวเจ๋งกับม้ามังกรขาวนั้น..."
เสิ่นซีถึงกับนึกไม่ออกไปชั่วขณะว่าจะจัดแจงสองคนนี้อย่างไรดี ท้ายที่สุดแล้วม้ามังกรขาวก็ถูกเขาเปลี่ยนเพศไปเสียดื้อ ๆ
หลินไต้รีบซักไซ้ "แล้วสุดท้ายซัวเจ๋งกับม้ามังกรขาวเป็นเช่นไรหรือ"
"แน่นอนว่าต้องครองรักกันอย่างมีความสุขสิ... เจ้าดูซัวเจ๋งที่แสนจะซื่อสัตย์นั่นสิ ปกติก็ทำงานด้วยความขยันขันแข็ง แบกสัมภาระก็ไม่เคยปริปากบ่น ย่อมเป็นที่โปรดปรานของม้ามังกรขาวมากที่สุด ดังนั้นในท้ายที่สุดพวกเขาก็เลยแต่งงานครองคู่กัน" เสิ่นซีพึงพอใจกับตอนจบที่เขาแต่งขึ้นมาเองนี้เป็นอย่างมาก
ทว่าหลินไต้กลับมีท่าทีไม่ค่อยพอใจ "ปกติแล้วตือโป๊ยก่ายก็ดีต่อม้ามังกรขาวมากมิใช่หรือ"
เสิ่นซีเบะปาก "ในใจตือโป๊ยก่ายมีแต่เทพธิดาฉางเอ๋อของเขา ซ้ำยังมีภรรยาที่หมู่บ้านเกาเหลาจวงเฝ้ารออยู่อีก ม้ามังกรขาวรังเกียจที่เขากินจุ ย่อมต้องไม่ชอบเขาแน่นอน... เอาล่ะ ที่เล่ามาทั้งหมดเมื่อครู่ล้วนแต่งขึ้นมาส่งเดชทั้งสิ้น ความจริงแล้วม้ามังกรขาวเป็นบุรุษต่างหากเล่า เมื่ออัญเชิญพระไตรปิฎกสำเร็จ เขาก็ได้รับแต่งตั้งจากพระพุทธองค์ให้เป็นพระโพธิสัตว์แปดเทพอสูรมังกรสวรรค์กวงลี่ พระถังซัมจั๋งและซุนหงอคงต่างก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ตือโป๊ยก่ายได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตชำระแท่นบูชา ส่วนซัวเจ๋งก็เป็นอรหันต์กายทองคำ ล้วนได้บรรลุมรรคผลด้วยกันทั้งสิ้น"
หลินไต้แลบลิ้นปลิ้นตาทำหน้าทะเล้น ดูเหมือนนางจะไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก ทว่าร่างกายของนางก็ยังคงเอนพิงอิงแอบเสิ่นซีอย่างเป็นธรรมชาติดังเดิม พอถึงตอนหลังเมื่อเสิ่นซีไม่เล่านิทานต่อแล้ว นางจึงหันไปชื่นชมทิวทัศน์นอกหน้าต่างบ้าง
มีเพียงเสี่ยวอวี้คนเดียวที่ขมวดคิ้วมุ่นจมอยู่ในภวังค์ความคิด ราวกับกำลังละเมียดละไมไปกับเรื่องราวของ "บันทึกการเดินทางสู่ประจิม" หรือ ไซอิ๋ว
ตอนเที่ยงระหว่างทางที่จอดขบวนรถพักเพื่อกินเสบียงแห้ง ลู่ซีเอ๋อร์ที่ขลุกอยู่กับมารดามาตลอดทั้งช่วงเช้ารู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา พอตกบ่ายนางจึงดึงดันจะมานั่งรถม้าฝั่งของครอบครัวเสิ่นให้จงได้
ช่วงบ่ายยังคงเล่านิทานต่อไป ทว่าคราวนี้เสิ่นซีเล่าด้วยจังหวะที่เชื่องช้าลงมาก ในที่สุดเมื่อดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า คณะเดินทางก็เดินทางมาถึงสถานีม้าเร็วที่วางแผนจะพักค้างแรมตามกำหนดการเสียที