- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 123 ค่ำคืนแห่งความสุขคราสุดท้าย
ตอนที่ 123 ค่ำคืนแห่งความสุขคราสุดท้าย
ตอนที่ 123 ค่ำคืนแห่งความสุขคราสุดท้าย
หลังจากฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อปรึกษาหารือกันแล้ว ก็กำหนดวันออกเดินทางเป็นช่วงรุ่งสางของวันที่สี่เดือนสิบ
ก่อนถึงวันเดินทางหนึ่งวัน ฮุ่ยเหนียงก็ให้คนล่วงหน้าไปที่เมืองถิงโจวเพื่อดูลาดเลาและจัดเตรียมสถานที่พักพิง เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างฉุกละหุก เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาไร้ที่ซุกหัวนอนเมื่อไปถึง ฮุ่ยเหนียงจึงวางแผนว่าจะเข้าพักที่โรงเตี๊ยมไปพลางก่อน
วันที่สามเดือนสิบ ฮุ่ยเหนียงว่าจ้างรถม้าห้าคันมาบรรทุกสัมภาระที่จะขนย้ายไปเมืองถิงโจว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินตำลึง เหรียญทองแดง และของใช้ในชีวิตประจำวันบางส่วน รวมถึงตำราแพทย์ สมุดบัญชี เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว และแม้กระทั่งป้ายวิญญาณของสามีฮุ่ยเหนียงก็ไม่เว้น
เนื่องจากร้านขายยาทั้งสองแห่งได้มอบหมายให้หลงจู๊และลูกจ้างคนใหม่รับช่วงต่อแล้ว คนทั้งสองครอบครัวจึงสามารถขลุกอยู่แต่ในเรือนหลังเพื่อเก็บกวาดสัมภาระได้อย่างเต็มที่ ฮุ่ยเหนียงง่วนอยู่กับการจัดเตรียมสิ่งของด้วยเกรงว่าจะหลงลืมสิ่งใดไป
รถม้าจอดเทียบอยู่ที่ตรอกด้านหลัง รอจนถึงวันเดินทางจึงค่อยขนย้ายของมีค่าขึ้นรถ
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ฮุ่ยเหนียงที่กำลังง่วนอยู่กับการเก็บของ โจวซื่อเองก็เช่นเดียวกัน
แต่เช้าตรู่เสิ่นหมิงจวินก็ไปที่บ้านตระกูลหวังเพื่อขอลาออก ทว่าเนื่องจากขาดแคลนคนงาน บ้านตระกูลหวังจึงเรียกร้องให้เขาทำงานในวันสุดท้ายให้เสร็จสิ้นเสียก่อน มิเช่นนั้นจะหักเงินเดือนของเดือนนี้ทั้งหมด เสิ่นหมิงจวินจนใจ จึงไหว้วานคนให้มาส่งข่าวที่บ้านว่าจะไม่กลับมากินข้าวมื้อเที่ยงและมื้อเย็น
ที่เรือนหลังของร้านขายยา เสิ่นซีนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก มองดูบรรดาลูกจ้างที่เพิ่งจ้างมาใหม่กำลังช่วยกันขนของ เขายังเด็ก งานใช้แรงงานเช่นนี้ย่อมไม่ถึงมือเขา กระทั่งหากเขาเสนอตัวเข้าไปช่วยก็จะถูกมองว่าเกะกะขวางทางเสียเปล่า ๆ
ข้าวของส่วนตัวของเสิ่นซีนั้นมีไม่มากนัก เนื่องจากพวกฟูกปูนอนและของชิ้นใหญ่ล้วนกินพื้นที่มากเกินไป ท้ายที่สุดจึงตกลงกันว่าจะนำไปเพียงหมอนและปลอกผ้านวม ส่วนของใช้อื่น ๆ ค่อยไปหาซื้อใหม่ทั้งหมดเมื่อไปถึงเมืองถิงโจว
ครั้นถึงยามเที่ยง สัมภาระก็ถูกขนขึ้นรถจนเกือบหมด แม้จะผ่านการคัดสรรมาแล้ว ทว่ารถม้าก็ยังถูกยัดจนแน่นขนัด
