เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 104 สองพี่น้องร่วมใจ ดุจทองคำหลอมรวม

ตอนที่ 104 สองพี่น้องร่วมใจ ดุจทองคำหลอมรวม

ตอนที่ 104 สองพี่น้องร่วมใจ ดุจทองคำหลอมรวม


ล่วงเข้าสู่เดือนหก สมุดภาพต่อเนื่องชุดแรกที่สั่งจองล่วงหน้าก็ผลิตเสร็จสิ้นพร้อมส่งมอบ เท่ากับว่าสมุดภาพต่อเนื่องกว่าสองหมื่นเล่มนี้ถูกเข็นออกสู่ตลาดพร้อมกันในคราวเดียว

สมุดภาพต่อเนื่องทั้งสองหมื่นกว่าเล่มนี้คือเรื่อง 'ถงหลินจ้วน' เล่มที่หนึ่งและเล่มที่สอง เนื้อหาแม้จะไม่มากนัก ทว่าด้วยรูปแบบการนำเสนอที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร จึงมีผู้คนจำนวนมากเฝ้ารอคอยที่จะหาซื้อมาเชยชมอยู่ก่อนแล้ว

ทว่าตามข้อตกลง พ่อค้าเร่เหล่านี้ไม่อาจนำสมุดภาพต่อเนื่องชุดนี้มาวางจำหน่ายในอำเภอหนิงฮว่าได้ ทำได้เพียงขนส่งไปขายยังเมืองถิงโจว ตลอดจนเมืองและอำเภอใกล้เคียง หรือหากไกลออกไปอีกก็ต้องส่งไปขายที่เมืองเอกอย่างฝูโจว หรือกระทั่งนครหนานจิง

แม้จะมีสมุดภาพต่อเนื่องจำนวนมหาศาลถูกปล่อยออกสู่ตลาด ทว่าภายในตัวอำเภอหนิงฮว่าก็ยังคงมีเพียงหนึ่งร้อยเล่มแรกที่ถูกปล่อยออกมาในตอนต้นเท่านั้น ในวงการนักสะสมที่ปรารถนาจะเก็บไว้เป็นของสะสมส่วนตัว ราคาได้พุ่งทะยานจากเล่มละห้าสิบเหวินในคราแรก ไปแตะที่สี่ถึงห้าร้อยเหวินแล้ว ทว่าก็ยังคงอยู่ในสภาวะมีราคาแต่ไม่มีของให้ซื้อ

เมื่อการผลิตสมุดภาพต่อเนื่องชุดแรกเสร็จสิ้นลงและเรียกเก็บเงินส่วนที่เหลือกลับมาได้ทั้งหมด เบ็ดเสร็จแล้วทำกำไรไปได้ราวแปดร้อยตำลึง ทว่าเมื่อหักลบกับค่าใช้จ่ายในการขยายขนาดโรงพิมพ์และว่าจ้างคนงานใหม่ ผลกำไรสุทธิที่แท้จริงจึงตกอยู่ที่ราวหกร้อยตำลึง ทว่าตัวเลขนี้ก็ยังคงทะลุเป้าหมายที่ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อคาดการณ์ไว้ไปไกลโข

ท้ายที่สุดแล้ว กิจการนี้เพิ่งจะเริ่มต้นมาได้ไม่ถึงสองเดือน กลับประสบความสำเร็จงดงามถึงเพียงนี้ นับว่าทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำยิ่งกว่าร้านขายยาเสียอีก

ครั้นได้รับเงินตำลึงกลับมา โจวซื่อก็ยิ้มแย้มเบิกบานหัวเราะร่วนจนหุบปากไม่ลงทุกวี่ทุกวัน นางคือผู้ถือหุ้นใหญ่ของโรงพิมพ์ จึงได้รับส่วนแบ่งผลกำไรถึงหกส่วน เพียงระยะเวลาเดือนกว่า ๆ ครอบครัวก็มีเงินเก็บสะสมถึงสามร้อยกว่าตำลึง ทำเอานางรู้สึกเคลิบเคลิ้มหลงใหลจนตัวลอย ทว่าในขณะเดียวกัน นางก็แอบหวั่นเกรงว่าการเก็บเงินจำนวนมหาศาลไว้ในบ้านอาจจะไปสะดุดตาหัวขโมยเข้า

