- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 111 ขายพ่วง
ตอนที่ 111 ขายพ่วง
ตอนที่ 111 ขายพ่วง
เมื่อราวหนึ่งเดือนก่อน เสิ่นซีได้เริ่มทดลองผลิตหนังสือภาพเล่าเรื่องแบบสี่สีแล้ว
เพื่อให้สามารถผลิตหนังสือภาพเล่าเรื่องสี่สีในระดับอุตสาหกรรมได้ เสิ่นซีได้ทยอยปรับปรุงกรรมวิธีการพิมพ์ การเติมหมึกสีจะไม่ใช้วิธีนำแม่พิมพ์ไปจุ่มในตลับหมึกอีกต่อไป ทว่าจะเป็นการทาหมึกสีลงบนแม่พิมพ์โดยแบ่งเป็นส่วนๆ แทน
การทาหมึกครั้งแรกจะซับซ้อนที่สุด เมื่อแม่พิมพ์ดูดซับสีได้ที่แล้ว ครั้งต่อไปก็สามารถเติมหมึกสีตามจุดต่างๆ ได้เลย
ขั้นตอนการทาหมึกแทบทุกขั้นตอน เสิ่นซีล้วนเป็นผู้ลงมือทำเองทั้งหมด จากผลการทดลอง เสิ่นซีตัดสินใจว่าเมื่อเริ่มพิมพ์จริง จะจ้างคนที่ไม่รู้เรื่องการพิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรจะเป็นสตรีที่มีความละเอียดอ่อน มาคอยรับผิดชอบขั้นตอนการทาหมึกอันสำคัญยิ่งนี้ เพื่อเป็นการรักษาความลับ
บ่ายวันที่หกเดือนแปด เสิ่นซีได้พิมพ์ภาพสีออกมาสองสามหน้าจากที่โรงพิมพ์ ก่อนจะนำกลับมาให้ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อดูที่บ้าน ทั้งสองพึงพอใจเป็นอย่างมาก
ตามความเห็นของฮุ่ยเหนียง ในเมื่อตอนนี้สามารถพิมพ์ภาพสีได้แล้ว สู้ลองพิมพ์หนังสือภาพเล่าเรื่องสี่สีออกมาสักชุดหนึ่งก่อนก็ดี ไม่ต้องผลิตจำนวนมาก เพียงเพื่อหยั่งเชิงดูปฏิกิริยาตอบรับจากตลาดก็พอ
ทว่าเสิ่นซีกังวลว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป จะไปสะดุดตาพวกพ่อค้าเร่ที่มารับซื้อหนังสือภาพไปขายส่งเข้า เขาจึงตัดสินใจว่าจะลองพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สีออกสู่ตลาดดูก่อน
เสิ่นซีให้ฮุ่ยเหนียงไปเชิญช่างวาดภาพมาวาดแบบร่าง จากนั้นเสิ่นซีก็เป็นคนลงสี แล้วค่อยจ้างคนมาแกะสลักแม่พิมพ์ ก่อนที่เขาจะลงมือทาหมึกและย้อมสีด้วยตัวเอง แล้วจึงนำไปพิมพ์ที่โรงพิมพ์
ภาพมงคลปีใหม่มีทั้งหมดสองแบบ แบบแรกคือภาพจงขุยจับผี ส่วนแบบที่สองคือภาพเด็กน้อยอุ้มปลา
พิมพ์ออกมาแบบละสองร้อยใบ นำไปวางขายตามร้านหนังสือในเมือง ผลปรากฏว่าเพียงสองวัน ภาพมงคลปีใหม่ก็ถูกกว้านซื้อจนเกลี้ยง ปฏิกิริยาตอบรับจากตลาดดีเยี่ยม
แม้จะยังห่างไกลจากช่วงเทศกาลตรุษจีน ทว่าก็ใกล้จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ในช่วงกว่าครึ่งปีที่ผ่านมา ชาวบ้านในอำเภอหนิงฮว่ามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างสงบสุขและมั่งคั่ง ในมือมีเงินเก็บเหลือใช้ ผู้คนจึงไม่เพียงยินดีจะควักเงินซื้อบทนิทานกลับไปอ่านเล่น แต่เมื่อเห็นภาพมงคลปีใหม่สีสันสดใสดูเป็นสิริมงคล ก็มักจะซื้อติดไม้ติดมือกลับไปสักแผ่นสองแผ่น เพื่อให้คนในครอบครัวได้ชื่นใจ
ต้นทุนของภาพมงคลปีใหม่หนึ่งแผ่นนั้นไม่ถึงสองเหวิน ราคาที่เสิ่นซีตั้งไว้ในตอนแรกคือสิบเหวิน ร้านหนังสือหักส่วนแบ่งไปสามส่วน เช่นนี้โรงพิมพ์ก็จะได้กำไรจากภาพมงคลปีใหม่แผ่นละห้าเหวิน นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก
ไม่นึกเลยว่าปฏิกิริยาตอบรับจากตลาดจะดีเยี่ยมถึงเพียงนี้ ช่วงหลังๆ ถึงกับมีคนยอมควักเงินห้าสิบเหวินเพื่อขอซื้อ ทว่าน่าเสียดายที่สินค้าในร้านหนังสือล้วนรับมาจากโรงพิมพ์ทั้งสิ้น เมื่อโรงพิมพ์ไม่ผลิต พวกเขาก็หมดปัญญา
เมื่อเห็นว่ามีคนแวะเวียนมาถามไถ่เรื่องภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สีอยู่เนืองๆ บรรดาหลงจู๊ร้านหนังสือต่างๆ ในเมืองก็เริ่มนั่งไม่ติด รีบรุดมาหาฮุ่ยเหนียง เพื่อเจรจาขอรับสินค้าจำนวนมากไปขาย
ฮุ่ยเหนียงตัดสินใจไม่ถูก จึงต้องมาปรึกษากับเสิ่นซี
"...เห็นๆ อยู่ว่าใกล้จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ทุกครัวเรือนต่างก็อยากหาภาพมงคลสีสันสดใสไปแขวนประดับเพื่อรับความเป็นสิริมงคล ข้าลองปรึกษากับหลงจู๊ร้านหนังสือในเมืองดูแล้ว คราวนี้พวกเราสามารถปล่อยของให้พวกเขาในราคาสิบห้าเหวินต่อแผ่น พวกเขาเอาไปขายแผ่นละยี่สิบเหวิน ผลกำไรของพวกเรางดงามทีเดียว"
"แล้วตามความคิดของท่านน้าซุน ควรจะพิมพ์สักกี่แผ่นดีขอรับ?" เสิ่นซีเอ่ยถาม
"รีบฉวยโอกาสก่อนจะถึงวันที่สิบห้าเดือนแปด พิมพ์ออกมาได้เท่าไรก็เท่านั้น อย่างไรเสียพวกหลงจู๊ซูก็ยังไม่กลับมา ตอนนี้ลำพังแค่พิมพ์บทนิทานอย่างเดียว รายได้ก็ไม่สู้ดีนัก"
ฮุ่ยเหนียงก็เห็นว่าเมื่อย่างเข้าสู่เดือนแปด โรงพิมพ์ก็ขาดคำสั่งซื้อหนังสือภาพเล่าเรื่องจำนวนมหาศาล ทว่ายังมีคนงานอีกหลายชีวิตที่ต้องดูแล นางจึงคิดจะหาลู่ทางทำกินเพิ่ม
เสิ่นซีลองคิดคำนวณดูรอบหนึ่งแล้วจึงเอ่ยว่า "ท่านน้า พวกเราจะพิมพ์มากเกินไปไม่ได้ขอรับ ตอนนี้ตลาดหนังสือภาพเล่าเรื่องในเมืองแทบจะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ในคลังสินค้าของพวกเราก็มีสินค้าค้างโกดังอยู่จำนวนหนึ่ง ดูท่าแล้วคงจะระบายออกได้ยาก ข้าเห็นว่าทำเช่นนี้ดีหรือไม่ขอรับ พวกเราจัดกิจกรรมพิเศษ ซื้อหนังสือภาพเล่าเรื่องแถมภาพมงคลปีใหม่ในเมือง ร้านหนังสือขายหนังสือภาพเล่าเรื่องเล่มละหกสิบเหวิน ซื้อหนึ่งเล่มแถมภาพมงคลปีใหม่หนึ่งแผ่น พวกเราจำกัดจำนวนของแถมไว้แค่ห้าร้อยแผ่น แจกหมดแล้วก็จบกัน ท่านน้าเห็นว่าอย่างไรขอรับ?"
"เช่นนี้จะได้ผลหรือ?"
สีหน้าของฮุ่ยเหนียงแฝงความสับสนมึนงง "ข้ามักจะรู้สึกว่าขายตรงๆ น่าจะดีกว่า หนังสือภาพเล่าเรื่องของพวกเราก็ยังไม่ต้องรีบขายออกไปหรอก รอดูทีท่าของพวกหลงจู๊ซูก่อนว่าพวกเขาจะต้องการหรือไม่"
เสิ่นซีหัวเราะร่วน "นี่เรียกว่าการขายพ่วงขอรับ... ถือเสียว่าเตรียมการล่วงหน้าก็แล้วกัน หากคราวหน้าหลงจู๊ซูไม่สั่งหนังสือภาพเล่าเรื่องจากพวกเราอีก พวกเราก็ต้องอาศัยภาพมงคลปีใหม่นี่แหละมาหล่อเลี้ยงให้โรงพิมพ์เดินเครื่องต่อไปได้ อันดับแรกพวกเราต้องทำให้ชาวบ้านในเมืองรู้เสียก่อนว่า ทั้งหนังสือภาพเล่าเรื่องและภาพมงคลปีใหม่ ล้วนผลิตออกมาจากโรงพิมพ์ของพวกเรา"
ฮุ่ยเหนียงมองเสิ่นซีด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความเชื่อใจ "เสี่ยวหลาง เจ้าว่าอย่างไรก็เอาตามนั้นเถิด เรื่องนี้มอบให้เจ้าเป็นคนจัดการก็แล้วกัน"
มาบัดนี้ฮุ่ยเหนียงเกิดความเลื่อมใสในตัวเสิ่นซีอย่างมืดบอด ต่อให้ไม่เข้าใจว่า "การขายพ่วง" ที่เขาพูดถึงหมายความว่ากระไร แต่นางก็ยังคงปักใจเชื่อว่าสิ่งที่เสิ่นซีกล่าวนั้นย่อมต้องถูกต้องอย่างแน่นอน
หลังจากที่ฮุ่ยเหนียงไปบอกกล่าวกับบรรดาหลงจู๊ร้านหนังสือแต่ละแห่งแล้ว กิจกรรมพิเศษซื้อหนังสือภาพเล่าเรื่องแถมภาพมงคลปีใหม่ก็เริ่มดำเนินการในตัวอำเภอหนิงฮว่าตลอดจนตำบลและหมู่บ้านโดยรอบ ปฏิกิริยาตอบรับจากตลาดดีเยี่ยม ผ่านไปเพียงไม่กี่วันก็สามารถระบายหนังสือภาพเล่าเรื่องหลายร้อยเล่มที่ค้างอยู่ในคลังสินค้าของโรงพิมพ์ออกไปจนหมดเกลี้ยง
เมื่อได้กำไรมาเล็กน้อย ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็ปรึกษาหารือกันเรื่องการเพิ่มกำลังการผลิตอีกครั้ง
ตามความเห็นของพวกนาง ในเมื่อตอนนี้โรงพิมพ์ยังไม่มีงานอันใด ก็สู้พิมพ์ออกมาชุดหนึ่งก่อน รอจนพวกหลงจู๊ซูกลับมาซื้อหนังสือภาพเล่าเรื่องอีกครั้ง จะได้ไม่ต้องเร่งรีบปั่นงานจนหัวปั่น
ทว่าเสิ่นซีกลับมองว่าการทำเช่นนี้เสี่ยงอันตรายเกินไป
ตามความเห็นของเสิ่นซี โรงพิมพ์จำต้องได้รับคำสั่งซื้อก่อนจึงจะเริ่มทำการผลิตได้ ไม่อาจมองโลกในแง่ดีอย่างมืดบอดได้เช่นนี้
เวลานี้หนังสือภาพเล่าเรื่องกำลังได้รับความนิยมอย่างพุ่งพรวด ซูเจ้อชีและพวกได้ขนส่งสิ่งของแปลกใหม่ที่ทำกำไรมหาศาลเช่นนี้ไปเร่ขายตามเมืองใหญ่ๆ อย่างหนานจิง ซูโจว และหางโจว ที่นั่นมีโรงพิมพ์มากมายนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังมีช่างฝีมือชั้นครูอยู่อีกมากเท่าใดก็สุดจะหยั่งรู้
ขอเพียงเทียบเคียงกับภาพที่มีอยู่สำเร็จรูปก็สามารถแกะสลักแม่พิมพ์ออกมาได้แล้ว อีกไม่นานหนังสือภาพเล่าเรื่องที่เกิดจากการคัดลอกเถื่อนก็จะต้องปรากฏขึ้นอย่างแน่นอน แม้คุณภาพในช่วงแรกเริ่มย่อมไม่เป็นที่น่าพอใจนัก ทว่าขอเพียงใช้เวลาศึกษาค้นคว้าไปเรื่อยๆ ก็ย่อมต้องค้นพบเคล็ดลับเข้าจนได้ และเมื่อได้รับผลกระทบจากการคัดลอกเถื่อน ผลกำไรของหนังสือภาพเล่าเรื่องก็จะลดลงอย่างฮวบฮาบ
การค้าขายสองรอบก่อนหน้านี้กับพวกพ่อค้าเร่อย่างซูเจ้อชี หนังสือภาพเล่าเรื่องหนึ่งเล่มโรงพิมพ์สามารถทำกำไรได้ถึงสามสิบกว่าเหวิน ทว่าเมื่อเกิดการแข่งขันขึ้นมา อาจจะทำกำไรไม่ได้แม้แต่ห้าเหวินด้วยซ้ำ หรือเผลอๆ อาจจะขาดทุนเลยก็เป็นได้ อย่างไรเสียอำเภอหนิงฮว่าก็ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล วัตถุดิบหลายอย่างล้วนต้องขนส่งมาจากที่อื่น ในแง่ของต้นทุนจึงไม่อาจเทียบชั้นกับโรงพิมพ์ในเมืองใหญ่ได้เลย
เมื่อฮุ่ยเหนียงได้ฟังการวิเคราะห์ของเสิ่นซีก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง นางเองก็รู้สึกว่าตนถูกชัยชนะทำให้หลงระเริงจนหน้ามืดตามัว กลายเป็นคนที่ใจร้อนหวังแต่ผลประโยชน์เบื้องหน้าไปเสียแล้ว
วันที่สิบสี่เดือนแปด ในยามที่กิจกรรมพิเศษซื้อหนังสือภาพเล่าเรื่องแถมภาพมงคลปีใหม่ในเมืองใกล้จะสิ้นสุดลง ซูเจ้อชีก็เดินทางมายังตัวอำเภอหนิงฮว่าอีกครั้ง ทว่าคราวนี้เขาไม่ได้พาเพื่อนร่วมสายอาชีพมาด้วย มีเพียงเขามาผู้เดียว
ตกค่ำวันนั้น ซูเจ้อชีแวะมาเจรจาการค้าดังเช่นทุกครา ทว่าหลังจากก้าวข้ามประตูเข้ามา ท่าทีในการพูดจากลับเย็นชาขึ้นมาก เสิ่นซีคาดเดาว่าที่อื่นคงจะมีการคัดลอกเถื่อนหนังสือภาพเล่าเรื่องออกมาแล้ว หรือไม่แน่ว่าการคัดลอกเถื่อนนั้น ซูเจ้อชีอาจจะเป็นคนจ้างคนมาศึกษาและพิมพ์ออกมาเองเสียด้วยซ้ำ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการกดราคาลง
"ฮูหยินลู่ ฮูหยินเสิ่น แล้วก็หลงจู๊น้อย" ซูเจ้อชีกล่าวด้วยท่าทียิ้มอาบยาพิษ "ไม่ปิดบังพวกท่าน คราวนี้ที่มาเดิมทีข้าน้อยตั้งใจจะรับซื้อหนังสือภาพสักจำนวนหนึ่ง ทว่ากิจการหนังสือภาพนี้กลับทำได้ไม่ราบรื่นเหมือนช่วงแรกเริ่มแล้ว เงินที่หาได้ก็ห่างไกลจากคราวแรกนัก พ่อค้าคนอื่นๆ ล้วนไม่อยากเดินทางมา มีเพียงข้าที่ยังคำนึงถึงมิตรภาพเก่าก่อน..."
(เชิงอรรถผู้แปล: ยิ้มอาบยาพิษ (笑里藏刀) แปลตรงตัวว่า รอยยิ้มซ่อนดาบ หมายถึงใบหน้าที่ยิ้มแย้มแต่ภายในซ่อนความมุ่งร้ายไว้ คล้ายกับสำนวนหน้าเนื้อใจเสือ)
เสิ่นซีกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "หลงจู๊ซูมีวาจาใดโปรดกล่าวมาตามตรงเถิด"
บนใบหน้าของซูเจ้อชีปรากฏแวววางอำนาจข่มเหงขึ้นมาหลายส่วน "คนสว่างไม่กล่าววาจามืดมิด กิจการหนังสือภาพนี้ มิใช่การผูกขาดเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไปแล้ว ภายนอกมีคนทำสิ่งนี้อยู่ ราคาถูกกว่าของพวกท่านมากนัก หากพวกท่านสามารถลดราคาหนังสือภาพลงเหลือเล่มละยี่สิบเหวินได้ เช่นนั้นข้าน้อยก็ยังยินดีที่จะสั่งซื้อกลับไปสักจำนวนหนึ่ง"
(เชิงอรรถผู้แปล: คนสว่างไม่กล่าววาจามืดมิด (明人不说暗话) หมายถึงคนตรงไปตรงมาไม่พูดจาอ้อมค้อม มีอะไรก็พูดกันตามตรง)
การกดราคาของซูเจ้อชีในคราวนี้ถือว่าโหดเหี้ยมยิ่งนัก คราวก่อนต่อให้ลดราคาแล้วก็ยังตกเล่มละสี่สิบห้าเหวิน คราวนี้เขากลับหั่นราคาลงมาเหลือเพียงยี่สิบเหวินโดยตรง แม้ว่าการทำเช่นนี้โรงพิมพ์จะยังคงได้กำไรอยู่บ้างก็ตาม
เสิ่นซีแย้มยิ้มพลางย้อนถามกลับไปประโยคหนึ่ง "ในเมื่อบนท้องตลาดไม่ได้มีเพียงพวกเราเจ้าเดียวที่พิมพ์หนังสือภาพเล่มเล็ก เหตุใดหลงจู๊ซูจึงไม่ไปเจรจากับคนเหล่านั้นเล่า? เผลอๆ ราคาอาจจะถูกลงได้อีกนะขอรับ!"
สีหน้าของซูเจ้อชีแปรเปลี่ยนเป็นอึมครึมเย็นเยียบ ที่เขาบอกว่าภายนอกมีการคัดลอกเถื่อนนั้นเป็นความจริง ทว่าคุณภาพของการคัดลอกเถื่อนนั้นกลับย่ำแย่จนไม่อาจชื่นชมได้ คาดว่าคงมีปัญหาที่แม่พิมพ์ ภาพที่ออกมาซ้อนทับกัน ตัวอักษรก็ไม่ชัดเจนยังไม่พอ หมึกสียังหลุดลอกซีดจางได้ง่ายดายยิ่งนัก พลิกเปิดเพียงไม่กี่ครั้งก็เลือนลางไปหมด ซ้ำร้ายยังอาจทำให้มือของคนอ่านเปื้อนคราบหมึกดำทะมึน ทำได้เพียงดูเอาแปลกใหม่ แต่ไม่อาจเก็บสะสมไว้ได้
เมื่อหันกลับมามองผลงานที่พิมพ์ออกมาจากฝั่งโรงพิมพ์แห่งนี้ ไม่เพียงแต่กระดาษและหมึกพิมพ์จะมีคุณภาพชั้นเลิศ ภาพวาดยังประณีตวิจิตรเป็นพิเศษ ทำให้ผู้คนที่พลิกอ่านชื่นชอบจนวางไม่ลง ทั้งสองสิ่งนี้ไม่อาจนำมาเทียบชั้นกันได้เลยแม้แต่น้อย