เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 112 กรรมวิธีคือตัวตัดสินทุกสิ่ง

ตอนที่ 112 กรรมวิธีคือตัวตัดสินทุกสิ่ง

ตอนที่ 112 กรรมวิธีคือตัวตัดสินทุกสิ่ง


ซูเจ้อชีคิดว่าการยกเรื่องการคัดลอกเถื่อนที่มีอยู่บนท้องตลาดมากดราคานั้นเป็นเรื่องที่มั่นใจว่าไม่มีทางผิดพลาด ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าพอเปิดฉากมาก็จะเผชิญกับความพ่ายแพ้เข้าเสียแล้ว

มิใช่ว่าตัวเขาเองไม่อยากจ้างคนมาทำการคัดลอกเถื่อน หรือไม่อยากเหมาซื้อหนังสือภาพเล่าเรื่องฉบับคัดลอกเถื่อนจำนวนมาก แต่เป็นเพราะภาพเหล่านั้นถูกทำขึ้นอย่างลวกๆ คุณภาพต่ำต้อย ปฏิกิริยาตอบรับจากตลาดก็ย่ำแย่ถึงขีดสุด อีกทั้งผู้ที่ซื้อหนังสือภาพเล่าเรื่องกลับไปอ่านก็ล้วนเป็นชนชั้นที่มีฐานะค่อนข้างมั่งคั่ง เขาคงไม่ยอมทำลายชื่อเสียงของตนเองเพื่อผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ เป็นแน่

"หลงจู๊น้อย พวกเราทำการค้า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสมเหตุสมผล ตอนที่พวกท่านมอบหนังสือภาพให้พวกเรานำไปเร่ขาย เคยบอกกล่าวหรือไม่ว่าอาชีพนี้จะไม่มีผู้อื่นทำ บัดนี้ทางฝั่งซูโจว หางโจว หรือแม้กระทั่งในเมืองถิงโจวแห่งนี้ ก็มีคนตีพิมพ์หนังสือภาพออกมาแล้ว แล้วเช่นนี้จะให้พวกเราหาผลกำไรได้อย่างไรเล่า?"

ยามที่ซูเจ้อชีเอ่ยประโยคนี้ ท่าทียังคงแข็งกร้าวยิ่งนัก "เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ซูผู้นี้ก็ถือว่าเห็นแก่หน้าตากันบ้าง ราคาหนังสือภาพชุดนี้ให้เต็มที่ก็เล่มละยี่สิบห้าเหวิน หากพวกท่านยังไม่ตกลงอีก เช่นนั้นการค้าครั้งต่อไปพวกเราก็ไม่ต้องทำกันแล้ว"

เสิ่นซีหัวเราะร่วนพลางเอ่ยถาม "หลงจู๊ซู ท่านกำลังรังแกข้าที่เป็นเพียงเด็ก และคิดจะใช้การไม่รับสินค้ามาเป็นข้อต่อรองกระนั้นหรือขอรับ?"

ซูเจ้อชีตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด "แล้วแต่เจ้าจะคิด... ฮูหยินลู่ ฮูหยินเสิ่น พวกท่านเห็นว่าอย่างไร? การที่ปล่อยให้เด็กอมมือมาเจรจาการค้ากับข้าน้อยอยู่ร่ำไป จะดูเป็นการแสดงความไม่จริงใจของพวกท่านไปหน่อยหรือไม่?"

ก่อนหน้านี้ตอนที่ซูเจ้อชีพูดคุยกับเสิ่นซีซึ่งเป็นเพียงเด็กชายวัยกำลังโต เขามักจะรู้สึกแปลกๆ อยู่เสมอ เมื่อกลับไปครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้ว เขาก็มั่นใจว่าเสิ่นซีย่อมต้องเป็นหุ่นเชิดที่ลู่ฮุ่ยเหนียงและเสิ่นโจวซื่อส่งมาเจรจาเป็นแน่ คำพูดหลายๆ คำหากออกจากปากผู้ใหญ่ก็อาจจะไม่ค่อยน่าฟังนัก ทว่าหากผ่านปากเด็กน้อยออกมา ก็ยังมีช่องทางให้พอผ่อนหนักเป็นเบาได้

ในสายตาของซูเจ้อชี คำพูดของเสิ่นซีล้วนต้องเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่เสี้ยมสอนมา และคงจะร่างคำพูดเตรียมไว้ในใจล่วงหน้าแล้วเป็นแน่ ไม่มีทางที่เด็กอายุเพียงเจ็ดแปดขวบจะสามารถกล่าววาจาโต้ตอบเฉพาะหน้าได้ถึงเพียงนี้

ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้า "เรื่องของโรงพิมพ์ทุกอย่างล้วนต้องฟังคำตัดสินของหลงจู๊น้อย พวกเราจะไม่เข้าไปก้าวก่าย"

"เช่นนั้นก็ดี!"

