- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 106 หลงจู๊น้อยจอมงก
ตอนที่ 106 หลงจู๊น้อยจอมงก
ตอนที่ 106 เถ้าแก่น้อยจอมงก
ปลายเดือนหก พ่อค้าเร่ที่เคยขนสมุดภาพต่อเนื่องสองหมื่นเล่มไปขายต่างถิ่นก่อนหน้านี้ ทยอยเดินทางกลับมายังอำเภอหนิงฮว่าอีกครั้ง จุดประสงค์ของพวกเขานั้นเรียบง่ายยิ่งนัก นั่นคือต้องการสั่งจองสมุดภาพต่อเนื่องกลับไปขายให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็มาเพื่อเร่งรัดให้โรงพิมพ์รีบพิมพ์สมุดภาพต่อเนื่องเล่มต่อ ๆ ไปออกมาโดยเร็ว
ค่ำคืนวันที่ยี่สิบเก้าเดือนหก กลุ่มพ่อค้าเร่เหล่านี้มารวมตัวกันที่ร้านขายยาของฮุ่ยเหนียง ฮุ่ยเหนียงจึงได้เชิญช่างพิมพ์ที่เคยเรียกมาเมื่อคราวก่อนมาช่วยคุมเชิงและสร้างความน่าเกรงขามอีกครั้ง เสิ่นซีในฐานะผู้รับผิดชอบการเจรจา นั่งอยู่หน้าโต๊ะบัญชี ประหนึ่งหลงจู๊ใหญ่กำลังเจรจารายละเอียดของใบสั่งซื้อกับพ่อค้าต่างถิ่นเหล่านี้
พ่อค้าเร่ในครานี้มิได้มีเพียงสิบกว่าคนดั่งเช่นคราวก่อน ด้วยพวกเขามีเส้นสายคบหาสมาคมกว้างขวาง ถึงขั้นพาพ่อค้าจากทางเหนือมาด้วยหลายราย คนเหล่านี้สวมใส่เสื้อผ้าแพรพรรณเนื้อดี สวมสร้อยทองเส้นเขื่อง มองเพียงปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นผู้ที่กระเป๋าหนักอู้ฟู่ พ่อค้ารายใหญ่เช่นนี้ ปกติแล้วย่อมไม่มีทางมาทำการค้าในอำเภอเล็ก ๆ อย่างหนิงฮว่า ทว่าครานี้เพื่อสมุดภาพต่อเนื่อง พวกเขาจำต้องดั้นด้นเดินทางมายังอำเภอเล็ก ๆ ทางตะวันตกของฝูเจี้ยนแห่งนี้เป็นกรณีพิเศษ
พ่อค้าเร่วัยกลางคนที่ออกหน้าเจรจาเมื่อคราวก่อน เป็นชาวนครหนานจิง นามว่าซูเจอชี ได้ยินมาว่าเขาเปิดร้านค้าอยู่ตามเมืองต่าง ๆ ในเขตหนานจื่อลี่รวมถึงเมืองหางโจว ธุรกิจครอบคลุมทั้งปัจจัยสี่ อาหารการกิน ที่อยู่อาศัย การเดินทาง ตลอดจนยาสมุนไพร และเครื่องเขียนตำราเรียน นับว่าเป็นผู้ที่มีฐานะและกำลังทรัพย์แข็งแกร่งยิ่งนัก ดังนั้นเขาจึงยังคงทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกลุ่มพ่อค้าเร่ในการเจรจา
ซูเจอชีเดินแย้มยิ้มเข้ามาที่หน้าโต๊ะบัญชี เอ่ยทักทายขึ้นว่า "หลงจู๊น้อย พบกันอีกแล้วนะขอรับ ครานี้พวกเรามาเจรจาการค้า อยากจะขอรับซื้อสมุดภาพเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย มิทราบว่าทางด้านราคาจะพอลดหย่อนลงบ้างได้หรือไม่ขอรับ?"
