เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 119 ร้านขายยาระบบหุ้นส่วน

ตอนที่ 119 ร้านขายยาระบบหุ้นส่วน

ตอนที่ 119 ร้านขายยาระบบหุ้นส่วน


เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หยางเสิ่นซื่อผู้เป็นท่านอาหญิงของเสิ่นซีก็เดินทางมายังร้านขายยาเพื่อหารือธุระเพียงลำพัง เห็นได้ชัดว่าหยางหลิงเหอรู้สึกว่าการที่เขาเดินทางมาพร้อมกับภรรยาเมื่อวานนี้ ทำให้เรื่องราวมากมายไม่สะดวกที่จะเจรจากับฮุ่ยเหนียงซึ่งมีสถานะเป็นสตรีหม้าย เขาจึงตัดสินใจกำชับภรรยาให้เรียบร้อย แล้วปล่อยให้หยางเสิ่นซื่อเป็นผู้ออกหน้ามาเจรจาแทน

ยามที่สนทนากัน หยางเสิ่นซื่อสังเกตเห็นว่าเสิ่นซียังคงรั้งอยู่ในห้องเพื่อคัดลอกตำรา นางพลันขมวดคิ้วมุ่น ทว่าเมื่อเห็นฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อไม่มีทีท่าว่าจะไล่เด็กคนนี้ออกไป นางจึงได้แต่ข่มความไม่พอใจเอาไว้

ทันทีที่หยางเสิ่นซื่อเอ่ยปาก นางก็วกเข้าเรื่องขอยืมเงินทันที ซ้ำยังเอ่ยปากขอถึงสามร้อยตำลึง ทั้งยังไม่ระบุด้วยว่าจะคืนให้เมื่อใด นางเอาแต่ใช้ความน่าสงสารเข้าลูบ เพื่อบีบคั้นให้โจวซื่อยอมจำใจยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

โจวซื่อเป็นคนใจอ่อน นางกำลังจะพยักหน้ารับคำ ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับชิงปฏิเสธขึ้นมาเสียก่อน "พี่สาวเสิ่น มิใช่ว่าพวกเราไม่อยากช่วยท่านหรอกนะเจ้าคะ แต่พวกเราสุดกำลังความสามารถจริง ๆ ท่านอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ของตระกูลเสิ่นนัก เงินทุกเหวินที่พี่สาวโจวได้รับส่วนแบ่งจากร้านขายยา ล้วนต้องส่งมอบให้แก่ฮูหยินเฒ่าตระกูลเสิ่นจนหมดสิ้น อีกอย่าง พวกเราเปิดร้านขายยาในอำเภอเล็ก ๆ แห่งนี้ เดิมทีก็กำไรไม่ได้มากมายอะไรนัก พวกเราหมดปัญญาจะช่วยเหลือจริง ๆ เจ้าค่ะ"

หยางเสิ่นซื่อใจหายวาบ นางย่อมฟังความหมายแฝงในคำพูดเหล่านั้นออก... มิใช่ว่าไม่อยากช่วย แต่การช่วยเหลือแบบให้เปล่าโดยไร้ผลตอบแทนเช่นนี้ ฮุ่ยเหนียงย่อมไม่มีวันยอมรับเด็ดขาด

หยางเสิ่นซื่อมองฮุ่ยเหนียงด้วยสายตาร้อนรน "น้องซุน หากมิใช่เพราะพวกเราสองสามีภรรยาเข้าตาจนแล้วจริง ๆ ย่อมไม่ลดตัวแบกหน้ามาขอความช่วยเหลือเช่นนี้หรอก... การทำธุรกิจร้านขายยาในตัวเมืองนั้นไม่ง่ายเลย ทว่าร้านขายยาตระกูลหยางก็เป็นร้านเก่าแก่นับร้อยปี หากต้องมาย่อยยับลงในมือของสามีข้า พวกเราก็คงไม่มีหน้าไปพบเจอบรรพชนในปรโลกแล้ว"

เสิ่นซีพอจะฟังทะลุปรุโปร่งแล้ว พูดมาตั้งยืดยาว ท่านอาหญิงก็ยังคงคิดแต่จะขอยืมเงินอยู่ดี โดยไม่ปริปากพูดถึงเรื่องหุ้นส่วนเลยแม้แต่น้อย คนในยุคสมัยนี้ให้ความสำคัญกับกิจการของตระกูลเป็นอย่างมาก หากตกไปอยู่ในมือของคนนอกก็คงรู้สึกผิดบาปไม่ต่างจากการเนรคุณต่อบรรพชน

ฮุ่ยเหนียงหันไปมองโจวซื่อ ด้วยเกรงว่าหากขืนปล่อยให้พูดต่อไป โจวซื่อก็คงจะใจอ่อน ในเมื่อโจวซื่อฝากเงินไว้กับนางมากถึงสองพันกว่าตำลึง ต่อให้ให้ยืมไปสักสามร้อยตำลึงก็ไม่ได้สะเทือนขนหน้าแข้งแต่อย่างใด ฮุ่ยเหนียงจึงเอ่ยขึ้นว่า "เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ พี่สาวเสิ่นลองกลับไปหารือกับสามีท่านดูก่อน หากสิ้นไร้ไม้ตอกแล้วจริง ๆ ก็ลองนำโฉนดที่ดินรอบนอกเมืองถิงโจวและโฉนดร้านค้าของตระกูลหยางมาวางค้ำประกันดู เช่นนั้นก็พอจะฝืนใจให้ยืมได้อยู่เจ้าค่ะ"

สีหน้าของหยางเสิ่นซื่อดูไม่ได้เอาเสียเลย ยามที่ปรึกษาเรื่องนี้กับสามีที่บ้าน พวกเขาก็เคยคิดเผื่อไว้แล้วว่าจะนำโฉนดร้านและโฉนดที่ดินมาค้ำประกัน ทว่าเมื่อมาถึงขั้นนี้จริง ๆ ในแง่ของความรู้สึกกลับเป็นเรื่องที่ทำใจยอมรับได้ยากยิ่ง หยางเสิ่นซื่อรู้สึกหดหู่ใจเป็นล้นพ้น นางหยัดกายลุกขึ้นพลางกล่าวว่า "เช่นนั้นข้าจะกลับไปหารือกับสามีให้ถี่ถ้วน ข้าไม่รบกวนเวลาพวกเจ้าแล้ว"

การเจรจาครั้งที่สองยังคงคว้าน้ำเหลวไร้บทสรุป เมื่อแขกจากไป โจวซื่อก็ทอดถอนใจออกมา "เมื่อก่อนข้ายังเคยอิจฉาท่านอาหญิงของเด็ก ๆ ที่ได้ออกเรือนไปกับคนดีมีฐานะ มาตอนนี้ถึงได้รู้ว่า ทุกบ้านต่างก็มีความทุกข์ยากของตนเอง"

ฮุ่ยเหนียงยิ้มพลางเอ่ยปลอบโยน "พี่สาวจะไปอิจฉาผู้อื่นทำไมกันเจ้าคะ ตอนนี้พี่สาวมีทั้งสามีที่รักใคร่ มีบุตรชายที่แสนดีอย่างเสี่ยวหลาง ซ้ำยังมีสะใภ้เลี้ยงที่เพียบพร้อมอีกต่างหาก ยังมีสิ่งใดให้ต้องเรียกร้องอีกหรือเจ้าคะ"

โจวซื่อได้สติกลับมา นางส่งยิ้มให้โดยไม่ได้กล่าวอันใดต่อ นางไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดในประเด็นนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการไปสะกิดแผลใจของสหายรักเข้า

ฮุ่ยเหนียงเบนสายตาไปทางเสิ่นซี "เสี่ยวหลาง เมื่อวานเจ้ายังบ่นกระปอดกระแปดว่าไม่ได้ยินพวกเราหารืออันใดกัน มาคราวนี้เจ้าได้ยินกับหูตัวเองแล้ว เจ้ามีความเห็นเช่นไรบ้างล่ะ"

"ข้ายังคงมีความเห็นเช่นเดียวกับเมื่อวานขอรับ ในเมื่อท่านอาหญิงกับท่านอาเขยขอยืมเงินทว่าไม่ยอมระบุวันคืน เช่นนั้นก็มีแค่สองทาง คือนำโฉนดร้านกับโฉนดที่ดินมาค้ำประกัน หรือไม่ก็ต้องแบ่งหุ้นส่วนออกมา พวกเราต้องการเพียงแค่กานกู่หกส่วนเท่านั้น ในนามแล้วร้านขายยายังคงเป็นของตระกูลหยาง การบริหารงานอย่างเป็นรูปธรรมก็จะปล่อยให้คนตระกูลหยางเป็นผู้จัดการ แต่สิทธิ์ขาดในการตัดสินใจต้องตกอยู่ในมือของพวกเรา พวกเราสามารถ..."

(เชิงอรรถผู้แปล: กานกู่ (干股) หมายถึง หุ้นลม หรือการแบ่งปันผลกำไรให้โดยที่ผู้นั้นไม่ต้องลงทุนด้วยเงินตรา)

เสิ่นซีหยุดคำพูดไว้แค่นั้น เพราะเขาพลันนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานผู้เป็นท่านแม่เพิ่งจะลั่นวาจาว่าห้ามเอ่ยถึงเรื่องยาสำเร็จรูปอีก

ฮุ่ยเหนียงกล่าวเสริมขึ้นว่า "ความหมายของเจ้าก็คือ... พวกเราสามารถขายยาสำเร็จรูปในร้านขายยาตระกูลหยางได้งั้นหรือ"

"อืม..." เสิ่นซีพยักหน้ารับ

ฮุ่ยเหนียงมิได้ถือสาหาความในเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย นางครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้น "เช่นนี้ก็ยังไม่รัดกุมพออยู่ดี ต่อให้พวกเรายินยอม คนตระกูลหยางก็ใช่ว่าจะยอมตกลงด้วย... หากลูกค้ากินเข้าไปแล้วเกิดล้มหมอนนอนเสื่อขึ้นมา นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลยนะ หากไม่มีเทียบยาที่สั่งโดยท่านหมอ แล้วเกิดมีเรื่องมีราวไปถึงที่ว่าการอำเภอ ย่อมต้องแบกรับความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงเป็นแน่"

เสิ่นซีฟังออกว่าฮุ่ยเหนียงไม่ได้มีท่าทีต่อต้านการทำยาสำเร็จรูป จะว่าไปแล้วนี่ก็ถือเป็นปณิธานก่อนตายของอดีตสามีผู้ล่วงลับของนาง ตอนที่เกิดโรคระบาดขึ้นในครานั้น ตัวเขาเองก็เคยเขียนเทียบยาเพื่อปรับสมดุลร่างกายให้แก่ผู้ป่วย ซึ่งในตอนนั้นฮุ่ยเหนียงเองก็มิได้มีปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรงอันใด

เสิ่นซียิ้มพลางกล่าวว่า "ท่านน้าซุน ท่านอย่าลืมสิขอรับว่าตัวท่านเองก็เป็นหมอหญิงที่เลื่องลือไปทั่วสารทิศ หากท่านน้าซุนบอกว่าเทียบยานี้ได้ผล แล้วใครจะกล้าบอกว่าไม่ได้ผลล่ะขอรับ ต่อให้เกิดปัญหาขึ้นมา นั่นก็เป็นเพียงเฉพาะบุคคลเท่านั้น เดิมทีมันก็เป็นเพียงยาสำเร็จรูปที่ใช้รักษาอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่แล้ว พวกเราย่อมมีวิธีแก้ไขได้ทันท่วงทีอย่างแน่นอน"

"ข้าได้ยินมาว่า ร้านขายยาขนาดใหญ่ในเมืองหนานจิง ซูโจว และหางโจว ล้วนมีหมอประจำร้านคอยตรวจรักษา วันข้างหน้าหากมีผู้ใดมาสอบถามเรื่องยา พวกเราก็เพียงแค่ให้ท่านหมอเป็นคนกำหนดปริมาณยาให้พวกเขาโดยตรง หากชาวบ้านรู้สึกว่าการกินยาสำเร็จรูปนั้นประหยัดเงินกว่าการไปซื้อยามาต้มเอง นานวันเข้าพวกเขาก็จะค่อย ๆ ชินไปเองขอรับ"

รอยยิ้มพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฮุ่ยเหนียง นางหันไปมองโจวซื่อ "พี่สาวคิดว่าข้อเสนอของเสี่ยวหลางเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ"

โจวซื่อไม่รู้ว่าจะตอบเช่นไรดี นางลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยว่า "สุดแท้แต่น้องจะตัดสินใจก็แล้วกัน"

ฮุ่ยเหนียงใคร่ครวญคำพูดของเสิ่นซีอย่างถี่ถ้วน เมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด "เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ คืนนี้รบกวนพี่สาวไปที่โรงเตี๊ยมเป็นเพื่อนข้าสักครา พวกเราจะไปเจรจากับคนตระกูลหยางให้รู้เรื่องเจ้าค่ะ"

ครั้นตกค่ำ ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็พาซิ่วเอ๋อร์กับเสี่ยวอวี้ไปที่โรงเตี๊ยมด้วยกัน เพื่อเจรจาเรื่องร่วมทุนเปิดร้านขายยาในเมืองถิงโจวกับสองสามีภรรยาหยางหลิงเหอ โดยที่เสิ่นซีมิได้ติดตามไปด้วย

ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามพวกนางก็กลับมา ฮุ่ยเหนียงถือกระดาษบาง ๆ สองสามแผ่นไว้ในมือ เสิ่นซีที่กำลังรอคอยด้วยความกระวนกระวายใจ เมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบสาวเท้าเข้าไปถามไถ่ทันที "ท่านแม่ ท่านน้าซุน เจรจากันเป็นอย่างไรบ้างขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงทรุดตัวลงนั่ง หนิงเอ๋อร์รีบไปรินน้ำชามาให้ เมื่อฮุ่ยเหนียงจิบชาแล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว เจ้าลองดูสิ"

เสิ่นซีรับมาพิจารณาดู กระดาษสองสามแผ่นนี้มิใช่โฉนดร้านหรือโฉนดที่ดิน สองสามีภรรยาตระกูลหยางต่อให้เตรียมใจจะนำทรัพย์สินมาค้ำประกัน ก็คงไม่พกของสำคัญเช่นนี้ติดตัวมาด้วย ทว่านี่คือสัญญาการร่วมมือเปิดร้านขายยาอย่างเป็นทางการระหว่างฮุ่ยเหนียงกับตระกูลหยาง เนื่องจากเรื่องหุ้นส่วนในยุคสมัยนี้ยังเป็นสิ่งใหม่เอี่ยม ในสัญญาจึงระบุไว้เพียงว่า ผลกำไรหกส่วนของร้านขายยาตกเป็นของร้านขายยาลู่ซื่อ ในขณะที่ตระกูลหยางยังคงมีสิทธิ์ในการบริหารจัดการร้านเช่นเดิม

เสิ่นซีลอบคิดในใจ หยางหลิงเหอคงคิดว่าตราบใดที่เขายังดำรงตำแหน่งเป็นหลงจู๊ของร้าน ผู้อื่นย่อมไม่มองว่าเขาขายกิจการบรรพชนให้แก่คนนอก เช่นนี้ก็ย่อมไม่นับว่าเนรคุณต่อบรรพชน

บางทีหยางหลิงเหออาจจะกำลังลอบปีติยินดีอยู่เงียบ ๆ ที่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ต้องนำโฉนดที่ดินและโฉนดร้านค้าอันเป็นฟางเส้นสุดท้ายมาค้ำประกัน การทำสัญญาที่ไร้ซึ่งหลักประกันใด ๆ ฉบับนี้แลกกับก้อนเงินที่กำลังต้องการอย่างเร่งด่วน นับว่าเป็นการจับเสือมือเปล่าโดยแท้

(เชิงอรรถผู้แปล: จับเสือมือเปล่า ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน 空手套白狼 (kōngshǒu tào báiláng) แปลตรงตัวว่า จับหมาป่ามือเปล่า หมายถึง การแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงหรือมีความเสี่ยงใด ๆ)

"...การช่วยตระกูลหยางชดใช้หนี้สินภายนอกในครานี้ พร้อมกับกว้านซื้อสมุนไพรมาอีกจำนวนหนึ่ง ลองคำนวณดูแล้วอย่างน้อยต้องใช้เงินถึงสองร้อยกว่าตำลึง ตามสัญญา พวกเราไม่อาจป่าวประกาศเรื่องการเข้าร่วมหุ้นร้านขายยาตระกูลหยางให้ภายนอกรับรู้ได้ ทว่าวันข้างหน้าร้านขายยาจะบริหารจัดการเช่นไร ย่อมเป็นสิทธิ์ขาดของพวกเรา" ฮุ่ยเหนียงกล่าวด้วยสีหน้าฮึกเหิม

ตลอดสองปีที่ผ่านมาด้วยการดูแลอย่างทุ่มเท ร้านขายยาลู่ซื่อได้เปลี่ยนจากภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังมาเป็นเริ่มมีผลกำไร และเจริญรุ่งเรืองจนสามารถขยายสาขาจากหนึ่งเป็นสองแห่ง มาบัดนี้ยังได้ขยับขยายกิจการไปถึงในเมืองถิงโจว นับได้ว่าประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างงดงาม ในเมื่อยามนี้จิตใจของนางไร้ซึ่งที่พึ่งพิง นางจึงทำได้เพียงทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการบริหารกิจการที่สามีทิ้งไว้ให้ดีที่สุดเท่านั้น

เสิ่นซีพยักหน้ารับ "วันข้างหน้าท่านน้าซุนจะเดินทางไปดูแลกิจการที่เมืองถิงโจวด้วยตนเองหรือไม่ขอรับ"

"คงไม่จำเป็นกระมัง" ฮุ่ยเหนียงไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน "มีคนตระกูลหยางคอยจัดการดูแลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะได้กำไรหรือขาดทุน ทางนั้นก็มีคนคอยดูแล พวกเราเดินทางไปคงไม่ค่อยสะดวกนัก"

เสิ่นซีรีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน "ข้าเกรงว่าคนตระกูลหยางจะเชื่อถือไม่ได้สิขอรับ ตอนนี้พวกเรามอบเงินให้พวกเขา พวกเขาก็ตกปากรับคำว่าจะแบ่งส่วนแบ่งของร้านขายยาตระกูลหยางให้พวกเราหกส่วน ทว่าหากพวกเรามอบเทียบยาสำเร็จรูปและหลักการบริหารจัดการให้พวกเขาไป พอพวกเขาได้กำไรแล้ว กลับพลิกลิ้นไม่ยอมรับเงื่อนไขเล่า จะทำเช่นไร"

"หากพึ่งพาเพียงสัญญาที่ไร้พยานรู้เห็นฉบับนี้ เกรงว่าต่อให้ไปฟ้องร้องถึงที่ว่าการอำเภอ ทางการก็คงทำเพียงตัดสินให้ตระกูลหยางชดใช้เงินจำนวนหนึ่งให้พวกเราเป็นอันจบเรื่อง ส่วนร้านขายยาก็ยังคงเป็นของตระกูลหยางอยู่ดี"

รอยยิ้มบนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงพลันแข็งค้าง เมื่อลองตรึกตรองคำพูดของเสิ่นซีอย่างถี่ถ้วน ก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล

เนื่องจากยุคสมัยนี้ยังไม่มีแนวคิดเรื่องการเข้าร่วมหุ้น ร้านค้าเป็นของตระกูลใดก็ย่อมเป็นของตระกูลนั้น ต่อให้ร้านขายยาตระกูลหยางแบ่งหุ้นให้ถึงหกส่วน แต่สิทธิ์ขาดก็ยังเป็นของตระกูลหยางอยู่วันยังค่ำ หากคนตระกูลหยางได้กำไรแล้วคิดจะพลิกลิ้น ทางที่ว่าการอำเภอก็ไม่มีบรรทัดฐานคดีเช่นนี้ให้ยึดถือ หากว่ากันตามวิสัยทั่วไปแล้ว มักจะตัดสินให้ตระกูลหยางมอบเงินชดเชยให้ฮุ่ยเหนียงจำนวนหนึ่ง และสุดท้ายก็มอบร้านขายยาตระกูลหยางคืนให้แก่ตระกูลหยางดังเดิม

เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้ฮุ่ยเหนียงทุ่มเทแรงกายแรงใจมากมายเพียงใด ก็เป็นเพียงการตัดชุดวิวาห์ให้ผู้อื่นสวมใส่โดยแท้

(เชิงอรรถผู้แปล: ตัดชุดวิวาห์ให้ผู้อื่นสวมใส่ (为他人做嫁衣裳) สำนวนจีนหมายถึง การลงแรงเหน็ดเหนื่อยทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ผลประโยชน์กลับตกเป็นของผู้อื่น)

ระหว่างที่ฮุ่ยเหนียงกำลังลังเลอยู่นั้น โจวซื่อก็ฟาดฝ่ามือลงบนหน้าผากของเสิ่นซีอย่างไม่ออมแรง "ไอ้เด็กเหม็น นั่นท่านอาหญิงกับท่านอาเขยของเจ้านะ เหตุใดถึงมองคนในแง่ร้ายเช่นนั้น"

เสิ่นซีรีบเอ่ยแก้ต่าง "ท่านแม่ ท่านอย่าลืมเพิงน้ำชาของบ้านเราสิขอรับ ตอนที่มอบให้ไป ท่านก็ไม่คาดคิดใช่หรือไม่ว่ามันจะกลายมาเป็นเช่นนี้ นั่นขนาดเป็นท่านย่ากับลุงรองนะขอรับ ท่านอาหญิงแต่งเข้าตระกูลหยางก็ถือเป็นคนตระกูลหยางแล้ว ดังคำกล่าวที่ว่าพี่น้องสายเลือดเดียวกันเรื่องเงินทองยังต้องคิดบัญชีให้ชัดเจน ต่อให้พวกเราไม่มีใจคิดร้ายต่อผู้ใด แต่ก็ไม่อาจไม่เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้"

คำพูดนี้ทำเอาโจวซื่อถึงกับเถียงไม่ออก เมื่อนึกถึงตอนที่จำใจต้องส่งมอบกิจการเพิงน้ำชาออกไป ภายในใจของนางก็รู้สึกขมขื่นยิ่งนัก นี่คือสาเหตุของรอยร้าวระหว่างนางกับเสิ่นหมิงจวิน และเป็นต้นสายปลายเหตุที่ทำให้นางปิดบังเรื่องที่ตนเองเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในโรงพิมพ์ไม่ให้ผู้เป็นสามีล่วงรู้มาจนถึงทุกวันนี้

จบบทที่ ตอนที่ 119 ร้านขายยาระบบหุ้นส่วน

คัดลอกลิงก์แล้ว