- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 122 คลี่คลายราบรื่น
ตอนที่ 122 คลี่คลายราบรื่น
ตอนที่ 122 คลี่คลายราบรื่น
การขยายกิจการไปยังเมืองถิงโจวนั้น สิ่งแรกที่ฮุ่ยเหนียงต้องทำคือการไป "ขอซื้อตัวคน" จากฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อแห่งตระกูลเสิ่น
โจวซื่อกลับไปปรึกษาหารือกับเสิ่นหมิงจวินที่บ้าน เมื่อได้รับความเห็นชอบจากสามีแล้ว สองสามีภรรยาก็พาฮุ่ยเหนียงเดินทางไปที่บ้านญาติผู้ใหญ่ฝั่งสายหลักของตระกูลเสิ่น เพื่อเจรจาให้รู้ดำรู้แดง
เสิ่นซีอายุยังน้อยไม่อาจติดตามไปด้วย จึงต้องรั้งอยู่ตึก ทว่าในใจกลับคันยุบยิบว้าวุ่น แอบคาดเดาว่าการเจรจาครั้งนี้จะต้องยืดเยื้อหลายรอบเหมือนคราวที่ปรึกษาเรื่องร่วมหุ้นร้านขายยาตระกูลหยางกับท่านอาหญิงและท่านอาเขยหรือไม่... จุดสำคัญอยู่ที่ฮูหยินเฒ่าจะยอมปล่อยคนหรือไม่ หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ค่าตัวที่ฮูหยินเฒ่าตั้งไว้ในใจนั้นสูงเพียงใด
เคราะห์ดีที่หลี่ซื่อยังพอมีเหตุมีผลอยู่บ้าง หลังจากฮุ่ยเหนียงแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนถึงเรือน นางก็ยอมอ่อนข้อตกลงในทันที ทว่ากลับมีข้อเรียกร้องสองประการ: ประการแรก ฮุ่ยเหนียงต้องมอบเงินตั้งตัวจำนวนแปดสิบตำลึงให้ในรวดเดียว ประการที่สอง รายได้ของสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินจากร้านขายยาและโรงพิมพ์ ต้องยึดถือตามกฎเดิม คือต้องส่งกลับมาถึงมือนางทุกเดือน โดยห้ามผ่านมือของสองสามีภรรยาเป็นอันขาด
(เชิงอรรถผู้แปล: "รายได้" ในความหมายมุมมองของฮูหยินเฒ่าคือ "ค่าแรง" เพราะนางเข้าใจว่าทั้งสองคนไปเป็นเพียงลูกจ้าง โดยไม่รู้ความลับเลยว่าแท้จริงแล้วโจวซื่อคือ "ผู้ถือหุ้นใหญ่" ของโรงพิมพ์)
ฮูหยินเฒ่าเกรงว่าจะควบคุมบุตรชายและลูกสะใภ้ไม่อยู่ จึงกุมอำนาจทางการเงินไว้อย่างเหนียวแน่น
เมื่อก่อนครอบครัวใหญ่ตระกูลเสิ่นอยู่กันพร้อมหน้าที่หมู่บ้านเถาฮวา มีเพียงเสิ่นหมิงจวินคนเดียวที่ไปทำงานรับจ้างในตัวอำเภอ การควบคุมดูแลจึงเป็นเรื่องง่ายดาย แต่บัดนี้คนทั้งห้าบ้านต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง ซ้ำสองสามีภรรยาบุตรชายคนสุดท้องยังกำลังจะเดินทางไปเมืองถิงโจวอีก ซึ่งเป็นสถานที่ที่หลี่ซื่อเอื้อมมือไปไม่ถึง ฮูหยินเฒ่ารู้สึกว่าขอเพียงกุมเงินทองเอาไว้ ย่อมไม่มีปัญหาใดเกิดขึ้น
