- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 115 ญาติพี่น้องร่วมสายโลหิต
ตอนที่ 115 ญาติพี่น้องร่วมสายโลหิต
ตอนที่ 115 ญาติพี่น้องร่วมสายโลหิต
คืนวันเทศกาลไหว้พระจันทร์ โจวซื่อเอาแต่กลัดกลุ้มอึดอัดคับข้องใจ ทว่าพอรุ่งเช้าวันถัดมา นางก็ยังคงทำหน้าที่ภรรยาที่ดีอย่างครบถ้วน นางให้ซิ่วเอ๋อร์นำเนื้อวัวสองชั่งที่ฮุ่ยเหนียงแบ่งให้เมื่อวาน ไปมอบให้ครอบครัวญาติผู้ใหญ่ฝั่งสายหลักของตระกูลเสิ่น พร้อมกับของขวัญอีกเล็กๆ น้อยๆ อย่างไรเสียฮูหยินเฒ่าก็อาศัยอยู่กับครอบครัวบ้านใหญ่มาโดยตลอด ก็สมควรต้องแสดงน้ำใจเสียหน่อย
โจวซื่ออยากจะถามเสิ่นหมิงจวินมาตลอดว่าเหตุใดจึงไม่ยอมกลับบ้านในช่วงเทศกาล ทว่าผ่านไปอีกสองวันก็ยังคงไร้ข่าวคราวจากเสิ่นหมิงจวิน นางจึงเริ่มกระวนกระวายใจ เกรงว่าสามีจะไปทำเรื่องลับลมคมในอะไรข้างนอก จึงรีบไปสอบถามที่จวนตระกูลหวัง ถึงได้รู้ว่าเสิ่นหมิงจวินติดตามหวังชางเนี่ยนายจ้างใหญ่ของตระกูลหวังออกไปเก็บค่าเช่าที่นานอกเมือง
เมื่อไม่มีบุรุษอยู่ในบ้าน โจวซื่อจึงพาเสิ่นซีและหลินไต้ไปนอนที่ร้านขายยาทุกวัน ตกกลางคืนเสิ่นซีก็เบียดตัวนอนเตียงเดียวกับหลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์ หลังจากเล่านิทานจบก็โอบซ้ายประคองขวา แม้หลินไต้จะอิจฉาที่ลู่ซีเอ๋อร์คอยแต่จะมาคลอเคลียเสิ่นซีอยู่บ้าง ทว่าความสัมพันธ์ของนางกับลู่ซีเอ๋อร์ก็ไม่ได้แตกร้าวแต่อย่างใด ลู่ซีเอ๋อร์เองก็รู้ว่าพี่สาวคนนี้ไม่ใช่คนที่จะไปล่วงเกินได้ง่ายๆ ทุกครั้งจึงมักจะใช้ลูกอ้อนเข้าสู้เสมอ วิธีนี้ใช้ได้ผลกับเสิ่นซีฉันใด ก็ย่อมใช้ได้ผลกับหลินไต้ฉันนั้น
ครั้นเสิ่นหมิงจวินกลับมา โจวซื่อก็เริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียวใส่สามีมากขึ้น
เมื่อก่อนโจวซื่อมักจะปากร้ายแค่ตอนอยู่ข้างนอก ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าสามีกลับทำตัวออดอ้อนออเซาะ ทว่านับตั้งแต่นางมีความลับซ่อนอยู่ในใจ ผนวกกับเสิ่นหมิงจวินที่มักจะหลบหน้านางอยู่เสมอ ทำให้อารมณ์ของนางเริ่มแปรปรวนมากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งก็ถึงขั้นทำสงครามเย็นกับสามี ไม่สนใจไยดี
เสิ่นซีอยากหาโอกาสปรึกษาบิดาเรื่องการเริ่มต้นธุรกิจใหม่อีกครั้ง ทว่าก็ยังหาโอกาสเหมาะๆ ไม่ได้เสียที
เวลาล่วงเลยมาถึงปลายเดือนแปด ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มร่วงหล่น เสิ่นซีจึงต้องสวมเสื้อผ้าหนาขึ้น
เมื่อความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น เสิ่นซีก็ไม่ต้องสวมเสื้อผ้าที่มีรอยปะชุนอีกต่อไป ทุกๆ สองสามวันก็สามารถเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้านได้ โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงมักจะให้เงินค่าขนมเขาเป็นบางครั้ง ทว่าเขาเก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้จ่ายอันใด จึงเก็บสะสมไว้จนหมด บัดนี้ไม่ทันรู้ตัวก็มีเงินเก็บถึงเจ็ดแปดตำลึงแล้ว
"ลูกศิษย์ที่ดี เมื่ออยู่บ้านพึงกตัญญู ออกนอกบ้านพึงรักใคร่ปรองดอง สำรวมตนและรักษาคำสัตย์ มีเมตตาต่อคนทั้งปวง..."
วันนั้นเสิ่นซีบังเอิญเป็นไข้หวัด อาการไม่ค่อยสู้ดีนัก ซูอวิ๋นจงอาจารย์ในสถานศึกษากำลังอธิบายความหมายของคัมภีร์หลุนอวี่อยู่หน้าชั้นเรียน เสิ่นซีนั่งฟังอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ทว่าไม่ใช่แค่เขาเพียงคนเดียว เพื่อนร่วมชั้นที่อยู่ข้างๆ ก็แทบจะไม่มีใครตั้งใจฟังเลยเช่นกัน เนื้อหาของคัมภีร์หลุนอวี่ท่อนนี้ เป็นเนื้อหาที่จะถูกนำมาเรียบเรียงเป็น "คัมภีร์ตี้จื่อกุย" ในอีกสองสามร้อยปีให้หลัง สิ่งที่ซูอวิ๋นจงพร่ำสอน เสิ่นซีกลับฟังหูซ้ายทะลุหูขวา เนื่องจากเป็นไข้หวัดประกอบกับพักผ่อนไม่เพียงพอ เขาจึงอยากจะฟุบหลับไปเสียเดี๋ยวนั้น
"เสิ่นหยวน เจ้าลุกขึ้นมาท่องคัมภีร์หลุนอวี่ท่อนต่อไปให้ฟังหน่อยสิ"
จู่ๆ ซูอวิ๋นจงก็เอ่ยขึ้นมา เสิ่นซีสะดุ้งสุดตัว วิญญาณแทบจะกลับเข้าร่างในทันที บรรดานักเรียนรอบข้างต่างก็พากันสะดุ้งโหยง
เมื่ออาจารย์สั่งให้ท่องจำ คนที่ท่องได้คล่องแคล่วย่อมอยากถูกเรียกชื่อ เพื่อจะได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ ส่วนคนที่ท่องไม่คล่องก็มักจะทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว เกรงว่าจะถูกเรียกให้ออกไปขายหน้า
เสิ่นหยวนผู้มีผลการเรียนโดดเด่นเหนือผู้คนในวัยเดียวกัน ทว่ากลับถูกเสิ่นซีข่มรัศมีอยู่เสมอ ลุกขึ้นยืนท่องจำ ไม่เพียงแต่ท่องได้คล่องแคล่ว แต่ยังออกเสียงชัดเจนฉะฉาน ซูอวิ๋นจงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง
เดิมทีซูอวิ๋นจงให้ความสำคัญกับลูกหลานตระกูลเสิ่นเป็นอย่างมาก ทว่าหลังจากเกิดเรื่องคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลินขึ้น เขาก็เริ่มรู้สึกตะขิดตะขวงใจกับเสิ่นซี จึงหันมาทุ่มเทความสนใจให้กับการขัดเกลาเสิ่นหยวนแทน
ในมุมมองของซูอวิ๋นจง บรรดาลูกหลานตระกูลเสิ่นทั้งสามคนที่เรียนอยู่ในสถานศึกษาแห่งนี้ เสิ่นหย่งจั๋วหลานชายคนโตนั้นมีสติปัญญาธรรมดา โอกาสที่จะสอบผ่านถงเซิงมีไม่มากนัก ส่วนเสิ่นซีแม้จะฉลาดหลักแหลม แต่กลับไม่เอาถ่าน เพิ่งเข้าเรียนได้ไม่ทันไรก็ริอ่านแต่งตำราเบิกปัญญาเสียแล้ว ต่อให้แต่งได้ดีเพียงใดก็ดูเหมือนเป็นการอวดรู้
มีเพียงเสิ่นหยวนเท่านั้น ที่ไม่เพียงแต่ฉลาดหลักแหลมแต่กำเนิด แต่ยังถ่อมตนใฝ่รู้ ถือเป็นบุคลากรที่ควรค่าแก่การสั่งสอน สาเหตุหลักก็คือเสิ่นหยวนมักจะเข้าไปสอบถามความรู้ที่ไม่เข้าใจกับเขาอยู่เสมอ ส่วนเสิ่นซีนั้นกลับไม่มีความกระตือรือร้นในการใฝ่หาความรู้เช่นนี้เลย
"กลับไปแล้วก็ท่องจำให้ขึ้นใจ เขียนอธิบายความหมายออกมา พรุ่งนี้นำมาส่งให้อาจารย์ที่นี่"
เมื่อซูอวิ๋นจงฟังเสิ่นหยวนท่องจนจบ มองดูนาฬิกาแดดที่หน้าประตูก็เห็นว่าใกล้จะได้เวลาเลิกเรียนแล้ว จึงให้นักเรียนทบทวนบทเรียนกันเอง ส่วนเขาต้องไปตรวจตราอีกสองห้องที่เหลือ
(เชิงอรรถผู้แปล: นาฬิกาแดด (日晷 - รื่อกุ่ย) คือเครื่องมือบอกเวลาในสมัยโบราณ ทำงานโดยอาศัยทิศทางของแสงอาทิตย์ที่ทอดเงาลงบนหน้าปัดเพื่อดูเวลาในช่วงกลางวัน)
พออาจารย์เดินคล้อยหลังไป เสิ่นหยวนก็นั่งลงท่องจำอย่างตั้งใจ เสียงอ่านหนังสือดังเจื้อยแจ้ว
เพื่อนร่วมชั้นที่นั่งข้างๆ เสิ่นหยวนเอ่ยค่อนขอดด้วยความดูแคลน "ท่องไปแล้วจะได้ประโยชน์อันใด สุดท้ายก็ต้องกลับไปเป็นชาวนาบ้านนอกอยู่ดีมิใช่หรือ?"
คนที่พูดคือหลินฉี หลานชายหลงจู๊ร้านขายข้าวสารในเมือง รูปร่างสูงใหญ่กว่าเด็กวัยเดียวกัน มักจะชอบรังแกผู้อื่นเป็นประจำ และเสิ่นหยวนก็คือคนที่ถูกเขารังแกมากที่สุด
น้ำเสียงนั้นดังกังวาน ราวกับจงใจพูดให้เสิ่นหยวนได้ยิน
เสิ่นหยวนได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าลง เสียงท่องหนังสือเบาลงอย่างไม่รู้ตัว เสิ่นหยวนมีหยิ่งในศักดิ์ศรี แต่กลับขี้ขลาดตาขาว ไม่กล้ามีปากเสียงกับผู้ใด ต่อให้ปกติจะถูกเพื่อนร่วมชั้นรังแก เขาก็ทำได้เพียงกลืนเลือดลงคอ
(เชิงอรรถผู้แปล: กลืนเลือดลงคอ (忍气吞声) ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน แปลตรงตัวว่า กลั้นลมหายใจกลืนเสียง หมายถึงฝืนทนความคับแค้นโดยไม่กล้าพูด)
"นี่"
เสิ่นซีหาวหวอดหนึ่ง ก่อนจะโต้กลับไปว่า "ใช่ พวกเรากลับไปเป็นชาวนาบ้านนอก แล้วเจ้าล่ะจะทำอะไร? นี่เจ้าจงใจเยาะเย้ยเพื่อนร่วมชั้นทุกคนในที่นี้อย่างนั้นหรือ?"
เพื่อนร่วมชั้นในที่นี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนในละแวกอำเภอและพื้นที่ใกล้เคียง แม้หลายคนจะมีฐานะดี ครอบครัวเกินครึ่งเป็นเศรษฐีที่ดิน แต่ถึงอย่างไรก็ยังต้องพึ่งพาที่ดินทำกิน คำพูดของเสิ่นซีเพียงประโยคเดียว กลับพลิกแพลงความไม่พอใจของหลินฉีที่มีต่อเสิ่นหยวน ให้กลายเป็นการโจมตีเพื่อนร่วมชั้นทุกคนแทน วิธีการเบี่ยงเบนความเกลียดชังของเขานับว่าทำได้ดีเยี่ยม
มีนักเรียนข้างๆ รีบโต้แย้งขึ้นมาทันที "พวกเรากลับไปเป็นชาวนาบ้านนอกก็จริง แต่ในลำดับซื่อหนงกงซาง พวกเราก็ยังจัดว่าสูงกว่าพ่อค้าวาณิช อีกอย่าง อาจารย์ก็บอกแล้วว่า งานใดๆ ล้วนต่ำต้อย มีเพียงการศึกษาที่สูงส่ง พวกเราเรียนหนังสือก็เพื่อความก้าวหน้า สักวันหนึ่งจะได้เข้ารับราชการ หลินเหล่าลิ่ว เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร?"
(เชิงอรรถผู้แปล: ซื่อหนงกงซาง (士农工商) ลำดับชนชั้นทางสังคมทั้งสี่ ได้แก่ ปัญญาชน ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า - เหล่าลิ่ว (老六) เป็นธรรมเนียมการเรียกขานของชาวจีน หมายถึง บุตรชายหรือพี่น้องลำดับที่หกในตระกูล)
"ใครว่าพวกเจ้ากันเล่า?"
หลินฉีหน้าแดงก่ำ ไม่นานก็เกิดการโต้เถียงกับเพื่อนร่วมชั้น ยิ่งเถียงก็ยิ่งดุเดือด จนในที่สุดก็ไม่มีใครสนใจเสิ่นหยวนอีกต่อไป
เสิ่นหยวนอ่านหนังสือต่อไป ทว่าก็ไม่กล้าออกเสียงอีก เพราะเกรงจะถูกคนอื่นเยาะเย้ย
พอเลิกเรียน เสิ่นซีก็เดินเข้าไปทักทาย "พี่หก วันนี้ท่านแม่ให้ข้าพาพี่กลับไปกินข้าวด้วยกัน ตอนนี้ตามข้ามาด้วยเลยสิ"
"มะ... ไม่เป็นไรหรอก"
เมื่อความเป็นอยู่ของครอบครัวเสิ่นซีเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับผลการเรียนของเสิ่นซีก็โดดเด่นกว่าเขาอยู่เสมอ เสิ่นหยวนจึงเริ่มรู้สึกต้อยต่ำเมื่ออยู่ต่อหน้าน้องชายอย่างเสิ่นซี เขาได้แต่ก้มหน้าก้มตา คิดจะกลับไปทบทวนตำราต่อที่ห้องพักด้านหลังสถานศึกษา
ทว่าเสิ่นซีกลับดึงมือเขาไว้ พลางเอ่ยว่า "หากข้าไม่พาพี่กลับไปด้วย ท่านแม่ต้องตีข้าแน่ๆ"
เสิ่นซีลากเสิ่นหยวนเดินออกไปนอกห้องเรียน ทว่าพอถึงประตูก็ถูกหลินฉีขวางไว้ หลินฉีผลักเสิ่นซีไปทีหนึ่ง ก่อนจะตวาดด้วยความเดือดดาลว่า
แม้หลินฉีจะตัวสูงกว่าเสิ่นซีครึ่งศีรษะ แต่เขากลับไม่กล้าเผชิญหน้ากับเสิ่นซีตรงๆ ประการแรกเป็นเพราะทั้งปู่และพ่อของเขาต่างก็เคยเตือนไว้ว่า ต่อให้จะไปมีเรื่องกับใครก็ห้ามลงไม้ลงมือกับคุณชายน้อยตระกูลเสิ่นเป็นอันขาด ประการที่สองคือเป็นเพราะหวังหลิงจือมักจะมาหาเสิ่นซีเพื่อเล่นด้วยกันอยู่เสมอ หวังหลิงจืออายุมากกว่าพวกเขาสองปี เคยมีครั้งหนึ่งตอนที่หวังหลิงจือแวะมา กลับไปมีเรื่องชกต่อยกับนักเรียนอายุสิบสามสิบสี่ปีคนหนึ่งเข้า เด็กคนนั้นถูกหวังหลิงจืออัดจนหมอบกระแตตุ๋ยอยู่กับพื้นลุกไม่ขึ้น นับตั้งแต่นั้นมา เพื่อนร่วมชั้นทุกคนก็รู้กันดีว่าเสิ่นซีมี "ศิษย์น้อง" ที่สู้ยิบตาไม่กลัวตายอยู่คนหนึ่ง ใครที่กล้าล่วงเกินเสิ่นซีย่อมต้องมีจุดจบที่ไม่สวยงามนัก
เสิ่นซีตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ "เสิ่นหยวนเป็นพี่หกของข้า หากข้าไม่ช่วยเขาแล้วจะให้ไปช่วยใคร?"
หลินฉีเพิ่งจะถูกเพื่อนร่วมชั้นรุมต่อว่ามาหมาดๆ รู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง จึงคิดจะหาเรื่องต่อ จังหวะนั้นเองก็มีเด็กหนุ่มสวมชุดเสื้อกางเกงขาสั้นสีขาวกระโดดโลดเต้นเข้ามาทางประตูห้องเรียนราวกับลิงค่าง "ศิษย์พี่ เลิกเรียนแล้วหรือ? ไปเถอะ พวกเราออกไปเล่นกัน" ผู้ที่มาก็คือหวังหลิงจือที่กะเวลามาเรียนวิทยายุทธ์กับเสิ่นซีนั่นเอง
เดิมทีหลินฉีเตรียมจะพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อของเสิ่นซีอยู่แล้ว แต่พอเห็นหวังหลิงจือ เขาก็ตกใจจนหดหัวกลับไป แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นก็มองส่งเสิ่นซีทั้งสามคนเดินออกจากสถานศึกษาไป
ตลอดทางกลับบ้าน หวังหลิงจือเอาแต่เล่าให้เสิ่นซีฟังถึงสิ่งที่เขาได้พบเห็นตอนที่ตามบิดาไปเก็บค่าเช่าที่นานอกเมือง หวังหลิงจือเติบโตมาในเมืองตั้งแต่เด็ก ไม่เคยไปชนบทมาก่อน คราวนี้พอได้ไปเยือนหมู่บ้าน เขาจึงรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พบเห็นล้วนน่าสนุกไปเสียหมด
หวังชางเนี่ยมีบุตรชายสองคน บุตรชายคนโตยังคงถูกคุมขังอยู่ในคุก ไม่รู้ว่าจะได้ออกมาเมื่อใด ดังนั้นหวังชางเนี่ยนอกจากจะส่งเสริมให้หวังหลิงจือเล่าเรียนแล้ว ก็ยังหวังให้บุตรชายคนเล็กสืบทอดกิจการของตระกูลในภายภาคหน้าด้วย
หลังจากที่บุตรชายคนโตติดคุกเพราะเรื่องค้าขาย ตระกูลหวังก็ถอนตัวจากกิจการส่วนนี้ไปโดยปริยาย ทำให้รายได้ก้อนใหญ่หายไปในพริบตา โชคดีที่ตระกูลยังมีที่นาอยู่อีกไม่น้อย ลำพังแค่ค่าเช่าที่นาก็เพียงพอที่จะทำให้คนตระกูลหวังทั้งบนและล่างมีกินมีใช้ไม่อดตาย
"ศิษย์พี่ ท่านเคยบอกว่าท่านมาจากชนบท เมื่อใดจะพาข้าไปเที่ยวที่นั่นบ้างล่ะขอรับ?" หวังหลิงจือเอ่ยด้วยความคาดหวัง
"มองแวบแรกเจ้าอาจจะดูแปลกใหม่ ทิวทัศน์งดงาม แต่พออยู่นานๆ ไปก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย" เสิ่นซีไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงนัก จึงตอบปัดๆ ไป "ถึงอย่างไรชนบทก็ไม่ครึกครื้นเท่าในเมืองหรอก อีกอย่างตอนหน้าทำนาก็เหนื่อยสายตัวแทบขาด เจ้ามันพวกอยู่ท่ามกลางวาสนาทว่าไม่รู้จักเสวยสุข"
(เชิงอรรถผู้แปล: อยู่ท่ามกลางวาสนาทว่าไม่รู้จักเสวยสุข (身在福中不知福) แวดล้อมด้วยสิ่งดี ๆ แต่กลับไม่รู้ถึงความสุขนั้น)
หวังหลิงจือเกาหัวพลางหัวเราะร่วน "คำพูดของศิษย์พี่ยังคงลึกซึ้งเช่นเคย ช่างเถอะ ศิษย์พี่จะสอนกระบวนท่าให้ข้าอีกสักสองท่าได้หรือไม่? ช่วงนี้ข้าออกผดุงคุณธรรม จัดการเรื่องราวอย่างยุติธรรม รู้สึกสนุกยิ่งนัก ใครก็ตามที่โดนข้าสั่งสอน ไม่มีผู้ใดเลยที่จะไม่ยอมจำนน"
แม้เสิ่นซีจะคอยตักเตือนอยู่เสมอว่าไม่ให้หวังหลิงจือไปมีเรื่องชกต่อยกับใคร ทว่าหวังหลิงจือที่เรียน "วิทยายุทธ์" กับเสิ่นซีมาปีกว่า จะอดใจไม่ลองวิชาได้อย่างไร? ดังนั้นเมื่อพบเห็นเรื่องราวที่ไม่เป็นธรรม เขาก็จะยื่นมือเข้าสั่งสอนทันที
หวังหลิงจือมีรูปร่างกำยำล่ำสัน ผนวกกับสิ่งที่เสิ่นซีสอนให้นั้นไม่ได้มีแค่ท่วงท่าสวยงาม แต่หลายท่าเป็นเคล็ดวิชาการคว้าจับและต่อสู้ที่นำไปใช้จริงได้ ทำให้หวังหลิงจือที่อายุเพียงสิบขวบกลายเป็นเด็กหนุ่มร่างบึกบึน หากเป็นเด็กอายุสิบสองสิบสามปีธรรมดาๆ ต่อให้รุมเข้ามาพร้อมกันสามสี่คนก็ไม่ใช่คู่มือของเขา
แน่นอนว่าเสิ่นซีย่อมไม่มีเวลาไปสอนวิทยายุทธ์ให้หวังหลิงจือ จึงต้องวางมาดศิษย์พี่เอ่ยว่า "การเรียนวิทยายุทธ์ที่สำคัญที่สุดคือการทบทวนของเก่า กระบวนท่าไม่จำต้องมีมากมาย ขอเพียงใช้ให้ได้ผลลัพธ์ก็พอ เจ้ากลับไปฝึกฝนกระบวนท่าที่ข้าเคยสอนไปให้ชำนาญก่อนเถิด เพลงดาบ เพลงทวน เพลงกระบี่ เพลงง้าว ก็ทิ้งไม่ได้ มิเช่นนั้นต่อให้เพลงหมัดเพลงเตะจะเก่งกาจเพียงใด เจ้าจะใช้มือเปล่ารับคมหอกคมดาบได้ทุกครั้งหรืออย่างไร?"
"ศิษย์พี่กล่าวได้ล้ำลึกยิ่งนัก เช่นนั้นข้ากลับไปฝึกซ้อมก่อนนะขอรับ อีกสองวันค่อยมาหาศิษย์พี่ใหม่"
พูดจบหวังหลิงจือก็วิ่งหายวับไปราวกับควันไฟเพื่อกลับไปฝึกวิทยายุทธ์ เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ เจ้าเด็กนี่ลุ่มหลงในวิทยายุทธ์ถึงเพียงนี้ ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมต้องกลายเป็นพวกบ้าพลังแน่ๆ
เมื่อพาเสิ่นหยวนมาถึงร้านขายยา ฮุ่ยเหนียงยังไม่กลับ โจวซื่อจึงเข้ามาต้อนรับลูกพี่ลูกน้องคนนี้อย่างอบอุ่น
"เสี่ยวหลาง เข้าไปหยิบของกินในบ้านมาสิ ลิ่วหลางดูท่าทางแข็งแรงบึกบึนกว่าเจ้าเยอะเลย ต่อไปเจ้าต้องกินข้าวให้มากๆ รู้หรือไม่?" โจวซื่อยิ้มพลางกล่าว จากนั้นก็ให้เสิ่นซีพาเสิ่นหยวนไปเล่นที่ลานเรือนด้านหลัง
เมื่อมาถึงลานเรือนด้านหลัง หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์กำลังคัดลายมือกันอยู่ พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเสิ่นหยวนเดินตามหลังเสิ่นซีมา พวกนางก็เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เสิ่นหยวนมาเยือนบ้านตระกูลเสิ่น ด้วยความที่เขาเป็นคนขี้อายและเงียบขรึม จึงไม่ค่อยถนัดเรื่องการเอาใจแม่หนูน้อยทั้งสอง คราวก่อนที่มาเขาก็ทำตัวต่อไม้ปริศนาเจ็ดชิ้นที่ฮุ่ยเหนียงซื้อให้ลู่ซีเอ๋อร์หายไปชิ้นหนึ่งด้วย
ลู่ซีเอ๋อร์เดินตรงเข้ามา เท้าสะเอวทำท่าทางราวกับนายหญิงตัวน้อย ยู่ปากถามว่า "ไอ้ทึ่มร่างยักษ์ เจ้ามาทำไม?" หลินไต้ลอบหัวเราะคิกคัก ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าฉายา "ไอ้ทึ่มร่างยักษ์" นี้ หลินไต้เป็นคนตั้งให้อย่างแน่นอน
"ซีเอ๋อร์ ห้ามเสียมารยาทกับพี่หก ผู้มาเยือนถึงเรือนย่อมถือเป็นแขก ไต้เอ๋อร์ เจ้าไปเอาผลไม้แช่อิ่มที่ท่านแม่ซื้อมาเมื่อวันก่อนมาให้พี่หกรองท้องหน่อยสิ" เสิ่นซีปั้นหน้าขรึมเอ่ยดุ
หลินไต้ประท้วงด้วยความไม่พอใจ "ข้าเองยังตัดใจกินไม่ลงเลยนะ"
เสิ่นซีไม่ชอบกินของจุกจิก ของกินเล่นที่โจวซื่อซื้อกลับมาส่วนใหญ่ล้วนตกถึงท้องของหลินไต้ หลินไต้เป็นเด็กขี้เหนียวตัวยง ทว่าพอถูกเสิ่นซีถลึงตาใส่ นางก็จำต้องหมุนตัวเดินกลับไปหยิบของที่เรือนของตน
เสิ่นซีให้หงเอ๋อร์ที่กำลังตากสมุนไพรอยู่หลังลานเรือนไปหยิบม้านั่งตัวเล็กมาให้ พอเสิ่นหยวนนั่งลงก็มีท่าทีเกร็งๆ อย่างเห็นได้ชัด แม้ในใจของเขาจะรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นเด็กผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกัน ทว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของเขาก็คือความต้อยต่ำ แม้ปกติเสิ่นซีจะดีต่อเขา มักจะยัดเหรียญทองแดงให้เขาไว้ใช้จ่ายอยู่บ่อยๆ แต่เสิ่นหยวนก็ไม่กล้าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เขาเก็บสะสมไว้ทั้งหมด รอจนถึงวันหยุดพักผ่อน กลับไปเยี่ยมบ้านถึงจะนำไปมอบให้บิดามารดา
ตอนที่หลินไต้นำผลไม้แช่อิ่มกลับมา ปากน้อยๆ ของนางก็เคี้ยวตุ้ยๆ เต็มไปด้วยของกินเสียแล้ว เมื่อมาถึงตรงหน้าเสิ่นหยวน นางก็ยื่นกล่องผลไม้แช่อิ่มไปตรงหน้า พลางเอ่ยเสียงเบาว่า "เอ้า กินสิ"
เสิ่นซีถลึงตาใส่นางอีกครั้ง ก่อนจะรับกล่องมา หยิบชิ้นหนึ่งใส่ปากตัวเองก่อน แล้วจึงยิ้มเชิญชวนให้เสิ่นหยวนกินด้วยกัน