- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 120 การเดินทางสู่เมืองถิงโจว
ตอนที่ 120 การเดินทางสู่เมืองถิงโจว
ตอนที่ 120 การเดินทางสู่เมืองถิงโจว
ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่นานจึงกล่าวว่า "เสี่ยวหลางพูดถูก หากวันข้างหน้าหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำขึ้นมาจริง ๆ แต่พวกเขาไม่ได้มีใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับพวกเรา แล้วเหตุใดพวกเขาต้องทนแบ่งผลกำไรจากร้านขายยาที่สืบทอดมาจากบรรพชนให้พวกเราตลอดไปเล่า เสี่ยวหลาง เจ้าว่ามีวิธีใดป้องกันได้บ้าง"
"หากท่านน้าซุนสามารถขยายสมาคมร้านขายยาไปถึงเมืองถิงโจวได้ ทำให้ร้านขายยาทั้งหมดในแปดอำเภอของเมืองถิงโจวรวมเป็นหนึ่งเดียว ร่วมเป็นร่วมตาย ผู้ใดฝ่าฝืนกฎก็ย่อมถูกลงโทษ... ถึงเวลานั้นต่อให้ร้านขายยาของท่านอาเขยจะได้กำไร เขาก็ย่อมยำเกรงต่ออำนาจของสมาคมจนไม่กล้าเห็นแก่ผลประโยชน์จนลืมคุณธรรมเป็นแน่ขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้าอย่างจนใจ "ทำเช่นนั้นมันไม่ออกจะยากลำบากไปหน่อยหรือ"
"ถึงยากก็ต้องทำขอรับ... ยามนี้กิจการร้านขายยาในเมืองถิงโจวและอำเภอโดยรอบล้วนฝืดเคือง ทว่าร้านขายยาในอำเภอหนิงฮว่าของเรากลับอยู่รอดได้เพราะมีสมาคมคอยหนุนหลัง ต้นทุนสมุนไพรจึงค่อนข้างถูก ยิ่งไปกว่านั้นเพราะแต่ละคราวพวกเรารับซื้อในปริมาณมหาศาล เงินทุนหมุนเวียนก็กลับคืนมาได้เร็ว พ่อค้าสมุนไพรเหล่านั้นจึงกลับกลายเป็นชอบค้าขายกับพวกเราเสียอีก"
"ท่านน้าซุนสามารถเดินทางไปที่เมืองถิงโจวเพื่อติดต่อกับบรรดาเจ้าของร้านขายยาเหล่านั้น นำประสบการณ์จากทางเราไปเผยแพร่ สมาคมร้านขายยาอำเภอหนิงฮว่าแม้จะเล็ก ทว่าในเมืองถิงโจวก็สมควรจะมีเส้นสายอยู่บ้าง"
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง
เป็นจริงดั่งที่เสิ่นซีกล่าว ร้านขายยาในอำเภอหนิงฮว่าที่ยังไม่ล่มสลายไปเหมือนที่อื่น ๆ ปัจจัยหลักก็เป็นเพราะการมีอยู่ของสมาคม
สาเหตุที่ร้านขายยาต่างถิ่นบริหารจัดการด้วยความยากลำบาก เป็นเพราะพ่อค้าสมุนไพรจำเป็นต้องตั้งราคาเผื่อพื้นที่สำหรับแบกรับความเสี่ยง พ่อค้าสมุนไพรรับซื้อสินค้าจำนวนมากจากแหล่งผลิต ซึ่งต้องจมเงินทุนไปมหาศาล เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุน พวกเขาจึงต้องตั้งราคาให้สูงลิ่วเข้าไว้ หากต้องเจรจาการค้ากับร้านขายยาเล็ก ๆ เนื่องจากแต่ละครั้งปล่อยของได้น้อย ผลกำไรมีจำกัด พวกเขาย่อมไม่มีวันยอมลดราคาให้
