- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 112 กรรมวิธีคือตัวตัดสินทุกสิ่ง
ตอนที่ 112 กรรมวิธีคือตัวตัดสินทุกสิ่ง
ตอนที่ 112 กรรมวิธีคือตัวตัดสินทุกสิ่ง
ซูเจ้อชีคิดว่าการยกเรื่องการคัดลอกเถื่อนที่มีอยู่บนท้องตลาดมากดราคานั้นเป็นเรื่องที่มั่นใจว่าไม่มีทางผิดพลาด ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าพอเปิดฉากมาก็จะเผชิญกับความพ่ายแพ้เข้าเสียแล้ว
มิใช่ว่าตัวเขาเองไม่อยากจ้างคนมาทำการคัดลอกเถื่อน หรือไม่อยากเหมาซื้อหนังสือภาพเล่าเรื่องฉบับคัดลอกเถื่อนจำนวนมาก แต่เป็นเพราะภาพเหล่านั้นถูกทำขึ้นอย่างลวกๆ คุณภาพต่ำต้อย ปฏิกิริยาตอบรับจากตลาดก็ย่ำแย่ถึงขีดสุด อีกทั้งผู้ที่ซื้อหนังสือภาพเล่าเรื่องกลับไปอ่านก็ล้วนเป็นชนชั้นที่มีฐานะค่อนข้างมั่งคั่ง เขาคงไม่ยอมทำลายชื่อเสียงของตนเองเพื่อผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ เป็นแน่
"หลงจู๊น้อย พวกเราทำการค้า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสมเหตุสมผล ตอนที่พวกท่านมอบหนังสือภาพให้พวกเรานำไปเร่ขาย เคยบอกกล่าวหรือไม่ว่าอาชีพนี้จะไม่มีผู้อื่นทำ บัดนี้ทางฝั่งซูโจว หางโจว หรือแม้กระทั่งในเมืองถิงโจวแห่งนี้ ก็มีคนตีพิมพ์หนังสือภาพออกมาแล้ว แล้วเช่นนี้จะให้พวกเราหาผลกำไรได้อย่างไรเล่า?"
ยามที่ซูเจ้อชีเอ่ยประโยคนี้ ท่าทียังคงแข็งกร้าวยิ่งนัก "เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ซูผู้นี้ก็ถือว่าเห็นแก่หน้าตากันบ้าง ราคาหนังสือภาพชุดนี้ให้เต็มที่ก็เล่มละยี่สิบห้าเหวิน หากพวกท่านยังไม่ตกลงอีก เช่นนั้นการค้าครั้งต่อไปพวกเราก็ไม่ต้องทำกันแล้ว"
เสิ่นซีหัวเราะร่วนพลางเอ่ยถาม "หลงจู๊ซู ท่านกำลังรังแกข้าที่เป็นเพียงเด็ก และคิดจะใช้การไม่รับสินค้ามาเป็นข้อต่อรองกระนั้นหรือขอรับ?"
ซูเจ้อชีตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด "แล้วแต่เจ้าจะคิด... ฮูหยินลู่ ฮูหยินเสิ่น พวกท่านเห็นว่าอย่างไร? การที่ปล่อยให้เด็กอมมือมาเจรจาการค้ากับข้าน้อยอยู่ร่ำไป จะดูเป็นการแสดงความไม่จริงใจของพวกท่านไปหน่อยหรือไม่?"
ก่อนหน้านี้ตอนที่ซูเจ้อชีพูดคุยกับเสิ่นซีซึ่งเป็นเพียงเด็กชายวัยกำลังโต เขามักจะรู้สึกแปลกๆ อยู่เสมอ เมื่อกลับไปครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้ว เขาก็มั่นใจว่าเสิ่นซีย่อมต้องเป็นหุ่นเชิดที่ลู่ฮุ่ยเหนียงและเสิ่นโจวซื่อส่งมาเจรจาเป็นแน่ คำพูดหลายๆ คำหากออกจากปากผู้ใหญ่ก็อาจจะไม่ค่อยน่าฟังนัก ทว่าหากผ่านปากเด็กน้อยออกมา ก็ยังมีช่องทางให้พอผ่อนหนักเป็นเบาได้
ในสายตาของซูเจ้อชี คำพูดของเสิ่นซีล้วนต้องเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่เสี้ยมสอนมา และคงจะร่างคำพูดเตรียมไว้ในใจล่วงหน้าแล้วเป็นแน่ ไม่มีทางที่เด็กอายุเพียงเจ็ดแปดขวบจะสามารถกล่าววาจาโต้ตอบเฉพาะหน้าได้ถึงเพียงนี้
ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้า "เรื่องของโรงพิมพ์ทุกอย่างล้วนต้องฟังคำตัดสินของหลงจู๊น้อย พวกเราจะไม่เข้าไปก้าวก่าย"
"เช่นนั้นก็ดี!"
"ปัง—"
ซูเจ้อชีตบโต๊ะเสียงดังฉาด ก่อนจะกวาดตามองเสิ่นซี "เจ้าลองว่ามาสิ การค้าครั้งนี้จะทำหรือไม่ทำ?"
ในความคิดของซูเจ้อชี เพียงแค่ข่มขู่สักเล็กน้อย ก็สามารถทำให้เสิ่นซีหวาดกลัวได้แล้ว ดีไม่ดีอาจจะถึงขั้นร้องไห้จ้าออกมาเลยก็เป็นได้ และคงจะลืมคำพูดที่ผู้ใหญ่สอนมาเสียสนิทตราบเท่าที่เด็กน้อยเกิดอาการลนลานจนทำตัวไม่ถูกและพูดจาไม่ออก สตรีทั้งสองย่อมต้องออกโรงมาเจรจาการค้ากับเขาเองโดยปริยาย ถึงตอนนั้นเขาก็จะถือไพ่เหนือกว่าถึงเก้าส่วน
ใครจะไปรู้ว่าเสิ่นซีกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลยแม้แต่น้อย เขายิ้มบางๆ แล้วเอ่ยว่า "หลงจู๊ซูบอกว่าตนเองเป็นคนซื่อตรง เช่นนั้นพวกเราก็จะแสดงความจริงใจกลับไปสักครา เดิมทีหนังสือภาพเล่มเล็กราคาเล่มละสี่สิบห้าเหวิน ตอนนี้จะลดให้ท่านเหลือเล่มละสี่สิบเหวิน ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนน้ำใจ หากหลงจู๊ซูเห็นว่าไม่เหมาะสม เช่นนั้นก็เชิญไปหาผู้อื่นเถิด พวกเราขออภัยที่ไม่อาจต้อนรับได้"
ซูเจ้อชีตกตะลึงจนอ้าปากตาค้าง ความเด็ดเดี่ยวของเด็กน้อยผู้นี้เป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงเลยจริงๆ พอเสิ่นซีกล่าววาจาเช่นนี้ออกมา กลับเป็นเขาเองที่ไปไม่เป็น
"เช่นนั้นก็ไม่มีสิ่งใดต้องคุยกันแล้ว ขอลา!"
ยิ่งซูเจ้อชีคิดก็ยิ่งไม่ยอมแพ้ โทสะพวยพุ่งขึ้นมา เขาลุกพรวดขึ้นเตรียมจะสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
ในมุมมองของเขา หากไม่ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด อีกฝ่ายก็อาจจะคิดว่าเขาเพียงแค่ขู่ไปอย่างนั้น สู้ทำตัวให้แข็งกร้าวขึ้นอีกหน่อยจะดีกว่า
ขณะที่ซูเจ้อชีกำลังคิดว่าจะมีคนออกมารั้งตัวเขาไว้ เสิ่นซีกลับแสร้งทำเป็นยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ ก่อนจะเอ่ยว่า "ส่งแขก" ทำเอาซูเจ้อชีโกรธจนแทบกระอักเลือด
เมื่อก้าวพ้นประตูออกมา ซูเจ้อชีก็มุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมเยวี่ยไหลทางทิศใต้ของเมืองด้วยความเดือดดาล ที่นั่นคือที่พักประจำของเขาทุกครั้งที่เดินทางมายังตัวอำเภอหนิงฮว่า
ภายในร้านขายยา ฮุ่ยเหนียงไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ปล่อยให้ช่างพิมพ์ที่มาช่วยงานกลับไปก่อน เมื่อปิดแผ่นกระดานประตูร้านเรียบร้อยแล้ว นางจึงรีบเอ่ยถามขึ้นมาทันที
"เสี่ยวหลาง หรือว่าพวกเราจะกลับไปคุยกับหลงจู๊ซูดีๆ หนังสือภาพเล่าเรื่องขายเล่มละยี่สิบห้าเหวิน พวกเราก็ยังคงมีกำไรอยู่ ซ้ำยังได้กำไรไม่ใช่น้อยๆ ด้วย หากสูญเสียลูกค้ารายใหญ่นี้ไป ต่อไปกิจการของพวกเราก็คงทำได้ยากแล้ว"
ทว่าเสิ่นซีกลับยืนกรานหนักแน่น "ท่านน้าซุน อย่าลืมที่พวกเราตกลงกันไว้สิขอรับ พวกเราต้องทำการค้าระยะยาว ไม่อาจยอมจำนนต่อความยากลำบากในการดำเนินกิจการเพียงชั่วครั้งชั่วคราวได้ หากตอนนี้พวกเราขายให้เขาเล่มละยี่สิบห้าเหวิน คราวหน้าเขามาก็คงจะเสนอราคาแค่สิบห้าเหวิน และภายหลังอาจจะถูกลงกว่านี้อีก พวกเราเหน็ดเหนื่อยแทบตายเพื่อทำอาชีพนี้ไปเพื่อสิ่งใดกัน? พวกเขานำไปขายต่อเล่มละเจ็ดแปดสิบเหวิน หรือบางทีอาจจะถึงร้อยเหวินด้วยซ้ำ ได้กำไรมากมายถึงเพียงนั้น แต่กลับมาวอแวเรื่องราคากับพวกเรา ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี"
โจวซื่อด่าทอว่า "ไอ้เด็กเหม็น เจ้าตั้งใจจะขัดขวางการค้าของพวกเราใช่หรือไม่... ที่เขาขายได้ราคาแพง ก็เพราะเขาต้องขนส่งออกไป ส่งไปขายตามเมืองใหญ่ๆ อย่างซูโจว หางโจว แล้วยังต้องหาคนมาเดินเร่ขายอีก ขืนให้เจ้าไปทำ เจ้าจะทำได้หรือ?"
เสิ่นซีโต้แย้ง "ท่านแม่บอกว่าเขาต้องขนส่งออกไป แล้วท่านแม่รู้หรือไม่ว่าต้นทุนการขนส่งนั้นเป็นเท่าไร? การที่พวกเขากระจายสินค้าไปตามเมืองต่างๆ ในเขตหมิ่นเจ้อและหนานจื่อลี่นั้น พวกเขาใช้วิธีเจรจากับคนอื่น หรือใช้เส้นทางจัดจำหน่ายของตนเอง ท่านแม่รู้สักกี่ส่วนกัน?"
(เชิงอรรถผู้แปล:
หมิ่นเจ้อ (闽浙) คำเรียกรวมอาณาเขตมณฑลฝูเจี้ยนและมณฑลเจ้อเจียง
หนานจื่อลี่ (南直隶) เขตปกครองสำคัญทางใต้ในสมัยหมิง แถบหนานจิง)
"เอ่อ..."
โจวซื่อถูกถามจนอึ้งงันพูดไม่ออก นางนึกถึงแค่ขั้นตอนต้นทุนการขนส่ง ส่วนเรื่องอื่นๆ นางล้วนมืดแปดด้าน สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องการค้าขายอย่างนางแล้ว ย่อมไม่อาจล่วงรู้ถึงกระบวนการโดยละเอียดตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจัดจำหน่ายสินค้าได้อย่างแน่นอน
เสิ่นซีหันกลับไปเอ่ยกับฮุ่ยเหนียง "ท่านน้าซุน ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป โรงพิมพ์ของพวกเราจะเริ่มพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่ ข้าอาศัยช่วงเวลาว่างวาดเพิ่มมาอีกสองภาพแล้ว พวกเราเอาภาพมงคลปีใหม่ไปขายในเมืองก่อน รอจนกระจายสินค้าในเมืองได้พอสมควรแล้ว พวกเราค่อยไปเจรจากับคนทางฝั่งเมืองถิงโจว เอาภาพมงคลปีใหม่เหล่านี้ไปขายที่นั่น... ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่า สุดท้ายแล้วใครจะต้องง้อใคร"
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ พลางคิดในใจว่า ยังดีที่ตอนนี้โรงพิมพ์มีภาพมงคลปีใหม่ให้พิมพ์ แล้วยังมีการพิมพ์บทนิทานตอนใหม่ของเรื่อง "ซัวงักฉวนจ้วน" และ "ถงหลินจ้วน" อีก จึงไม่ต้องกลัวว่าโรงพิมพ์จะล่มสลาย ในทางกลับกัน เมื่อวันเวลาผ่านไป ก็ยังคงมีผลกำไรอยู่ ดีไม่ดีอาจจะทำเงินได้มากกว่าร้านขายยาเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่มีผลกำไรมหาศาลเหมือนช่วงก่อนหน้านี้แล้วก็เท่านั้น
... …
เมื่อล่วงเข้าสู่เดือนแปด ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่อำเภอหนิงฮว่าเริ่มมีสิ่งของที่เรียกว่า "ภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สี" ได้รับความนิยมขึ้นมา สิ่งนี้ไม่มีวางขายตามท้องตลาด หากอยากได้ก็ทำได้เพียงซื้อหนังสือภาพเล่าเรื่องเพื่อรับของแถมเท่านั้น
เมื่อนำภาพมงคลปีใหม่กลับไปแขวนประดับบนผนัง ก็ดูเป็นสิริมงคลยิ่งนัก ผู้คนที่มีเงินเก็บเหลือใช้ต่างก็รู้สึกเชิดหน้าชูตาที่มีภาพนี้ประดับบ้าน
เช้าวันที่สิบห้าเดือนแปด ซูเจ้อชีเก็บข้าวของ เตรียมพาลูกจ้างและผู้ติดตามเดินทางออกจากอำเภอหนิงฮว่า ก่อนที่เขาจะมาอำเภอหนิงฮว่า เขาเคยครุ่นคิดมาแล้วว่า หากลู่ซุนซื่อไม่ยอมลดราคาให้เขา เขาก็ยอมกลับไปเปิดโรงพิมพ์เป็นของตัวเอง แล้วพิมพ์หนังสือภาพเล่าเรื่องเองเสียยังดีกว่า เขารู้สึกว่าตนเองมีเส้นสายอยู่ไม่น้อย ในหนานจื่อลี่ ซูโจว และที่อื่นๆ ก็มีช่างพิมพ์ฝีมือดีที่สุดในแผ่นดินอยู่มากมาย บางทีผลงานที่พิมพ์ออกมาอาจจะดูดีกว่าหนังสือภาพเล่าเรื่องจากอำเภอเล็กๆ ในภาคตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยนแห่งนี้เสียอีก
ก่อนออกเดินทาง เขาบังเอิญพบว่าบนผนังห้องโถงใหญ่ของโรงเตี๊ยมมีภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สีแขวนอยู่สองภาพ ผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังยืนมุงดูอยู่ตรงนั้น
หลงจู๊โรงเตี๊ยมมีท่าทีลำพองใจ เพราะภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สีนี้มีน้อยมากในเมือง กิจกรรมพิเศษซื้อหนังสือภาพเล่าเรื่องแถมภาพมงคลปีใหม่ก็กินเวลาเพียงสามสี่วันเท่านั้น หลังจากนั้นเมื่อมีคนไปซื้อหนังสือภาพเล่าเรื่องอีก ก็ไม่มีของแถมให้อีกแล้ว
"หลงจู๊ ภาพนี้ท่านได้แต่ใดมา?"
ซูเจ้อชีมองภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สีด้วยความชื่นชอบอย่างยิ่ง เมื่อวานตอนที่เขาเพิ่งมาถึงตัวอำเภอหนิงฮว่าก็พอจะได้ยินข่าวแว่วมาบ้าง เพียงแต่ยังไม่เคยเห็นของจริง
หลงจู๊เชิดหน้าขึ้น เอ่ยด้วยรอยยิ้มเบิกบานว่า "นี่คือภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สีที่กำลังเป็นที่นิยมที่สุดในเมืองหนิงฮว่า ข้าไหว้วานให้คนไปซื้อหนังสือภาพเรื่อง 'ถงหลินจ้วน' จากร้านหนังสือมาหลายเล่มถึงจะได้เป็นของแถมมา การจะรวบรวมภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สีทั้งสองภาพนี้ให้ได้ในคราวเดียวนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะ"
สีหน้าของซูเจ้อชีแปรเปลี่ยนเป็นอึมครึม ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าของสิ่งนี้ย่อมต้องพิมพ์มาจากโรงพิมพ์ของลู่ซุนซื่ออย่างแน่นอน มิเช่นนั้นเหตุใดที่อื่นถึงไม่มี มีแค่ในอำเภอหนิงฮว่าเท่านั้นเล่า? ยิ่งไปกว่านั้นภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สียังนำมาขายพ่วงกับหนังสือภาพเล่าเรื่อง เพียงแค่ลองวิเคราะห์ดูสักนิด เขาก็พอจะคาดเดาเรื่องราวได้คร่าวๆ แล้ว
"นี่ตั้งใจจะงัดข้อกับข้าชัดๆ"
ซูเจ้อชีโกรธจนตัวสั่น อย่างไรเสียเรื่องราวก็คงไม่ประจวบเหมาะปานนั้น วันที่สิบสี่เดือนแปดเขามาเจรจาสั่งซื้อหนังสือภาพเล่าเรื่องล่วงหน้ากับลู่ซุนซื่อ ในเมืองก็ดันมีภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สีโผล่มาพอดี ราวกับจงใจจะข่มขวัญเขาอย่างไรอย่างนั้น
"นายท่าน พวกเราจะออกเดินทางกันให้เร็วขึ้นดีหรือไม่ขอรับ?" ผู้ติดตามเห็นซูเจ้อชีนิ่งเงียบไป จึงเดินเข้าไปสอบถาม
ซูเจ้อชีส่ายหน้าช้าๆ "อย่างไรก็ไม่อาจกลับไปฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่บ้านได้ทันอยู่แล้ว เช่นนั้นพวกเราก็อยู่ต่อที่ตัวอำเภอหนิงฮว่าอีกสักสองวัน รอดูสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยไป"
ด้วยเหตุนี้ ซูเจ้อชีที่เดิมทีตั้งใจจะจากไป จึงเลือกที่จะรั้งอยู่ต่อ เพื่อเฝ้าดูลาดเลา
มิใช่ว่าซูเจ้อชีไม่เคยเห็นภาพมงคลปีใหม่ ช่วงหลายปีมานี้หลายแห่งก็มีภาพมงคลปีใหม่แกะสลักไม้สีขาวดำปรากฏให้เห็น หรือไม่ก็เป็นภาพมงคลปีใหม่ที่ใช้สีสันเพียงไม่กี่สีแต่งแต้ม ทว่าสีสันเหล่านั้นส่วนใหญ่ล้วนถูกแต้มลงไปหลังจากพิมพ์เสร็จแล้ว ไม่เพียงแต่ดูแข็งกระด้างและจืดชืด แต่ยังขาดซึ่งจิตวิญญาณและความมีชีวิตชีวาขั้นพื้นฐาน ไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกับภาพมงคลปีใหม่ที่มีสีสันสดใส มีชีวิตชีวา และชวนให้รู้สึกเบิกบานใจตั้งแต่แรกเห็นทั้งสองภาพที่อยู่ตรงหน้านี้ได้เลย
สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวของซูเจ้อชีก็คือ ในเมื่อโรงพิมพ์ของลู่ซุนซื่อสามารถพิมพ์ของดีเช่นนี้ออกมาได้ เช่นนั้นต่อไปย่อมไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีงานทำ หนังสือภาพเล่าเรื่องกลับกลายเป็นสิ่งที่พิมพ์ก็ได้ไม่พิมพ์ก็ได้ ก่อนหน้านี้ที่เขากล้าใช้ข้ออ้างมากดราคาอย่างองอาจผ่าเผย ก็เพราะเขามั่นใจว่าหากขาดลูกค้ารายใหญ่อย่างเขาไป ลำพังแค่ตลาดเล็กๆ ในอำเภอหนิงฮว่า โรงพิมพ์ก็คงไม่อาจอยู่รอดได้ ทว่าความเป็นจริงกลับตบหน้าเขาอย่างจัง
ซูเจ้อชีกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า หากเขาต้องเดินคอตกจากไปเช่นนี้ ดีไม่ดีช่องทางการหาเงินอาจจะถูกตัดขาดไปเลยก็เป็นได้ อย่างไรเสียพ่อค้าที่บุกป่าฝ่าดงเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ก็มีอยู่มากมาย หากลู่ซุนซื่อไม่ยอมทำการค้ากับเขา นางก็ยังสามารถไปทำการค้ากับผู้อื่นได้อยู่ดี