- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 114 ทุกคราถึงเทศกาล มักขาดไปหนึ่งคน
ตอนที่ 114 ทุกคราถึงเทศกาล มักขาดไปหนึ่งคน
ตอนที่ 114 ทุกคราถึงเทศกาล มักขาดไปหนึ่งคน
เมื่อตกค่ำเสิ่นหมิงจวินไม่กลับบ้าน โจวซื่อจึงจำต้องรั้งอยู่กับเสิ่นซีที่ร้านขายยาของฮุ่ยเหนียง การที่ได้ลวี่เอ๋อร์และหงเอ๋อร์สองสาวใช้เข้ามาเพิ่ม ทำให้คนในลานเรือนแห่งนี้ดูคึกคักขึ้นเป็นกอง
เรื่องงานครัวนั้น ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อไม่ต้องคอยเป็นกังวลอีกต่อไปแล้ว นอกจากพวกนางจะต้องวุ่นวายในช่วงกลางวัน พอตกค่ำก็สามารถทำตัวราวกับคุณนาย รอคอยอาหารที่จัดเตรียมไว้ให้เสร็จสรรพได้เลย
สาวใช้ทั้งหมดล้วนขายตัวเข้ามาอยู่ที่ร้านขายยา จึงไม่ต้องกลัวว่าพวกนางจะไม่ยอมทุ่มเททำงาน
เรื่องก่อไฟทำกับข้าวเป็นหน้าที่ของหงเอ๋อร์กับลวี่เอ๋อร์ ผ่าฟืนตักน้ำเป็นหน้าที่ของซิ่วเอ๋อร์ หั่นผักล้างผักเป็นหน้าที่ของหนิงเอ๋อร์ กลับเป็นเสี่ยวอวี้เสียอีกที่โดยปกติแล้วต้องวุ่นวายกับการทำบัญชี จึงแทบไม่ต้องลงไปยุ่งเกี่ยวหน้าเตาไฟเลย
ขณะที่กำลังเตรียมตัวทานหม้อไฟในคืนเทศกาลไหว้พระจันทร์ เสี่ยวอวี้ก็จัดการบัญชีจนเสร็จสิ้น ฮุ่ยเหนียงจึงให้นางมานั่งพักผ่อนอยู่ข้างๆ
เสิ่นซีมองดูท่าทางกระมิดกระเมี้ยนของเสี่ยวอวี้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆ เด็กสาวผู้นี้คงจะเกรงว่าหากตนเองเกียจคร้านเกินไป ภายหลังจะถูกทางจวนนายท่านขายทิ้งกระมัง ทว่านางหารู้ไม่ว่า ในบรรดาสาวใช้ทั้งห้าคนที่เข้ามาอยู่ก่อนและหลัง ฮุ่ยเหนียงจะขายใครทิ้งก็ไม่มีทางขายนางเด็ดขาด ในยุคสมัยนี้การจะหาเด็กหญิงที่รู้หนังสือและสามารถจัดการบัญชีได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนัก แม้เสี่ยวอวี้จะมีเรี่ยวแรงน้อยและไม่ต้องทำงานหนัก ทว่าในสายตาของฮุ่ยเหนียง นางกลับเป็นคนที่ทำงานเก่งที่สุด
เมื่อหม้อไฟยกมาตั้งบนโต๊ะ ฮุ่ยเหนียงก็ให้หนิงเอ๋อร์นำของกินสำหรับฉลองเทศกาลที่ซื้อมาในช่วงสองวันนี้ออกมาให้หมด มีทั้งผลไม้แช่อิ่ม ผลไม้แห้ง ลูกอม และขนมไหว้พระจันทร์อีกสองกล่อง ซึ่งสำหรับชาวบ้านทั่วไปแล้ว ของเหล่านี้ล้วนเป็นของดีที่หาได้ยากยิ่ง
"พี่สาว พวกเรามาตัดขนมไหว้พระจันทร์กินกันเถอะเจ้าค่ะ เทศกาลไหว้พระจันทร์ปีที่แล้ว สองครอบครัวเราเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน ความเป็นอยู่ก็ยังไม่สุขสบายเช่นวันนี้ ตอนนี้มีเงินทองแล้วก็ไม่อาจตระหนี่ถี่เหนียวกับตัวเองเกินไปนัก ต้องกินของดีๆ เสียบ้าง"
ฮุ่ยเหนียงเปิดกล่องขนมไหว้พระจันทร์ กลิ่นหอมกรุ่นก็ลอยฟุ้งกระจายไปทั่ว ขนมไหว้พระจันทร์ด้านในถูกอบจนเหลืองอร่าม ทำเอาบรรดาสาวใช้มองจนตาค้าง
เมื่อหนิงเอ๋อร์ยกเนื้อวัวที่หั่นเป็นชิ้นบางๆ ออกมา กลิ่นอายของเทศกาลก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีก
"เนื้อวัวเคี้ยวเพลินนัก เอาลงไปต้มในน้ำให้สุกสักหน่อยก่อนเถอะ"
ฮุ่ยเหนียงใช้ตะเกียบคีบเนื้อวัวจำนวนหนึ่งลงไปในหม้อ พร้อมกับใส่ผักลงไปลวกพอเป็นพิธี ก่อนจะหันกลับมามองผู้คนเต็มโต๊ะแล้วเอ่ยทักทาย "ปีนี้คนเยอะขึ้น ในบ้านก็ดูครึกครื้น ประจวบเหมาะกับวันนี้เป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์ ข้าจึงเตรียมเงินรางวัลใส่ซองไว้ให้พวกเจ้าทุกคน มีทั้งคนที่มาก่อนและหลัง คนที่ขยันและคนที่เกียจคร้าน เงินรางวัลที่ได้ย่อมไม่เท่ากัน"
พูดจบฮุ่ยเหนียงก็หยิบซองแดงที่เขียนชื่อกำกับไว้ออกมาจากแขนเสื้อ ด้านในล้วนบรรจุเศษเงินก้อนและเหรียญทองแดงอยู่จำนวนหนึ่ง ดูเผินๆ น้ำหนักก็พอๆ กันหมด นางไล่แจกทีละคน
เมื่อสาวใช้รับซองมาแล้ว ก็รีบเปิดดู ไม่ว่าส่วนของตนจะมากหรือน้อย บนใบหน้าก็เปี่ยมไปด้วยความยินดี อย่างไรเสียก็เป็นเงินรางวัลที่ได้มาเปล่าๆ ซ้ำยังเป็นสิ่งที่ฮุ่ยเหนียงหยิบยื่นให้โดยไม่คาดฝัน นับว่าเป็นเรื่องที่ชวนให้ปลาบปลื้มใจยิ่งนัก
เสิ่นซีลอบมองดูเงียบๆ ลวี่เอ๋อร์กับหงเอ๋อร์มาทีหลังสุดจึงได้น้อยที่สุด คนละประมาณสองเฉียน ส่วนทางฝั่งซิ่วเอ๋อร์กับหนิงเอ๋อร์น่าจะได้คนละสามถึงสี่เฉียน เสี่ยวอี้น่าจะได้มากที่สุด ซองแดงขนาดเท่ากัน แต่ด้านในของเสี่ยวอี้มีแต่เงินก้อน ไม่มีเหรียญทองแดงเลย ก้อนเงินเล็กๆ หลายก้อนรวมกันก็น่าจะราวๆ หนึ่งตำลึง
(เชิงอรรถผู้แปล: ก้อนเงิน (银锞子) ตำลึงขนาดเล็กที่หล่อเป็นก้อน - เงินหนึ่งเฉียน (一钱银子) มาตราชั่งน้ำหนักเงินตรา 1 เฉียน เท่ากับ 1 ใน 10 ตำลึง)
"เก็บไว้ให้ดี ต่อไปถือเสียว่าเป็นสินสอดทองหมั้น อย่าเอาไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย"
เมื่อฮุ่ยเหนียงเอ่ยจบ นางก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้อง หยิบของที่ห่อด้วยผ้าแดงออกมาส่งให้โจวซื่อ "พี่สาว สิ่งนี้ข้าสั่งทำขึ้นเพื่อท่านโดยเฉพาะ ท่านลองดูสิว่าชอบหรือไม่" กล่าวจบนางก็เลิกผ้าออก ด้านในกลับกลายเป็นกำไลทองคำวงหนึ่ง น้ำหนักถึงหนึ่งตำลึงเต็มๆ
โจวซื่อเพิ่งรับมาถือไว้ในมือก็ตกใจแทบสิ้นสติ รีบผลักกลับไปทันที "น้องสาว นี่เจ้าทำอะไรกัน ของขวัญล้ำค่าเช่นนี้ ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก"
"พี่สาวล้อเล่นแล้วเจ้าค่ะ ทองคำก้อนนี้เนื้อไม่ค่อยดีนัก เป็นของคหบดีในเมืองที่นำมาจำนำ ข้าจึงซื้อมาให้ช่างหลอมแล้วทำขึ้นใหม่ ไม่ได้เสียเงินมากมายอันใด พี่สาวอย่าได้รังเกียจก็พอ... พี่สาวดูนี่สิ น้องสาวก็มีวงหนึ่งเหมือนกัน"
ฮุ่ยเหนียงกล่าวพลางถลกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นกำไลทองคำที่สวมอยู่บนข้อมือของนาง
โจวซื่อกลืนน้ำลายลงคอ ในฐานะสตรี ย่อมต้องเคยใฝ่ฝันถึงความเชิดหน้าชูตายามสวมใส่เครื่องประดับทองคำและเงิน ทว่าหลังจากที่นางแต่งงานเข้าตระกูลเสิ่น นางก็รู้ดีว่าเรื่องเช่นนี้ไม่อาจหวังพึ่งสามีได้ เดิมทีนางตั้งความหวังไว้ที่บุตรชาย ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าผ่านความมุมานะของนางเอง บัดนี้ความฝันนั้นก็กลายเป็นจริงเสียแล้ว
"นี่... นี่จะดีหรือ ของล้ำค่าเช่นนี้หากมีใครมาเห็นเข้า ย่อมต้องเกิดความโลภอยากได้เป็นแน่..."
โจวซื่อกล่าวพลางกวาดตามองบรรดาสาวใช้ที่นั่งล้อมโต๊ะอยู่ บรรดาสาวใช้รีบก้มหน้าลงแสร้งทำเป็นไม่เห็น ทว่าในใจแต่ละคนกลับอิจฉาตาร้อนกันยิ่งนัก
"จะว่าไปข้าก็เป็นเจ้านายของพวกเจ้า แต่ในบ้านหลังนี้ ท่านป้าของพวกเจ้าก็ถือเป็นเจ้านายเช่นเดียวกัน พวกเจ้าไม่ต้องอิจฉาตาร้อนไปหรอก หากทำงานได้ดี รออีกไม่กี่ปีตอนที่พวกเจ้าแต่งงาน ข้าจะมอบกำไลทองคำให้คนละวงเป็นสินสอด"
"ขอบพระคุณนายหญิงเจ้าค่ะ"
พอสาวใช้ทั้งหลายได้ยินเช่นนั้น ก็พลันมีแรงฮึดในการทำงานขึ้นมาทันที
ฮุ่ยเหนียงจึงหันกลับมาเอ่ยกับโจวซื่อ "พี่สาว หากรู้สึกว่าสะดุดตาเกินไป ก็อย่าสวมไว้ข้างนอกสิเจ้าคะ ซ่อนไว้ในแขนเสื้อ ใครจะไปเห็นได้? หรือไม่ก็เก็บไว้ก่อน วันหน้าอาจจะได้ใช้ประโยชน์..." จากนั้นนางก็ปรายตามองหลินไต้ที่กำลังงุนงงไม่รู้เรื่องราวอยู่ข้างๆ ด้วยรอยยิ้ม ความหมายนั้นชัดเจนยิ่งนัก กำไลทองคำวงนี้สามารถเก็บไว้เป็นของล้ำค่าประจำตระกูลของโจวซื่อได้ รอจนเสิ่นซีและหลินไต้แต่งงานกัน โจวซื่อก็สามารถมอบกำไลทองคำนี้ให้แก่ลูกสะใภ้ได้
"ใช่ๆ สุดท้ายของพวกนี้ก็ตกเป็นของเจ้าพวกเด็กน้อยนี่อยู่ดี ไว้ข้าจะสั่งทำสักคู่หนึ่งให้ซีเอ๋อร์ของพวกเราบ้าง..." โจวซื่อดีใจจนไม่เป็นอันกินข้าว นางสวมกำไลลงบนข้อมือ พลางก้มลงมองชื่นชมไม่ขาดสาย
เสิ่นซีรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก "มัวแต่มอบของขวัญกันไปมา ตกลงจะกินข้าวหรือไม่กินขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงยิ้มเย้าแหย่ "แหมๆ หลงจู๊น้อยของพวกเราเริ่มใจร้อนเสียแล้ว... มาๆ พวกเรามากินขนมไหว้พระจันทร์กันก่อน"
ฮุ่ยเหนียงลงมือตัดขนมไหว้พระจันทร์ด้วยตัวเอง ขนมไหว้พระจันทร์หนึ่งชิ้น แบ่งได้คนละคำเล็กๆ เท่านั้น คนเยอะขนมน้อย ได้ชิมรสชาติพอเป็นพิธีก็พอแล้ว หลังจากนั้นฮุ่ยเหนียงก็คีบเนื้อวัวในหม้อออกมา ทว่ากลับคีบใส่ถ้วยของเสิ่นซีจนหมด
"เสี่ยวหลางกินเยอะๆ นะ นี่เป็นของดี กินแล้วจะได้โตไวๆ... ข้าคุยกับคนเลี้ยงไก่นอกเมืองไว้แล้ว ต่อไปจะให้พวกเขาเอาไข่ไก่มาส่งให้ตะกร้าหนึ่งทุกๆ สองสามวัน พวกเจ้าเด็กๆ จะได้มีไข่ไก่กินทุกวัน"
ฮุ่ยเหนียงคีบเนื้อวัวให้เสิ่นซีด้วยความเบิกบานใจ เนื้อวัวที่ต้มอยู่ในหม้อแทบทั้งหมดถูกนางคีบมาใส่ในถ้วยของเสิ่นซี
เสิ่นซียิ้มขื่นๆ "ท่านน้าซุน นี่มันเยอะเกินไปแล้ว ท่านกับท่านแม่ก็ต้องกินด้วยสิขอรับ"
โจวซื่อด่าทอ "ไอ้เด็กเหม็น เพิ่งจะมารู้จักกตัญญูเอาป่านนี้หรือ? นี่คือสิ่งที่ท่านน้าซุนมอบให้เจ้า ขอบคุณนางก็พอแล้ว หากโตขึ้นแล้วเจ้ากล้าอกตัญญูต่อท่านน้าซุนล่ะก็ คอยดูเถอะแม่จะจัดการเจ้าอย่างไร"
เสิ่นซีแลบลิ้น รีบคีบเนื้อวัวที่กองเป็นภูเขาเลากาในถ้วยของตนไปให้ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อ แม้แต่ลู่ซีเอ๋อร์และหลินไต้ก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง สุดท้ายสาวใช้ทั้งห้าคนเขาก็คีบให้คนละชิ้น ที่เขาเกรงกลัวก็คือการแบ่งปันที่ไม่เท่าเทียมจะนำมาซึ่งความอิจฉาริษยา คราวก่อนที่หนิงเอ๋อร์คิดจะไปยั่วยวนเขาถึงในห้อง ทำให้เขาระมัดระวังตัวขึ้นมาก
ฮุ่ยเหนียงให้ทุกคนยกถ้วยน้ำชาขึ้นมา พลางยิ้มกล่าว "พวกเราเป็นสตรี ดื่มสุราไม่เป็น วันนี้ข้าขอใช้ชาแทนสุรา ดื่มให้พวกเจ้าทุกคนหนึ่งจอก"
กล่าวจบนางก็แหงนหน้าดื่มน้ำชาจนหมดจอก ใบหน้าที่งดงามดุจดอกไม้แรกแย้มของฮุ่ยเหนียง ภายใต้แสงเทียนวูบวาบก็เจือสีแดงระเรื่อขึ้นมาหลายส่วน ราวกับว่านางได้ดื่มสุราเข้าไปจริงๆ
หลังจากโจวซื่อผ่านพ้นความดีใจในช่วงแรกมาแล้ว นางก็เริ่มกลับมาทอดถอนใจอีกครั้ง
เสิ่นซีรู้ดีว่า ท่านแม่กำลังพะว้าพะวงถึงสามีที่ขนาดวันเทศกาลไหว้พระจันทร์ก็ยังไม่ยอมกลับบ้าน ต่อให้ได้กินเนื้อวัวรสเลิศก็คงกลืนไม่ลงกระมัง