เดิมทีวางแผนไว้ว่าจะใช้รถม้าสามคันบรรทุกของ และอีกสองคันสำหรับโดยสาร... ครอบครัวตระกูลเสิ่นทั้งสี่คนนั่งรถคันหนึ่ง เสิ่นหมิงจวินสามารถรับหน้าที่เป็นคนขับรถม้าไปด้วยในตัว พร้อมกันนี้ก็ให้เลือกสาวใช้จากกลุ่มของเสี่ยวอวี้มาสองคนเพื่อให้นั่งจนเต็มคัน ส่วนฮุ่ยเหนียงและบุตรีก็ให้โดยสารรถม้าอีกคันร่วมกับสาวใช้ที่เหลือ
ทว่าเมื่อดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว รถม้าห้าคันก็ยังคงไม่พอใช้ ช่วงบ่ายฮุ่ยเหนียงจึงไปว่าจ้างรถม้ามาเพิ่มอีกหนึ่งคัน เพื่อบรรทุกสิ่งของชิ้นใหญ่ที่ค่อนข้างเทอะทะเป็นหลัก สิ่งที่สะดุดตาที่สุดก็คือโต๊ะหนึ่งตัวและเก้าอี้สองตัว ว่ากันว่าเป็นเครื่องเรือนชิ้นแรกที่ฮุ่ยเหนียงกับสามีซื้อมาเมื่อคราวเดินทางมาถึงอำเภอหนิงฮว่า ด้วยความอาลัยอาวรณ์ถึงสามีผู้ล่วงลับ ฮุ่ยเหนียงจึงดึงดันที่จะนำมันติดตัวไปด้วย
ทางฝั่งตระกูลเสิ่นนั้นไม่มีเรื่องจุกจิกวุ่นวายเช่นนั้น สัมภาระทั้งหมดมีเพียงหีบสองใบ เสื้อผ้าเก่า ๆ จำนวนมาก (ส่วนใหญ่เป็นของเสิ่นซี) โจวซื่อไม่ได้คิดจะนำติดตัวไปด้วย นางบอกว่าจะทิ้งไว้ให้หลี่ซื่อ เพื่อให้หลี่ซื่อนำไปแจกจ่ายให้คนอื่น ๆ ในตระกูลเสิ่น
เด็ก ๆ ในครอบครัวชาวบ้านทั่วไป แทบจะไม่มีสิทธิ์ได้สวมใส่เสื้อผ้าใหม่ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยกำลังโต ผ่านไปเพียงครึ่งปีเสื้อผ้าก็สวมไม่ได้แล้ว อย่างไรเสียที่บ้านก็มีเด็กหลายคน คนโตใส่ของเก่า คนรองก็ใส่ของที่เก่ากว่า ส่วนคนเล็กก็ใส่ชุดที่มีรอยปะชุน ส่งต่อกันเป็นทอด ๆ เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ
ตอนที่เสิ่นซีอยู่ที่หมู่บ้านเถาฮวา เขาก็ไม่เคยมีเสื้อผ้าใหม่สวมใส่ จนกระทั่งย้ายเข้ามาในอำเภอและฐานะทางบ้านเริ่มดีขึ้น ภายใต้การจัดการของฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อ เขาถึงได้มีเสื้อผ้าใหม่เพิ่มขึ้นมาไม่น้อย
ช่วงบ่ายหลังจากสาละวนอยู่อีกราวหนึ่งชั่วยามกว่า ในที่สุดสัมภาระก็จัดเก็บจนเกือบจะเสร็จสมบูรณ์ โจวซื่อเดินมาที่เรือนหลังของร้านขายยา เพื่อดูว่าฮุ่ยเหนียงมีสิ่งใดให้ช่วยหรือไม่
ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตกแล้ว เสิ่นหมิงจวินยังคงไม่กลับมา โจวซื่ออดเป็นห่วงไม่ได้ จึงบ่นกระปอดกระแปดออกมาอีกรอบ "...คนกำลังจะไปอยู่แล้ว ยังจะตั้งหน้าตั้งตาทำอะไรอยู่อีก แค่ทำลวก ๆ ให้มันพ้น ๆ ไปก็พอ พอถึงเวลาก็ชิ่งหนีมาเสียก็สิ้นเรื่อง ก้มหน้าก้มตาทำงก ๆ แบบนี้ ผู้อื่นเขาจะเพิ่มค่าแรงให้หรือไง"
ฮุ่ยเหนียงเม้มปากยิ้ม "พี่สาวอย่าได้พร่ำบ่นเลยเจ้าค่ะ นี่แสดงให้เห็นว่าพี่เขยเป็นคนมีความรับผิดชอบ วางใจเถิดเจ้าค่ะ พี่เขยย่อมรู้ว่าสิ่งใดสำคัญสิ่งใดเร่งด่วน เขาต้องกลับมาตรงเวลาแน่นอน"
โจวซื่อพยักหน้ารับ นางขยับเข้าไปใกล้และลดเสียงลงกระซิบกระซาบ ต่อให้เสิ่นซีเงี่ยหูฟังก็ยังได้ยินไม่ถนัดนัก