เสิ่นซียิ้มรับ เอ่ยตอบว่า "หากจำนวนที่สั่งซื้อมีมากพอ และสามารถจ่ายเงินมัดจำได้เต็มจำนวน เรื่องราคาก็พอจะพูดคุยกันได้ขอรับ"
เสิ่นซีกล่าววาจาเผื่อทางหนีทีไล่ แม้ดูเผิน ๆ เหมือนจะยอมให้ราคาพิเศษ ทว่ากลับแฝงเงื่อนไขเบื้องต้นที่เข้มงวดเอาไว้
(เชิงอรรถผู้แปล: กล่าววาจาเผื่อทางหนีทีไล่ ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน 没把话说满 (เหมยป่าฮว่าซัวหม่าน) แปลตรงตัวว่า "พูดไม่เต็มสิบส่วน" หมายถึง การพูดจาเผื่อเหลือเผื่อขาด ไม่รับปากอย่างเด็ดขาด 100% เพื่อให้มีช่องว่างพลิกแพลงได้ในภายหลัง)
"การสั่งซื้อของพวกเราในครานี้ เมื่อเทียบกับสองเล่มก่อนหน้าที่สั่งซื้อไปเล่มละหนึ่งหมื่นเล่มแล้ว ถือว่าเพิ่มขึ้นมากเลยทีเดียวขอรับ สำหรับสมุดภาพเล่มต่อ ๆ ไปที่จะออกมา พวกเราจะขอสั่งซื้อเล่มละสองหมื่นเล่ม... มิทราบว่าหลงจู๊น้อย สมุดภาพนี้ผลิตออกมาถึงเล่มที่เท่าใดแล้วหรือขอรับ?"
เสิ่นซีได้ยินดังนั้น ก็ตระหนักได้ทันทีว่าการค้าครานี้ไม่เล็กเลยทีเดียว
ก่อนหน้านี้การสั่งซื้อรวดเดียวสองหมื่นเล่มก็นับว่าเป็นการค้าที่ใหญ่โตมากแล้ว แม้จะหักลบค่าใช้จ่ายในการขยายโรงพิมพ์ ก็ยังทำกำไรให้โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงได้ถึงหกร้อยตำลึง และหากคำนวณตามที่ซูเจอชีกล่าวว่าต้องการเล่มละสองหมื่นเล่ม เพียงแค่เล่มที่สามและเล่มที่สี่ก็รวมเป็นสี่หมื่นเล่มเข้าไปแล้ว
"สมุดภาพต่อเนื่องของพวกเราผลิตออกมาถึงเล่มที่หกแล้วขอรับ"
เสิ่นซีกัดฟัน จงใจบอกเพิ่มไปอีกสองเล่ม อย่างไรเสียช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาก็เอาแต่วาดภาพต้นฉบับมาโดยตลอด ใช้เวลาอีกเพียงไม่กี่วันก็สามารถวาดเล่มที่ห้าและเล่มที่หกจนเสร็จสมบูรณ์ได้ ประกอบกับยามนี้ช่างแกะสลักแม่พิมพ์ล้วนมีฝีมือและประสบการณ์แล้ว ใช้เวลาอย่างมากที่สุดเพียงครึ่งเดือนก็สามารถเตรียมการก่อนพิมพ์ได้แล้วเสร็จ
เมื่อเป็นเช่นนี้ เพียงแค่ยอดสั่งจองก็จะสูงถึงแปดหมื่นเล่ม หากคำนวณเงินมัดจำครึ่งหนึ่งของราคาหนังสือ หรือก็คือเล่มละยี่สิบห้าเหวิน เพียงแค่จำนวนเงินก้อนนี้ก็พุ่งสูงถึงสองพันตำลึงแล้ว
ซูเจอชีกับพรรคพวกสุมหัวปรึกษาหารือกัน เกิดการโต้เถียงกันอย่างดุเดือด เวลาผ่านไปเนิ่นนานจึงบรรลุข้อตกลงกันได้ ดูท่าพวกเขาคงให้ความสำคัญกับการค้าครานี้เป็นอย่างมาก
"ราคาเป็นเช่นไร แล้วจะส่งมอบสินค้าให้ได้เมื่อใดหรือขอรับ?"
ซูเจอชีเอ่ยถามด้วยความระแวดระวัง หากกำหนดส่งมอบสินค้ายืดเยื้อยาวนานเกินไป จนล่วงเลยช่วงกระแสความนิยมของสมุดภาพต่อเนื่องที่กำลังขายดิบขายดี หรือหากภายหลังมีฉบับละเมิดลิขสิทธิ์โผล่ออกมา พ่อค้าคนกลางอย่างพวกเขาก็จะไม่มีส่วนต่างกำไรให้กอบโกยอีกต่อไป
เสิ่นซีลองคำนวณดู หลังจากขยายกำลังการผลิตมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกำลังการพิมพ์ของโรงพิมพ์สามารถพิมพ์ได้ราววันละหนึ่งพันห้าร้อยเล่ม หากจะพิมพ์ให้ครบแปดหมื่นเล่ม ก็จำต้องใช้เวลาถึงห้าสิบกว่าวัน เห็นได้ชัดว่าระยะเวลาในการส่งมอบสินค้านั้นยาวนานจนเกินไป
"พวกเราสามารถใช้วิธีทยอยส่งมอบสินค้าเป็นงวด ๆ งวดละหนึ่งหมื่นเล่มขอรับ พวกท่านสามารถเลือกได้ว่าจะให้เร่งพิมพ์เล่มใดก่อนในแต่ละงวด ทว่าในสี่งวดแรก พวกเราจะยังไม่ส่งมอบเล่มที่ห้าและเล่มที่หกให้ขอรับ คำนวณโดยรวมแล้ว ภายในหนึ่งเดือนก็สามารถผลิตสินค้าที่สั่งจองให้พวกท่านได้ครบถ้วนขอรับ"
ความคิดของเสิ่นซีก็คือ การขยายขนาดของโรงพิมพ์อีกครั้ง อย่างไรเสียตอนนี้ช่างพิมพ์ผู้ชำนาญการก็มีเพียงพอแล้ว สิ่งที่ต้องการคือการว่าจ้างช่างไม้มาแกะสลักแม่พิมพ์ให้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มคนงานที่ใช้พละกำลัง คอยรับหน้าที่แบกหามและเข้าเล่มหนังสือ
ซูเจอชีได้ยินดังนั้น แม้จะไม่ค่อยสบอารมณ์เรื่องระยะเวลาการส่งมอบสินค้าสักเท่าใดนัก ทว่าก็ไม่ถือว่าล่าช้าจนเกินไป เขาจึงรีบเอ่ยถาม "ในระหว่างนี้ พวกท่านคงไม่แอบส่งสินค้าให้ผู้อื่นใช่หรือไม่ขอรับ?"
"ย่อมเป็นเช่นนั้นแน่นอนขอรับ พวกเรารักษาคำมั่นสัจจะ หรือว่าตอนที่พวกท่านนำสมุดภาพต่อเนื่องชุดที่แล้วไปวางขาย มีใครหน้าไหนมาแย่งธุรกิจของพวกท่านอย่างนั้นหรือขอรับ?" เสิ่นซีเอ่ยถามแทงใจดำไปประโยคหนึ่ง
ซูเจอชีหัวเราะร่วน "ย่อมไม่มีแน่นอนขอรับ เพียงแต่ว่าตอนนี้ยอดสั่งจองเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัว เช่นนั้นทางด้านราคา..."
เสิ่นซีย่อมกระจ่างแก่ใจดีว่า สิ่งที่พ่อค้าเร่เหล่านี้ให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือผลกำไร ตอนนี้สมุดภาพต่อเนื่องนำไปขายต่างถิ่นได้ราคาดี ย่อมต้องตีเหล็กเมื่อยังร้อน พวกเขาจึงวาดหวังให้ราคาส่งของโรงพิมพ์ปรับลดลงมาอีกสักหน่อย
(เชิงอรรถผู้แปล: ตีเหล็กเมื่อยังร้อน ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน 趁热打铁 (เชิ่นเร่อต่าเถี่ย) แปลตรงตัวว่า "ตีเหล็กฉวยตอนร้อน" หมายถึง การฉวยโอกาสลงมือทำในขณะที่สถานการณ์กำลังเอื้ออำนวยหรือกำลังเป็นที่นิยม)