ทว่าสำหรับสมาคมนั้นแตกต่างออกไป ทุกครั้งจะเป็นการสั่งซื้อพร้อมกันหลายร้านหรือกระทั่งหลายสิบร้าน การสั่งซื้อชุดใหญ่เช่นนี้มักจะกวาดสินค้าที่พ่อค้าสมุนไพรตุนไว้จนเกลี้ยงเกลา เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ช่วยขจัดความกังวลของพ่อค้าสมุนไพรไปได้ ขอเพียงตกลงการค้ากับสมาคมได้ ต่อให้กำไรน้อยลงมาสักหน่อย แต่เงินทุนก็หมุนเวียนกลับมาเร็ว ทั้งสะดวกและประหยัดเวลา ท้ายที่สุดเงินที่หามาได้กลับเพิ่มพูนมากกว่าเดิมเสียอีก
การก่อตั้งสมาคมขึ้นมานั้น สำหรับร้านขายยาและพ่อค้าสมุนไพรแล้วถือเป็นสถานการณ์ที่สมบูรณ์แบบทั้งสองทาง พ่อค้าสมุนไพรหมดห่วงเรื่องสมุนไพรขายไม่ออกจนเน่าเสียคามือ เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมยินดีมอบข้อเสนอพิเศษให้มากยิ่งขึ้น
(เชิงอรรถผู้แปล: สมบูรณ์แบบทั้งสองทาง (两全其美) สำนวนจีนหมายถึง ได้ประโยชน์หรือเป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่ายอย่างลงตัว)
ฮุ่ยเหนียงลองดีดลูกคิดในใจดูแล้ว ก็ยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง "เดินทางไปเมืองถิงโจวเช่นนี้ดื้อ ๆ ข้าเกรงว่าถึงเวลาแล้วจะไม่รู้ว่าควรเจรจากับคนเหล่านั้นเช่นไร"
เสิ่นซีแย้มยิ้ม "มิใช่ท่านน้าซุนเดินทางไปเพียงลำพังสักหน่อย ท่านสามารถพาบรรดาหลงจู๊ร้านขายยาในอำเภอหนิงฮว่าไปด้วยได้นี่ขอรับ... ยิ่งสมาคมมีขนาดใหญ่เท่าใด ปริมาณการจัดซื้อสมุนไพรก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งส่งผลดีต่อการดำเนินกิจการร้านขายยาเป็นอย่างยิ่ง"
"หากสามารถขยายสมาคมไปถึงเมืองถิงโจว ซ้ำยังผูกมิตรซื้อใจรวบรวมร้านขายยาทั้งแปดอำเภอทั่วทั้งเมืองเข้ามาไว้ด้วยกันได้ ท่านน้าลองคิดดูเถิดว่าสมาคมนี้จะยิ่งใหญ่ปานใด ถึงเวลานั้น บรรดาพ่อค้าสมุนไพรย่อมต้องแย่งชิงกันนำสมุนไพรของตนมาเสนอขายให้สมาคมในราคาเป็นธรรม ร้านขายยาทุกแห่งล้วนได้รับผลประโยชน์... เรื่องที่มีเงินมาประเคนให้ถึงที่เช่นนี้ มีเหตุผลใดที่พวกเขาจะไม่ทำล่ะขอรับ"
(เชิงอรรถผู้แปล: ผูกมิตรซื้อใจ (拉拢) หมายถึง ใช้วิธีดึงดูด ชักจูง หรือซื้อใจผู้อื่นให้มาอยู่ฝ่ายตน)
เสิ่นซีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสริม "ส่วนเรื่องการติดต่อกับหลงจู๊ร้านขายยาในเมืองถิงโจว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านอาเขยได้เลยขอรับ ตระกูลหยางทำกิจการร้านขายยาในเมืองถิงโจวมานานปี ย่อมต้องรู้จักมักคุ้นกับคนในแวดวงเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ ให้เขาออกหน้าเป็นผู้ติดต่อย่อมนับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว"
หลังจากฮุ่ยเหนียงผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ความลังเลบนใบหน้าก็มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความมั่นใจในแบบฉบับของหญิงแกร่ง "พรุ่งนี้พวกเราจะไปหารือกับสองสามีภรรยาตระกูลหยางให้รู้เรื่อง ต้องรีบผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด"
