เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 107 ภาพมงคลปีใหม่

ตอนที่ 107 ภาพมงคลปีใหม่

ตอนที่ 107 ภาพมงคลปีใหม่


ฮุ่ยเหนียงทำงานเฉียบขาดว่องไว ภายในเวลาเพียงสามวัน นางก็จัดการเรื่องขยายกิจการโรงพิมพ์อีกครั้งจนสำเร็จลุล่วง เพียงแค่ส่วนงานแกะสลักแม่พิมพ์ก็ว่าจ้างช่างไม้มาช่วยงานเพิ่มถึงสิบกว่าคนแล้ว

สำหรับส่วนงานในโรงพิมพ์นั้น ก็ต้องเร่งมือทำงานกันหามรุ่งหามค่ำทั้งวันทั้งคืน หากคำนวณจากเป้าหมายที่จะต้องพิมพ์ให้เสร็จแปดหมื่นเล่มภายในหนึ่งเดือน ก็หมายความว่าในแต่ละวันจะต้องทำยอดให้ได้ถึงสองพันหกร้อยถึงสองพันเจ็ดร้อยเล่ม

สำหรับขั้นตอนการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมนั้น ได้นำระบบการผลิตแบบสายพานมาปรับใช้ มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ทั้งผสมหมึก แกะสลักแม่พิมพ์ กดทับกระดาษ ทาหมึก พิมพ์ภาพ ตัดกระดาษ พิสูจน์อักษร เข้าเล่ม จัดเก็บ และดูแลคลังสินค้า ล้วนมีผู้รับผิดชอบเฉพาะเจาะจง แต่ละคนจะรับผิดชอบเพียงหน้าที่เดียวเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้บรรลุประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด

ในช่วงสองวันแรก การทำงานแบบหมุนเวียนสามผลัดและการผลิตแบบสายพานก็ได้สำแดงอานุภาพอันน่าทึ่งให้เห็น กำลังการผลิตพุ่งพรวดจากเดิมหนึ่งพันห้าร้อยเล่มทะยานขึ้นไปถึงสองพันห้าร้อยเล่มในคราวเดียว สามวันให้หลัง เมื่อขนาดของโรงพิมพ์ได้รับการขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง และลูกจ้างหน้าใหม่เริ่มมีความชำนาญในขั้นตอนที่ตนเองรับผิดชอบ ปริมาณการพิมพ์ต่อวันก็สามารถทะลุเป้าขึ้นไปถึงสามพันเล่มได้อย่างราบรื่น

เพื่อเร่งผลิตสินค้าให้ทันกำหนด ไม่เพียงแต่ทางฝั่งโรงพิมพ์จะทำงานกันอย่างแข็งขันจนหัวปั่นแทบไม่มีเวลาปลีกตัวไปทำสิ่งอื่น แม้แต่ทางฝั่งร้านขายยาเองก็ประสบปัญหาขาดแคลนกำลังคนเช่นกัน อย่างไรเสียฮุ่ยเหนียงก็มักจะไม่อยู่เฝ้าร้านขายยาแห่งใหม่ นางมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการควบคุมดูแลงานที่โรงพิมพ์เสียมากกว่า

ในเวลาไม่นานนัก ก็มาถึงกำหนดส่งมอบสินค้างวดแรก จำนวนหนึ่งหมื่นเล่มในงวดแรกนั้นผลิตเสร็จทันเวลาพอดิบพอดี เมื่อพ่อค้าเหล่านั้นได้รับสินค้า ก็รีบส่งสินค้าออกจากอำเภอหนิงฮว่าผ่านทางน้ำและทางบกโดยไม่หยุดพักทันที ส่วนใหญ่แล้วล้วนมุ่งหน้าขึ้นสู่ทางเหนือ

ความวุ่นวายของเสิ่นซีกินเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งเดือนเท่านั้น หลังจากวาดภาพต้นฉบับเสร็จสิ้น เขาก็แวะไปช่วยแกะสลักแม่พิมพ์อยู่บ้าง ทว่าเมื่อจัดการเรื่องเหล่านี้จนเสร็จสิ้น เขาก็ล้างมือในอ่างทองคำไม่ยอมแตะต้องงานในโรงพิมพ์อีกเลย อย่างไรเสียเขาก็เป็นเพียงเด็กตัวเล็ก ๆ คงไม่อาจช่วยหยิบจับงานอื่นใดได้มากนัก สู้ฉวยโอกาสนี้พักผ่อนหย่อนใจเสียยังจะดีกว่า ในขณะที่ฮุ่ยเหนียง ช่างพิมพ์ และลูกจ้างคนอื่น ๆ กลับต้องทำงานหนักกันอย่างต่อเนื่อง

(เชิงอรรถผู้แปล: ล้างมือในอ่างทองคำ ปรับบริบทมาจากคำจีน 撒手不管 (ซาโส่วปู้ก่วน) แปลตรงตัวว่า "ปล่อยมือไม่สนใจ" หรือการวางมือจากหน้าที่อย่างสิ้นเชิง ขอเลือกมาปรียบเทียบกับสำนวน "ล้างมือในอ่างทองคำ" (金盆洗手 - จินเผินสี่โส่ว) ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่นักอ่านนิยายกำลังภายในคุ้นเคยกันดี มักใช้หมายถึงการประกาศวางมือจากยุทธภพ ถอนตัวจากวงการ หรือยุติบทบาทเดิมอย่างเป็นทางการ และสาบานว่าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวในวงการนั้นอีกต่อไป)

เมื่อมีเงินตำลึงเป็นสิ่งจูงใจ ทุกคนก็ล้วนปฏิบัติหน้าที่กันอย่างกระตือรือร้น ในที่สุดก็ล่วงเลยมาถึงวันที่ยี่สิบแปดเดือนเจ็ด สมุดภาพต่อเนื่องงวดสุดท้ายจำนวนหนึ่งหมื่นเล่มก็สามารถส่งมอบได้สำเร็จลุล่วง

หลังจากที่ซูเจอชีและพรรคพวกตรวจสอบสินค้าและขนย้ายหนังสือทั้งหมดออกไปแล้ว ทุกคนต่างก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก

"ทุกท่านลำบากกันมากแล้ว"

แม้ฮุ่ยเหนียงจะอ่อนล้าจนแทบขาดใจ ทว่านางกลับรู้สึกว่าคุ้มค่ายิ่งนัก เพียงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนกลับสามารถกอบโกยกำไรได้ถึงสองสามพันตำลึง คงไม่มีธุรกิจใดที่จะทำกำไรได้งามไปกว่านี้อีกแล้ว "ทุกท่าน ประเดี๋ยวข้าจะจ่ายค่าแรงให้ และจะมีเงินรางวัลพิเศษมอบให้ทุกคนเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจด้วย ขอให้ทุกคนไปพักผ่อนหย่อนใจกันให้เต็มที่สักสองวัน เรื่องอื่นใดเอาไว้หลังจากหยุดพักผ่อนเสร็จแล้วค่อยมาว่ากันใหม่นะเจ้าคะ"

ทว่าในเวลานี้เอง ซูเจอชีที่เพิ่งจะส่งมอบสินค้าออกไปหมาด ๆ กลับเดินย้อนกลับมาที่ร้านอีกครั้ง พร้อมกับรอยยิ้มเบิกบาน "ซุนฮูหยิน สหายจากแดนกวนจง (ส่านซี) ของข้าเพิ่งจะเดินทางมาถึงสองท่าน พวกเขาก็ประสงค์จะสั่งจองสินค้าสักชุดหนึ่ง มิทราบว่า..."

ฮุ่ยเหนียงเพิ่งจะประกาศให้วันหยุดแก่ช่างและคนงานไปเมื่อครู่ ทว่าคำพูดยังไม่ทันขาดคำก็มีธุรกิจใหม่เข้ามาเคาะประตูถึงหน้าบ้านเสียแล้ว ฮุ่ยเหนียงรู้สึกราวกับว่าความสุขนี้ถาโถมเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่าจนนางแทบจะตั้งรับไม่ทัน

"เรื่องนี้... คงต้องลองถามไถ่ช่างและลูกจ้างเหล่านี้ดูก่อนนะเจ้าคะ ว่าพวกเขายินดีหรือไม่" บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงฉายแววลำบากใจยิ่งนัก

ช่างหลี่ว์และคนอื่น ๆ รีบลุกขึ้นยืนทันที "หลงจู๊กล่าวอันใดเช่นนั้นขอรับ ขอเพียงมีเงินให้กอบโกย พวกเราก็วาดหวังให้มีงานยุ่งทุกวี่ทุกวันอยู่แล้วขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นก็ขอให้ทุกท่านรักษากำลังการผลิตเฉพาะช่วงกลางวันก็พอ วันหนึ่ง ๆ พิมพ์ให้ได้สักสองพันเล่มก็น่าจะเพียงพอแล้ว... มิทราบว่าหลงจู๊ซูจะเห็นว่าจำนวนน้อยไปหรือไม่เจ้าคะ?"

"ไม่น้อยหรอกขอรับ เดิมทีพ่อค้าจากแดนกวนจงสองท่านนี้ก็ไม่ได้สั่งจองมากมายนัก พวกเขาสั่งเพียงเล่มละสองพันเล่ม หากนับรวมทั้งหกเล่มก็ตกอยู่ที่หนึ่งหมื่นสองพันเล่ม ทว่าพวกเขาขอสิทธิ์ผูกขาดการจำหน่ายในเขตแดนกวนจง มิเช่นนั้นในภายภาคหน้าพวกเขาคงไม่กลับมารับสินค้าจากเราอีกแล้วขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้าแย้มยิ้มบาง ๆ นางยิ่งมายิ่งรู้สึกเลื่อมใสในแนวคิด "ตัวแทนจำหน่าย" ที่เสิ่นซีเสนอขึ้นมา การให้พ่อค้าเร่เหล่านี้รับผิดชอบกันไปคนละหนึ่งเขตพื้นที่ จะได้ไม่เกิดการแข่งขันแย่งชิงลูกค้ากันเอง เช่นนี้กิจการสมุดภาพต่อเนื่องก็จะกลายเป็นการค้าแบบผูกขาด และสามารถรักษาระดับผลกำไรให้สูงลิ่วไว้ได้ตลอดไป

พ่อค้าย่อมแสวงหาผลกำไร เมื่อเห็นช่องทางทำมาหากิน ย่อมต้องมีพ่อค้าเร่จากเขตพื้นที่อื่น ๆ แวะเวียนมาเจรจาการค้าเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ในช่วงบ่ายของวันนี้ เมื่อเสิ่นซีเลิกเรียนและกลับมาถึงบ้าน ฮุ่ยเหนียงก็ลงนามในสัญญาการสั่งซื้อเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ราคาขายยังคงยึดตามเดิมที่สี่สิบห้าเหวินต่อเล่ม หนึ่งหมื่นสองพันเล่มก็คิดเป็นเงินห้าร้อยกว่าตำลึง

เมื่อเสิ่นซีเห็นฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อกำลังนั่งนับเงินด้วยความเบิกบานใจ เขาก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ทว่าเมื่อสอบถามจนกระจ่างแจ้งแล้ว เขาก็ทำได้เพียงส่ายหน้ายิ้มขื่น "ท่านน้าขอรับ การค้าครานี้พวกท่านตัดสินใจผิดพลาดแล้วล่ะขอรับ"

"ผิดตรงไหนกันเล่า? มิใช่ว่าทำตามที่เจ้าบอกหรอกหรือ? เล่มละสี่สิบห้าเหวิน หนึ่งหมื่นสองพันเล่มก็ต้องราคานี้นี่นา" โจวซื่อแย้งขึ้น

เสิ่นซียักไหล่อย่างจนปัญญา "ข้าเคยบอกไปแล้วว่าคราวก่อนเป็นเพราะสั่งจำนวนมากจึงได้ยอมให้ราคาพิเศษ ทว่ายามนี้สั่งเพียงเล่มละสองพันเล่มกลับคิดราคาสี่สิบห้าเหวิน แล้ววันหน้าหากหลงจู๊ซูกับพรรคพวกกลับมาอีก คราวนี้สั่งซื้อสินค้าจำนวนมหาศาล พวกเขาย่อมต้องหาทางกดราคาพวกเราลงไปอีกเป็นแน่... ท่านน้าลองคิดดูสิขอรับว่า ถึงตอนนั้นพวกเราจะตอบตกลงหรือไม่ตกลงดีเล่าขอรับ?"

ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อถึงกับจนด้วยเกล้าพูดไม่ออก

เสิ่นซีกล่าวต่อ "เมื่อก่อนต้นทุนพิมพ์หนังสือหนึ่งเล่มอยู่ที่หกเจ็ดเหวิน มาตอนนี้พวกเราผสมหมึกพิมพ์เอง แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะลดลงไปบ้าง ทว่าค่าแรงของคนงานกลับเพิ่มขึ้นไม่น้อย ต้นทุนต่อเล่มจึงตกอยู่ที่ราวแปดเก้าเหวิน หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ผลกำไรของพวกเราก็จะยิ่งถูกหั่นจนบางเฉียบเลยนะขอรับ"

โจวซื่อทำแก้มป่องอย่างขัดเคือง "ไอ้เด็กเหม็น จำเป็นต้องให้เจ้ามาสั่งสอนแม่กับท่านน้าซุนของเจ้าด้วยหรือ?"

"พี่สาวอย่ากล่าวเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ เสี่ยวหลางเพียงแค่เตรียมการล่วงหน้า วางแผนเผื่ออนาคต... กิจการนี้ก็เป็นเสี่ยวหลางที่ปลุกปั้นขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรง พวกเราจะไปตำหนิเขาได้อย่างไร?"

ฮุ่ยเหนียงเอ่ยเกลี้ยกล่อมโจวซื่อ ภายในใจทั้งละอายและรู้สึกเคว้งคว้างอยู่บ้าง นางมองหน้าเสิ่นซี "เสี่ยวหลาง เจ้าลองว่ามาสิ หลังจากนี้ยังมีหนทางแก้ไขเยียวยาอันใดหรือไม่?"

เสิ่นซีส่ายหน้าอย่างจนปัญญา

อันที่จริงครานี้การที่ซูเจอชีพารองพ่อค้าจากแดนกวนจงมาเจรจาการค้านั้นถือว่าฉลาดล้ำลึกยิ่งนัก อาศัยจังหวะที่โรงพิมพ์เพิ่งจะกอบโกยเงินมาได้และกำลังอยู่ในช่วงฮึกเหิม กดราคาสมุดภาพต่อเนื่องลงมาเหลือสี่สิบห้าเหวิน เช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการกำหนดราคาตายตัวไปโดยปริยาย วันหน้าหากมีใบสั่งซื้อจำนวนมหาศาลเข้ามาอีก ก็จะสามารถฉวยโอกาสกดราคาลงไปได้อีก ซ้ำร้ายหากว่ากันตามหลักเหตุผลแล้ว ทางโรงพิมพ์ยังจำต้องยอมเฉือนเนื้อลดกำไรให้อีกต่างหาก

หากพวกเขายอมโอนอ่อนผ่อนตามอีกครา นั่นก็เท่ากับเป็นการเผยไต๋ให้เห็นความจริงที่ว่าโรงพิมพ์ยังต้องพึ่งพาพ่อค้าเร่เหล่านี้ในการทำกำไร ซึ่งก็เหมือนกับการเปลือยจุดอ่อนของตนเองให้พ่อค้าเจ้าเล่ห์เหล่านี้เห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง

โจวซื่อเริ่มจะฉุนเฉียวขึ้นมาบ้างแล้ว "เช่นนั้นเจ้าว่าควรทำเช่นไรดีเล่า? นี่มันเงินตั้งห้าร้อยกว่าตำลึงเชียวนะ หรือว่าพวกเราจะรับไว้ผิดไปแล้วจริง ๆ?"

ฮุ่ยเหนียงตำหนิตนเองอย่างหนัก เอ่ยด้วยความเสียใจว่า "หากรอให้เสี่ยวหลางกลับมาแล้วค่อยเจรจาการค้าก็คงจะดี วันหน้าหากพ่อค้าเร่เหล่านี้มาอีก พวกเราคงต้องระแวดระวังให้มากขึ้นเสียแล้ว"

"ช่างเถิดขอรับ ๆ ในเมื่อเรื่องราวมันเกิดขึ้นแล้ว มาเสียใจภายหลังก็สายไปเสียแล้ว อีกอย่าง พวกเขาอยากซื้อก็ซื้อ ไม่อยากซื้อก็ช่างประไร พวกเรายังมีไม้ตายที่ยังไม่ได้งัดออกมาใช้อยู่นะขอรับ!"

เสิ่นซีกำหมัดแน่น เอ่ยด้วยความมั่นใจเปี่ยมล้น "พวกเรามีสมุดภาพต่อเนื่องสี่สีอยู่ เรื่องนี้แม้แต่ช่างในโรงพิมพ์ก็ยังไม่ล่วงรู้ หากพวกเขากลับมากดราคาพวกเราอีก พวกเราก็จะตอบโต้พวกเขา โดยใช้การมอบสิทธิ์ตัวแทนจำหน่ายสมุดภาพต่อเนื่องสี่สีให้แก่ผู้อื่นเป็นข้อต่อรองข่มขู่ อย่างไรเสียก็ต้องสามารถรักษาราคาส่งของสมุดภาพต่อเนื่องแบบธรรมดาให้อยู่ที่สี่สิบห้าเหวินไว้ได้อย่างแน่นอนขอรับ"

สีหน้าของฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อจึงค่อยดูดีขึ้นมาบ้าง ภายในใจรู้สึกผ่อนคลายลงไปมาก

"เสี่ยวหลาง เจ้าเอาแต่พูดถึงสมุดภาพต่อเนื่องสี่สีของเจ้า ทว่าจนถึงป่านนี้ก็ยังไม่ได้ส่งไปให้ทางโรงพิมพ์เปิดเครื่องพิมพ์เสียที น้าไม่แน่ใจเลยว่ามันจะสามารถช่วยพยุงผลกำไรของโรงพิมพ์เราเอาไว้ได้หรือไม่?"

ฮุ่ยเหนียงจ้องมองเสิ่นซี หวังจะหลอกถามเอาความจริงจากเขา

"ท่านน้าซุนไม่วางใจข้าอย่างนั้นหรือขอรับ?" เสิ่นซีแย้มยิ้มอย่างฉลาดเฉลียว

"ไม่มีหรอก เจ้าพูดอันใดกันเล่า? น้าเพียงแค่อยากจะถามเจ้าดู เจ้าเอาแต่ทำตัวลึกลับซับซ้อน แม้แต่น้ากับแม่ของเจ้าเองก็ยังเคยเห็นภาพต้นฉบับสี่สีที่เจ้าทำขึ้นมาแค่เพียงครั้งเดียว ทว่ากลับไม่รู้เลยว่าของสิ่งนี้มีต้นทุนมากน้อยเพียงใด หากมันแพงเกินไป บางทีอาจจะทำกำไรได้ไม่สู้การพิมพ์สมุดภาพต่อเนื่องขาวดำแบบในปัจจุบันนี้ด้วยซ้ำ"

เสิ่นซีพยักหน้ารับ "ที่ท่านน้ากล่าวมาก็ถูกขอรับ ทว่าเมื่อมีของดี พวกเราก็ไม่อาจเก็บงำซุกซ่อนไว้ได้ตลอดไป ชาวบ้านทั่วไปย่อมคาดหวังจะได้เห็นสมุดภาพต่อเนื่องสี่สีอยู่แล้ว วันหน้าเมื่อขนาดของโรงพิมพ์ได้รับการขยายให้ใหญ่ขึ้นอีกครั้ง พวกเรายังสามารถตีพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่สี่สีออกมาได้อีกด้วย ถึงเวลานั้นตลาดของพวกเราก็จะไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่การค้าสมุดภาพต่อเนื่องอีกต่อไป ต่อให้ต้องตัดขาดการทำธุรกิจกับพ่อค้าเร่เหล่านี้ โรงพิมพ์ของพวกเราก็ยังคงสามารถเจริญรุ่งเรืองต่อไปได้ขอรับ"

การพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่ คืออีกหนึ่งแนวคิดที่เสิ่นซีเป็นผู้เสนอขึ้นมา และนับเป็นอีกหนึ่งช่องทางหาเงินที่เขาเสาะหามาเพื่อขยายกิจการให้กับโรงพิมพ์

จบบทที่ ตอนที่ 107 ภาพมงคลปีใหม่

คัดลอกลิงก์แล้ว