"หากพวกท่านยังคงวางเงินมัดจำครึ่งหนึ่งตามธรรมเนียมเดิม เช่นนั้นราคาก็จะคงไว้ที่ห้าสิบเหวินไม่เปลี่ยนแปลง ทว่าหากพวกท่านยอมชำระค่าสินค้าทั้งหมดรวดเดียว ราคาก็จะปรับลดลงเหลือสี่สิบห้าเหวิน... จะเลือกเช่นไร ก็สุดแท้แต่พวกท่านจะตัดสินใจก็แล้วกันขอรับ" เสิ่นซีเสนอทางเลือก
เมื่อซูเจอชีและพรรคพวกได้ยินเช่นนั้น สิ่งแรกที่ทำคือหันไปสอบถามความคิดเห็นของฮุ่ยเหนียงผู้เป็นหลงจู๊ใหญ่ของโรงพิมพ์ ด้วยความที่กิจการร้านขายยาของฮุ่ยเหนียงในอำเภอหนิงฮว่านั้นดำเนินไปได้ด้วยดีเยี่ยม ผนวกกับการที่นางเป็นถึงผู้นำสมาคมร้านขายยาแห่งอำเภอหนิงฮว่า พ่อค้าเร่เหล่านี้ที่จับธุรกิจหลากหลายวงการ ส่วนใหญ่ล้วนเคยผ่านประสบการณ์ค้าขายยาสมุนไพรมาบ้าง จึงพอจะเคยติดต่อค้าขายกับฮุ่ยเหนียงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้มพลางกล่าว "กิจการสมุดภาพต่อเนื่องทั้งหมด ยกให้เป็นหน้าที่ของหลงจู๊น้อยรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวเจ้าค่ะ"
ซูเจอชีจึงหันกลับไปปรึกษาหารือกับพ่อค้าที่มาด้วยกันอีกครั้ง
แม้เสิ่นซีจะไม่ได้ยินชัดเจนว่าคนเหล่านี้พูดคุยสิ่งใดกัน ทว่ามองดูจากท่าทีก็พอจะเดาออกว่าพวกเขายังคงมีความเห็นขัดแย้งอยู่บ้าง การที่ต้องควักเงินจ่ายไปก่อน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือถึงเวลาแล้วกลับไม่ได้ของ การทำธุรกิจนั้นถือคติยื่นหมูยื่นแมว ทว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่สมุดภาพต่อเนื่องเป็นตลาดของผู้ขายอย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขาจึงยากที่จะล้มล้างการตัดสินใจของเสิ่นซีได้
(เชิงอรรถผู้แปล: ยื่นหมูยื่นแมว ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน 一手交钱一手交货 (อี้โส่วเจียวเฉียนอี้โส่วเจียวฮั่ว) แปลตรงตัวว่า "มือหนึ่งจ่ายเงิน มือหนึ่งส่งสินค้า" หมายถึง การแลกเปลี่ยนสิ่งของหรือชำระเงินพร้อมกับการรับมอบสินค้าทันที)
"หลงจู๊น้อย พอจะเจรจากันอีกสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ? พวกเรายินดีจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าเล่มละสามสิบเหวินรวดเดียว ส่วนราคาสมุดภาพก็ขอให้คงไว้ที่สี่สิบห้าเหวิน การทำธุรกิจย่อมต้องพึ่งพาอาศัยได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย วันหน้าพวกเราย่อมต้องมีโอกาสได้ร่วมมือกันอีกมากมาย เหตุใดจึงไม่ยอมถอยให้กันคนละก้าวเล่าขอรับ?"