เดิมทีต่อให้ฮุ่ยเหนียงเข้าร่วมหุ้นกับร้านขายยาตระกูลหยาง อย่างมากก็เป็นเพียงการแผ่ขยายอิทธิพลไปถึงเมืองถิงโจว ทว่าที่นั่นเป็นถิ่นฐานที่ไม่คุ้นเคยกับผู้คนและสถานที่ ย่อมยากที่จะสร้างผลงานอันใดได้ แต่หากฮุ่ยเหนียงเดินทางไปเมืองถิงโจวในฐานะผู้นำสมาคมร้านขายยาอำเภอหนิงฮว่า สถานการณ์ย่อมแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น ก็อาจไม่มีบารมีเชิญชวนผู้คนได้ถึงเพียงนี้ ทว่าฮุ่ยเหนียงนั้นมีความดีความชอบในการรักษาโรคระบาดจนได้รับรางวัลพระราชทานจากราชสำนัก เมื่อเรื่องราวถูกป่าวประกาศออกไป ราษฎรทั่วทั้งเมืองถิงโจวล้วนล่วงรู้ กระทั่งชาวเมืองถิงโจวยังซาบซึ้งในบุญคุณที่นางคิดค้นวิธีปลูกฝีวัว ช่วยให้ราษฎรรอดพ้นจากภัยพิบัติมาได้ มีผู้คนไม่น้อยตั้งป้ายอายุวัฒนะเพื่อบูชานาง ซ้ำฮุ่ยเหนียงยังมีประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารสมาคมร้านขายยาอำเภอหนิงฮว่ามาแล้ว ให้นางไปจัดการเรื่องนี้ย่อมเหมาะสมที่สุด
เสิ่นซีมิได้ปริปากบอกแผนการที่ตนเตรียมจะไปเปิดโรงพิมพ์ในเมืองถิงโจวให้ฮุ่ยเหนียงล่วงรู้ เขารู้สึกว่ายามนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ฮุ่ยเหนียงจะได้ลงมือขยายกิจการร้านขายยาอย่างเต็มที่ จึงไม่อาจปล่อยให้นางวอกแวกได้
ส่วนเรื่องโรงพิมพ์นั้น ปล่อยให้ชะลอไปก่อนชั่วคราวก็ย่อมได้
รอให้ฮุ่ยเหนียงสามารถหยั่งรากปักฐานในแวดวงร้านขายยาแห่งเมืองถิงโจวได้อย่างมั่นคงเสียก่อน เมื่อนั้นจึงค่อยถือเป็นจังหวะทองที่จะให้ธุรกิจที่ทั้งสองบ้านร่วมมือกัน แผ่ขยายครอบคลุมไปทั่วทั้งเมืองถิงโจวอย่างแท้จริง
……
……
วันรุ่งขึ้น ฮุ่ยเหนียงก็จับเข่าคุยกับสองสามีภรรยาตระกูลหยางเกี่ยวกับการก่อตั้งสมาคมร้านขายยาในเมืองถิงโจว
เมื่อหยางหลิงเหอได้ยินในคราแรก เขาก็ออกปากคัดค้านทันที เพราะนี่จะเท่ากับเป็นการเปิดเผยความลับเรื่องที่เขาขายหุ้นร้านขายยาตระกูลหยางให้แก่คนนอกให้โลกรับรู้ ทว่าในเมื่อยามนี้ฮุ่ยเหนียงยังมิได้ควักเงินออกมา เขาก็ยังต้องประจบประแจงนางอยู่ จึงจำใจต้องตบปากรับคำว่าเมื่อกลับไปแล้วจะช่วยเป็นคนกลางคอยติดต่อประสานงานให้ ทว่าก็ไม่รับประกันว่าจะสำเร็จหรือไม่
ฮุ่ยเหนียงรีบเร่งมิได้หยุดพัก นางเรียกประชุมบรรดาเถ้าแก่และหลงจู๊ของร้านขายยาแต่ละแห่งในสมาคมเพื่อหารือเรื่องนี้ เดิมทีร้านขายยาแต่ละแห่งก็หมายมั่นจะให้ต้นทุนการรับซื้อสมุนไพรลดต่ำลงอีกสักหน่อย เพื่อที่ในปีที่ฝืดเคืองเช่นนี้จะได้ยังพอมีกำไรเหลือบ้าง ซ้ำแผนการขยายกิจการของฮุ่ยเหนียงยังเป็นการผลักดันสมาคมจากอำเภอเล็ก ๆ อย่างหนิงฮว่าให้ก้าวไปสู่ระดับเมืองถิงโจว ซึ่งถือเป็นการใช้ของเล็กแลกของใหญ่ พวกเขาจึงย่อมเห็นดีเห็นงามด้วย ทว่าภายในใจกลับไม่ได้คาดหวังว่าจะมีหวังสำเร็จได้จริง
แต่ไม่ว่าจะกล่าวเช่นไร ฮุ่ยเหนียงก็ได้รับการสนับสนุนจากเถ้าแก่และหลงจู๊ร้านขายยาทุกแห่งในสมาคมอำเภอหนิงฮว่า พวกเขาจะคัดเลือกตัวแทนเพื่อเดินทางไปเมืองถิงโจวพร้อมกับฮุ่ยเหนียงสักครา
เมื่อฮุ่ยเหนียงเตรียมตัวจะออกเดินทาง ในฐานะสตรีหม้ายนางย่อมมีข้อห้ามที่ต้องระมัดระวังอยู่มากมายก่ายกอง อย่างเช่นการต้องไปทำหนังสือเบิกทางที่ส่วนราชการ ทั้งยังต้องตระเตรียมคนคุ้มกันให้พร้อมสรรพ กิจการโรงพิมพ์และร้านขายยาที่บ้าน นางมอบหมายให้โจวซื่อเป็นคนดูแลทั้งหมด การเดินทางสู่เมืองถิงโจวในครานี้ นางพกเพียงซิ่วเอ๋อร์ติดตามไปด้วยแค่คนเดียว เพื่อให้สะดวกต่อการคอยดูแลปรนนิบัติระหว่างทาง
ก่อนจากกัน โจวซื่อเกรงว่าฮุ่ยเหนียงจะเกิดอันตรายระหว่างทาง จึงกำชับสั่งเสียอยู่นานสองนาน
ฮุ่ยเหนียงไม่เคยเดินทางไกลเพียงลำพังมาก่อน เมื่อก่อนยามที่บุกป่าฝ่าดงล้วนมีสามีคอยเคียงข้าง เมื่อมาถึงอำเภอหนิงฮว่า สองสามีภรรยาก็เลือกที่นี่เป็นถิ่นฐานตั้งรกราก หลังจากนั้นนางก็ไม่เคยออกไปพ้นเขตอำเภออีกเลย
(เชิงอรรถผู้แปล: บุกป่าฝ่าดง (走南闯北) หมายถึง เดินทางไปทั่วเพื่อดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ)
การเดินทางไกลครานี้ ภายในใจนางยังคงมีความพะว้าพะวงอยู่บ้าง นอกจากซิ่วเอ๋อร์ที่เดินทางไปด้วยแล้ว นางยังคัดเลือกคนงานในโรงพิมพ์ที่รูปร่างกำยำล่ำสันและมีนิสัยซื่อสัตย์หนักแน่นมาอีกสองสามคนเพื่อเป็นผู้คุ้มกัน
วันที่สิบเจ็ดเดือนเก้า ในที่สุดฮุ่ยเหนียงก็ออกเดินทาง
ลู่ซีเอ๋อร์ยืนอยู่หน้าประตูร้านขายยา ทอดสายตามองส่งมารดาจนลับสายตา ก่อนจะเริ่มแหกปากร้องไห้โฮออกมา สุดท้ายแม่หนูน้อยก็มุดหน้าซุกเข้าสู่อ้อมอกของเสิ่นซี ร้องห่มร้องไห้ออดอ้อนไม่ยอมปล่อยมือ ถึงขนาดที่เสิ่นซีต้องไปเข้าเรียนนางก็ยังไม่ยินยอม
"ซีเอ๋อร์คนดี ท่านแม่ของเจ้าเพียงแค่ออกไปทำธุระไม่กี่วันเท่านั้น ประเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว ถึงเวลานั้นนางจะซื้อของอร่อยกับของเล่นสนุก ๆ มาฝากเจ้าตั้งมากมายแน่ะ" เสิ่นซีพร่ำเกลี้ยกล่อมด้วยความอดทน
"ข้าจะเอาท่านแม่..."
"ซีเอ๋อร์คนดี เจ้าไม่ใช่พูดอยู่เสมอหรอกหรือว่าอยากโตไว ๆ จะได้ไม่ให้ท่านแม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่เจ้าจะได้แสดงให้ท่านแม่เห็นแล้วว่า เจ้าโตจนรู้ความแล้ว ไม่ใช่เด็กน้อยน้ำมูกยืดอีกต่อไป คืนนี้ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้า พอถึงตอนนั้นจะเล่านิทานสนุก ๆ ให้ฟังดีหรือไม่"
"ข้าจะเอาท่านแม่!"