เรื่องนี้นางแอบกระทำการลับหลังสามี ภายในใจจึงพะว้าพะวง เมื่อผ่านพ้นความดีใจไปแล้วก็เริ่มรู้สึกทำตัวไม่ถูก จึงทำได้เพียงไปขอคำปรึกษาจากฮุ่ยเหนียง

ยามไร้เงินก็มีเรื่องให้ทุกข์ใจแบบคนไร้เงิน ยามมีเงินก็มีเรื่องให้กลัดกลุ้มใจแบบคนมีเงิน โจวซื่อเป็นเพียงสตรีชาวบ้านธรรมดาผู้หนึ่ง ก่อนหน้านี้แม้จะได้รับส่วนแบ่งจากร้านขายยาไม่น้อย ทว่าส่วนใหญ่ก็ต้องส่งมอบให้ฮูหยินเฒ่าไปจนสิ้น บัดนี้กอบโกยเงินก้อนโตมาได้ ทว่ากลับต้องปิดบังคนในครอบครัว ชั่วขณะหนึ่งนางจึงไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับเงินก้อนนี้อย่างไรดี

"น้องสาว เอาเช่นนี้ดีหรือไม่... พวกเรางดแบ่งผลกำไรกันชั่วคราว แล้วเก็บเงินก้อนนี้ไว้เป็นทุนรอนเพื่อขยายกิจการโรงพิมพ์ให้ใหญ่โตยิ่งขึ้น เช่นนี้ก็จะยิ่งหาเงินได้มากขึ้น น้องสาวเห็นว่าอย่างไรเล่า?"

ฮุ่ยเหนียงเป็นหญิงแกร่งผู้มีความทะเยอทะยานที่จะแผ่ขยายกิจการ วัน ๆ หนึ่งชีวิตนางไร้ซึ่งสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ จึงทำได้เพียงทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่การบริหารจัดการธุรกิจ เมื่อหาเงินมาได้ ความคิดของนางหาใช่การนำไปกว้านซื้อเรือกสวนไร่นา ทว่ากลับเป็นการขยายกำลังการผลิต จากรูปแบบการบริหารร้านขายยาในก่อนหน้านี้ เสิ่นซีก็พอมองเห็นคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมในข้อนี้ของฮุ่ยเหนียงแล้ว

โจวซื่ออึกอักไม่รู้จะตอบเช่นไร เสิ่นซีจึงได้เสนอความคิดเห็นของตนขึ้นมาแทน "ท่านน้าซุน กิจการโรงพิมพ์ของพวกเราตอนนี้แม้จะดำเนินไปได้ด้วยดี ทว่าก็ไม่อาจขยายกิจการอย่างมืดบอดได้นะขอรับ ตอนนี้ท่านน้าซุนกับท่านแม่หาเงินมาได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเจียดเงินไปซื้อขาดหน้าร้านของร้านขายยาและลานโรงพิมพ์มาเป็นของพวกเราให้จงได้ พวกเราต้องวางรากฐานให้มั่นคงเสียก่อน จึงจะสามารถขยายกิจการต่อไปได้ หากกระทั่งสถานที่ยังต้องเช่าผู้อื่นอยู่ ก็ง่ายที่จะถูกลอบแทงข้างหลังนะขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงตกอยู่ในภวังค์ความคิด เรื่องนี้นางเองก็เคยไตร่ตรองมาก่อนแล้วเช่นกัน

หน้าร้านที่ตั้งอยู่ริมถนนในอำเภอหนิงฮว่านั้นราคาไม่ถือว่าแพงนัก ทว่าหน้าร้านที่โอ่อ่ากว้างขวางและดูเป็นชิ้นเป็นอัน อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าร้อยตำลึง ส่วนพื้นที่ของโรงพิมพ์แม้จะไม่ได้ตั้งอยู่ริมถนน ทว่าหลังจากขยายพื้นที่มาหลายหน ขนาดพื้นที่ก็กว้างขวางไม่เบา หากรวมมูลค่าแล้วก็คงตกอยู่ที่ราว ๆ ร้อยตำลึงเช่นกัน เดิมทีฮุ่ยเหนียงเพียงแค่คิดจะเช่าสถานที่ไว้ทำธุรกิจ เพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนในมือมากขึ้น ทว่าครั้นได้ฟังคำกล่าวของเสิ่นซี อุดมการณ์ในการทำธุรกิจของนางก็เริ่มสั่นคลอน

"ตกลงตามนั้นเถิด อย่างไรเสียกำไรในคราวนี้ก็ถือว่ากอบโกยมาได้ไม่น้อย ต่อให้เจียดไปซื้อขาดสถานที่ ก็ยังมีเงินทุนหมุนเวียนเหลืออยู่อีกมาก"