เสิ่นซีส่ายหน้า "หลงจู๊ซู กล่าวเช่นนั้นก็ไม่ถูกนักหรอกขอรับ พวกท่านสั่งจองสินค้าจากเรา พวกเราก็ต้องระดมทั้งกำลังคนและทรัพยากรมาเร่งพิมพ์อย่างสุดกำลัง หากพิมพ์ออกมาแล้วพวกท่านไม่เอา หรือเกิดเปลี่ยนใจกลางคันไม่ยอมจ่ายเงินตำลึง พวกท่านก็มิใช่คนหนิงฮว่า แล้วพวกเราจะไปร้องทุกข์ทวงความยุติธรรมได้ที่ใดกันเล่าขอรับ"
"ดังนั้น เอาให้เด็ดขาดไปเลยจะดีกว่าขอรับ พวกท่านจ่ายเงินมาก่อน พวกเราก็จะได้วางใจลงได้ ทางด้านราคาก็ยังได้รับส่วนลด ขอเพียงพวกเราสามารถส่งมอบสมุดภาพได้ครบถ้วนตามกำหนดเวลา เมื่อขนส่งไปขายต่างถิ่นแล้วจะตั้งราคาเท่าใดก็สุดแท้แต่พวกท่านจะกำหนดเลยขอรับ ต้องไม่ลืมนะขอรับว่าผลกำไรก้อนใหญ่ที่สุดของการค้าครานี้ล้วนตกอยู่ในมือของพวกท่านทั้งสิ้น"
ซูเจอชีลองคำนวณดู สมุดภาพต่อเนื่องแปดหมื่นเล่มสามารถประหยัดเงินไปได้ถึงสี่ร้อยตำลึง นี่มิใช่ตัวเลขน้อย ๆ เลย จึงทำได้เพียงทอดถอนใจ "เช่นนั้นก็ตกลง พวกเราจะชำระเงินทั้งหมดให้เสร็จสิ้น เฮ้อ เถ้าแก่น้อยอย่างท่านนี่ช่างเป็นคนงกเงินตัวยงเสียจริงเชียว... ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว เช่นนั้นพวกเราก็มาลงนามในสัญญาเถิด จะได้ส่งคนกลับไปขนเงินตำลึงมา ลู่ฮูหยิน ท่านมีข้อโต้แย้งอันใดหรือไม่ขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้าแย้มยิ้ม "ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ"
ซูเจอชีรีบหันไปปรึกษาหารือกับคนที่อยู่ด้านหลัง จากนั้นจึงให้คนกลับไปนำเงินตำลึงมา คราวก่อนที่ส่งเงินมาก็เพียงแค่หาคนมาช่วยแบกหามไม่กี่คน ทว่าคราวนี้เงินทั้งหมดถูกบรรจุใส่หีบ แล้วใช้รถม้าขนส่งมาโดยตรง
เงินตำลึงทั้งหมดสามพันหกร้อยตำลึง ถูกแบ่งบรรจุในหีบใบใหญ่ถึงสิบสองใบ ในจำนวนนี้เกือบครึ่งเป็นเหรียญทองแดงที่จำต้องเสียเวลานับจำนวน ส่วนที่เป็นเงินแท่งก็ต้องนำมาตรวจสอบเปรียบเทียบความบริสุทธิ์ของเนื้อเงินด้วยเช่นกัน
หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายจึงลงนามในสัญญา โดยระบุกำหนดเวลาส่งมอบสินค้าไว้อย่างชัดเจน... ซูเจอชีและพรรคพวกนั้นหัวหมอและหลักแหลมยิ่งนัก เกรงว่าโรงพิมพ์จะผลิตไม่ทันตามกำหนด หากเกิดกรณีส่งมอบสินค้าล่าช้า ในแต่ละวันก็จะมีค่าปรับจำนวนมากน้อยลดหลั่นกันไป ยิ่งล่าช้าออกไปหลายวัน จำนวนเงินค่าปรับก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
เมื่อส่งแขกกลับไปหมดแล้ว โจวซื่อก็มีท่าทีร้อนรนขึ้นมา "น้องสาว คนพวกนี้มาอย่างผู้ไม่ประสงค์ดีเลยนะ... หากพวกเราทำไม่เสร็จตามกำหนดเวลาจะทำอย่างไรดีเล่า?"
"อย่างมากก็แค่ยอมจ่ายเงินชดเชยไปนิดหน่อยเจ้าค่ะ สิ่งสำคัญในยามนี้คือต้องเร่งทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อให้ตีพิมพ์งานได้ครบตามใบสั่งซื้อ ช่างหลี่ว์ ท่านเห็นว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ?"