"ปัง—"

ซูเจ้อชีตบโต๊ะเสียงดังฉาด ก่อนจะกวาดตามองเสิ่นซี "เจ้าลองว่ามาสิ การค้าครั้งนี้จะทำหรือไม่ทำ?"

ในความคิดของซูเจ้อชี เพียงแค่ข่มขู่สักเล็กน้อย ก็สามารถทำให้เสิ่นซีหวาดกลัวได้แล้ว ดีไม่ดีอาจจะถึงขั้นร้องไห้จ้าออกมาเลยก็เป็นได้ และคงจะลืมคำพูดที่ผู้ใหญ่สอนมาเสียสนิทตราบเท่าที่เด็กน้อยเกิดอาการลนลานจนทำตัวไม่ถูกและพูดจาไม่ออก สตรีทั้งสองย่อมต้องออกโรงมาเจรจาการค้ากับเขาเองโดยปริยาย ถึงตอนนั้นเขาก็จะถือไพ่เหนือกว่าถึงเก้าส่วน

ใครจะไปรู้ว่าเสิ่นซีกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลยแม้แต่น้อย เขายิ้มบางๆ แล้วเอ่ยว่า "หลงจู๊ซูบอกว่าตนเองเป็นคนซื่อตรง เช่นนั้นพวกเราก็จะแสดงความจริงใจกลับไปสักครา เดิมทีหนังสือภาพเล่มเล็กราคาเล่มละสี่สิบห้าเหวิน ตอนนี้จะลดให้ท่านเหลือเล่มละสี่สิบเหวิน ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจ หากหลงจู๊ซูเห็นว่าไม่เหมาะสม เช่นนั้นก็เชิญไปหาผู้อื่นเถิด พวกเราขออภัยที่ไม่อาจต้อนรับได้"

ซูเจ้อชีตกตะลึงจนอ้าปากตาค้าง ความเด็ดเดี่ยวของเด็กน้อยผู้นี้เป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงเลยจริงๆ พอเสิ่นซีกล่าววาจาเช่นนี้ออกมา กลับเป็นเขาเองที่ไปไม่เป็น

"เช่นนั้นก็ไม่มีสิ่งใดต้องคุยกันแล้ว ขอลา!"

ยิ่งซูเจ้อชีคิดก็ยิ่งไม่ยอมแพ้ โทสะพวยพุ่งขึ้นมา เขาลุกพรวดขึ้นเตรียมจะสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป

ในมุมมองของเขา หากไม่ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด อีกฝ่ายก็อาจจะคิดว่าเขาเพียงแค่ขู่ไปอย่างนั้น สู้ทำตัวให้แข็งกร้าวขึ้นอีกหน่อยจะดีกว่า

ขณะที่ซูเจ้อชีกำลังคิดว่าจะมีคนออกมารั้งตัวเขาไว้ เสิ่นซีกลับแสร้งทำเป็นยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ ก่อนจะเอ่ยว่า "ส่งแขก" ทำเอาซูเจ้อชีโกรธจนแทบกระอักเลือด

เมื่อก้าวพ้นประตูออกมา ซูเจ้อชีก็มุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมเยวี่ยไหลทางทิศใต้ของเมืองด้วยความเดือดดาล ที่นั่นคือที่พักประจำของเขาทุกครั้งที่เดินทางมายังตัวอำเภอหนิงฮว่า

ภายในร้านขายยา ฮุ่ยเหนียงไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ปล่อยให้ช่างพิมพ์ที่มาช่วยงานกลับไปก่อน เมื่อปิดแผ่นกระดานประตูร้านเรียบร้อยแล้ว นางจึงรีบเอ่ยถามขึ้นมาทันที

"เสี่ยวหลาง หรือว่าพวกเราจะกลับไปคุยกับหลงจู๊ซูดีๆ หนังสือภาพเล่าเรื่องขายเล่มละยี่สิบห้าเหวิน พวกเราก็ยังคงมีกำไรอยู่ ซ้ำยังได้กำไรไม่ใช่น้อยๆ ด้วย หากสูญเสียลูกค้ารายใหญ่นี้ไป ต่อไปกิจการของพวกเราก็คงทำได้ยากแล้ว"

ทว่าเสิ่นซีกลับยืนกรานหนักแน่น "ท่านน้าซุน อย่าลืมที่พวกเราตกลงกันไว้สิขอรับ พวกเราต้องทำการค้าระยะยาว ไม่อาจยอมจำนนต่อความยากลำบากในการดำเนินกิจการเพียงชั่วครั้งชั่วคราวได้ หากตอนนี้พวกเราขายให้เขาเล่มละยี่สิบห้าเหวิน คราวหน้าเขามาก็คงจะเสนอราคาแค่สิบห้าเหวิน และภายหลังอาจจะถูกลงกว่านี้อีก พวกเราเหน็ดเหนื่อยแทบตายเพื่อทำอาชีพนี้ไปเพื่อสิ่งใดกัน? พวกเขานำไปขายต่อเล่มละเจ็ดแปดสิบเหวิน หรือบางทีอาจจะถึงร้อยเหวินด้วยซ้ำ ได้กำไรมากมายถึงเพียงนั้น แต่กลับมาวอแวเรื่องราคากับพวกเรา ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี"

โจวซื่อด่าทอว่า "ไอ้เด็กเหม็น เจ้าตั้งใจจะขัดขวางการค้าของพวกเราใช่หรือไม่... ที่เขาขายได้ราคาแพง ก็เพราะเขาต้องขนส่งออกไป ส่งไปขายตามเมืองใหญ่ๆ อย่างซูโจว หางโจว แล้วยังต้องหาคนมาเดินเร่ขายอีก ขืนให้เจ้าไปทำ เจ้าจะทำได้หรือ?"

เสิ่นซีโต้แย้ง "ท่านแม่บอกว่าเขาต้องขนส่งออกไป แล้วท่านแม่รู้หรือไม่ว่าต้นทุนการขนส่งนั้นเป็นเท่าไร? การที่พวกเขากระจายสินค้าไปตามเมืองต่างๆ ในเขตหมิ่นเจ้อและหนานจื่อลี่นั้น พวกเขาใช้วิธีเจรจากับคนอื่น หรือใช้เส้นทางจัดจำหน่ายของตนเอง ท่านแม่รู้สักกี่ส่วนกัน?"

(เชิงอรรถผู้แปล: 

หมิ่นเจ้อ (闽浙) คำเรียกรวมอาณาเขตมณฑลฝูเจี้ยนและมณฑลเจ้อเจียง

หนานจื่อลี่ (南直隶) เขตปกครองสำคัญทางใต้ในสมัยหมิง แถบหนานจิง)

"เอ่อ..."

โจวซื่อถูกถามจนอึ้งงันพูดไม่ออก นางนึกถึงแค่ขั้นตอนต้นทุนการขนส่ง ส่วนเรื่องอื่นๆ นางล้วนมืดแปดด้าน สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องการค้าขายอย่างนางแล้ว ย่อมไม่อาจล่วงรู้ถึงกระบวนการโดยละเอียดตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจัดจำหน่ายสินค้าได้อย่างแน่นอน

เสิ่นซีหันกลับไปเอ่ยกับฮุ่ยเหนียง "ท่านน้าซุน ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป โรงพิมพ์ของพวกเราจะเริ่มพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่ ข้าอาศัยช่วงเวลาว่างวาดเพิ่มมาอีกสองภาพแล้ว พวกเราเอาภาพมงคลปีใหม่ไปขายในเมืองก่อน รอจนกระจายสินค้าในเมืองได้พอสมควรแล้ว พวกเราค่อยไปเจรจากับคนทางฝั่งเมืองถิงโจว เอาภาพมงคลปีใหม่เหล่านี้ไปขายที่นั่น... ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่า สุดท้ายแล้วใครจะต้องง้อใคร"