ทว่าเสิ่นซีย่อมรู้ดีว่าสองพี่น้องร่วมสาบานคู่นี้กำลังหารือกันเรื่องการขนย้ายเงินตรา เนื่องจากเป็นของที่มีค่าที่สุด การเข้าเมืองในครานี้ต้องนำเงินสองถึงสามพันตำลึงติดตัวไปด้วย เกรงว่าระหว่างทางจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ท้ายที่สุดแล้วเรื่องที่กลุ่มกบฏก่อความวุ่นวายนอกเมืองเมื่อช่วงปลายปีก่อนยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ หากเงินก้อนนี้ถูกปล้นชิงไประหว่างทาง แผนการขยายกิจการอันยิ่งใหญ่ทั้งปวงย่อมต้องพับเก็บไปก่อน
"ไอ้หยา ไม่รู้ว่าจะเอาไปซ่อนไว้ที่ใดดี ก็เงินมันตั้งมากมายขนาดนี้..." โจวซื่อขมวดคิ้วมุ่น สุ้มเสียงดังขึ้นมาเล็กน้อย
ตามมาตราชั่งน้ำหนักในยุคราชวงศ์หมิง หนึ่งชั่งแบ่งเป็นสิบหกตำลึง เงินสามพันตำลึงเมื่อคิดกลับเป็นชั่งแล้ว ก็อยู่ที่ร้อยแปดสิบเจ็ดชั่งครึ่ง มิใช่น้ำหนักที่เบาเลย แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นขนย้ายไม่ได้ เพียงแต่ในจำนวนนี้มิได้มีแต่เงินตำลึง ยังมีเหรียญทองแดงปะปนอยู่เกือบครึ่ง เหรียญทองแดงเหล่านั้นทั้งหนักทั้งกินที่ ถูกอัดแน่นอยู่ในหีบใบใหญ่หลายใบ โจวซื่อจึงได้เอ่ยเช่นนั้นออกมา
(เชิงอรรถผู้แปล: ร้อยแปดสิบเจ็ดชั่งครึ่ง (95-96 กิโลกรัม) ในที่นี้คำนวณจากระบบเก่าที่หนึ่งชั่งเท่ากับสิบหกตำลึง เงินสามพันตำลึงจึงเท่ากับหนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ดชั่งครึ่ง อย่างไรก็ตาม น้ำหนักจริงของหน่วยชั่งและตำลึงในจีนโบราณมิได้ตายตัวทุกยุคทุกพื้นที่ จึงใช้เพื่อให้เห็นภาพคร่าว ๆ ว่าเงินจำนวนนี้ทั้งหนักและกินเนื้อที่ โดยเฉพาะเมื่อมีเหรียญทองแดงปะปนอยู่)
ฮุ่ยเหนียงยิ้มพลางกล่าว "เพื่อความปลอดภัย พวกเราจะแบ่งเงินออกเป็นสองหีบ แล้วนำไปซ่อนไว้ใต้ที่นั่งของพวกเรา ส่วนหีบใบใหญ่ที่บรรจุเหรียญทองแดงนั้น ด้านบนก็หาพวกสมุนไพรหรือเสื้อผ้ามาวางทับไว้ เช่นนี้ต่อให้เคราะห์ร้ายเจอโจรปล้นระหว่างทาง ก็น่าจะพอเอาตัวรอดไปได้เจ้าค่ะ"
เสิ่นซีที่ฟังอยู่ด้านข้างถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าสตรีทั้งสองไม่มีประสบการณ์ในการเดินทางไกลเลยแม้แต่น้อย
หากระหว่างทางพบเจอโจรป่าเข้าจริง ๆ หากโชคร้ายเจอพวกที่ปล้นทั้งเงินและฉุดคร่าผู้คนก็คงทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับชะตากรรม แต่หากเจอพวกที่ปล้นแค่ทรัพย์สินก็ใช่ว่าจะรอดตัวไปได้ ท้ายที่สุดแล้วพื้นที่ในรถม้าก็มีอยู่เพียงหยิบมือ ไม่ว่าอย่างไรพวกโจรก็ย่อมต้องรื้อหีบคว่ำตู้ค้นหารถม้าจนแทบจะพลิกแผ่นดินหา มีหรือจะยอมปล่อยผ่านจุดซ่อนของที่เห็นได้ชัดเจนอย่างใต้ที่นั่งไปได้
ทว่าเรื่องเช่นนี้เสิ่นซีก็ไม่สะดวกที่จะพูดออกไปตามตรง รถม้าหลายคันออกเดินทางพร้อมกันเช่นนี้ช่างสะดุดตาเสียเหลือเกิน เสิ่นซีรู้สึกว่าการแยกคนกับทรัพย์สินออกเดินทางคนละเส้นทางอาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
ช่วงบ่ายไม่มีธุระอันใดแล้ว ฮุ่ยเหนียงจึงตรวจสอบบัญชี พร้อมกันนั้นก็เรียกตัวนายช่างหลี่ว์ที่รับผิดชอบดูแลโรงพิมพ์มาพบ เพื่อสั่งเสียเรื่องการบริหารจัดการทิ้งท้าย
โจวซื่อเอาแต่กระวนกระวายใจรอคอยให้เสิ่นหมิงจวินกลับมา นี่คือค่ำคืนสุดท้ายของนางและเสิ่นหมิงจวินในตัวอำเภอหนิงฮว่า พ้นจากวันนี้ไปก็สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการของตระกูล และใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีได้อย่างสบายใจเสียที เดิมทีนางหมายมั่นจะพลอดรักฉลองกันสักคราในค่ำคืนนี้ ทว่าเสิ่นหมิงจวินกลับไม่รู้ประสีประสา ไหว้วานคนมาส่งข่าวว่าบ้านตระกูลหวังมีธุระ คืนนี้คงกลับมาไม่ได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าเขาจะรีบมาสมทบกับครอบครัวเพื่อออกเดินทางไปด้วยกัน
เรื่องนี้ทำเอาโจวซื่อถึงกับเดือดดาล นางด่าทอพร่ำบ่นฉอด ๆ ออกมาอีกระลอก ส่วนฮุ่ยเหนียงก็ยังคงคอยเกลี้ยกล่อมปลอบประโลมดังเช่นทุกครา
เสิ่นซีที่เผชิญกับเหตุการณ์อันคุ้นเคยนี้รู้สึกว่าช่างไร้รสชาติสิ้นดี เขาเข้าใจนิสัยใจคอของเสิ่นหมิงจวินเป็นอย่างดี แม้จะเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจทว่าก็มีทิฐิ สิ่งที่เสิ่นหมิงจวินใส่ใจที่สุดก็คือคำครหาของผู้อื่นที่หาว่าเขาคิดจะเกาะลู่ซุนซื่อเพื่อหวังรวบทั้งคนและทรัพย์สิน ยามนี้เมื่อถึงช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานก่อนออกเดินทาง เขากลับเลือกที่จะหนีปัญหาอีกครา
หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จ เนื่องจากเสิ่นหมิงจวินไม่กลับมา โจวซื่อจึงไม่ต้องกลับไปที่เรือนของตนเอง ก่อนหน้านี้นางพาเสิ่นซีและหลินไต้ไปบอกลาฮูหยินเฒ่าแล้ว มาถึงยามนี้จึงไม่มีสิ่งใดให้ต้องพะว้าพะวงอีก ก่อนจะก้าวเข้าห้อง โจวซื่อยังคงพร่ำบ่นไม่หยุดปาก บ่นว่ากลัวเสิ่นหมิงจวินจะไม่โผล่มาในเช้าวันพรุ่งนี้จนทำให้เสียการเสียงานไปเปล่า ๆ
เสิ่นซีกับหลินไต้รั้งอยู่หลับนอนที่ห้องปีกซ้ายในเรือนหลังของร้านขายยา ยามนี้หลินไต้กับลู่ซีเอ๋อร์ไม่ต้องทำทีกลับเข้าห้องตัวเองแล้วแอบย่องมาอีกต่อไป เมื่อล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ พวกนางก็หอบหมอนใบเล็กเดินเข้ามาในห้องของเสิ่นซีอย่างรู้หน้าที่
เนื่องจากอากาศเริ่มเย็นลงเมื่อก้าวเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ฮุ่ยเหนียงจึงจงใจปูผ้าห่มเพิ่มบนเตียงอีกหนึ่งผืน
เดิมทีความตั้งใจของผู้ใหญ่ก็คือ ต่อให้เด็กตัวน้อยทั้งสามจะนอนเตียงเดียวกัน เสิ่นซีก็ต้องห่มผ้าห่มแยกคนเดียวหนึ่งผืน ส่วนลู่ซีเอ๋อร์กับหลินไต้ห่มด้วยกันอีกหนึ่งผืน ทว่าลู่ซีเอ๋อร์มีหรือจะสนธรรมเนียมเหล่านั้น ทุกครานางเป็นต้องมุดตัวซุกอยู่ในผ้าห่มผืนเดียวกับเสิ่นซี ส่วนหลินไต้ออกจะสงวนท่าทีอยู่บ้าง นางจึงห่มผ้าห่มแยกต่างหากเพียงลำพัง
พรุ่งนี้เช้าก็ต้องออกเดินทางแล้ว เดิมทีสมควรจะรีบเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ ทว่าเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองกลับเอาแต่รบเร้าให้เสิ่นซีเล่านิทานให้ฟัง
เสิ่นซีทำได้เพียงงัดเอานิทานเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ พอถึงตอนท้ายเมื่อเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองเริ่มง่วงงุน ลู่ซีเอ๋อร์ก็ฟุบหลับปุ๋ยไปบนหน้าท้องของเสิ่นซี ส่วนหลินไต้ก็ฝืนลืมตาไม่ไหวอีกต่อไป นางค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลง ลมหายใจเริ่มเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ
เสิ่นซีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เมื่อไม่เห็นความเคลื่อนไหวใด ๆ จึงหยุดเล่านิทาน
ท้องฟ้าเบื้องนอกมีดวงดาราพราวระยับ จันทร์เสี้ยวดั่งคิ้วสาวงามทอแสงสลัวราง ในอ้อมอกมีแม่หนูน้อยที่นอนหลับปุ๋ยราวกับลูกหมู ซ้ำข้างกายยังมีเด็กหญิงตัวน้อยที่งดงามราวกับดอกไห่ถังหลับใหลในวสันตฤดูหลับเคียงข้างอยู่ สำหรับคนที่ไม่มีสายใยผูกพันทางครอบครัวในชาติที่แล้วอย่างเขา ยามนี้เขาสามารถสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและปีติสุขจาง ๆ ได้อย่างแจ่มชัด
(เชิงอรรถผู้แปล: ดอกไห่ถังหลับใหลในวสันตฤดู (海棠春睡) สำนวนจีนเปรียบเปรยถึงสตรีรูปงามที่กำลังหลับใหลอย่างงดงามน่าทะนุถนอม)
น่าเสียดายที่ยามนี้เด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองยังเด็กนัก ไม่อาจแยกแยะความแตกต่างระหว่างความชอบพอกับความรักได้ พวกนางเพียงแค่ชอบเล่นสนุกกับเขาเท่านั้น เรื่องในวันข้างหน้า ใครเล่าจะหยั่งรู้ได้ หลินไต้เองอาจจะรออีกสักสองสามปีก็จะเริ่มเข้าใจเรื่องของหนุ่มสาว ทว่าหากรอให้เขากับลู่ซีเอ๋อร์เติบใหญ่ ก็คงต้องใช้เวลาอีกถึงหกเจ็ดปี
เวลาช่างยาวนานเหลือเกิน เรื่องราวมากมายล้วนไม่อาจคาดเดาได้ รวมถึงการเข้าเมืองถิงโจวในครานี้ด้วย
ในแง่ของการค้าขาย การขยายกิจการจากระดับอำเภอไปสู่ระดับเมืองถือเป็นเรื่องดี เพราะมันหมายถึงการเติบโต ทว่าการทำมาค้าขายในยุคสมัยนี้ หลายสิ่งหลายอย่างไม่อาจใช้แนวคิดการขยายทุนมาใช้ได้ ต่อให้การค้าจะเจริญรุ่งเรืองเพียงใด ขอเพียงที่ว่าการส่งหนังสือสั่งการลงมาเพียงฉบับเดียว ก็อาจถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัวบ้านแตกสาแหรกขาดได้ หรือหากถูกบรรดานักเลงหัวไม้ในตลาดมาก่อกวน กิจการก็พังทลายลงได้ง่าย ๆ เช่นกัน
เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำการค้าเพียงอย่างเดียวย่อมไม่พอ จำต้องเปลี่ยนแนวคิดและสั่งสมอำนาจบารมี มิเช่นนั้นก็ทำได้เพียงถูกผู้อื่นกดขี่ข่มเหงไปตลอดกาล