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ ทอดสายตามองเสิ่นซีด้วยความเปี่ยมล้นไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู การที่คนผู้หนึ่งหาเงินได้นั้นมิใช่เรื่องน่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือผู้ที่หาเงินมาได้แล้วยังรู้จักค่อยเป็นค่อยไป ไม่ยอมปล่อยให้การกระทำอันมืดบอดเพียงชั่ววูบมาเป็นเหตุให้ตึกสูงถล่มทลาย ในสายตาของนาง การที่เสิ่นซีในวัยเพียงเท่านี้กลับมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลถึงเพียงนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งนัก

(เชิงอรรถผู้แปล: ตึกสูงถล่มทลาย (大厦倾覆) สำนวนจีนเปรียบเปรยถึง ความล่มสลายของกิจการ องค์กร หรือโครงสร้างที่เคยยิ่งใหญ่และมั่นคง)

เสิ่นซีส่งยิ้มกว้างให้นาง "ท่านน้าขอรับ วันหน้าเงินทุนของพวกเราจะมีแต่จะคล่องมือขึ้นเรื่อย ๆ ท่านลองดูโรงพิมพ์นั่นสิขอรับ ตอนนี้ก็เดินเครื่องพิมพ์หนังสืออยู่ทุกวี่ทุกวัน เดี๋ยวพอเข็นสมุดภาพต่อเนื่องออกไปขายอีก ก็ยิ่งมีเงินตำลึงหลั่งไหลเข้ามาให้กอบโกย... พวกเราต้องกำจัดภัยแฝงเหล่านี้ให้สิ้นซากเสียก่อน วันหน้าเวลาจะขยายกิจการจะได้ไม่ต้องมามัวห่วงหน้าพะวงหลังอย่างไรเล่าขอรับ"

โจวซื่อเอ่ยด้วยท่าทีที่ยังคงเจือความกังวล "น้องสาว เงินก้อนนี้มันช่างลวกมือเสียนี่กระไร หากไม่ปริปากบอกเจ้าคนไร้มโนธรรมที่บ้าน ก็อดรู้สึกผิดต่อเขาไม่ได้ ทว่าหากบอกเขาไป เขาก็คงต้องฉกเงินก้อนนี้ไปอุดรอยรั่วให้เพิงน้ำชาเป็นแน่ เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน เก็บเงินก้อนนี้ไว้ในบัญชีก่อนก็แล้วกัน หากมีเรื่องอันใดต้องใช้สอย น้องสาวก็เพียงแค่มาบอกกล่าวให้ข้าล่วงรู้ก็พอ"

ฮุ่ยเหนียงรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน "พี่สาวกล่าวอันใดเช่นนั้นเจ้าคะ นี่คือเงินที่พี่สาวตรากตรำหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของท่านเองเชียวนะเจ้าคะ"

โจวซื่อมีสีหน้าละอายใจ "น้องสาวกำลังล้อข้าเล่นเป็นแน่... ข้าก็เป็นแค่สตรีชาวบ้านธรรมดา ๆ ผู้หนึ่ง เรี่ยวแรงจะไปแบกหามทำเรื่องหนักหนาก็ไม่มี ทำได้แค่เพียงคอยเฝ้าหน้าร้านให้เท่านั้น อันที่จริงทั้งร้านขายยาและโรงพิมพ์นี้ก็แทบจะไม่เกี่ยวกับข้าเลย ทว่าน้องสาวกลับยอมแบ่งเงินให้ข้าทั้งสองทาง ข้ารับไว้ด้วยความรู้สึกไม่สบายใจเลยจริง ๆ น่าเสียดายที่เพิงน้ำชาของครอบครัวข้าดันตกไปอยู่ในเงื้อมมือของผู้อื่นเสียแล้ว มิเช่นนั้นอย่างน้อยพี่สาวผู้นี้ก็คงจะได้ชื่อว่าเป็นหลงจู๊ของเพิงน้ำชาบ้าง"

ฮุ่ยเหนียงเม้มริมฝีปากแย้มยิ้ม ปรายตามองเสิ่นซีด้วยสายตาที่อ่อนโยนและเอ็นดู "หากจะกล่าวถึงความดีความชอบอันดับหนึ่ง อย่างไรเสียก็ต้องจดบันทึกไว้ให้เสี่ยวหลางแต่เพียงผู้เดียวเจ้าค่ะ หากไม่ใช่เพราะตอนที่เกิดโรคระบาด พวกเราออกไปปลูกฝีให้ชาวบ้าน มีหรือที่ชาวบ้านจะยังคงจดจำความดีของพวกเราไว้? แล้วจะแวะเวียนมาอุดหนุนกิจการของพวกเราได้อย่างไรกัน?"

"กิจการโรงพิมพ์ในครานี้ ก็ได้เสี่ยวหลางเป็นคนออกความคิด จากนั้นก็วิ่งวุ่นจัดการทั้งงานนอกงานในจนประสบความสำเร็จอย่างในวันนี้ หากจะกล่าวว่าละอายใจ สมควรเป็นน้องสาวผู้นี้มากกว่าเจ้าค่ะ จู่ ๆ ก็ได้รับของขวัญชิ้นใหญ่จากครอบครัวของพี่สาวถึงเพียงนี้ ช่างไม่รู้ว่าจะตอบแทนอย่างไรดีจริง ๆ"

เสิ่นซีเบะปากอยู่ด้านข้าง นึกค่อนแคะอยู่ในใจว่า เช่นนั้นท่านก็พลีกายทดแทนคุณเสียเลยสิ ทว่าวาจาพรรค์นี้ หาใช่สิ่งที่เด็กตัวเล็ก ๆ อย่างเขาจะสามารถเอื้อนเอ่ยออกมาได้จริง ๆ

(เชิงอรรถผู้แปล: พลีกายทดแทนคุณ ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน 以身相许 (อี่เซินเซียงสวี่) หมายถึง การที่สตรีมอบร่างกายและจิตใจ หรือยอมแต่งงานด้วยเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณอันใหญ่หลวง)

โจวซื่อมีสีหน้าขวยเขิน "หากมิใช่เพราะตอนที่ครอบครัวพวกเราเข้าตาจน ได้น้องสาวเมตตารับให้อยู่อาศัย ก็คงไม่มีพวกเราในวันนี้หรอก จะว่าไปแล้ว ล้วนเป็นวาสนาชะตาต้องกัน บางทีอาจเป็นสวรรค์เบื้องบนที่ลิขิตให้สองครอบครัวของเราได้พานพบ รู้ใจ และคอยดูแลซึ่งกันและกันกระมัง"

สองพี่น้องต่างเอ่ยรำลึกบุญคุณซึ่งกันและกัน บรรยากาศช่างอบอุ่นละมุนละไมยิ่งนัก

จากนั้น เสิ่นซีจึงหันมาปรึกษาหารือกับฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อต่อ ถึงเรื่องการกระจายสินค้าสมุดภาพต่อเนื่องในตัวอำเภอหนิงฮว่า

เมื่อสมุดภาพต่อเนื่องในส่วนที่สั่งจองล่วงหน้าถูกตีพิมพ์จนเสร็จสิ้นแล้ว ลำดับต่อไปโรงพิมพ์ก็จำต้องตีพิมพ์สมุดภาพต่อเนื่องอีกชุดหนึ่งเพื่อส่งไปวางขายตามร้านหนังสือในตัวเมือง เป็นการตอบสนองความต้องการของชาวบ้านในท้องถิ่น

เสิ่นซีเคยสำรวจกำลังซื้อของชาวบ้านในอำเภอหนิงฮว่ามาแล้ว เขาประเมินว่าสมุดภาพต่อเนื่องแต่ละเล่ม ในตัวอำเภอหนิงฮว่าตลอดจนตำบลและหมู่บ้านโดยรอบ จะสามารถรองรับได้ไม่เกินหกร้อยเล่ม ก่อนหน้านี้ได้ตีพิมพ์ออกไปแล้วหนึ่งร้อยเล่ม ยามนี้จึงต้องการเพียงตีพิมพ์เพิ่มอีกห้าร้อยเล่ม ตลาดก็แทบจะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

เมื่อเสิ่นซีชี้แจงความคิดของตนออกมา โจวซื่อก็เป็นคนแรกที่โพล่งแสดงความไม่เห็นด้วย "ไอ้เด็กทึ่ม ก่อนหน้านี้ที่สั่งจองออกไปแต่ละชุดตั้งเป็นหมื่น ๆ เล่ม มาตอนนี้พวกเราตีพิมพ์ขายเอง กลับพิมพ์แค่ห้าร้อยเล่มเนี่ยนะ?"

