เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 105 สมุดภาพต่อเนื่องสี่สี

ตอนที่ 105 สมุดภาพต่อเนื่องสี่สี

ตอนที่ 105 สมุดภาพต่อเนื่องสี่สี


นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา โจวซื่อก็ไม่ก้าวก่ายเรื่องราวในโรงพิมพ์อีก นางตัดสินใจทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลร้านขายยาอย่างเต็มที่ บางคราที่ฮุ่ยเหนียงต้องไปตรวจดูโรงพิมพ์ โจวซื่อก็ต้องคอยดูแลร้านขายยาทั้งสองแห่งไปพร้อม ๆ กัน

การบริหารทั้งร้านขายยาและโรงพิมพ์ไปพร้อมกัน ทำให้โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงต่างก็ยุ่งจนตัวเป็นเกลียว

ฮุ่ยเหนียงปฏิบัติตามคำแนะนำของเสิ่นซี นางตกลงซื้อขาดหน้าร้านขายยาแห่งใหม่ตลอดจนที่ดินของโรงพิมพ์ โฉนดที่ดินและโฉนดเรือนทั้งสองแห่งรวมกันเป็นเงินสองร้อยเจ็ดสิบสี่ตำลึง เมื่อรวมกับค่านายหน้าและค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ของทางการแล้ว เงินสามร้อยตำลึงก็อันตรธานหายไปในพริบตา

เนื่องจากตอนที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์เหล่านี้โจวซื่อได้ร่วมลงขันด้วย หลังจากที่ฮุ่ยเหนียงกว้านซื้อสถานที่เหล่านั้นมาได้ ตกกลางคืนนางจึงไปปรึกษาหารือกับโจวซื่อ ด้วยหมายใจจะโอนกรรมสิทธิ์เรือนที่ครอบครัวเสิ่นพักอาศัยอยู่ในปัจจุบันให้เป็นชื่อของโจวซื่อ

โจวซื่อได้ยินเช่นนั้นก็ตกตะลึงยิ่งนัก นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าตนเองจะมีวาสนาได้ตั้งรกรากอยู่ในเมืองเช่นนี้

ฮุ่ยเหนียงหยิบโฉนดที่ดินและโฉนดเรือนออกมาวางลงเบื้องหน้าโจวซื่อด้วยท่าทีจริงจัง

โจวซื่อส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน "น้องสาว เจ้าทำเช่นนี้ไม่ได้หรอก เรือนของเจ้าหลังนี้ หากนำไปขายอย่างน้อย ๆ ก็ได้เงินสักหลายสิบตำลึง จู่ ๆ จะมายกให้ข้าเปล่า ๆ เช่นนี้ ข้าจะรับไว้ได้อย่างไร?"

ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้ม "พี่สาวกล่าวผิดแล้วเจ้าค่ะ พี่สาวอุตส่าห์ควักกระเป๋าช่วยข้าซื้อหน้าร้านและที่ดินโรงพิมพ์ ทว่าสิ่งที่ข้าตอบแทนกลับไปเป็นเพียงเรือนหลังเล็ก ๆ เท่านี้ อันที่จริงการค้าขายในครานี้ ข้าต่างหากที่เป็นฝ่ายได้กำไรนะเจ้าคะ"

"แต่ว่า... เรื่องนี้ข้าไม่กล้าตัดสินใจเองหรอก เอาไว้รอเจ้าคนไร้มโนธรรมของข้ากลับมาคืนนี้ ข้าค่อยปรึกษาหารือกับเขาให้รู้เรื่องก่อนดีหรือไม่?"

ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยถาม "พี่สาวจะปรึกษากับพี่เขยก็ย่อมได้ ทว่าข้าเกรงว่าหากพี่เขยล่วงรู้ว่าเรือนหลังนี้ตกเป็นของพี่สาวแล้ว เขาจะเหมาเอาว่านี่กลายเป็นทรัพย์สินของตระกูลเสิ่น แล้วนำเรื่องไปป่าวประกาศให้คนทางบ้านรู้ หากฮูหยินเฒ่าไม่ยอมให้ครอบครัวของพี่สาวพักอาศัยอยู่ที่นี่ต่อไปแล้วจะทำอย่างไรเล่าเจ้าคะ?"