เสิ่นซีถึงกับพูดไม่ออก ในขณะที่สายตาของหลินไต้ที่มองมาจากด้านข้างนั้นแฝงรอยความไม่พอใจอยู่หลายส่วน
ในคราแรกที่ลู่ซีเอ๋อร์ร้องไห้โยเยไม่ยอมหยุดเพราะฮุ่ยเหนียงเดินทางไปทำธุระ หลินไต้ยังพอจะทนให้เด็กน้อยเกาะแกะเสิ่นซีได้บ้าง ทว่าหลังจากนั้นหลินไต้กลับพบว่าน้องสาวตัวน้อยผู้นี้เอาแต่มุดตัวซุกอยู่ในอ้อมอกของว่าที่สามีนางไม่ยอมผละไปไหน ทุกการกระทำและคำพูดล้วนไม่ต่างอันใดกับการออดอ้อนออเซาะ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เห็น "ภรรยาเอก" อย่างนางอยู่ในสายตาเลยสักนิด
"พอได้แล้ว!" หลินไต้เหลืออด ใบหน้าเล็ก ๆ ขึงตึงพลางเอ่ยว่า "เจ้ายังมีท่านแม่ให้รอคอยการกลับมา ส่วนข้าเล่า บิดามารดาก็ไม่มีแล้ว จะไปร้องหาเอาจากที่ใด ฮือ ๆ..."
หลินไต้ร่ำไห้พลางวิ่งหนีไปทางเรือนหลัง ทำเอาเสิ่นซีถึงกับปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งกว่าเดิม... คนหนึ่งยังปลอบไม่เสร็จ อีกคนก็มางอแงเพิ่มเสียแล้ว!
โจวซื่อที่ยืนมองอยู่ด้านข้างเป็นนานสองนาน ส่ายหน้าพลางเอ็ดตะโรขึ้นว่า "ไอ้เด็กเหม็น รีบไปสถานศึกษาได้แล้ว ขืนชักช้ากว่านี้จะได้สายกันพอดี"
"ท่านแม่ ข้าขอไปเข้าห้องน้ำก่อน ประเดี๋ยวค่อยไปเรียนขอรับ" เสิ่นซีเอ่ยจบก็แกะมือลู่ซีเอ๋อร์ออกแล้วเดินมุ่งหน้าไปทางเรือนหลัง ทว่าใครจะรู้ว่าลู่ซีเอ๋อร์กลับกำชายเสื้อเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย กระทั่งเสิ่นซีจะเข้าห้องน้ำ นางก็ยังไม่ยอมคลายมือ ยืนกรานจะดื้อดึงให้ถึงที่สุด
แม่หนูน้อยกำพร้าบิดามาตั้งแต่เล็ก ข้างกายมีเพียงมารดาที่คอยรักและเอ็นดู ต่อมาเมื่อได้เสิ่นซีและหลินไต้มาเป็นเพื่อนเล่นจึงเลิกเหงาหงอยอ้างว้าง เดิมทีนางสมควรจะสนิทสนมกับหลินไต้ที่เป็นเด็กผู้หญิงเหมือนกันมากกว่า ทว่าหลินไต้กลับมักจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวอยู่บ้างเป็นบางครา ประกอบกับหลินไต้อายุมากกว่าถึงสามสี่ปี ภายในใจของแม่หนูน้อยจึงมีเพียงพี่เสิ่นซีเท่านั้น
เสิ่นซียกมือขึ้นบีบพวงแก้มยุ้ยของลู่ซีเอ๋อร์พลางกล่าว "ซีเอ๋อร์ หากเจ้ายังไม่ยอมเชื่อฟัง พี่เสิ่นซีก็จะไม่ชอบเจ้าแล้วนะ"
พอได้ยินประโยคนี้ มือที่กำแน่นของลู่ซีเอ๋อร์ก็ยอมคลายออกในที่สุด ดวงตากลมโตกระพริบปริบ ๆ ทำท่าจะหยาดน้ำตาลงมาอีกระลอก
เสิ่นซีรีบเอ่ยต่อ "เจ้าดูพี่ไต้เอ๋อร์ของเจ้าสิ กำพร้าบิดามารดามาตั้งแต่เล็ก โดดเดี่ยวอ้างว้างไร้ที่พึ่ง ยามนี้ก็มีเพียงพวกเราสองคนที่เปรียบเสมือนครอบครัวของนาง พวกเราต้องคอยรักและเอ็นดูนางให้มาก เจ้าว่าถูกหรือไม่"
ลู่ซีเอ๋อร์เบิกตากว้างครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ศีรษะเล็ก ๆ จะพยักหน้ารับในที่สุด
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็เข้าไปช่วยกันปลอบใจนางดีหรือไม่ หากนางร้องไห้เสียใจจนล้มป่วยไป วันข้างหน้าใครจะมาเล่นเป็นเพื่อนพวกเราล่ะ"
คราวนี้เด็กหญิงน้อยก็เลิกร้องหาท่านแม่อีก ยอมเชื่อฟังและช้อนตามองเสิ่นซีอย่างว่าง่าย เสิ่นซีลอบคิดในใจว่าการจะสั่งสอนเด็กก็ยังคงต้องใช้วิธีที่ "พิเศษ" สักหน่อย อันที่จริงภายในใจของเด็กเองก็มีความรับผิดชอบอยู่เช่นกัน เพียงแต่มันถูกกระตุ้นให้แสดงออกมาได้ยาก ทว่าเมื่อมอบหมายภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้นางได้ช่วยเหลือผู้อื่น นางก็จะหลงลืมความทุกข์ระทมตรงหน้าไปได้ชั่วขณะ
เสิ่นซีจูงมือลู่ซีเอ๋อร์เดินเข้าไปในห้อง บนเตียงนอน หลินไต้ซุกหน้าลงกับกองผ้าห่มร้องไห้สะอึกสะอื้นจนเสียงแทบจะแหบแห้ง เห็นได้ชัดว่าหลินไต้เสียใจจริง ๆ มิใช่เพียงแค่ใจแคบแสร้งทำเป็นโกรธเคืองลู่ซีเอ๋อร์
"ภรรยาตัวน้อย เจ้าเลิกร้องไห้เถิด ถึงเจ้าจะไม่มีบิดามารดา แต่เจ้าก็ยังมีพวกเราอยู่นะ" เสิ่นซีเดินเข้าไปเอ่ยปลอบโยน ทว่าหลินไต้กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ ยังคงเอาแต่ร่ำไห้ไม่ยอมหยุด
เสิ่นซีกำลังขบคิดหาวิธีเกลี้ยกล่อม ทว่าในจังหวะนั้น โจวซื่อที่เห็นเขาหายหน้าไปเป็นนานสองนาน ก็ถือไม้กวาดเดินดุดันเกรี้ยวกราดเข้ามาในเรือนหลัง
"ไม่พูดแล้ว" เมื่อเสิ่นซีเห็นท่าไม่ดี จึงอาศัยจังหวะที่ผู้เป็นท่านแม่ยังหาตัวเขาไม่พบ รีบเผ่นหนีเอาตัวรอดทันที "ตอนเย็นกลับมาข้าจะเล่านิทานให้พวกเจ้าฟัง อย่าแอบวิ่งซนไปที่ใดเล่า"
เสิ่นซียังไม่ทันได้ปลอบหลินไต้ให้หายดี เขากลับมาที่ห้องแล้วสะพายย่ามหนังสือเดินออกไปที่ลานเรือน โจวซื่อเงื้อไม้กวาดขึ้นหมายจะฟาดลงมา ทว่าเมื่อเห็นเสิ่นซียกมือขึ้นปัดป้องแทนที่จะหลบเลี่ยง มือที่เงื้อค้างอยู่ก็พลันชะงักไป นางหักใจฟาดไม้กวาดลงไปไม่ลง
"รีบไปสถานศึกษาได้แล้ว ไต้เอ๋อร์กำลังคิดถึงบิดามารดา ปล่อยให้นางร้องไห้สักพักเดี๋ยวก็หาย แต่หากเจ้าทำให้การเรียนต้องหยุดชะงัก นั่นต่างหากถึงจะเรียกได้ว่าทำผิดต่อนางจริง ๆ... เจ้าต้องทำให้นางได้เป็นฮูหยินตราตั้ง เข้าใจหรือไม่"
เสิ่นซีแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ "ท่านแม่ ข้าว่าคนที่อยากเป็นฮูหยินตราตั้งคือตัวท่านเองเสียมากกว่ากระมัง"
โจวซื่อเดือดดาลจนฟาดไม้กวาดลงไป ทว่าเคราะห์ดีที่คราวนี้เสิ่นซีตอบสนองได้ทันท่วงที จึงชิงเผ่นแน่บไปก่อนแล้ว