เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 110 ของหอมหวาน

ตอนที่ 110 ของหอมหวาน

ตอนที่ 110 ของหอมหวาน


โจวซื่อพาเสิ่นซีและหลินไต้มาถึงร้านขายยา ฮุ่ยเหนียงก็เพิ่งกลับมาจากร้านแห่งใหม่พอดี

ฮุ่ยเหนียงเป็นคนช่างสังเกตและเข้าใจผู้อื่น นางเดินเข้าไปซักถามอย่างละเอียด เมื่อเห็นโจวซื่อตาแดงก่ำ น้ำตาคลอเบ้า ก็รีบเอ่ยปลอบโยนไม่ขาดปาก ผ่านไปครู่ใหญ่อารมณ์ของโจวซื่อจึงค่อยๆ ดีขึ้นบ้าง

"เจ้าลองว่ามาสิ ข้าเหน็ดเหนื่อยจัดการเรื่องราวทั้งในและนอกบ้านให้ตระกูลเสิ่นไปเพื่ออันใดกัน? ริบร้านของพวกเราไปก็แล้วไปเถอะ ตอนนี้พอเห็นว่าทำกิจการต่อไปไม่รอด ก็คิดจะให้ข้ากลับไปรับช่วงต่อ เป็นใครจะทนทำใจรับได้? ข้าก็แค่บอกว่าไม่อยากไป ผลก็คือกลับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ราวกับว่าสะใภ้อย่างข้าทำเรื่องผิดต่อตระกูลเสิ่นของพวกเขากระนั้นแหละ..."

โจวซื่อเริ่มพร่ำบ่นและตัดพ้ออีกครั้ง

เสิ่นซีเห็นจนชินชาเสียแล้ว

แม้ท่านแม่ของเขาจะเป็นคนอารมณ์ร้อน ปากร้ายไม่ยอมคน ทว่าลึกๆ แล้วนางมีจิตใจดีงามและเพียบพร้อม น่าเสียดายที่นางเกิดมาในยุคสมัยที่สตรีไร้ซึ่งสถานะทางสังคม ต่อให้ทำงานได้ดีเพียงใด ก็ไม่อาจได้รับการยอมรับจากผู้อื่น

"หรือว่าพี่สาวจะนำเงินที่ฝากไว้กับข้ากลับไป ซื้อเรือนสักหลัง แล้วก็ซื้อที่นาทำกินสักหน่อย เพื่อให้ฮูหยินเฒ่าหันมามองท่านด้วยความชื่นชม ต่อไปนางจะได้ไม่มาคอยจับผิดพี่สาวอีก" ฮุ่ยเหนียงหยั่งเชิงถาม

โจวซื่อใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา ส่ายหน้าปฏิเสธ "ข้าไม่มีทางทำเช่นนั้นแน่... ต่อให้ต้องซื้อเรือน ก็ต้องรอให้เสี่ยวหลางโตขึ้น แต่งงานมีลูกแล้วค่อยซื้อ ขืนซื้อให้ฮูหยินเฒ่าตอนนี้ นางก็คงต้องเก็บไว้ให้บรรดาลูกชายหลานชายของนาง พวกเราเกรงว่าคงไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะได้เข้าไปอยู่ด้วยซ้ำ"

"คนไร้หัวใจบ้านข้าคนนั้นก็เป็นลูกคนสุดท้องของบ้าน เสี่ยวหลางก็เป็นหลานคนเล็กสุดในหมู่พี่น้องรุ่นเดียวกัน ไม่ว่าอย่างไรฮูหยินเฒ่าก็ไม่มีทางยกเรือนให้พวกเราอยู่แล้ว... จะหาเหาใส่หัวไปทำไมกัน?"

ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้มบางๆ เอ่ยว่า "พูดเช่นนี้แสดงว่า พี่สาวยังไม่ถูกความขุ่นแค้นครอบงำจนหน้ามืดตามัว เช่นนี้ก็ดีแล้ว"

โจวซื่อส่ายหน้าทอดถอนใจ "แต่เรื่องนี้ปิดบังคนไร้หัวใจคนนั้นมาตลอด ข้ามักจะรู้สึกเหมือนติดค้างเขาอยู่นิดๆ หลายวันมานี้เขาถามข้าว่าเหตุใดจึงยุ่งนัก ข้าก็ยังไม่กล้าบอกเขาเรื่องกิจการร้านของพวกเราเลย"

ฮุ่ยเหนียงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก

ขุนนางผู้ทรงธรรมยังยากจะตัดสินเรื่องในครอบครัว หลายๆ ครั้งนางทำได้เพียงเกลี้ยกล่อมให้โจวซื่อปล่อยวางบ้าง แต่หากเป็นเรื่องภายในของครอบครัวตระกูลเสิ่นจริงๆ ฮุ่ยเหนียงที่เป็นคนนอกก็ยากจะสอดปากเข้าไปก้าวก่าย

(เชิงอรรถผู้แปล: ขุนนางผู้ทรงธรรมยังยากจะตัดสินเรื่องในครอบครัว (清官难断家务事) สำนวนเปรียบเปรยว่า ปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัวนั้นซับซ้อน ต่อให้เป็นผู้พิจารณาคดีที่เที่ยงธรรมที่สุดก็ไม่อาจตัดสินชี้ขาดได้ง่ายๆ)

"ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว" ในที่สุดโจวซื่อก็เปลี่ยนเรื่องคุย "สองวันมานี้ไม่ได้ถามไถ่สถานการณ์ทางฝั่งโรงพิมพ์เลย ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง? พวกหลงจู๊ซูเหล่านั้น พอจากไปแล้วยังจะกลับมาอีกหรือไม่?"

ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้า "เรื่องนี้น้องก็ไม่ทราบเช่นกัน หากพูดถึงโรงพิมพ์แห่งนี้ เสี่ยวหลางรู้ดีกว่าพวกเราสองคนเสียอีก ทุกวันหลังเลิกเรียนเขาก็จะแวะไปดู โรงพิมพ์ต้องการซื้อหาสิ่งใดเพิ่ม หรือจะจัดสรรคนงาน ล้วนให้เขาเป็นคนตัดสินใจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว เขาทำได้ดีมากทีเดียว"

โจวซื่อบ่นอุบ "น้องสาว เจ้าเชื่อใจไอ้เด็กเหม็นนั่นไปหมดเสียทุกอย่างได้อย่างไร? เจ้าดูเขาสิ ทำตัวลับๆ ล่อๆ พวกเรากำลังคุยกัน เขากลับแอบฟังอยู่หลังประตู... ไอ้เด็กทึ่ม เจ้ามานี่เลย เหตุใดเจ้าถึงมาแอบฟังแม่คุยกับท่านน้าซุนของเจ้า?"

เสิ่นซียิ้มขื่นๆ เดินออกมาจากหลังม่าน มองฮุ่ยเหนียงที มองท่านแม่ที ความจริงเขาก็แค่อยากรู้ว่าในใจท่านแม่มีท่าทีอย่างไรต่อเรื่องในครอบครัวเมื่อครู่นี้ ไม่ได้ตั้งใจจะมาแอบฟังความลับของสตรีเสียหน่อย

"การที่เสี่ยวหลางรู้ความเร็วนั้นเป็นเรื่องดี แต่ไม่ควรให้เขาคลุกคลีกับงานจุกจิกพวกนี้มากเกินไปจริงๆ... ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาคือการตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี" สีหน้าของฮุ่ยเหนียงแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา "เสี่ยวหลาง น้าว่าต่อไปเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ทางฝั่งโรงพิมพ์เจ้ายังไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว ตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี รออีกสักสองปีให้เจ้าโตกว่านี้ แล้วค่อยมาดูแลก็ยังไม่สาย"

เสิ่นซีรีบกล่าวว่า "ท่านน้าซุน ตอนนี้โรงพิมพ์กำลังอยู่ในช่วงกอบโกยผลกำไรนะขอรับ หากไม่รีบฉวยโอกาสนี้ไว้ รอจนวันหน้าคนอื่นศึกษากรรมวิธีของพวกเราจนทะลุปรุโปร่ง การจะหาเงินให้ได้แบบตอนนี้คงเป็นไปไม่ได้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น หากข้าไม่วาดภาพ แล้วหนังสือภาพเล่มต่อๆ ไปจะไม่พิมพ์ออกมาแล้วหรือขอรับ?"

"อนาคตของเจ้าสำคัญกว่าการหาเงินเสียอีก! เสี่ยวหลาง เจ้าฉลาดหลักแหลมมากก็จริง แต่ต้องนำความฉลาดนี้ไปใช้ในทางที่ถูกที่ควร น้าไม่อยากทำร้ายเจ้า... หากภายภาคหน้าเจ้าเป็นเพียงพ่อค้า ไปที่ใดก็ต้องต่ำต้อยกว่าผู้อื่นอยู่ร่ำไป ต่อให้น้าลงโลงไปแล้วก็คงต้องโทษตัวเองไปจนตาย"

ช่างเป็นคนดีเสียจริง

เสิ่นซีลอบรำพึงในใจ เพื่ออนาคตของเขา ฮุ่ยเหนียงถึงกับยอมละทิ้งกิจการที่มีอนาคตสดใส สตรีที่รู้ความเช่นนี้จะไปหาจากที่ใดได้อีก?

ทว่าเสิ่นซีไม่ได้อยากกักขังตัวเองไว้ในกรงแห่งการเล่าเรียนหนังสือทุกวี่ทุกวันเสียหน่อย

ความรู้ในสมองของเสิ่นซีส่วนใหญ่ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว หลังจากกลับมาเกิดใหม่ ความจำของเขาก็เป็นเลิศจนน่าทึ่ง หนังสือที่เคยอ่านล้วนจดจำได้ไม่ลืมเลือน ในสถานศึกษา นอกจากจะเรียนคัมภีร์หลุนอวี่แล้ว เวลาส่วนตัวเขาก็แทบจะอ่านสี่ตำราห้าคัมภีร์จนจบไปรอบหนึ่งแล้ว ยามว่างก็ยังหยิบทความสือเหวินที่กำลังเป็นที่นิยมมาอ่าน ผนวกกับประสบการณ์ในชาติก่อนที่เคยศึกษาค้นคว้าภาษาจีนโบราณ โดยเฉพาะปากู่เหวิน (เรียงความแปดขา) แม้เขาอาจจะยังไม่ถึงขั้นเชี่ยวชาญการสอบเคอจวี่จนหลับตาทำได้ และไม่ได้มั่นใจว่าจะสอบผ่านระดับถงเซิงได้ง่าย ๆ  ทว่าเรื่องเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการที่เขาจะทำหลายๆ อย่างไปพร้อมกัน

(เชิงอรรถผู้แปล: 

สือเหวิน (时文) แปลตรงตัวว่าบทความแห่งยุคสมัย ในบริบทของการสอบขุนนาง มักหมายถึง บทความหรือเรียงความตัวอย่างที่เขียนขึ้นตามมาตรฐานและรสนิยมที่กำลังได้รับความนิยมในสนามสอบยุคนั้น ๆ บัณฑิตมักใช้อ่านเพื่อเป็นแนวทางเก็งข้อสอบ ในที่นี้รวมถึงปากู่เหวิน (เรียงความแปดขา) ด้วย

ปากู่เหวิน (八股文) หรือ "เรียงความแปดขา" คือรูปแบบการเขียนเรียงความที่มีโครงสร้างบังคับตายตัว 8 ส่วน ซึ่งเป็นมาตรฐานและข้อบังคับหลักที่ใช้ในการสอบคัดเลือกขุนนาง (เคอจวี่) ในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง ผู้สอบจะต้องเขียนตีความเนื้อหาจากสี่ตำราห้าคัมภีร์ตามกรอบระเบียบนี้อย่างเคร่งครัด

ถงเซิง (童生) มีความหมายสองนัย นัยหนึ่งคือคำเรียกรวมของผู้ที่กำลังศึกษาเพื่อสอบราชการแต่ยังไม่ได้วุฒิซิ่วไฉ แต่ในบริบทนี้เสิ่นซีหมายถึงอีกนัยซึ่งก็คือ วุฒิถงเซิง ซึ่งเป็นผู้เข้าสอบระดับต้น คือผู้ที่สอบผ่านด่านระดับอำเภอและระดับเมืองแล้ว แต่ยังไม่ผ่านระดับท้องถิ่น จึงยังไม่ได้เป็นซิ่วไฉ ทว่าได้สิทธิไม่ต้องกลับไปสอบรอบอำเภอและเมืองซ้ำอีก)

"ท่านน้าซุน ท่านวางใจเถิดขอรับ การเรียนของข้าดีเยี่ยมทีเดียว การประเมินผลในสถานศึกษาแต่ละครั้ง ข้าก็สอบได้ที่หนึ่งตลอด... ข้าทำเรื่องพวกนี้ ย่อมไม่กระทบการเรียนแน่นอนขอรับ" เสิ่นซีรีบแสดงเจตนารมณ์ต่อฮุ่ยเหนียง

โจวซื่อกล่าวขึ้นว่า "เสี่ยวหลาง อย่าทำให้ความหวังดีของท่านน้าซุนต้องสูญเปล่า ต่อไปเจ้าก็ยุ่งเรื่องโรงพิมพ์ให้น้อยลงหน่อย... ส่วนเรื่องหนังสือภาพเล่าเรื่องกับภาพปีใหม่ เจ้ายังคงวาดต่อไปได้"

"ขอรับๆ ท่านแม่กล่าวได้มีเหตุผล ข้าวาดภาพก็ไม่ได้เสียเวลาอะไรมากมายนัก อย่างมากต่อไปข้าก็ไม่ต้องไปที่โรงพิมพ์นั่นก็สิ้นเรื่อง"

ปากของเสิ่นซีรับคำ แต่ในใจหาได้คิดเช่นนั้นไม่

ก่อนหน้านี้เป็นเพราะเขาคอยจับตาดูโรงพิมพ์อยู่ตลอดเวลา จึงสามารถรับประกันได้ว่าขั้นตอนการพิมพ์แต่ละส่วนไม่มีข้อผิดพลาด ถึงกระนั้น ลูกจ้างหลายคนก็ยังมักจะเรียงหน้าหนังสือภาพผิด หรือไม่ก็กลับหัวกลับหางภาพอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากไม่รู้หนังสือ จนกระทั่งเสิ่นซีเสนอให้มีพนักงานตรวจสอบคุณภาพคอยลงโทษลูกจ้างที่สะเพร่าเลินเล่อทำผิดพลาด คุณภาพการพิมพ์จึงค่อยๆ ดีขึ้นมาได้

หากต่อไปเขาไม่ได้ไปคอยควบคุมดูแล ลูกจ้างเหล่านั้นเมื่อไม่เห็นผู้ดูแลคอยคุม ก็คงจะทำส่งเดชขอไปทีแน่ๆ

แม้โรงพิมพ์จะทำเงินได้มาก แต่ก็วุ่นวายสายตัวแทบขาด หากไม่แบ่งผลัดทำงานเป็นสามผลัดลูกจ้างหนึ่งคนต้องทำงานวันละห้าชั่วยาม ระหว่างนั้นย่อมต้องเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา การหลับหูหลับตาทำส่งเดชย่อมเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้นลูกจ้างหลายคนก็เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน หรือแม้กระทั่งเป็นลูกศิษย์ของบรรดาช่างพิมพ์เหล่านั้น ด้วยความเกรงใจ ช่างพิมพ์เหล่านั้นจึงมักจะหลับตาข้างหนึ่งปล่อยให้ลูกน้องอู้ไขว้เขวอยู่เป็นประจำ

"ท่านน้าซุน ต่อไปข้าไปที่นั่นให้น้อยลงก็ได้ขอรับ แต่ทางฝั่งโรงพิมพ์นั้นจำเป็นต้องหาคนไปคอยจับตาดูไว้ เรื่องการจัดการกับเรื่องบัญชี ก็ต้องมีคนคอยรับผิดชอบโดยเฉพาะด้วยขอรับ" เสิ่นซีเสนอแนวคิดของตน

ในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าหรือโรงช่าง เถ้าแก่หรือนายทุนมักจะควบตำแหน่งหลงจู๊ไปด้วย เพื่อรับผิดชอบการดำเนินงานของโรงช่าง จัดการเรื่องคนและเรื่องบัญชีทั้งหมดเบ็ดเสร็จในคนเดียว เนื่องจากยังไม่มีแนวคิดเรื่องผู้จัดการมืออาชีพ

สิ่งที่เสิ่นซีเสนอก็คือ การจ้างคนมาดูแลรับผิดชอบโรงพิมพ์โดยเฉพาะ เหมือนกับบทบาทที่โจวซื่อกำลังทำอยู่ในตอนนี้ ที่ควบทั้งตำแหน่งหลงจู๊ หัวหน้าคนงาน และงานอื่นๆ เพื่อคอยดูแลโรงพิมพ์โดยเฉพาะ ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาคนล้นงาน

ฮุ่ยเหนียงรู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง "ที่เสี่ยวหลางพูดมาก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ทว่าการจะหาคนที่มีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจนี้มาบริหารโรงพิมพ์ ก็ยังคงยากลำบากเกินไปอยู่ดี หากจะจ้างคนก็คงต้องไปหาเอาจากตัวเมืองถิงโจวกระมัง"

เสิ่นซีหัวเราะเบาๆ "ท่านน้าซุน ไม่ต้องไปถึงเมืองถิงโจวหรอกขอรับ หาเอาแค่ในอำเภอหนิงฮว่าก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องธุรกิจนี้ ขอเพียงเป็นคนที่รู้หนังสือ รู้จักคุมคน และสามารถจัดการบัญชีให้เป็นระเบียบได้ก็พอ โรงพิมพ์พวกเราสามารถมอบหมายให้คนผู้นี้รับผิดชอบได้ เพียงแต่เรื่องการเจรจาธุรกิจกับภายนอก พวกเราต้องเป็นคนจัดการเองขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงลองครุ่นคิดดู ก็รู้สึกว่ามีเหตุผลมากทีเดียว

ที่ตอนนี้นางต้องยุ่งหัวปั่น ก็เพราะมักจะต้องวิ่งรอกไปมาระหว่างโรงพิมพ์กับร้านขายยา หากจัดหาคนแบบนี้ไปคอยดูแลโรงพิมพ์ ก็คงจะช่วยประหยัดเวลาและแรงงานไปได้ไม่น้อย

"เอาตามที่เสี่ยวหลางว่าก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าจะไปลองหาคนมาดูสักคน"

จบบทที่ ตอนที่ 110 ของหอมหวาน

คัดลอกลิงก์แล้ว