ช่างพิมพ์หลายคนที่ได้รับเชิญมาต่างรู้สึกลำบากใจยิ่งนัก การค้าเพิ่งจะรับปากมาหมาด ๆ หากรีบตอบนายจ้างกลับไปทันทีว่าไม่อาจทำได้สำเร็จ ย่อมไม่เป็นการดีอย่างแน่นอน
เสิ่นซีกล่าวว่า "เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ขอรับ คืนนี้เริ่มเร่งมือกันเลย พวกเราแบ่งคนออกเป็นสามผลัด ผลัดละสี่ชั่วยาม (แปดชั่วโมง) เช่นนี้คนงานก็จะไม่เหนื่อยจนเกินไป อย่างมากก็แค่จ่ายค่าแรงเป็นสองเท่าให้คนงานผลัดดึกทั้งสองผลัดก็พอ ในเมื่อตอนนี้เงินตำลึงกองอยู่ตรงหน้าแล้ว ไม่มีเหตุผลใดที่พวกเราจะไม่กอบโกยเอาไว้ รอให้ถึงวันพรุ่งนี้ค่อยว่าจ้างคนงานและสั่งทำอุปกรณ์เพิ่ม ก็น่าจะยังทันการขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ "ตกลงตามนั้น กลับไปเริ่มงานกันเถิด ช่างหลี่ว์ ท่านจงไปบอกกล่าวกับพวกลูกจ้างว่า ตลอดทั้งวันสิบสองชั่วยาม ให้แบ่งหมุนเวียนกันสามผลัดส่วนเรื่องค่าแรง หากเวียนถึงผลัดดึกพวกเราจะจ่ายให้เป็นสองเท่า ขอเพียงผ่านพ้นเดือนที่แสนยุ่งเหยิงนี้ไปได้ รอจนผลิตสินค้าได้ครบตามยอดสั่งซื้อแล้วจะให้ทุกคนได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีเงินรางวัลพิเศษมอบให้อีกก้อนหนึ่งด้วยเจ้าค่ะ"
ครั้นได้ยินว่ามีเงินให้กอบโกย ช่างพิมพ์เหล่านี้ต่างก็กระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตาเห็น
ก่อนหน้านี้โรงพิมพ์ต้องทำงานวันละห้าชั่วยาม มาตอนนี้หนึ่งผลัดใช้เวลาเพียงสี่ชั่วยาม ดูเหมือนเวลาทำงานจะลดลงเสียด้วยซ้ำ ส่วนผลัดดึกสองผลัดที่ต้องสับเปลี่ยนเวรกัน เนื่องจากมีกฎห้ามออกนอกเคหสถานในยามวิกาล เมื่อเลิกงานแล้วจึงไม่อาจกลับบ้านได้ ทว่าโชคดีที่หลังจากโรงพิมพ์ได้รับการขยายพื้นที่หลายครั้งจนมีลานกว้างขวาง ถึงเวลาก็เพียงแค่หาเตียงมาเสริมในห้องอื่น ๆ ให้พอถูไถหลับนอนไปก่อนก็เป็นอันใช้ได้
(เชิงอรรถผู้แปล: กฎห้ามออกนอกเคหสถานในยามวิกาล (宵禁 - เซียวจิ้น) คือกฎหมายในยุคโบราณที่ห้ามประชาชนสัญจรไปมาบนท้องถนนในยามค่ำคืน โดยทั่วไปจะเริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 21.00 น. ไปจนถึง 05.00 น. ของอีกวัน หากฝ่าฝืนจะถูกทหารลาดตระเวนจับกุมและรับโทษทัณฑ์)
ช่างหลี่ว์และคนอื่น ๆ รีบขานรับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเร่งฝีเท้ากลับไปเริ่มงาน ส่วนฮุ่ยเหนียงเองก็ขนแม่พิมพ์ไปส่งให้ในคืนนั้นเลยเช่นกัน
แม้เสิ่นซีจะไม่ต้องไปที่โรงพิมพ์ ทว่าเขากลับต้องรีบฉวยเวลาเร่งวาดภาพต้นฉบับของเล่มที่ห้าและเล่มที่หกที่ยังไม่แล้วเสร็จให้ลุล่วง การค้าในครานี้เวลาค่อนข้างกระชั้นชิด ทว่าก็เกี่ยวพันไปถึงการที่โรงพิมพ์จะสามารถก้าวกระโดดเติบโตเป็นกิจการใหญ่โตในรวดเดียวได้หรือไม่ ความรู้สึกกดดันนี้ก็นับเป็นแรงผลักดันที่คอยกระตุ้นให้ผู้คนพัฒนาก้าวหน้าขึ้นได้เช่นกัน
ฮุ่ยเหนียงกลับมาเสียดึกดื่นค่อนคืน ในเวลานี้เสิ่นซียังคงจุดตะเกียงเร่งทำงานข้ามคืน เมื่อผ่านประสบการณ์การวาดภาพต้นฉบับมาแล้วหลายเล่ม ยามนี้เสิ่นซีจึงวาดภาพได้อย่างลื่นไหลถนัดมือ ความเร็วในการทำงานก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว