- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 108 สาวใช้เท้าโต
ตอนที่ 108 สาวใช้เท้าโต
ตอนที่ 108 สาวใช้เท้าโต
ในยุคสมัยนี้ การติดชุนเหลียนในช่วงวันปีใหม่ เป็นสิ่งที่ทุกครัวเรือนต้องทำเพื่อทิ้งสิ่งเก่าต้อนรับสิ่งใหม่ ส่วนครอบครัวที่มีฐานะดีขึ้นมาหน่อย ก็จะติดภาพทวารบาลด้วย
(เชิงอรรถผู้แปล: ชุนเหลียน (春联) แผ่นป้ายคำอวยพรแบบกลอนคู่ที่เขียนบนกระดาษสีแดง นิยมนำมาติดหน้าประตูบ้านในช่วงเทศกาลตรุษจีนเพื่อความเป็นสิริมงคล)
ภาพทวารบาลที่เก่าแก่ที่สุดคือเสินถู, อวี้เหล่ย ในยุคราชวงศ์ถังก็ปรากฏทวารบาลองค์ใหม่อย่างจงขุย ครั้นถึงราชวงศ์ก่อน ภาพของฉินฉยงและอวี้ฉือกง ซึ่งเป็นสองทวารบาลที่มีความผูกพันกับตำนานพื้นบ้านอย่างใกล้ชิดก็เริ่มได้รับความนิยม
(เชิงอรรถผู้แปล: เสินถู, อวี้เหล่ย (神荼、郁垒) สองมหาเทพปราบภูตผี เทพทวารบาลที่วาดบนยันต์เถาฝู)
โดยปกติแล้วภาพทวารบาลเช่นนี้มักจะจ้างคนมาวาด เป็นเพียงภาพสีขาวดำเรียบง่าย หากโรงพิมพ์สามารถพิมพ์ภาพทวารบาลที่มีสีสันสดใสออกมาเป็นจำนวนมากได้ ย่อมต้องสร้างความแปลกใหม่และกลายเป็นกระแสความนิยมนำยุคสมัยอย่างแน่นอน
ส่วนภาพมงคลปีใหม่ใบใหญ่สีสันตระการตาที่บอกเล่าเรื่องราวได้ด้วยนั้น ยังไม่ปรากฏขึ้นในยุคสมัยนี้
ขณะนี้ผลกำไรของโรงพิมพ์หลักๆ มาจากการพิมพ์และขายส่งหนังสือภาพเล่าเรื่องให้แก่พ่อค้าต่างถิ่น ทว่าตลาดในอำเภอหนิงฮว่านั้นเล็กเกินไป ด้วยขนาดของโรงพิมพ์ในปัจจุบัน กำลังการผลิตเพียงแค่วันเดียว ทั้งตัวอำเภอหนิงฮว่าและตำบลหมู่บ้านรอบนอกก็ไม่อาจซื้อหาได้หมด เนื่องจากพ่อค้าต่างถิ่นเป็นผู้กุมช่องทางการจัดจำหน่าย ช่วงแรกๆ พวกเขาอาจจะยังไม่คิดอะไร แต่เมื่อเวลาผ่านไป ย่อมต้องตระหนักถึงข้อได้เปรียบนี้ และจะค่อยๆ ใช้วิธีการกดราคาเพื่อลดทอนผลกำไรของโรงพิมพ์อย่างไม่ต้องสงสัย
ตามความเห็นของเสิ่นซี หากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น จำเป็นต้องตอบโต้กลับอย่างเด็ดขาด เพื่อให้คนเหล่านั้นรู้ว่า ต่อให้โรงพิมพ์ขาดพวกเขาไป ก็ยังคงสร้างผลกำไรได้อยู่ดี
ฮุ่ยเหนียงพอได้ยินเรื่องภาพมงคลปีใหม่แบบสี่สี ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความหวังว่า "เสี่ยวหลาง เจ้าลองเล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิว่า ภาพมงคลปีใหม่สีสันสดใสที่ว่านี้หน้าตาเป็นอย่างไร?"
"ภาพปีใหม่แบบสี่สีก็คล้ายกับภาพทวารบาลทั่วไปนั่นแหละขอรับ เพียงแต่มีสีสันหลากหลายกว่ามาก อีกทั้งพวกเรายังสามารถปรับปรุง ด้วยการนำเนื้อหาในหนังสือภาพเล่าเรื่องใส่ลงไปในภาพปีใหม่ ภาพปีใหม่ทั้งภาพจะมีสีสันละลานตา ไม่เพียงมีเรื่องราวจากหนังสือภาพ ด้านล่างยังเพิ่มตัวอักษรประกอบ หรือไม่ก็ทำเป็นปฏิทินรายปีก็ยังได้ ชาวบ้านทั่วไปซื้อกลับไปแล้วก็เอาไปติดบนผนังเป็นกระดาษกรุผนังได้เลยขอรับ"
"ไอ้เด็กทึ่มเอ๊ย ในเมื่อมีของดีเช่นนี้ เหตุใดเจ้าจึงไม่พิมพ์ออกมาสักสองสามแผ่นให้พวกเราดูหน่อยเล่า?" โจวซื่อพอได้ยินว่าภาพปีใหม่แบบสี่สีนั้นดีงามถึงเพียงนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะเร่งเร้าเสียงหลง
"พี่สาวใจร้อนเกินไปแล้วเจ้าค่ะ นี่เป็นเพียงแนวคิดที่เสี่ยวหลางเสนอขึ้นมา ตอนนี้กิจการโรงพิมพ์ของพวกเราก็กำลังไปได้สวย อีกทั้งยังห่างไกลจากช่วงปีใหม่อีกโข ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนทำธุรกิจภาพปีใหม่หรอกเจ้าค่ะ ขอเพียงพวกเรามีหนังสือภาพสี่สีและภาพปีใหม่สี่สีเป็นทิศทางการค้าในอนาคต ต่อให้พ่อค้าต่างถิ่นเหล่านั้นคิดจะจับมือกันกดดันพวกเรา พวกเราก็ไม่ต้องกลัวแล้ว"
เดิมทีฮุ่ยเหนียงรู้สึกกังวลใจเรื่องที่เสิ่นซีเตือนว่าการเปิดเผยจุดอ่อนอาจทำให้ถูกพ่อค้าเร่ต่างถิ่นกดราคา แต่ยามนี้ความตึงเครียดผ่อนคลายลง ในที่สุดรอยยิ้มโล่งใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
เสิ่นซีรีบเอ่ยเสริม "ท่านน้าซุน พวกเรายังคงประมาทไม่ได้นะขอรับ หากมองแค่เรื่องการค้า พวกเราย่อมไม่กลัวหลงจู๊ซูและคนเหล่านั้น ทว่าพวกเขานั้นบุกป่าฝ่าดงเดินทางมาอย่างโชกโชน รู้จักผู้คนกว้างขวาง ที่น่ากลัวก็คือพวกเขาอาจจะเล่นตุกติกวางแผนร้ายอยู่เบื้องหลัง อย่างเช่นลอบดึงตัวคนงานของเราไป หรือไม่ก็มาก่อกวนลอบวางเพลิงโรงพิมพ์ของเรา... แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการที่พวกเขาสมรู้ร่วมคิดกับคนของทางการ หรือไม่ก็เป็นเพียงหน้าฉากที่ขุนนางผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพลเชิดไว้บังหน้า หากเป็นเช่นนั้น พวกเราคงได้พบกับความยุ่งยากแน่ขอรับ"
เรื่องอำนาจสมรู้ร่วมคิดกับเงินตรานั้นมีมาแต่โบราณกาล เมื่อขุนนางมีอำนาจอยู่ในมือ ก็ย่อมคิดใช้อำนาจแสวงหาความมั่งคั่ง การรับสินบนทำผิดกฎหมายมิใช่ความคิดที่ดีนัก เพราะตามกฎหมายต้าหมิง ขุนนางกังฉินจะต้องรับโทษทัณฑ์อย่างโหดเหี้ยมด้วยการถูกถลกหนัง
ตามกฎระเบียบของราชสำนัก ขุนนางไม่อาจประกอบการค้า พวกเขาจึงนำอำนาจมาปล่อยเช่า หรือไม่ก็มอบเงินให้ผู้อื่นไปลงทุน โดยทำตัวเป็นนายทุนใหญ่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง พร้อมกันนั้นก็คอยอำนวยความสะดวกทางการเมืองและนโยบายให้แก่พ่อค้าเหล่านี้ ขอเพียงขุนนางที่อยู่เบื้องหลังพ่อค้าเหล่านี้มีอิทธิพลมากพอ ไม่ว่าพวกเขาจะไปทำธุรกิจที่ใด ก็ย่อมได้รับการสนับสนุนจากทางการเสมอ
ราษฎรไม่สู้กับขุนนาง ในลำดับชนชั้นซื่อหนงกงซาง สถานะของพ่อค้านั้นเดิมทีต่ำต้อยกว่าชาวนาและช่างฝีมือเสียอีก ทว่าเนื่องจากได้รับการคุ้มครองจากขุนนาง สถานะที่แท้จริงของพ่อค้าจึงสูงกว่าที่คนทั่วไปคิดไว้นัก หากต้องปะทะกันขึ้นมาจริงๆ ด้วยสภาพของร้านขายยาและโรงพิมพ์ในตอนนี้ ย่อมชัดเจนว่าไม่ต่างอะไรกับตั๊กแตนชูแขนขวางรถม้า
(เชิงอรรถผู้แปล: ซื่อหนงกงซาง (士农工商) ลำดับชนชั้นทางสังคมทั้งสี่ ได้แก่ ปัญญาชน ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า - ตั๊กแตนชูแขนขวางรถม้า (螳臂当车) สำนวนเปรียบเปรยถึงการประเมินกำลังตนเองสูงเกินไป คิดต่อกรกับสิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่ามาก)
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้าอย่างจริงจัง "เช่นนั้นพวกเราก็ระแวดระวังให้มากขึ้นก็แล้วกัน อย่างไรเสียก็รับงานนี้มาแล้ว ก็คงต้องทำไปก่อน ท้ายที่สุดยอดสั่งจองจำนวนหนึ่งหมื่นสองพันเล่มนี้ ก็สามารถทำกำไรได้ถึงสี่ร้อยกว่าตำลึงเชียวนะ"
ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อปัดเป่าความขุ่นข้องหมองใจก่อนหน้านี้จนหมดสิ้น พวกนางเริ่มตรวจนับผลกำไรในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่ก่อตั้งโรงพิมพ์เป็นต้นมา เวลาล่วงเลยไปราวสามสี่เดือน ผลกำไรที่ได้กลับมีมากกว่าสองพันห้าร้อยตำลึง เมื่อหักลบเงินทุนที่ใช้ซื้อหน้าร้านขายยา พื้นที่โรงพิมพ์ และเงินที่ลงทุนขยายกิจการอย่างต่อเนื่องในช่วงหลังแล้ว ก็ยังคงเหลือผลกำไรสุทธิอีกราวๆ สองพันตำลึง
"พี่สาว เงินก้อนนี้มากมายเหลือเกิน ท่านเอาส่วนของท่านไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ"
ตามสัดส่วนการแบ่งปันผลกำไรก่อนหน้านี้ ผลกำไรของโรงพิมพ์ระหว่างฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อจะแบ่งกันที่สี่ต่อหก โจวซื่อออกแรงน้อยกว่าแต่กลับได้รับส่วนแบ่งก้อนใหญ่ คราวก่อนได้ส่วนแบ่งปันผลเพียงสามร้อยกว่าตำลึง โจวซื่อก็รู้สึกว่ามากมายมหาศาลแล้ว ทว่าคราวนี้กลับทำสถิติสูงถึงหนึ่งพันสองร้อยตำลึง นางไม่อาจสงบสติอารมณ์ได้อีกต่อไป ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมรับเงินก้อนนั้นไว้
"...เจ้าลองคิดดูสิ จู่ๆ ในมือก็มีเงินก้อนใหญ่เพิ่มขึ้นมาตั้งมากมายเพียงนี้ ข้าควรจะจัดการอย่างไรดี? หากมีคนมาพบเข้า ข้ามิต้องถูกบังคับให้ริบเข้ากองกลางมอบให้แก่ทางบ้านใหญ่หรอกหรือ? ถึงตอนนั้นนอกจากจะไม่ได้ดีแล้ว เผลอๆ อาจจะถูกชี้หน้าด่าหาว่าข้าแอบซุกซ่อนทรัพย์สินส่วนตัวเสียอีก น้องสาว เจ้าเก็บไว้ก่อนเถอะ เก็บไว้ที่เจ้า ข้าย่อมวางใจที่สุด"
โจวซื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อใจที่มีต่อฮุ่ยเหนียงอย่างเต็มเปี่ยม ต่อให้เป็นเงินก้อนโต นางก็ยินดีที่จะฝากฝังไว้ที่ฮุ่ยเหนียงมากกว่า
ฮุ่ยเหนียงมีสีหน้าสับสนเล็กน้อย "เดิมทีข้าคิดว่า หากหาเงินได้ก็ควรจะขยายกิจการ ทำให้โรงพิมพ์เติบโตและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทว่าด้วยขนาดในตอนนี้ก็ดูเหมือนจะเพียงพอต่อการรับมือแล้ว หากขยายให้ใหญ่กว่านี้กลับจะกลายเป็นความสุรุ่ยสุร่ายเสียเปล่าๆ... เฮ้อ เรื่องนี้ชวนให้กลัดกลุ้มใจเสียจริง เสี่ยวหลาง ปกติเจ้ามีแผนการมากมาย เจ้าลองบอกมาสิว่าเงินก้อนนี้ควรนำไปทำสิ่งใดดี?"
เสิ่นซีหัวเราะเบาๆ "ยามนี้ท่านน้าซุนกับท่านแม่ล้วนยุ่งวุ่นวายในทุกๆ วัน เหตุใดจึงไม่หาผู้ช่วยมาแบ่งเบาภาระเล่าขอรับ? ส่วนเงินก้อนนี้ ก็ยังไม่มีความจำเป็นต้องรีบใช้จ่ายออกไปในทันที พวกเราคอยสังเกตการณ์ดูลาดเลากันไปก่อน หากมีช่องทางทำกินค่อยนำไปลงทุนก็ยังไม่สาย"
โจวซื่อโบกไม้โบกมือปฏิเสธ "ยังจะหาช่องทางทำกินอันใดอีก? ลำพังแค่ดูแลร้านขายยากับโรงพิมพ์ไปพร้อมๆ กัน ก็ยุ่งจนหัวปั่นไปหมดแล้ว หากยังต้องไปหยิบจับกิจการอื่นอีก ร่างกายนี้คงได้พังครืนลงมาก่อนเป็นแน่"
ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้มบางๆ เผยให้เห็นลักยิ้มเล็กๆ ทั้งสองข้าง "พี่สาวไม่คิดว่าการได้วุ่นวายทำมาหากินก็ถือเป็นวาสนาอย่างหนึ่งหรอกหรือเจ้าคะ? เสี่ยวหลางพูดถูกแล้ว พวกเรามีเงินก็ยังไม่ต้องรีบใช้ หรือไม่อีกประเดี๋ยวไปหาซื้อที่นาทำกินนอกเมืองสักหน่อยก็ย่อมได้ ทว่าก่อนหน้านั้น ข้าคงต้องไปหาหยาผัวเพื่อซื้อตัวสาวใช้กลับมาสักสองคน รู้อย่างนี้คราวก่อนน่าจะซื้อเผื่อมาสักคนสองคน ช่วงนี้จะได้ไม่ต้องตรากตรำเหน็ดเหนื่อยถึงเพียงนี้"
(เชิงอรรถผู้แปล: หยาผัว (牙婆) แม่สื่อค้าทาส สตรีที่เป็นนายหน้าค้ามนุษย์ จัดหาบ่าวไพร่ เป็นหนึ่งในอาชีพกลุ่มสามชียายหกแม่สื่อ)
การทำงานของฮุ่ยเหนียงไม่เคยอืดอาดยืดยาด เมื่อใดที่นางตัดสินใจจะลงมือทำสิ่งใด ก็มักจะจัดการอย่างเด็ดขาดรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด
วันรุ่งขึ้นเมื่อฮุ่ยเหนียงออกไปหาหยาผัว นางได้ผ่านการตักเตือนจากเสิ่นซีมาแล้วในคราวก่อน ว่าการจะไปพบปะคนพรรค์นี้ อันดับแรกต้องจ้างกรรมกรแบกหามไปเป็นผู้ติดตามสักสองสามคน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
ด้วยสถานะของฮุ่ยเหนียงในเมืองเวลานี้ แทบจะเรียกได้ว่าพ่อค้าคหบดีทุกคนล้วนต้องประจบสอพลอนาง ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าร้านยา พ่อค้าข้าวสารอาหารแห้ง หรือแม้แต่ผู้ประกอบกิจการเครื่องเขียนพู่กัน เมื่อพบหน้าฮุ่ยเหนียงก็ล้วนต้องให้ความเกรงอกเกรงใจ ทั้งนี้เป็นเพราะฮุ่ยเหนียงไม่ได้เป็นเพียงผู้นำของสมาคมร้านขายยาเท่านั้น แต่ยังเป็นถึงหลงจู๊หญิงแห่งโรงพิมพ์ที่กิจการกำลังรุ่งโรจน์เฟื่องฟู ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ในมือของฮุ่ยเหนียงมีเส้นสายของพ่อค้าต่างถิ่นอยู่ไม่น้อย การผูกมิตรกับฮุ่ยเหนียงไว้ ย่อมทำให้การทำธุรกิจของพวกเขาราบรื่นขึ้นอีกมากในภายภาคหน้า
เมื่อมีฐานะสูงส่งขึ้น แม้แต่หยาผัวที่ค้ามนุษย์ก็ยังปฏิบัติต่อฮุ่ยเหนียงอย่างนอบน้อม คราวก่อนที่ไปซื้อสาวใช้ หากมีสินค้าชั้นดีก็มักจะถูกเก็บไว้ให้คหบดีตระกูลใหญ่ ทว่าคราวนี้ที่ฮุ่ยเหนียงไป หยาผัวแทบจะพลิกแผ่นดินหาบุตรีจากครอบครัวคนดีๆ มาให้จนหมดสิ้น กระทั่งสาวใช้ที่เป็นคนอำเภอหนิงฮว่าแท้ๆ ก็ยังมี
ยุคสมัยนี้เด็กผู้หญิงมีสถานะต้อยต่ำ หลายครอบครัวเลี้ยงดูไม่ไหว จึงคิดจะส่งตัวไปทำงานในตระกูลใหญ่ ขายตัวเป็นบ่าวไพร่ ภายภาคหน้าอาจได้เป็นอนุภรรยาในเรือน หรือไม่ก็อีกไม่กี่ปีให้หลัง หากนายท่านเมตตาอนุญาตให้แต่งงานกับบ่าวชายหรือลูกจ้างในจวน ก็ถือเป็นความกรุณาอย่างยิ่งแล้ว
ฮุ่ยเหนียงใช้เวลาคัดเลือกอยู่นานถึงสองชั่วยามจึงกลับมา คราวนี้พานางพาเด็กสาวกลับมาด้วยสองคน
แตกต่างจากตอนที่พวกซิ่วเอ๋อร์ทั้งสามคนมา เด็กสาวสองคนนี้แม้จะสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อแต่ก็สะอาดสะอ้าน ไม่ใช่ผู้ลี้ภัยที่หนีตายมาจากพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ทว่ากลับเป็นคนอำเภอหนิงฮว่าโดยกำเนิด เด็กสาวทั้งสองดูผอมแห้งแรงน้อย ไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียว ทว่าหน้าตากลับจิ้มลิ้มพริ้มเพราน่าเอ็นดู
"เห็นแล้วถูกชะตาก็เลยซื้อพวกนางกลับมา... ความจริงก็ไม่นับว่าซื้อหรอก อย่างมากก็แค่มาช่วยทำงานสักสองสามปี รอให้พวกนางโตขึ้นอีกหน่อย ข้าย่อมต้องเลือกครอบครัวดีๆ ให้พวกนางแต่งออกไปอย่างสมเกียรติแน่นอน" เมื่อกลับมาถึงร้านขายยา ฮุ่ยเหนียงก็พิจารณาสาวใช้คนใหม่ทั้งสอง ยิ่งมองก็ยิ่งถูกใจ
โจวซื่อปรายตามองแวบหนึ่ง ก่อนทอดถอนใจ "เกรงแต่ว่าเด็กสองคนนี้จะดีแต่หน้าตาแต่ใช้งานไม่ได้น่ะสิ"
"ไม่เป็นไรหรอก พวกเราก็ไม่ได้จะให้พวกนางทำงานใช้แรงงานหนักเสียหน่อย แล้วน้องก็ถูกใจตรงที่พวกนางมีเท้าโต เดินเหินไปไหนมาไหนก็สะดวก ช่วยแบ่งเบาภาระงานของพวกเราได้บ้างก็พอแล้ว" ฮุ่ยเหนียงกล่าวพลางทอดถอนใจอยู่เงียบๆ เพราะนางเป็นสตรีที่เคยผ่านการรัดเท้ามาก่อน ปกติเวลาเดินเหินเข้าออกเพียงไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยล้า นางย่อมรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดทรมานนี้ดี ดังนั้นต่อให้ลู่ซีเอ๋อร์ถึงวัยที่ต้องรัดเท้า นางก็ไม่คิดจะฝืนใจบุตรี
ในช่วงรัชศกหงจื้อ มิใช่ว่าสตรีทุกคนจะต้องรัดเท้า โดยเฉพาะบุตรีของชาวบ้านธรรมดาที่ต้องทำไร่ไถนา ล้วนปล่อยให้มีเท้าตามธรรมชาติ เสิ่นซีรู้ดีว่าธรรมเนียมการรัดเท้านั้นเริ่มเป็นที่นิยมตั้งแต่ยุคราชวงศ์ซ่ง ทว่าความเปิดกว้างของสังคมในแต่ละยุคสมัย ย่อมเป็นตัวกำหนดจำนวนของสตรีที่รัดเท้า การที่สตรีทุกคนต้องรัดเท้ากันหมดนั้น เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในยุคเจริญรุ่งเรืองของราชวงศ์ชิงต่างหาก
"เสี่ยวหลาง คราวนี้ตาเจ้าแล้ว"
ขณะที่เสิ่นซีกำลังเหม่อมองเท้าของเด็กสาวทั้งสอง เสียงเรียกเบาๆ ของฮุ่ยเหนียงก็ปลุกให้เขาได้สติกลับมา
"หือ!?" เสิ่นซีมองฮุ่ยเหนียงด้วยความงุนงง
ฮุ่ยเหนียงก้าวเดินด้วยซานชุ่นจินเหลียน ของนางมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเสิ่นซี "เจ้าลืมแล้วหรือ? คราวก่อนที่พวกซิ่วเอ๋อร์มา ก็เป็นเจ้าที่ตั้งชื่อให้ ก่อนหน้านี้ข้าลองถามดูแล้ว เด็กสองคนนี้ตอนอยู่บ้านไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ เจ้าเป็นคนตั้งให้ก็แล้วกัน"
(เชิงอรรถผู้แปล: ซานชุ่นจินเหลียน (三寸金莲) เท้าดอกบัวทองคำสามชุ่น หมายถึงเท้าของสตรีจีนโบราณที่ผ่านการรัดจนมีขนาดเล็กจิ๋ว ถือเป็นค่านิยมความงามในยุคนั้น)
เสิ่นซีไม่ได้คิดอะไรมาก จึงโพล่งออกไปว่า "เช่นนั้นก็ชื่อลวี่เอ๋อร์กับหงเอ๋อร์ก็แล้วกัน"
ฮุ่ยเหนียงก้มมองเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อบนร่างของเด็กสาวทั้งสอง ก็พบว่าคนหนึ่งสวมสีเขียว อีกคนหนึ่งสวมสีแดงจริงๆ เพียงแต่สีซีดจางจนแทบมองไม่ออกถึงสีเดิม นางพยักหน้ายิ้มๆ "ดีทีเดียว เหมาะสมยิ่งนัก เจ้าคือลวี่เอ๋อร์ ส่วนเจ้าคือหงเอ๋อร์ ต่อไปในบ้านหลังนี้ นอกจากข้ากับท่านป้าเสิ่นของพวกเจ้าที่เป็นคนตัดสินใจแล้ว เสี่ยวหลาง... พวกเจ้าจะเรียกคุณชายน้อย หรือหลงจู๊น้อยก็ได้ คำพูดของเขาก็ต้องเชื่อฟังเช่นกัน เข้าใจหรือไม่?"
"บ่าวรับทราบแล้วเจ้าค่ะ"
เด็กสาวทั้งสองอายุราวสิบสามสิบสี่ปี เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ก้มหน้าตอบรับ
ฮุ่ยเหนียงรับห่อผ้าของพวกนางมา ส่งต่อให้หนิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ ช่วยเก็บให้เรียบร้อย จากนั้นจึงกล่าวต่อ "ห้องหับในบ้านมีไม่มากนัก พวกเจ้ามานี่เถิด คนหนึ่งไปนอนเฝ้าที่ร้านขายยากับซิ่วเอ๋อร์ก่อน ทุกคืนนางต้องอยู่คนเดียว ย่อมต้องมีคนอยู่เป็นเพื่อน ส่วนอีกคน ข้าจะจัดเตรียมเตียงและเครื่องนอนชุดใหม่ให้พวกเจ้าเพิ่ม เอาไว้พอเปลี่ยนฤดูกาลก็จะอนุญาตให้พวกเจ้ากลับไปเยี่ยมบ้านได้ อย่างไรเสียก็เป็นคนอำเภอหนิงฮว่าเหมือนกัน อยู่ใกล้บ้านย่อมสะดวกกว่า"
ลวี่เอ๋อร์มีท่าทีร้อนรนเล็กน้อย "นายหญิงเจ้าคะ ตอนที่พวกเราออกจากบ้านมา ท่านพ่อท่านแม่บอกว่าก้าวเท้าออกจากบ้านแล้วก็ถือว่าตัดขาดไม่เกี่ยวข้องกันอีก หากกลับไปจะตีขาพวกเราให้หักเจ้าค่ะ"
"อ้อ เป็นเช่นนั้นหรอกหรือ..."
ฮุ่ยเหนียงนิ่งคิดครู่หนึ่ง "เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร รอพวกเจ้าโตขึ้นอีกสักหน่อย แต่งงานมีลูกแล้ว ท่าทีของทางบ้านที่มีต่อพวกเจ้าก็จะค่อยๆ อ่อนลงเอง พวกเจ้าก็เหมือนกับพวกซิ่วเอ๋อร์ ได้เบี้ยหวัดเดือนละหนึ่งร้อยเหวิน เรื่องกินอยู่ไม่ต้องกังวล แต่หากใครเกียจคร้าน ข้าก็จะไม่ละเว้นพวกเจ้าแน่"
ปกติแล้วฮุ่ยเหนียงเป็นคนพูดจาง่ายๆ เป็นกันเอง ทว่าเบื้องหน้าสาวใช้คนใหม่ นางก็ยังคงต้องแสดงความน่าเกรงขามออกมาบ้าง
"บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ" ลวี่เอ๋อร์และหงเอ๋อร์ประสานมือย่อกายคารวะพร้อมกัน
เมื่อจัดการธุระเสร็จสิ้น ฮุ่ยเหนียงก็ให้หนิงเอ๋อร์พาสาวใช้คนใหม่ทั้งสองไปเดินดูลาดเลาทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่ลานเรือนด้านหลัง
ขณะมองส่งแผ่นหลังบอบบางที่ค่อยๆ ลับหายไปหลังม่านประตู ฮุ่ยเหนียงก็ส่ายหน้าทอดถอนใจ "อายุน้อยนี่ดีจริงๆ นะ ไม่ประสีประสาเรื่องราวใด ไม่ต้องมีเรื่องให้กลัดกลุ้มใจ พอมาคิดดูเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปี สภาพจิตใจก็ไม่อาจย้อนกลับไปเป็นดั่งวันวานได้อีกแล้ว"
ฮุ่ยเหนียงรำพึงรำพันถึงชะตาชีวิต น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความรันทดระทมใจ เสิ่นซีเห็นแล้วก็รู้สึกสงสารจับใจ น่าเสียดายที่ตัวเขาในยามนี้ ไม่อาจทำสิ่งใดได้เลย ทำได้เพียงลอบทอดถอนใจอยู่เงียบๆ