โจวซื่อชะงักงันไปชั่วขณะ "คง... คงไม่เป็นเช่นนั้นกระมัง?"

เสิ่นซีลอบยกนิ้วโป้งชื่นชมฮุ่ยเหนียงอยู่ในใจ ก่อนจะรีบสอดปากรับช่วงต่อทันที "ท่านแม่ ท่านย่ามอบหมายให้ลุงรองเป็นคนดูแลเพิงน้ำชา ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ขอความยินยอมจากท่านแม่เลยนะขอรับ? ข้าวของของท่านแม่ก็คือทรัพย์สมบัติของตระกูล ในเมื่อท่านย่าคือผู้นำครอบครัว อีกทั้งตอนนี้นางก็ยังต้องอาศัยอยู่ที่บ้านญาติผู้ใหญ่ฝั่งสายหลักของตระกูลเสิ่น ท่านแม่ลองคิดดูสิขอรับว่าหากท่านย่ารู้ว่าเรือนหลังนี้เป็นของใคร นางจะจัดการอย่างไรต่อไป?"

พอเสิ่นซีเอ่ยเตือนสติ โจวซื่อก็พลันตระหนักถึงต้นตอของปัญหาในทันที

หากฮุ่ยเหนียงโอนกรรมสิทธิ์เรือนให้โจวซื่อ ก็เท่ากับโอนเรือนหลังนี้ให้ตระกูลเสิ่น หรือหมายรวมไปถึงฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อด้วย หลี่ซื่อย่อมมีข้ออ้างมากพอที่จะย้ายเข้ามาอยู่ ซ้ำร้ายอาจถึงขั้นเรียกให้เสิ่นหมิงโหย่วบุตรชายคนรองที่ต้องเช่าเรือนอยู่ข้างนอกย้ายเข้ามาอยู่ด้วย ความหวังดีของฮุ่ยเหนียงจะกลับกลายเป็นผลร้ายเสียเปล่า ๆ

เมื่อเสิ่นซีเห็นว่าโจวซื่อเริ่มคิดตามได้แล้ว จึงเอ่ยสำทับไปอีกระลอก "อันที่จริง ยามนี้ท่านน้าซุนยอมให้พวกเราเช่าเรือนอยู่ก็นับว่าประเสริฐมากแล้วนะขอรับ... หากท่านน้าซุนยกเรือนให้พวกเรา ท่านพ่อกับท่านย่าย่อมต้องเคลือบแคลงใจเป็นแน่ว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำอันใดแอบแฝงหรือไม่ อีกไม่นานเรื่องที่ท่านแม่กับท่านน้าซุนร่วมหุ้นกันเปิดโรงพิมพ์ก็จะต้องแดงขึ้นมา หรือไม่แน่ว่าท่านย่าอาจจะโยนความผิดเรื่องที่เพิงน้ำชาซบเซามาให้ท่านแม่รับเคราะห์แทนก็เป็นได้นะขอรับ"

ก่อนหน้านี้ฮุ่ยเหนียงเองก็ไม่ทันได้คิดให้รอบคอบถึงเพียงนี้ ครั้นได้ฟังคำวิเคราะห์ของเสิ่นซี นางก็พยักหน้าเห็นด้วยเป็นพัลวัน "ยังคงเป็นเสี่ยวหลางที่คิดอ่านได้รอบคอบนัก ถ้าเช่นนั้น... น้องสาวก็หมดหนทางตอบแทนพี่สาวแล้วสิเจ้าคะ?"

โจวซื่อหัวเราะร่วน "ดูเจ้ารำพึงรำพันเข้าสิ คนกันเองทั้งนั้น มีเรื่องอันใดต้องมาคอยตอบแทนกันเล่า ขอเพียงวันหน้ากิจการรุ่งเรืองค้าขายได้กำไรก็พอแล้ว"

แม้ฮุ่ยเหนียงจะไม่ได้ยกเรือนให้โจวซื่อ ทว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองกลับยิ่งแนบแน่นขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เดิมทีพวกนางก็รักใคร่กลมเกลียวสนิทกันดั่งตังเมอยู่แล้ว มาบัดนี้ขอเพียงเสิ่นหมิงจวินไม่กลับเรือน โจวซื่อก็เป็นต้องหอบผ้าหอบผ่อนมานอนร่วมเตียงเป็นเพื่อนฮุ่ยเหนียงอยู่ร่ำไป

(เชิงอรรถผู้แปล: สนิทกันดั่งตังเม ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน 如胶似漆 (หรูเจียวซื่อชี) แปลตรงตัวว่า "ประดุจกาวเฉกเช่นยางรัก" หมายถึง ความสัมพันธ์ที่รักใคร่กลมเกลียวและติดหนึบแนบแน่นจนไม่อาจพรากจากกันได้)

เสิ่นซีนั้นยินดีปรีดายิ่งนัก หากอยู่เรือนตนเอง ข้างกายเขาก็มีเพียงหลินไต้คนเดียว ทว่าพอข้ามมายังเรือนของฮุ่ยเหนียง หลินไต้ก็มักจะมานั่งฟังเขาเล่านิทานพร้อมกับลู่ซีเอ๋อร์ และตกกลางคืนก็นอนขนาบข้างเขาทั้งสองคน เมื่อเทียบกับหลินไต้ที่ค่อนข้างสงวนท่าทีแล้ว ลู่ซีเอ๋อร์กลับไม่สนใจสิ่งใด นางมักจะแสดงความออดอ้อนติดหนึบเสิ่นซีอย่างเปิดเผย ส่งผลให้เสิ่นซีได้นอนกอดเด็กหญิงตัวน้อยที่ตัวหอมกรุ่นเข้านอนทุกค่ำคืน

ช่วงหลายวันหลังจากนั้น โรงพิมพ์ก็ไม่ค่อยยุ่งเท่าใดนัก หลังจากตีพิมพ์สมุดภาพต่อเนื่องเรื่อง 'ถงหลินจ้วน' เล่มหนึ่งและเล่มสองเพิ่มอีกอย่างละห้าร้อยเล่มแล้ว โรงพิมพ์ก็หวนกลับไปใช้รูปแบบการดำเนินกิจการแบบเดิม นั่นคือเน้นตีพิมพ์หนังสือนิทานที่มีแต่ตัวอักษรเป็นหลัก สิ่งเดียวที่แตกต่างออกไปก็คือการปฏิบัติตามข้อเสนอของเสิ่นซี โดยสอดแทรกภาพประกอบเข้าไปตรงกลางเล่มสองสามภาพ

เมื่อหานอู่เหยียเล่านิทานเรื่อง 'ฮ่องสิน' จนจบ นิทานเรื่องนี้ก็ถูกส่งเข้าสู่กระบวนการตีพิมพ์ เมื่อวางจำหน่ายสู่ตลาดก็ได้รับเสียงตอบรับไม่เลวเลยทีเดียว เพียงแต่ผลกำไรอาจไม่งอกเงยเท่ากับการพิมพ์สมุดภาพต่อเนื่องเท่านั้น

เมื่อในตัวอำเภอหนิงฮว่าเริ่มมีสมุดภาพต่อเนื่องเรื่อง 'ถงหลินจ้วน' วางจำหน่าย ความกระหายใคร่รู้ของชาวบ้านที่รอคอยเล่มต่อไปก็พุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เสิ่นซีนอกเหนือจากต้องอาศัยเวลาว่างมารังสรรค์ภาพวาดต้นฉบับของเล่มที่สามและเล่มที่สี่แล้ว เขายังได้เริ่มการ "ทดลอง" สิ่งใหม่ นั่นคือการผสมหมึกพิมพ์ที่มีประสิทธิภาพและติดทนนานยิ่งขึ้น

ยามที่เสิ่นซีริเริ่มแนวคิดที่จะตีพิมพ์สมุดภาพต่อเนื่อง เขาเคยวาดฝันไว้ว่าอยากจะตีพิมพ์สมุดภาพต่อเนื่องสี่สี ให้รูปภาพมีสีสันตระการตา ต่อให้สีสันจะไม่สมจริงจนถึงขีดสุด ทว่าเมื่อมองดูแล้ว ย่อมให้ผลลัพธ์ที่งดงามและดึงดูดสายตากว่าสมุดภาพต่อเนื่องสีขาวดำธรรมดาอย่างแน่นอน

เสิ่นซีตระหนักดีว่า สมุดภาพต่อเนื่องในยามนี้เพิ่งจะอยู่ในช่วงเริ่มต้น ดังนั้นการที่ผู้อื่นจะลอกเลียนแบบจึงเป็นเรื่องยากลำบากยิ่ง ทว่าก็ไม่อาจประมาทฝีมือของช่างพื้นบ้านได้ คาดว่าอีกไม่นานคงมีผู้ที่สามารถลอกเลียนแบบจนสำเร็จได้ ถึงเวลานั้นหากโรงพิมพ์ของพวกเขายังคงดันทุรังพิมพ์แต่สมุดภาพต่อเนื่องสีขาวดำอันแสนจืดชืด ก็คงไม่อาจครองส่วนแบ่งในตลาดได้มากนัก

มีเพียงการพิมพ์สมุดภาพต่อเนื่องสี่สีออกมาเท่านั้น จึงจะบีบให้ช่างฝีมือคนอื่น ๆ ต้องใช้เวลายาวนานในการค้นคว้าและแกะรอย ผลกำไรจากการพิมพ์สมุดภาพต่อเนื่องจึงจะยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุด

ทว่าอดีตชาติของเสิ่นซีนั้นร่ำเรียนมาทางสายศิลป์ จึงไม่ได้มีประสบการณ์ในการผสมหมึกพิมพ์มากนัก อีกทั้งวัตถุดิบทางเคมีหลายอย่างก็ไม่มีในยุคสมัยนี้ จึงทำได้เพียงคลำทางและทดลองไปทีละเล็กละน้อย

สิ่งแรกที่เสิ่นซีนึกถึงคือการแอบลักจำวิชาจากโรงย้อมผ้า โดยให้ฮุ่ยเหนียงไปเชิญช่างย้อมผ้ามา แล้วใช้สมุนไพรผสมกับสีย้อมเพื่อปรับเทียบสี ทว่าเมื่อเสิ่นซีผสมสีเสร็จ กลับพบว่าคุณสมบัติต่าง ๆ ทั้งความข้นหนืด การยึดเกาะ ความคงตัว และระยะเวลาแห้งตัว ล้วนมีปัญหา ไม่สามารถนำมาใช้พิมพ์หนังสือได้เลย

เสิ่นซีประมวลความรู้จากตำราเกี่ยวกับสัดส่วนสูตรหมึกพิมพ์ที่เคยอ่านในชาติก่อน ประกอบกับการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดก็พอจะผสมหมึกพิมพ์ที่ได้มาตรฐานออกมาจนสำเร็จ

เมื่อมีหมึกพิมพ์ที่สามารถใช้งานได้แล้ว ลำดับต่อไปเสิ่นซีก็ทดลองการเพิ่มสีสัน จากเริ่มแรกที่มีเพียงสีดำ สีแดง และสีน้ำเงิน ก็ค่อย ๆ พัฒนาจนในท้ายที่สุดมีครบทั้ง แดง ส้ม เหลือง เขียว คราม น้ำเงิน ม่วง อีกทั้งยังมีสีผสมที่ค่อนข้างสดใสอีกหลายสี ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการในการพิมพ์สมุดภาพต่อเนื่องสี่สีได้อย่างสมบูรณ์

เสิ่นซีใช้สีย้อมสี่สีเหล่านี้ ระบายลงบนภาพต้นฉบับของ 'ถงหลินจ้วน' เล่มที่หนึ่งและเล่มที่สอง ครั้นนำภาพที่ลงสีเสร็จสรรพไปให้ฮุ่ยเหนียงตรวจสอบ ฮุ่ยเหนียงแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง หลังจากเพิ่มสีสันเข้าไปแล้ว สมุดภาพต่อเนื่องก็ยิ่งดูมีชีวิตชีวาน่าติดตามมากขึ้นเป็นกอง เมื่อเปิดอ่านจนจบ ฮุ่ยเหนียงยังคงตกตะลึงจนแทบลืมหายใจไปพักใหญ่

"เสี่ยวหลาง เจ้าทำได้อย่างไรกัน? เจ้าเพิ่งจะทดลองไปได้ไม่นาน เหตุใดจึงทำสำเร็จแล้วเล่า? รีบไปตามแม่ของเจ้ามาเร็วเข้า พวกเราจะได้ปรึกษาหารือกันให้ละเอียด ว่าสมควรจะนำสีสันเหล่านี้ไปใส่ในสมุดภาพต่อเนื่องเมื่อใด?" ฮุ่ยเหนียงแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะผลักดันกรรมวิธีของเสิ่นซีให้กลายเป็นสินค้า เพื่อนำมาซึ่งผลกำไรมหาศาล

เสิ่นซีหัวเราะร่วน "ดูเหมือนท่านน้าจะใจร้อนกว่าข้าเสียอีกนะขอรับ... ตอนนี้การค้นคว้าเพิ่งจะอยู่ในช่วงเริ่มต้น พวกเราพิมพ์สมุดภาพต่อเนื่องแบบเดิมไปก่อนเถิด อย่างไรเสียกำไรก็ยังมีมากพอ รอจนกระทั่งในตลาดเริ่มมีหนังสือละเมิดลิขสิทธิ์โผล่มา คาดว่าถึงตอนนั้นข้าคงสามารถเพิ่มเฉดสีได้มากกว่านี้ กรรมวิธีก็คงครอบคลุมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราค่อยเข็นสมุดภาพต่อเนื่องสี่สีออกสู่ตลาดก็ยังไม่สายขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความวาดหวัง

แทบจะทุกครั้ง เสิ่นซีมักจะนำพาสิ่งที่ทำให้นางตื่นตาตื่นใจอย่างใหญ่หลวงมาให้เสมอ สิ่งนี้ทำให้นางยิ่งมายิ่งรักใคร่เอ็นดูและขาดเสิ่นซีไม่ได้ หลายคราวนางถึงกับมองเสิ่นซีเป็นประหนึ่งผู้ใหญ่ที่สามารถปรึกษาหารือด้วยได้ ซ้ำยังโอนอ่อนผ่อนตามและเชื่อฟังคำพูดของเขาเป็นอย่างยิ่ง

เสิ่นซีกล่าวว่า "ท่านน้าขอรับ เพื่อป้องกันความลับรั่วไหล ครั้งนี้ข้าจึงแยกไปปรึกษาวิธีการผสมกับคนละคน พวกเขามาจากต่างสาขาอาชีพ เป็นการป้องกันระดับพื้นฐานไม่ให้คนนอกล่วงรู้เคล็ดลับสำคัญนี้ขอรับ วันหน้าเวลาพวกเราผสมหมึกพิมพ์สี่สี สูตรผสมข้าจะเป็นคนควบคุมเองทั้งหมด คนในโรงพิมพ์มีหน้าที่แค่พิมพ์อย่างเดียว เช่นนี้ต่อให้มีผู้ใดใช้เงินก้อนโตมาซื้อตัวพวกเขาไป เคล็ดวิชาของพวกเราก็จะไม่รั่วไหลขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับคำ ทว่านางก็ยังคงกังวลใจอยู่บ้าง "เสี่ยวหลาง ต่อให้เจ้ารักษาความลับได้รัดกุมเพียงใด ทว่าอย่างไรเสียพวกเราก็ต้องสั่งซื้อวัตถุดิบ หากผู้อื่นพบเห็น ย่อมคาดเดาได้ว่าพวกเราใช้สิ่งใดมาผสมเป็นหมึกพิมพ์ เช่นนั้นความลับก็ยังคงแตกอยู่ดีมิใช่หรือ?"

"ท่านน้าซุนวางใจได้เลยขอรับ ถึงแม้ว่ายางสน น้ำมันตังอิ๊ว ขี้ผึ้งแร่ และผงถ่านดำ พวกเราจะซื้อมาจากข้างนอกก็จริง แต่มีวัตถุดิบอีกหลายอย่าง จำพวกพืช... หมายถึงพวกสมุนไพร ข้าเบิกมาจากโกดังหลังร้านขายยาโดยตรง ส่วนจะใช้สิ่งใดบ้างนั้น ข้าไม่ได้แพร่งพรายให้กระทั่งท่านน้าซุนล่วงรู้ด้วยซ้ำ ต่อให้พวกเขาสามารถหาสีย้อมมาได้ ก็ทำได้แค่ใช้สำหรับเขียนหนังสือเท่านั้น เคล็ดลับสำคัญในการพิมพ์สมุดภาพต่อเนื่องสี่สี ย่อมยังคงอยู่ในกำมือของพวกเราขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงฟังแล้วก็รู้สึกสับสน เอียงคอมองเสิ่นซี "เสี่ยวหลาง สิ่งเหล่านี้เจ้าเป็นคนคิดค้นขึ้นมาเองทั้งหมดจริงหรือ?"

"จริงสิขอรับ ดังนั้นขอให้ท่านน้าซุนวางใจเถิด ในเมื่อพวกเรามีกรรมวิธีการพิมพ์สมุดภาพต่อเนื่องสี่สีแล้ว ผู้อื่นอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหลายปีในการแกะรอย เวลาหลายปีนี้ ก็เพียงพอให้พวกเรายึดครองตลาดได้แล้ว ต่อให้พวกเขาคิดค้นออกมาได้ สมุดภาพต่อเนื่องของพวกเราก็คงสร้างชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ไปตั้งนานแล้ว พวกเขาคิดจะแย่งชิงก็คงสู้ไม่ได้หรอกขอรับ"

เสิ่นซีได้วาดขนมเปี๊ยะแผ่นใหญ่ให้ฮุ่ยเหนียงอีกแผ่นหนึ่ง ขนมเปี๊ยะแผ่นนี้จะนำพาความมั่งคั่งมาให้อย่างหลั่งไหลไม่ขาดสาย

(เชิงอรรถผู้แปล: วาดขนมเปี๊ยะแผ่นใหญ่ ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน 画大饼 (ฮว่าต้าปิ่ง) หมายถึง การวาดฝันหรือให้ความหวังที่สวยหรูแต่ยังไม่สามารถเป็นจริงได้ในปัจจุบัน)

ดังสำนวนที่ว่า วิชาชีพล้วนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ตอนแรกฮุ่ยเหนียงรู้สึกว่าตนเองบริหารกิจการเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว อย่างไรเสียนางก็อยู่เฝ้าร้านขายยามาหลายปี ประกอบกับเรื่องการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษจนได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติจากราชสำนัก ผู้อื่นต่างขนานนามนางว่า "หมอเทวดาหญิง" ดูเหมือนว่านางสมควรจะหยั่งรากลึกลงในวงการร้านขายยาต่อไป

(เชิงอรรถผู้แปล: วิชาชีพล้วนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (术业有专攻 / ซู่เยี่ยโหย่วจวนกง) วรรคทองจากบทความ "ซือซัว" ของหานอวี้ กวีเอกสมัยราชวงศ์ถัง หมายถึง แต่ละสาขาอาชีพหรือวิชาการ ล้วนต้องอาศัยผู้ที่มีความถนัดและเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้น ๆ อย่างลึกซึ้ง)

ทว่าตอนนี้นางกลับพบว่าการเปิดโรงพิมพ์นั้นมีอนาคตที่กว้างไกลกว่า สิ่งนี้ทำให้นางตกอยู่ในความสับสนอย่างหนัก สรุปแล้วควรจะยืนหยัดทำกิจการร้านขายยาต่อไป หรือว่าจะหันมาจับธุรกิจโรงพิมพ์ดี?

จะควบรวมทำทั้งสองอย่างพร้อมกันย่อมเป็นไปไม่ได้กระมัง!

เมื่อฮุ่ยเหนียงเกิดความคิดนี้ ก็อยากหาคนมาปรึกษาหารือ นางนึกถึงพี่สาวแสนดีอย่างโจวซื่อขึ้นมาเป็นคนแรก

ทว่าช่วงหลายวันนี้เสิ่นหมิงจวินกลับเรือนมาทุกค่ำคืน นางจึงไม่มีโอกาสได้จับเข่าคุยกับโจวซื่อ ทำได้เพียงเก็บงำความกลัดกลุ้มนี้ไว้ในใจอย่างอึดอัดคับข้อง

จบบทที่ ตอนที่ 105 สมุดภาพต่อเนื่องสี่สี

คัดลอกลิงก์แล้ว