ทว่าหลี่ซื่อประเมินสถานะของโจวซื่อในร้านขายยาและโรงพิมพ์ของฮุ่ยเหนียงต่ำเกินไปอย่างร้ายแรง ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา รายได้ของโรงพิมพ์นั้นทิ้งห่างร้านขายยาไปไกลลิบ ซึ่งโจวซื่อเองก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในโรงพิมพ์เสียด้วย เมื่อรวมเงินปันผลจากทั้งสองแห่งเข้าด้วยกัน ยังได้มากกว่าฮุ่ยเหนียงผู้เป็นนายจ้างเสียอีก และเงินแปดสิบตำลึงที่นำออกมาในคราวนี้ ก็หักออกจากส่วนแบ่งของโจวซื่อเอง ดังนั้น แผนการของหลี่ซื่อจึงถือว่าล้มเหลวมาตั้งแต่ต้นแล้ว
ขอเพียงไม่ได้อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน การที่หลี่ซื่อคิดจะควบคุมสองสามีภรรยาคู่นี้ต่อไปก็ย่อมเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง
ท้ายที่สุดแล้วมนุษย์ย่อมมีความเห็นแก่ตัว เฉกเช่นเดียวกับฮูหยินเฒ่าที่ในใจมีเพียงบุตรชายคนโตผู้สามารถเชิดหน้าชูตาตระกูลได้เท่านั้น โจวซื่อเองก็ปรารถนาจะแยกบ้านมานานแล้วเช่นกัน ทว่าเรื่องเช่นนี้ หากให้ลูกสะใภ้อย่างนางเป็นคนเอ่ยปาก ย่อมไม่ต่างอันใดกับความอกตัญญูเนรคุณ หากถูกฟ้องร้องถึงที่ว่าการอำเภอ อาจถึงขั้นถูกตัดสินให้จับถ่วงน้ำในกรงหมูก็เป็นได้ ดังนั้นเรื่องนี้จึงทำได้เพียงค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น
(เชิงอรรถผู้แปล: จับถ่วงน้ำในกรงหมู (浸猪笼) บทลงโทษตามจารีตโบราณ มักใช้กับสตรีที่คบชู้)
ในสายตาของโจวซื่อ การเดินทางไปเมืองถิงโจวครานี้ ต่อให้ไม่สามารถแยกบ้านได้ อย่างน้อยครอบครัวของนางก็หลุดพ้นจากการควบคุมของฮูหยินเฒ่า สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขเสียที
การที่หลี่ซื่อยอมปล่อยคน ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี... แม้จะต้องสูญเงินไปถึงแปดสิบตำลึง ทว่าสองพี่น้องร่วมสาบานก็ได้สะสมเงินจากกิจการร้านขายยาและโรงพิมพ์ตลอดหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมาได้เกือบสามพันตำลึงแล้ว เงินจำนวนนี้จึงไม่ได้ทำให้พวกนางสะทกสะท้านแต่อย่างใด
ส่วนเรื่องของเสิ่นซีนั้น เดิมทีความตั้งใจของฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อก็คือ ในเมื่อสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินจะติดตามฮุ่ยเหนียงไปเมืองถิงโจว มิสู้ทิ้งเด็กไว้ให้ร่ำเรียนหนังสือที่อำเภอหนิงฮว่า วันข้างหน้าพอถึงช่วงเทศกาลค่อยกลับมาเยี่ยมเยียนก็พอแล้ว
ทว่าฮุ่ยเหนียงรู้ดีว่าการทำธุรกิจจำต้องมีกุนซืออย่างเสิ่นซีอยู่ข้างกาย นางยอมมอบผลประโยชน์ให้ฮูหยินเฒ่าเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เพื่อแลกกับการให้เสิ่นซีเดินทางไปด้วย สุดท้ายฮุ่ยเหนียงจึงตกปากรับคำว่า หลังจากออกจากอำเภอหนิงฮว่าแล้ว จะยกเรือนที่ครอบครัวของเสิ่นหมิงจวินอาศัยอยู่ให้ฮูหยินเฒ่าพำนัก ซ้ำยังไม่ต้องจ่ายค่าเช่า แม้แต่แดงเดียว นี่จึงทำให้หลี่ซื่อยอมใจอ่อน