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ พลางคิดในใจว่า ยังดีที่ตอนนี้โรงพิมพ์มีภาพมงคลปีใหม่ให้พิมพ์ แล้วยังมีการพิมพ์บทนิทานตอนใหม่ของเรื่อง "ซัวงักฉวนจ้วน" และ "ถงหลินจ้วน" อีก จึงไม่ต้องกลัวว่าโรงพิมพ์จะล่มสลาย ในทางกลับกัน เมื่อวันเวลาผ่านไป ก็ยังคงมีผลกำไรอยู่ ดีไม่ดีอาจจะทำเงินได้มากกว่าร้านขายยาเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่มีผลกำไรมหาศาลเหมือนช่วงก่อนหน้านี้แล้วก็เท่านั้น

... …

เมื่อล่วงเข้าสู่เดือนแปด ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่อำเภอหนิงฮว่าเริ่มมีสิ่งของที่เรียกว่า "ภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สี" ได้รับความนิยมขึ้นมา สิ่งนี้ไม่มีวางขายตามท้องตลาด หากอยากได้ก็ทำได้เพียงซื้อหนังสือภาพเล่าเรื่องเพื่อรับของแถมเท่านั้น

เมื่อนำภาพมงคลปีใหม่กลับไปแขวนประดับบนผนัง ก็ดูเป็นสิริมงคลยิ่งนัก ผู้คนที่มีเงินเก็บเหลือใช้ต่างก็รู้สึกเชิดหน้าชูตาที่มีภาพนี้ประดับบ้าน

เช้าวันที่สิบห้าเดือนแปด ซูเจ้อชีเก็บข้าวของ เตรียมพาลูกจ้างและผู้ติดตามเดินทางออกจากอำเภอหนิงฮว่า ก่อนที่เขาจะมาอำเภอหนิงฮว่า เขาเคยครุ่นคิดมาแล้วว่า หากลู่ซุนซื่อไม่ยอมลดราคาให้เขา เขาก็ยอมกลับไปเปิดโรงพิมพ์เป็นของตัวเอง แล้วพิมพ์หนังสือภาพเล่าเรื่องเองเสียยังดีกว่า เขารู้สึกว่าตนเองมีเส้นสายอยู่ไม่น้อย ในหนานจื่อลี่ ซูโจว และที่อื่นๆ ก็มีช่างพิมพ์ฝีมือดีที่สุดในแผ่นดินอยู่มากมาย บางทีผลงานที่พิมพ์ออกมาอาจจะดูดีกว่าหนังสือภาพเล่าเรื่องจากอำเภอเล็กๆ ในภาคตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยนแห่งนี้เสียอีก

ก่อนออกเดินทาง เขาบังเอิญพบว่าบนผนังห้องโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยมมีภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สีแขวนอยู่สองภาพ ผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังยืนมุงดูอยู่ตรงนั้น

หลงจู๊โรงเตี๊ยมมีท่าทีลำพองใจ เพราะภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สีนี้มีน้อยมากในเมือง กิจกรรมพิเศษซื้อหนังสือภาพเล่าเรื่องแถมภาพมงคลปีใหม่ก็กินเวลาเพียงสามสี่วันเท่านั้น หลังจากนั้นเมื่อมีคนไปซื้อหนังสือภาพเล่าเรื่องอีก ก็ไม่มีของแถมให้อีกแล้ว

"หลงจู๊ ภาพนี้ท่านได้แต่ใดมา?"

ซูเจ้อชีมองภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สีด้วยความชื่นชอบอย่างยิ่ง เมื่อวานตอนที่เขาเพิ่งมาถึงตัวอำเภอหนิงฮว่าก็พอจะได้ยินข่าวแว่วมาบ้าง เพียงแต่ยังไม่เคยเห็นของจริง

หลงจู๊เชิดหน้าขึ้น เอ่ยด้วยรอยยิ้มเบิกบานว่า "นี่คือภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สีที่กำลังเป็นที่นิยมที่สุดในเมืองหนิงฮว่า ข้าไหว้วานให้คนไปซื้อหนังสือภาพเรื่อง 'ถงหลินจ้วน' จากร้านหนังสือมาหลายเล่มถึงจะได้เป็นของแถมมา การจะรวบรวมภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สีทั้งสองภาพนี้ให้ได้ในคราวเดียวนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะ"

สีหน้าของซูเจ้อชีแปรเปลี่ยนเป็นอึมครึม ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าของสิ่งนี้ย่อมต้องพิมพ์มาจากโรงพิมพ์ของลู่ซุนซื่ออย่างแน่นอน มิเช่นนั้นเหตุใดที่อื่นถึงไม่มี มีแค่ในอำเภอหนิงฮว่าเท่านั้นเล่า? ยิ่งไปกว่านั้นภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สียังนำมาขายพ่วงกับหนังสือภาพเล่าเรื่อง เพียงแค่ลองวิเคราะห์ดูสักนิด เขาก็พอจะคาดเดาเรื่องราวได้คร่าวๆ แล้ว

"นี่ตั้งใจจะงัดข้อกับข้าชัดๆ"

ซูเจ้อชีโกรธจนตัวสั่น อย่างไรเสียเรื่องราวก็คงไม่ประจวบเหมาะปานนั้น วันที่สิบสี่เดือนแปดเขามาเจรจาสั่งซื้อหนังสือภาพเล่าเรื่องล่วงหน้ากับลู่ซุนซื่อ ในเมืองก็ดันมีภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สีโผล่มาพอดี ราวกับจงใจจะข่มขวัญเขาอย่างไรอย่างนั้น

"นายท่าน พวกเราจะออกเดินทางกันให้เร็วขึ้นดีหรือไม่ขอรับ?" ผู้ติดตามเห็นซูเจ้อชีนิ่งเงียบไป จึงเดินเข้าไปสอบถาม

ซูเจ้อชีส่ายหน้าช้าๆ "อย่างไรก็ไม่อาจกลับไปฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่บ้านได้ทันอยู่แล้ว เช่นนั้นพวกเราก็อยู่ต่อที่ตัวอำเภอหนิงฮว่าอีกสักสองวัน รอดูสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยไป"

ด้วยเหตุนี้ ซูเจ้อชีที่เดิมทีตั้งใจจะจากไป จึงเลือกที่จะรั้งอยู่ต่อ เพื่อเฝ้าดูลาดเลา

มิใช่ว่าซูเจ้อชีไม่เคยเห็นภาพมงคลปีใหม่ ช่วงหลายปีมานี้หลายแห่งก็มีภาพมงคลปีใหม่แกะสลักไม้สีขาวดำปรากฏให้เห็น หรือไม่ก็เป็นภาพมงคลปีใหม่ที่ใช้สีสันเพียงไม่กี่สีแต่งแต้ม ทว่าสีสันเหล่านั้นส่วนใหญ่ล้วนถูกแต้มลงไปหลังจากพิมพ์เสร็จแล้ว ไม่เพียงแต่ดูแข็งกระด้างและจืดชืด แต่ยังขาดซึ่งจิตวิญญาณและความมีชีวิตชีวาขั้นพื้นฐาน ไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกับภาพมงคลปีใหม่ที่มีสีสันสดใส มีชีวิตชีวา และชวนให้รู้สึกเบิกบานใจตั้งแต่แรกเห็นทั้งสองภาพที่อยู่ตรงหน้านี้ได้เลย

สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวของซูเจ้อชีก็คือ ในเมื่อโรงพิมพ์ของลู่ซุนซื่อสามารถพิมพ์ของดีเช่นนี้ออกมาได้ เช่นนั้นต่อไปย่อมไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีงานทำ หนังสือภาพเล่าเรื่องกลับกลายเป็นสิ่งที่พิมพ์ก็ได้ไม่พิมพ์ก็ได้ ก่อนหน้านี้ที่เขากล้าใช้ข้ออ้างมากดราคาอย่างองอาจผ่าเผย ก็เพราะเขามั่นใจว่าหากขาดลูกค้ารายใหญ่อย่างเขาไป ลำพังแค่ตลาดเล็กๆ ในอำเภอหนิงฮว่า โรงพิมพ์ก็คงไม่อาจอยู่รอดได้ ทว่าความเป็นจริงกลับตบหน้าเขาอย่างจัง

ซูเจ้อชีกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า หากเขาต้องเดินคอตกจากไปเช่นนี้ ดีไม่ดีช่องทางการหาเงินอาจจะถูกตัดขาดไปเลยก็เป็นได้ อย่างไรเสียพ่อค้าที่บุกป่าฝ่าดงเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ก็มีอยู่มากมาย หากลู่ซุนซื่อไม่ยอมทำการค้ากับเขา นางก็ยังสามารถไปทำการค้ากับผู้อื่นได้อยู่ดี

จบบทที่ ตอนที่ 112 กรรมวิธีคือตัวตัดสินทุกสิ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว