- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 117 ร่วมมือยากยิ่ง
ตอนที่ 117 ร่วมมือยากยิ่ง
ตอนที่ 117 ร่วมมือยากยิ่ง
ฮุ่ยเหนียงนึกว่าเกิดเรื่องร้ายแรงอันใด จึงรีบร้อนกลับมาด้วยความร้อนใจดั่งไฟสุม พอเห็นว่าร้านขายยาไม่มีเหตุร้ายอันใด นางจึงค่อยวางใจลง ยามนั้นเองเสิ่นซีก็มอบจดหมายให้นางอ่าน หลังจากอ่านจบ สีหน้าของฮุ่ยเหนียงก็ดูสับสนซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย เสิ่นซีลองวิเคราะห์สภาพจิตใจของนางแล้ว คาดว่าคงจะทั้งอยากขยายกิจการให้ใหญ่โต แต่ก็กลัวว่าการขยายกิจการอย่างมืดบอด จะทำให้เงินทุนที่สะสมมาทั้งหมดต้องสูญเปล่า
"พี่สาวเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ?" ฮุ่ยเหนียงหันไปถามโจวซื่อ
เวลานี้ฮุ่ยเหนียงไร้ซึ่งเสาหลักพึ่งพิง มีเรื่องอันใดก็ทำได้เพียงปรึกษาหารือกับโจวซื่อเท่านั้น ธรรมดาของสตรีเมื่อจะลงมือทำสิ่งใดก็มักจะระมัดระวังรอบคอบเป็นพิเศษ หากพูดให้ระคายหูสักหน่อย ก็คือขี้ขลาดตาขาวห่วงหน้าพะวงหลัง
โจวซื่อส่ายหน้ายิ้มขื่น "เรื่องแบบนี้ข้าจะไปตัดสินใจได้อย่างไร ก็ต้องแล้วแต่การตัดสินใจของเจ้านั่นแหละ ทว่าตระกูลหยางก็เป็นญาติเกี่ยวดองกับตระกูลเสิ่น พวกเขาก็ทำธุรกิจค้าสมุนไพรเหมือนกัน เรื่องนี้... คงจะช่วยเหลือได้ยากนัก..."
เสิ่นซีหัวเราะร่วน "ท่านแม่พูดผิดแล้วขอรับ อย่างมากพวกเราก็แค่ซื้อกิจการร้านขายยาของตระกูลหยางมาก็สิ้นเรื่อง"
"พูดจาเหลวไหล!" โจวซื่อตวาด "นั่นเป็นทรัพย์สินของบ้านท่านอาหญิงของเจ้า พวกเรามีสิทธิ์อะไรไปพูดว่าจะซื้อก็ซื้อ? เจ้าอยากให้คนอื่นชี้หน้าด่าทอลับหลังพวกเราหรืออย่างไร?"
เสิ่นซีทอดถอนใจ "ท่านแม่ ท่านคงจะยังไม่เข้าใจเนื้อความในจดหมายกระมังขอรับ ท่านอาหญิงบอกว่าร้านขายยาของตระกูลหยางทำได้แค่ประคับประคองไปวันๆ แต่ดันไปติดหนี้สินคนอื่นไว้ ไม่มีเงินซื้อของเข้าร้าน แล้วจะให้ประคับประคองต่อไปได้อย่างไร? หากเจ้าหนี้มาทวงถึงหน้าประตูบ้านจะทำอย่างไรเล่า? สู้ขายให้พวกเรา ไม่แน่ว่าอาจจะฟื้นคืนชีพกลับมาได้ ดีกว่าปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือคนอื่นนะขอรับ"
โจวซื่อเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "ร้ายแรงถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?"
ฮุ่ยเหนียงถอนหายใจแผ่วเบา เอ่ยว่า "พี่สาวอาจจะไม่ค่อยรู้เรื่องการตลาดนัก นับตั้งแต่เกิดโรคระบาดเมื่อปีกลาย ธุรกิจร้านขายยาก็ทำได้ยากลำบากยิ่งนัก ราคาสมุนไพรในแต่ละพื้นที่พุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ร้านขายยาที่ปิดกิจการไปมีให้เห็นดาษดื่น... การที่ร้านขายยาของตระกูลหยางยังสามารถยืนหยัดมาได้ถึงตอนนี้ คงต้องอาศัยทรัพย์สินดั้งเดิมที่มีอยู่ แต่เกรงว่าคงจะประคับประคองต่อไปได้อีกไม่นานนัก"
โจวซื่อขมวดคิ้ว เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ "แล้วเหตุใดกิจการร้านขายยาของพวกเราถึงดูเหมือนจะไปได้สวยเล่า?"
ฮุ่ยเหนียงยิ้มพลางดึงตัวเสิ่นซีเข้ามากอด ลูบศีรษะเล็กๆ ของเขาแล้วเอ่ยว่า "นั่นก็ต้องขอบคุณหมอเทวดาน้อยของพวกเรามิใช่หรือ หากไม่ใช่เพราะปีที่แล้วเขาช่วยปลูกฝีดาษวัว ทำให้ผู้คนในตัวอำเภอและละแวกใกล้เคียงจดจำความดีของพวกเราไว้ กิจการร้านขายยาของพวกเราจะราบรื่นถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?"
เมื่อได้ยินฮุ่ยเหนียงเอ่ยชมเสิ่นซี ใบหน้าของโจวซื่อก็เปล่งประกายภาคภูมิใจ ทว่าเมื่อนึกถึงร้านขายยาของตระกูลหยางที่กำลังจะปิดกิจการ นางก็ยิ้มไม่ออก
ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอว่า "หรือว่าพี่สาวจะหาเวลาว่างเดินทางไปที่เมืองถิงโจวสักครา เพื่อไปดูให้เห็นกับตาว่าสถานการณ์ทางฝั่งตระกูลหยางเป็นอย่างไรกันแน่?"
โจวซื่อรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "ข้าเป็นสตรีชาวบ้าน จะให้รอนแรมแสนไกลไปถึงเมืองถิงโจวเพื่ออันใดกัน? หากจะไป ให้น้องสาวไปน่าจะเหมาะสมกว่า"
"ข้าไปก็ใช่ว่าจะไม่ได้ แต่ตอนนี้ข้าต้องวิ่งรอกไปมาระหว่างร้านขายยากับโรงพิมพ์ ปลีกตัวไปไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ" ขณะที่พูด สายตาของฮุ่ยเหนียงก็ทอดมองไปที่เสิ่นซีอย่างไม่รู้ตัว ทว่าคราวนี้นางไม่ได้เอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเสิ่นซี ขนาดพวกนางยังไปเมืองถิงโจวไม่ได้ นับประสาอะไรกับเด็กน้อยอย่างเสิ่นซี
เสิ่นซีกระตุกแขนเสื้อของฮุ่ยเหนียงเบาๆ เอ่ยว่า "ท่านแม่ ท่านน้าซุน ในเมื่อทางครอบครัวท่านอาเขยเป็นฝ่ายขอให้พวกเราช่วย แล้วทำไมต้องเป็นพวกเราที่ต้องเดินทางไปเมืองถิงโจวด้วยเล่าขอรับ? เขียนจดหมายตอบกลับไป ให้พวกเขาเดินทางมาหาพวกเราไม่ดีกว่าหรือ? ช่วงนี้ท่านย่ากับลุงใหญ่กำลังมีปัญหากันอยู่พอดี ให้พวกเขากลับมาเยี่ยมบ้าน แล้วก็ช่วยไกล่เกลี่ยไปในตัวเลยไงขอรับ"
ดวงตาของโจวซื่อเป็นประกาย นางหันไปมองฮุ่ยเหนียงเป็นเชิงถาม "ที่เขาพูดมาก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย... น้องสาว เจ้าเห็นว่าอย่างไร?"
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ายิ้มๆ "เสี่ยวหลางฉลาดที่สุด พี่สาวลองเขียนจดหมายตอบกลับไปดูก่อนเถิด ทว่าควรจะเขียนเช่นไรดีเล่า..."
"ก็เขียนไปว่า พวกเรายินดีจะยื่นมือเข้าช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ แต่พวกเขาต้องโอนหุ้นส่วนใหญ่ในร้านขายยาให้พวกเรา และอำนาจการบริหารจัดการร้านขายยาในภายภาคหน้าก็ต้องตกเป็นของพวกเราด้วย เช่นนี้ถึงจะพอมีเรื่องให้เจรจากันได้"
เสิ่นซีพูดรัวเป็นปืนกล
ฮุ่ยเหนียงรีบส่ายหน้า "ไม่ดีๆ คำพูดเช่นนี้ฟังดูล่วงเกินคนเกินไป ดีไม่ดีภายหน้าพวกท่านอาจจะมองหน้ากันไม่ติดแม้แต่ในฐานะญาติพี่น้อง... ข้าว่าเอาไว้รอเจอหน้ากันก่อนค่อยเจรจากันดีกว่า"
ฮุ่ยเหนียงเป็นคนมีเหตุผล เรื่องที่จะให้ไปแย่งชิงกิจการสืบทอดประจำตระกูลของผู้อื่นนั้น นางทำใจกระทำไม่ลงจริงๆ แต่นางก็อยากจะขยายกิจการให้เติบโต ชั่วขณะนั้นนางจึงรู้สึกรู้สึกลังเลใจอย่างยิ่ง ทำอะไรไม่ถูก
ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อช่วยกันปรึกษาหารือร่างจดหมายขึ้นมา คืนนั้นสตรีทั้งสองนอนห้องเดียวกัน ความสัมพันธ์ช่างแนบแน่นยิ่งกว่าพี่น้องร่วมอุทรเสียอีก ทั้งสองซุบซิบกระซิบกระซาบกันอยู่ในห้องทั้งคืน พอรุ่งเช้าจดหมายก็ถูกเขียนเสร็จสรรพ ทว่าด้วยเกรงว่าจะกระทบต่อการเรียน จึงไม่ยอมให้เสิ่นซีดู
เสิ่นซีเบ้ปาก เดิมทีเขายังคิดจะช่วยแนะนำเรื่องการเลือกใช้ถ้อยคำให้สักหน่อย ในเมื่อฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อไม่รับน้ำใจ เขาก็คร้านจะสอดปากอีก
เรื่องที่จะเสนอฮุ่ยเหนียงให้แยกโรงพิมพ์ออกเป็นส่วนๆ และตั้งสาขาย่อยนั้น เขาก็ยังไม่ได้ปริปากบอกฮุ่ยเหนียง สิ่งที่เขาคิดก็คือ จัดการเรื่องร้านขายยาของตระกูลหยางให้เรียบร้อยเสียก่อน รอให้มีฐานที่มั่นในเมืองถิงโจวแล้วค่อยว่ากันอีกที
จดหมายถูกส่งออกไปตั้งแต่เช้าตรู่วันที่สี่เดือนเก้า พอถึงวันที่สิบก็มีจดหมายตอบกลับมาแล้ว ระยะทางจากอำเภอหนิงฮว่าไปยังเมืองถิงโจวนั้นไม่ได้ไกลมากนัก ประกอบกับปัญหาโจรผู้ร้ายก็ถูกกวาดล้างไปหมดแล้ว เส้นทางจึงนับว่าปลอดภัย การเดินทางไปกลับจากตัวเมืองจึงถือว่าสะดวกสบายทีเดียว
ในจดหมายตอบกลับของตระกูลหยาง แจ้งว่าสองสามีภรรยาตระกูลหยางจะเดินทางมาถึงตัวอำเภอหนิงฮว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และจะไปเจรจากับฮุ่ยเหนียงที่ร้านขายยาด้วยตนเอง พร้อมกันนั้นก็แนบจดหมายทักทายมาถึงคนตระกูลเสิ่นด้วยอีกฉบับหนึ่ง
การเดินทางมาของสองสามีภรรยาตระกูลหยางในครั้งนี้ ในนามก็คือมาเยี่ยมเยียนหลี่ซื่อฮูหยินเฒ่า และเพื่อช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาภายในครอบครัวไปพร้อมกัน
วันที่สิบสามเดือนเก้า หยางหลิงเหอบิดาของหยางเหวินเจาและหยางเสิ่นซื่อผู้เป็นภรรยา ได้โดยสารเรือมาขึ้นฝั่งที่ต้าเสวี่ยหลิ่ง จากนั้นก็เปลี่ยนมานั่งรถม้าเดินทางตามถนนหลวงอีกสองวันจึงมาถึงตัวอำเภอหนิงฮว่า เสิ่นหมิงจวินออกไปต้อนรับด้วยตนเองถึงนอกเมือง เมื่อทั้งสองเข้าเมืองมาก็มุ่งหน้าไปเยี่ยมหลี่ซื่อที่บ้านตระกูลเสิ่นสายหลักทันที
ตกบ่าย หยางหลิงเหอและหยางเสิ่นซื่อก็เดินทางออกจากบ้านตระกูลเสิ่นสายหลัก เดิมทีบอกว่าจะแวะมานั่งเล่นที่บ้านของเสิ่นหมิงจวิน ทว่าแท้จริงแล้วตั้งใจจะมาเจรจาธุรกิจที่ร้านขายยาต่างหาก สองสามีภรรยาถึงขั้นไม่ได้บอกกล่าวต้นสายปลายเหตุให้ฮูหยินเฒ่าได้รับรู้เลยด้วยซ้ำ
เสิ่นซีข้ามภพมายังโลกนี้ได้สองปีกว่าแล้ว เขาได้พบหน้าท่านอาหญิงอย่างหยางเสิ่นซื่ออยู่บ่อยครั้ง ทุกครั้งที่หยางเสิ่นซื่อทะเลาะกับสามี นางก็มักจะพาบุตรชายกลับมาพักที่หมู่บ้านเถาฮวาสักระยะหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เสิ่นซีจึงคุ้นเคยกับหยางเหวินเจาเป็นอย่างดี ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบหน้าท่านอาเขยอย่างหยางหลิงเหอ
ฮุ่ยเหนียงรีบกลับมาที่ร้านตั้งแต่หัววัน นั่งปรึกษาหารือกับสองสามีภรรยาตระกูลหยางในห้องโถงหลังร้านโดยปิดประตูเงียบ เสิ่นซีอยากจะอยู่ร่วมฟังด้วย ทว่ากลับถูกโจวซื่อไล่ออกมาเสียก่อน
เสิ่นซีมาสอนหลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์คัดลายมืออยู่ที่ลานเรือนด้านหลัง ทว่าในใจกลับคอยพะวงว่าการเจรจาด้านในดำเนินไปถึงไหนแล้ว อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เขาจึงอยากจะมีส่วนร่วมด้วย
ยามพลบค่ำ สองสามีภรรยาตระกูลหยางก็เดินทางออกจากร้านขายยา มุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมเพื่อพักแรม พร้อมกันนั้นก็ถือโอกาสไปไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในครอบครัวกับเสิ่นหมิงเหวิน บุตรชายคนโตของตระกูลเสิ่น
เมื่อส่งแขกกลับไปแล้ว โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงจึงเดินกลับมาที่ลานเรือนด้านหลัง นั่งลงริมขอบบ่อพลางปรึกษาหารือกันเสียงเบาอีกครั้ง จากสีหน้าของพวกนาง เสิ่นซีเดาว่าการเจรจาคงจะไม่ราบรื่นนัก
"ท่านแม่ ข้าหิวแล้ว คืนนี้ทำกับข้าวเร็วหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?" เสิ่นซีหาข้ออ้างเดินเข้าไปใกล้ แท้จริงแล้วอยากจะแอบฟังว่าสตรีทั้งสองกำลังคุยเรื่องอันใดกัน
โจวซื่อเอ่ยปากด่าทันที "ไอ้เด็กเหม็นนี่เรื่องมากจริง หิวก็ไปหาอะไรที่หน้าเตารองท้องไปก่อนสิ"
ฮุ่ยเหนียงตระหนักได้ว่าการเจรจาธุรกิจกับตระกูลหยางไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิดไว้แต่แรก จึงเรียกให้เสิ่นซีนั่งลง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"เสี่ยวหลาง ก่อนหน้านี้เจ้าเคยบอกว่าพวกเราควรขยายกิจการไปที่เมืองถิงโจวมิใช่หรือ? เจ้ามีแผนการดีๆ อันใดบ้าง?"
เสิ่นซีฉีกยิ้มทำหน้าทะเล้น "ท่านน้าซุนเพิ่งจะมานึกถึงข้าเอาป่านนี้... ฮึ ถามข้า ข้าก็ไม่บอกหรอก..."
ฮุ่ยเหนียงรีบนั่งยองๆ ลงตรงหน้าพลางเอาใจ "เอาล่ะๆ เสี่ยวหลาง น้าผิดไปแล้ว ประเดี๋ยวน้าจะหาของอร่อยๆ กับของเล่นสนุกๆ มาให้เจ้าเป็นการไถ่โทษดีหรือไม่?"
"ฮึ ท่านน้าก็ยังคงเห็นข้าเป็นเด็กอยู่ร่ำไป ข้าโตแล้วนะขอรับ อย่าเอะอะก็เอาของกินของเล่นมาหลอกล่อข้าสิ ขอเพียงวันหนัาหากมีเรื่องอันใด ท่านน้าก็มาปรึกษาหารือกับข้าให้มากขึ้นก็พอแล้ว อย่าทำเหมือนวันนี้ ที่พวกท่านคุยธุระกันแล้วไม่ยอมให้ข้าร่วมฟังด้วย"
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ายิ้มๆ มองดูเสิ่นซีด้วยสายตาที่เหม่อลอยเล็กน้อย ราวกับมองเห็นเงาของใครบางคนทับซ้อนอยู่บนตัวของเสิ่นซี
โจวซื่อเร่งเร้า "มีอะไรก็รีบพูดมา มิเช่นนั้นแม่จะฟาดเจ้าให้"
เสิ่นซีจึงปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น "ข้ายังไม่รู้เลยว่าพวกท่านเจรจาอะไรกันบ้าง อย่างเช่นสถานการณ์ปัจจุบันของร้านขายยาตระกูลหยางเป็นอย่างไร เป็นหนี้สินอยู่เท่าไร และพวกเขาต้องการร่วมมือด้วยวิธีการใด"
ฮุ่ยเหนียงเพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่า เสิ่นซีมีความคิดที่รอบคอบกว่าที่นางคาดคิดไว้มากนัก นางจึงค่อยๆ อธิบายรายละเอียดให้ฟังทีละข้อ