- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 113 โอกาสไม่ควรพลาด พลาดแล้วไม่อาจหวนคืน
ตอนที่ 113 โอกาสไม่ควรพลาด พลาดแล้วไม่อาจหวนคืน
ตอนที่ 113 โอกาสไม่ควรพลาด พลาดแล้วไม่อาจหวนคืน
เมื่อข่าวคราวเรื่องที่ซูเจ้อชีตัดสินใจรั้งอยู่ในตัวอำเภอหนิงฮว่าชั่วคราวแพร่มาถึงร้านขายยา ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อต่างก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในมุมมองของพวกนาง ขอเพียงซูเจ้อชียังคงอยู่ นั่นก็หมายความว่าภายภาคหน้ายังคงมีโอกาสได้ทำธุรกิจร่วมกันเพื่อกอบกู้เงินก้อนโตอยู่
"ท่านแม่ ท่านน้าซุน พวกท่านจำเป็นต้องดีใจถึงเพียงนี้เลยหรือขอรับ? ก่อนหน้านี้พวกเราก็แค่พิมพ์ภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สีที่ยังไม่สมบูรณ์แบบดีออกไปแค่สองภาพ ปฏิกิริยาตอบรับจากตลาดยังดีถึงเพียงนี้ รอให้ข้าปรับปรุงกรรมวิธีการลงสีฝุ่น สีน้ำ และการเคลือบประกายทองเสร็จเมื่อใด ภาพมงคลปีใหม่สี่สีก็จะยิ่งงดงามกว่านี้อีกมาก แล้วเหตุใดจะต้องไปทนเฝ้าพิมพ์หนังสือภาพเล่าเรื่องสีขาวดำทะมึนอยู่ด้วยเล่าขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "เสี่ยวหลาง สีฝุ่นคืออะไร... แล้วการเคลือบประกายทองเล่า เจ้ากำลังง่วนทำสิ่งใดอยู่อีกหรือ?"
เสิ่นซียิ้มพลางอธิบาย "ก็คือการพิมพ์สีสันที่เปล่งประกายทับลงไปบนภาพมงคลปีใหม่สี่สีอีกชั้นหนึ่ง ทำให้สีสันเดิมดูสดใสยิ่งขึ้น เมื่อต้องแสงแดดก็จะทอประกายระยิบระยับ ท่านน้าซุนลองคิดดูสิขอรับว่าภาพมงคลปีใหม่เช่นนี้จะได้รับความนิยมหรือไม่?"
พอฮุ่ยเหนียงได้ฟังดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆ หากมีภาพมงคลปีใหม่เช่นนี้จริงๆ แม้แต่นางเองก็ยังอยากจะซื้อกลับไปประดับบ้านสักสองสามแผ่น
เดิมทีนางก็ยังครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย ทว่าเมื่อนึกถึงสิ่งของแปลกใหม่ที่นางไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนที่เสิ่นซีเคยสร้างสรรค์ขึ้นมา นางจึงเลือกที่จะเชื่อคำพูดของเสิ่นซีอย่างหมดใจ
โจวซื่อเดาะลิ้น "ไอ้เด็กเหม็น พอยื่นบันไดให้หน่อย เจ้าก็กะจะปีนขึ้นสวรรค์เลยเชียวหรือ... ในเมื่อของที่เจ้าว่ามันดีหนักหนา เหตุใดจึงไม่พิมพ์ออกมาให้พวกเราดูสักแผ่นก่อนเล่า?"
เสิ่นซีหยิบม้วนกระดาษที่ซ่อนไว้ด้านหลังเสื้อผ้าออกมา คลี่กางออกพลางหัวเราะร่วน "ในเมื่อท่านแม่และท่านน้าซุนอยากดู เช่นนั้นข้าก็จะเอาภาพที่ยังไม่ค่อยสมบูรณ์นี้ให้พวกท่านได้ชมกันสักหน่อย..."
"นี่คือภาพมงคลปีใหม่ลงสีน้ำเคลือบประกายทองที่ข้าใช้กรรมวิธีพิเศษพิมพ์ขึ้นมา หากคราวหน้าผสมผงเคลือบเงาให้เนียนกว่านี้ น่าจะงดงามกว่านี้อีกขอรับ ตอนนี้ให้หลงจู๊ใหญ่ทั้งสองได้ลองประเมินดูก่อนเถิด"
ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อเบิกตากว้าง จ้องมองภาพมงคลปีใหม่ที่กางอยู่บนโต๊ะแปดเซียน
(เชิงอรรถผู้แปล: โต๊ะแปดเซียน (八仙桌) โต๊ะอาหารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่)
บนนั้นพิมพ์รูปกิเลนสีสันสดใส ด้านซ้ายและขวามีคำมงคลว่า "กวักเงินเรียกทอง" และ "สมดั่งใจปรารถนา" สีสันของภาพเพิ่มขึ้นจากหกเจ็ดสีในภาพมงคลปีใหม่รุ่นก่อนหน้าเป็นสิบกว่าสี ชั้นนอกสุดดูราวกับฉาบไว้ด้วยสีฝุ่นที่สดใสสะดุดตายิ่งนัก โจวซื่ออดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไป ใช้เล็บขูดลงบนพื้นผิวของภาพสองที แต่กลับไม่สามารถขูดประกายทองที่เคลือบอยู่นั้นหลุดออกมาได้เลย
"ไอ้เด็กทึ่ม รีบเล่ามาสิว่า ของสิ่งนี้พิมพ์ลงไปได้อย่างไร? ดูเหมือนเป็นเพียงชั้นสีฝุ่นบางๆ เหตุใดจึงขูดไม่ออก?" โจวซื่อกวักมือเรียกเสิ่นซีด้วยความตกตะลึงระคนสงสัย
เสิ่นซีแลบลิ้น เอ่ยว่า "ท่านแม่ ของสิ่งนี้ขั้นตอนการพิมพ์ซับซ้อนมาก ข้าจะสาธิตให้ท่านดูได้อย่างไรเล่าขอรับ? ก็บอกแล้วว่าตอนนี้กรรมวิธียังไม่ค่อยลงตัว ต้องใช้เวลาอีกสักระยะเพื่อปรับปรุงให้สมบูรณ์ ถึงเวลานั้นก็จะสามารถพิมพ์ออกมาเป็นจำนวนมากได้แล้วขอรับ... กรรมวิธีของพวกเราจะต้องเก็บเป็นความลับ ต่อให้คนอื่นอยากจะเลียนแบบก็ไม่อาจทำได้ ท่านแม่คิดว่าการค้าเช่นนี้จะได้กำไรมากกว่าการพิมพ์หนังสือภาพเล่าเรื่องหรือไม่เล่าขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงดีใจจนออกนอกหน้า ทว่านางก็ยังมีสติไตร่ตรอง จึงเอ่ยถามอีกว่า "เสี่ยวหลาง ของสิ่งนี้ดีก็จริงอยู่ แต่ต้นทุนเล่าเป็นอย่างไร?"
เสิ่นซีครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "ท่านน้าซุน โปรดวางใจเถิดขอรับ ภาพมงคลปีใหม่รูปกิเลนแผ่นนี้ ข้าลองคำนวณดูแล้ว ค่าวัตถุดิบรวมกับค่าแรงงานตกอยู่ที่ไม่ถึงห้าเหวิน หากสามารถจัดสายการผลิตอย่างเป็นระบบได้ ต้นทุนก็อาจจะลดลงได้อีก ภาพมงคลปีใหม่สี่สีหนึ่งแผ่น ขายในราคาสี่ห้าสิบเหวิน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอันใดกระมังขอรับ?"
เมื่อสามารถพิมพ์ของดีออกมาได้ ที่เหลือก็คือดูว่าจะต้องลงทุนมากน้อยเพียงใด ยิ่งต้นทุนต่ำ โอกาสทางการตลาดก็ยิ่งเปิดกว้าง เมื่อได้ยินว่าต้นทุนของภาพมงคลปีใหม่สี่สีหนึ่งแผ่นสามารถกดให้ต่ำกว่าห้าเหวินได้ แม้แต่โจวซื่อที่ไม่ค่อยประสีประสาเรื่องการค้าก็ยังยิ้มจนหุบปากไม่ลง "หากภาพมงคลปีใหม่ที่งดงามถึงเพียงนี้ขายเพียงสี่ห้าสิบเหวิน ตอนปีใหม่ข้าเองก็ยังอยากจะซื้อกลับไปแขวนประดับสักแผ่นเลย สีสันสดใสปานนี้ ดูเป็นสิริมงคลจะตายไป?"
ในรัชศกหงจื้อ ขุนนางในราชสำนักมีความซื่อสัตย์สุจริต แม้จะเกิดภัยพิบัติ การบรรเทาทุกข์ก็เป็นไปอย่างทันท่วงที ราษฎรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างมั่งคั่ง ดังนั้นอุตสาหกรรมทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการเดินทาง ล้วนมีโอกาสเติบโตได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับชาวบ้านทั่วไป ไม่ว่าจะทำนาอยู่กับบ้าน หรือออกไปรับจ้างทำงาน ในแต่ละเดือนก็มักจะมีรายได้สองสามร้อยเหวินขึ้นไป หากช่วงเทศกาลจะยอมควักเงินสี่ห้าสิบเหวินเพื่อซื้อภาพมงคลปีใหม่ ก็หาใช่เรื่องฟุ่มเฟือยอันใดไม่
"ก็ยังคงเป็นเสี่ยวหลางของพวกเราที่เก่งกาจที่สุด"
ฮุ่ยเหนียงมองเสิ่นซีด้วยใบหน้าอ่อนโยนเปี่ยมเมตตา แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชมและเอ็นดู
เสิ่นซีหัวเราะร่วน "เช่นนั้นท่านน้าซุนมีรางวัลอันใดให้ข้าหรือไม่ขอรับ?"
"มีสิ มีแน่นอน"
ฮุ่ยเหนียงยื่นมือไปลูบศีรษะเสิ่นซี "คืนนี้พวกเราจะกินหม้อไฟกัน... ได้ยินมาว่าทางฝั่งตะวันตกของเมืองหลังมื้อเที่ยงเพิ่งจะล้มวัวไปตัวหนึ่ง เดี๋ยวพวกเราไปหาซื้อเนื้อวัวกลับมาสักหน่อย วันนี้จะให้เจ้ากินเนื้อให้หนำใจไปเลย"
พอเสิ่นซีได้ยินก็น้ำลายสอ แม้หลังจากความเป็นอยู่ดีขึ้น เขาจะได้กินเนื้อวัวมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ทว่าปกติแล้วการจะได้กินเนื้อวัวนั้นถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
สาเหตุหลักเป็นเพราะในยุคราชวงศ์หมิง วัวถือเป็นปศุสัตว์ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการผลิต ชาวบ้านทั่วไปเลี้ยงวัวไว้เพื่อไถนาเป็นหลัก ที่ไหนเลยจะยอมฆ่าเพื่อเอาเนื้อมาขาย? ต้องรอให้ถึงช่วงเวลาที่กำหนด ทางการถึงจะเรียกให้ล้มวัวที่แก่ชราจนไถนาไม่ไหวแล้วจำนวนหนึ่งหนึ่ง เนื้อวัวที่ได้ก็มักจะถูกคหบดีตระกูลใหญ่ในเมืองกว้านซื้อไปจนหมด สำหรับครอบครัวเล็กๆ ต่อให้มีเงินเก็บแต่ไม่มีเส้นสายก็ไม่อาจหาซื้อได้
ทว่าตอนนี้สถานะของฮุ่ยเหนียงในเมืองสูงขึ้นเรื่อยๆ บรรดาพ่อค้าในเมืองต่างก็ต้องมาประจบสอพลอนาง ประกอบกับการปลูกฝีดาษวัวที่กำลังแพร่หลายไปทั่วแคว้นในยามนี้ได้ผลดีเยี่ยม ทางการจึงถือว่านางเป็นบุคคลสำคัญ หากมีการล้มวัวเมื่อใด ผู้คนก็มักจะแวะมาบอกกล่าวนางล่วงหน้าเสมอ
ในยามรอยต่อเซินโหย่ว ฮุ่ยเหนียงพาซิ่วเอ๋อร์เดินทางไปทางฝั่งตะวันตกของเมืองด้วยตนเอง ตอนที่กลับมา ซิ่วเอ๋อร์ก็ก้าวเดินมาด้วยท่าทางเบิกบานกระฉับกระเฉง ในมือหิ้วเนื้อวัวมาถึงสี่ชั่ง
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามรอยต่อเซินโหย่ว (申酉之交) ช่วงเวลาสับเปลี่ยนระหว่างยามเซินและยามโหย่ว ประมาณ 17.00 น.)
"พี่สาว เดี๋ยวข้าจะให้ซิ่วเอ๋อร์แบ่งเนื้อวัวออก สองครอบครัวแบ่งกันคนละสองชั่ง รอให้พี่เขยกลับมา ก็จะได้ให้พี่เขยลองลิ้มรสของอร่อยดูบ้าง"
ฮุ่ยเหนียงมักจะนึกถึงปัญหาครอบครัวของโจวซื่ออยู่เสมอ อย่างไรเสียนางก็เป็นหญิงม่ายที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากความโดดเดี่ยวอ้างว้าง นางจึงไม่อยากให้ครอบครัวของโจวซื่อต้องแตกแยก
แม้ปกติโจวซื่อจะกินนอนอยู่ที่ร้านขายยา ทว่าตกกลางคืนขอเพียงสามีกลับมา นางก็จะพาบุตรชายและว่าที่ลูกสะใภ้กลับไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันที่บ้าน
"วันนี้เขาไม่ได้บอกว่าจะกลับมาตอนไหน ขนาดวันเทศกาลจงหยวนก็ยังไม่กลับบ้าน หากวันนี้ยังไม่กลับมาอีก ก็ถือว่าไร้หัวใจเกินไปแล้ว"
(เชิงอรรถผู้แปล: เทศกาลจงหยวน (中元节) เทศกาลสารทจีน เทศกาลเซ่นไหว้บรรพบุรุษและวิญญาณไร้ญาติ)
ดวงอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก โจวซื่อไม่รู้ว่าสามีจะกลับบ้านหรือไม่ ในใจจึงพะว้าพะวงยิ่งนัก
เมื่อสตรีมีหน้าที่การงานอยู่นอกบ้าน ย่อมปรารถนาให้ครอบครัวมั่นคงยิ่งขึ้น โจวซื่อมักจะรู้สึกผิดต่อสามีที่ปิดบังเรื่องที่นางเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการโรงพิมพ์ นางได้ปรึกษากับฮุ่ยเหนียงแล้ว และเตรียมจะสารภาพความจริงกับเสิ่นหมิงจวินในคืนวันเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้
ทว่ารอจนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกดิน ท้องฟ้ามืดมิดลงทุกที ถึงได้มีคนที่เดินทางออกจากเมืองทางฝั่งเหนือผ่านมาบอกกล่าวว่า คืนนี้เสิ่นหมิงจวินต้องอยู่ทำงานที่จวนตระกูลหวังไม่อาจกลับมาได้ ทำเอาโจวซื่อรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก
โจวซื่อด่าทอว่า "ตาแก่ไร้หัวใจเอ๊ย วันเทศกาลไหว้พระจันทร์ก็ไม่ยอมกลับมา ตอนนี้ทั้งลูกเมียคนแก่เขาไม่สนใจใยดีแล้ว นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?"
ฮุ่ยเหนียงช่วยพูดเกลี้ยกล่อม "ช่วงเทศกาลแบบนี้ คหบดีตระกูลใหญ่ย่อมมีเรื่องให้วุ่นวายมากมาย การที่พี่เขยไม่กลับมาก็ไม่ใช่เรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรงอันใด พี่สาวก็ปล่อยวางบ้างเถอะเจ้าค่ะ!"
ทว่าเสิ่นซีกลับรู้สึกว่าเรื่องราวไม่ได้เรียบง่ายเช่นนั้น
อาจเป็นไปได้ว่าเสิ่นหมิงจวินไม่กล้ากลับมาสู้หน้าภรรยา นับตั้งแต่ที่หลี่ซื่อพาเสิ่นหมิงโหย่วมาที่บ้านเพื่อขอให้โจวซื่อออกหน้ารับช่วงดูแลเพิงน้ำชา เสิ่นหมิงจวินถึงได้รู้ว่ากิจการที่เคยทำเงินเต็มบาตรเต็มชามในมือเขา พอตกไปอยู่ในมือพี่รองของเขากลับขาดทุนจนแทบจะต้องปิดกิจการ เมื่อนึกถึงคำเตือนที่ภรรยาเคยพร่ำบอกเขาในตอนนั้น เขาก็คงรู้สึกไม่มีหน้าจะกลับมา
แม้เสิ่นหมิงจวินจะเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ ทว่าเขากลับมีค่านิยมชายเป็นใหญ่ที่ฝังรากลึก นึกถึงตอนที่เขาออกไปทำฟาร์มปศุสัตว์อยู่ข้างนอกคนเดียว ก็เพื่อหวังจะสร้างเนื้อสร้างตัวให้ภรรยาและลูกๆ ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบาย
เสิ่นซีลอบคิดในใจ ดูท่าคราวหน้าคงต้องหาโอกาสเปิดอกคุยกับบิดาเสียหน่อยแล้ว หากไม่ไหวจริงๆ ก็คงต้องหาลู่ทางทำกินอื่นให้บิดา ไม่อาจปล่อยให้เขาท้อแท้สิ้นหวังอยู่อย่างนี้ต่อไปได้