ด้วยความให้ความสำคัญต่อการศึกษาของเสิ่นซี ฮุ่ยเหนียงและสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินจึงนำของขวัญไปพบซูอวิ๋นจงเพื่ออธิบายสถานการณ์ เมื่อเจรจาเรื่องลาออกจากการศึกษาเสร็จสิ้น ยังให้เสิ่นซีโขกศีรษะคารวะซูอวิ๋นจง เพื่อเป็นการสื่อความหมายว่า ต่อให้วันข้างหน้าเสิ่นซีจะได้ดิบได้ดี ก็จะไม่มีวันลืมบุญคุณที่ซูอวิ๋นจงช่วยเบิกปัญญาให้
ส่วนเรื่องที่วันข้างหน้าเสิ่นซีจะกราบอาจารย์ท่านใดเพื่อศึกษาต่อนั้น คงต้องรอให้ตั้งรกรากที่เมืองถิงโจวได้มั่นคงเสียก่อน จึงค่อยตัดสินใจอีกครา
ในบรรดาสาวใช้ทั้งห้าที่ฮุ่ยเหนียงซื้อตัวมา ซิ่วเอ๋อร์ หนิงเอ๋อร์ และเสี่ยวอวี้ ล้วนเป็นคนไร้บ้าน ไม่มีทางเลือกอื่น ทำได้เพียงติดตามฮุ่ยเหนียงเข้าเมืองถิงโจว สำหรับพวกนางแล้ว การได้ไปเยือนเมืองใหญ่ถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและรอคอยเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าลวี่เอ๋อร์กับหงเอ๋อร์นั้นแตกต่างออกไป ครอบครัวของพวกนางล้วนอยู่ที่อำเภอหนิงฮว่านี้เอง แม้จะขายตัวมารับใช้ ทว่าฮุ่ยเหนียงเป็นคนมีเหตุผล นางไม่ปรารถนาจะพรากสายเลือดให้ต้องแยกจากกัน แต่ก็ไม่อยากเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์กับค่าตัวสาวใช้ที่ซื้อมาเช่นกัน ฮุ่ยเหนียงให้หงเอ๋อร์กับลวี่เอ๋อร์ไหว้วานคนไปแจ้งข่าวที่บ้าน หากครอบครัวของพวกนางไม่อยากให้บุตรีไปเมืองถิงโจว ก็สามารถนำเงินค่าตัวมาคืนเพื่อไถ่ตัวกลับไปได้
แต่เห็นได้ชัดว่าฮุ่ยเหนียงคิดมากเกินไป ในเมื่อพวกเขายอมขายบุตรี ก็เป็นเพราะที่บ้านยากจนข้นแค้นจนไม่มีข้าวกิน ยามนี้เงินที่ได้จากการขายคนก็ถูกใช้ไปจนหมดสิ้นแล้ว จะมีความคิดหาเงินมาไถ่ตัวได้อย่างไร? ดังนั้นคำตอบที่ได้รับกลับมาจึงมีเพียงการปฏิเสธไม่ยอมรับตัวกลับไป ซ้ำยังไถ่ถามกลับมาว่าบุตรีทำงานให้ทางจวนนายท่านได้ไม่ดีหรือ ต้องการให้พวกเขาเข้ามาในอำเภอเพื่อช่วยอบรมสั่งสอนบุตรีให้รู้จักธรรมเนียมหรือไม่
เมื่อลวี่เอ๋อร์กับหงเอ๋อร์สิ้นหวังหมดกำลังใจ พวกนางก็พลันตระหนักได้ว่า การอยู่กับฮุ่ยเหนียงไม่เพียงแต่ไม่อดอยาก งานการในแต่ละวันก็ไม่ได้หนักหนาอันใด ที่สำคัญที่สุดคือมีผู้คนมากมายให้ครึกครื้น ทุกคนต่างได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมไร้การกีดกัน ให้ความรู้สึกอบอุ่นประหนึ่งครอบครัว จึงตกลงปลงใจนับว่าร้านขายยาเป็นบ้านของพวกนางไปโดยปริยาย
เรื่องคนคลี่คลายลงแล้ว ลำดับต่อไปก็คือเรื่องจัดการร้านขายยาและโรงพิมพ์
ในความคิดของฮุ่ยเหนียง ร้านขายยาทางฝั่งอำเภอหนิงฮว่านี้สร้างชื่อเสียงจนโด่งดังมานานแล้ว กิจการไม่อาจหยุดชะงักได้ วันข้างหน้าสามารถใช้เป็นร้านค้าหลักบริหารจัดการต่อไปได้อย่างสมบูรณ์ ทว่าก่อนจะจากไปต้องจ้างหลงจู๊สักคนมาช่วยดูแลแทน
ทว่าการเปิดร้านขายยาสองแห่งพร้อมกันในอำเภอหนิงฮว่าดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก ด้วยคำนึงถึงการประหยัดทรัพยากรบุคคลและวัตถุดิบ ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อหารือกันเพียงครู่เดียวก็ตัดสินใจยุติกิจการร้านใหม่ที่กำลังขายดิบขายดี แล้วเซ้งหน้าร้านออกไป เหลือไว้เพียงร้านขายยาเล็ก ๆ ร้านเดิมเท่านั้น
ทว่าเสิ่นซีกลับรู้สึกว่าทำเช่นนี้ขาดทุนย่อยยับเกินไป
ยามนี้กิจการของร้านทั้งสองแห่งล้วนเจริญรุ่งเรือง ซ้ำในฐานะผู้นำสมาคมร้านขายยาแห่งเมืองถิงโจว หากฮุ่ยเหนียงกลับบริหารเพียงร้านขายยาเล็ก ๆ ที่มีหน้าร้านแคบ ๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อบารมีของนางในสมาคมอย่างร้ายแรง
สาเหตุที่ผู้อื่นยอมศิโรราบต่อฮุ่ยเหนียง ยอมให้สตรีเช่นนางขึ้นเป็นผู้นำสมาคมร้านขายยา ประการแรกเป็นเพราะฮุ่ยเหนียงมีวิสัยทัศน์ในการบริหารและมีความสามารถในการช่วยแต่ละร้านเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ทว่าประการที่สำคัญที่สุดคือการที่นางบริหารร้านขายยาสองแห่งไปพร้อมกันได้ ยอดขายนั้นนับว่าโดดเด่นเป็นอันดับต้น ๆ ในเมืองถิงโจว หากต้องปิดไปสักร้านหนึ่ง ผลกำไรย่อมลดฮวบลง ผู้อื่นย่อมต้องเอาไปนินทาว่าร้ายเป็นแน่
เสิ่นซีนำความกังวลของตนไปบอกเล่าให้ฮุ่ยเหนียงฟัง เมื่อนางได้สดับรับฟังก็รู้สึกจนใจยิ่งนัก "เสี่ยวหลาง มิใช่น้าไม่อยากเก็บร้านขายยาทั้งสองแห่งไว้ ทว่าดูแลไม่ไหวจริง ๆ"
เสิ่นซีส่ายหน้า "ท่านน้าซุน ท้ายที่สุดแล้วเป็นเพราะท่านไม่ไว้ใจคนนอกต่างหาก อันที่จริงพวกเราจ้างหลงจู๊หนึ่งคนก็คือจ้าง จ้างสองคนก็คือจ้าง เหตุใดถึงไม่เก็บร้านขายยาทั้งสองแห่งไว้เล่าขอรับ ต่อให้คิดจะปิดกิจการ อย่างน้อยก็ต้องรอให้การค้าในเมืองถิงโจวตั้งตัวได้เสียก่อนค่อยว่ากันใหม่"
หลังจากนั้นอีกสองวันฮุ่ยเหนียงก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ เมื่อตรึกตรองกลับไปกลับมา ในที่สุดนางก็ตัดสินใจรับฟังความเห็นของเสิ่นซี เก็บร้านขายยาทั้งสองแห่งเอาไว้ ทว่าจำเป็นต้องว่าจ้างหลงจู๊ที่มีความสามารถเหมาะสมสองคนมาช่วยดูแล
ฮุ่ยเหนียงเรียกพบผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมนับสิบคนติดต่อกัน สังเกตการณ์เจรจาพาทีและความสามารถในการบริหาร ท้ายที่สุดนางก็คัดเลือกชายวัยกลางคนที่มีท่าทีซื่อสัตย์จริงใจมาได้สองคนเพื่อดำรงตำแหน่งหลงจู๊ คนหนึ่งรับผิดชอบดูแลกิจการร้านเล็กแห่งเดิม ส่วนอีกคนให้รับผิดชอบร้านขายยาแห่งใหม่
หลังจากได้หลงจู๊และเปิดรับลูกจ้างใหม่มาเพิ่มอีกสองสามคนแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็ใช้เวลาอีกสองวันในการอบรมชี้แนะสิ่งที่จำเป็นก่อนเริ่มงาน ถ่ายทอดแนวคิดการบริหารร้านขายยาที่นางเคยใช้มาก่อนให้พวกเขารับรู้
เนื่องจากเมื่อฮุ่ยเหนียงไปเมืองถิงโจวแล้วย่อมไม่อาจดูแลร้านขายยาทางฝั่งอำเภอหนิงฮว่าได้ในทันที วันข้างหน้าการตรวจสอบบัญชีตลอดจนการรับซื้อสมุนไพร ฮุ่ยเหนียงจะส่งคนของสมาคมมาเป็นผู้รับผิดชอบ
เมื่อมีสมาคม ก็เท่ากับมีช่องทางในการติดต่อประสานงาน ต่อให้ฮุ่ยเหนียงจะพำนักอยู่ในเมืองถิงโจว ก็สามารถอาศัยสมาคมคอยดูแลควบคุมร้านขายยาทั้งสองแห่งในตัวอำเภอหนิงฮว่าได้
เมื่อจัดการสั่งเสียเรื่องร้านขายยาเรียบร้อยแล้ว ลำดับต่อไปก็คือโรงพิมพ์
ตามคำแนะนำก่อนหน้านี้ของเสิ่นซี ทางฝั่งอำเภอหนิงฮว่าจะพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่แบบกึ่งสำเร็จรูปและหนังสือภาพเล่าเรื่องแบบขาวดำ หลังจากนั้นสินค้าจะถูกขนส่งผ่านทางน้ำและทางหลวงเพื่อมุ่งสู่เมืองถิงโจว แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการผลิตขั้นที่สองในเมืองถิงโจวและวางจำหน่ายในท้ายที่สุด
เดิมทีโรงพิมพ์มีผู้รับผิดชอบเฉพาะทางในแต่ละขั้นตอนอยู่แล้ว ฮุ่ยเหนียงจะอยู่หรือไปก็มิได้ส่งผลกระทบมากนัก ทว่าฮุ่ยเหนียงยังคงคัดเลือกนายช่างพิมพ์มาผู้หนึ่งเพื่อดำรงตำแหน่งหลงจู๊ รับผิดชอบดูแลความเรียบร้อยของกิจการโรงพิมพ์ นอกจากนี้เนื่องจาก "ที่ปรึกษาทางทักษะฝีมือ" อย่างเสิ่นซีต้องเดินทางไปเมืองถิงโจว วันข้างหน้าหากมีกรรมวิธีใหม่ ๆ อันใด ทางโรงพิมพ์ก็จำต้องส่งคนไปเรียนรู้ที่เมืองถิงโจว เมื่อกลับมาแล้วจึงค่อยถ่ายทอดกรรมวิธีเหล่านั้นให้แก่ผู้อื่น
วันที่สองเดือนสิบ ผ่านการเตรียมตัวมาสิบวัน ในที่สุดฮุ่ยเหนียงก็จัดการทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างรอบคอบรัดกุม
ฮุ่ยเหนียงเป็นคนรอบคอบโดยนิสัย ด้วยเกรงว่าจะหลงลืมสิ่งใดไป จึงใช้พู่กันจดบันทึกทุกเรื่องราวลงบนกระดาษ ทบทวนความจำทีละเรื่อง ๆ ท้ายที่สุดยังเรียกโจวซื่อและเสิ่นซีมาช่วยกันคิดคำนวณ จนกระทั่งมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่นแล้ว นางถึงได้วางใจลงได้อย่างแท้จริง
สิ่งที่เหลือก็คือ หลังจากไปถึงเมืองถิงโจวแล้ว จะสร้างความยิ่งใหญ่ขึ้นมาใหม่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยกับทั้งผู้คนและสถานที่ได้อย่างไร