เสิ่นซีพยักหน้ารับ "ท่านแม่ อำเภอหนิงฮว่าของเราเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ หากไม่อยากขาดทุนพวกเราก็ต้องพิมพ์ให้น้อยเข้าไว้ขอรับ หากของสิ่งนี้ทะลักเข้าสู่ตลาดในคราวเดียวมากจนเกินไป ก็จะสร้างภาพลวงตาว่ามีสินค้าค้างโกดัง ทางร้านหนังสือก็จะพากันหั่นราคาเพื่อระบายสินค้าออกไปให้หมด และเมื่อใดที่สมุดภาพต่อเนื่องในอำเภอหนิงฮว่าราคาตก พ่อค้าเร่ที่ยอมควักกระเป๋าจ่ายในราคาสูงลิ่วเพื่อซื้อสมุดภาพจากพวกเราไปก่อนหน้านี้ ก็จะเกิดความรู้สึกว่าตนเองเสียเปรียบ ครั้นจะกลับมาสั่งสินค้าจากเราอีกก็จะต้องหาทางกดราคา... พ่อค้าเร่เหล่านั้นต่างหากเล่าที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ในกิจการสมุดภาพต่อเนื่องของพวกเรา พวกเราจะเห็นแก่ได้เล็กน้อยจนสูญเสียการใหญ่ไม่ได้เด็ดขาดนะขอรับ"

โจวซื่อขมวดคิ้วมุ่น "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้เจ้าถึงได้ใช้น้ำเสียงแข็งกร้าวพูดจากับพวกเขานักเล่า?"

ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับเข้าใจเจตนานี้เป็นอย่างดี "พี่สาวอย่าได้ตำหนิเสี่ยวหลางเลยเจ้าค่ะ เสี่ยวหลางทำถูกต้องแล้ว หากปล่อยให้คนพวกนั้นกุมความได้เปรียบ กำไรของพวกเราก็คงถูกกดจนเหลือเพียงน้อยนิด ตอนนี้พวกเรามีความจำเป็นต้องพึ่งพาพ่อค้าต่างถิ่นมาช่วยระบายสินค้าก็จริง ทว่าต่อหน้าพวกเขาก็ไม่อาจแสดงออกให้ล่วงรู้ได้ว่าพวกเราต้องพึ่งพิงพวกเขา"

"นี่... นี่..." เดิมทีโจวซื่อหมายมั่นจะดุด่าเสิ่นซีให้หนำใจสักตั้ง ทว่าครั้นได้ยินฮุ่ยเหนียงเอ่ยเช่นนั้น ใบหน้าของนางก็พลันแดงซ่านขึ้นมาทันที "ยังคงเป็นน้องสาวที่เชี่ยวชาญการค้าขายกว่า เช่นนั้นก็พิมพ์เท่านี้ไปก่อนก็แล้วกัน"

ฮุ่ยเหนียงคลี่ยิ้มบาง ๆ เบนสายตาไปทางเสิ่นซีพลางเอ่ยถาม "แล้วเสี่ยวหลางคิดว่า กิจการนี้ของพวกเราจะรุ่งเรืองไปได้อีกนานเท่าใดหรือ?"

ใบหน้าของเสิ่นซีฉายแววลำพองใจอยู่หลายส่วน "ขอเพียงพ่อค้าเร่เหล่านั้นขนสมุดภาพต่อเนื่องไปขายยังต่างถิ่นแล้วทำยอดขายได้ดี กอบโกยกำไรได้ พวกเขาย่อมต้องหวนกลับมาจ้างพวกเราพิมพ์อีกอย่างแน่นอนขอรับ พวกเราเพียงแค่รักษาปริมาณสินค้าในอำเภอหนิงฮว่าให้อยู่ในสภาวะที่ผลิตไม่ทันต่อความต้องการ รักษาระดับราคาให้คงที่ เมื่อพ่อค้าเร่เหล่านั้นกลับมาพบเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ก็จะยังคงสั่งจองสินค้าจากพวกเราในราคาเดิม ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีผู้คนมากมายมองเห็นว่าธุรกิจนี้ทำกำไรได้งาม ก็จะพากันแห่แหนตามมาอุดหนุน ถึงเวลานั้นพวกเรายังสามารถขยับราคาขายขึ้นไปได้อีกหน่อยด้วยซ้ำขอรับ"

"อะไรนะ!? ไอ้เด็กนี่ เจ้ายังคิดจะขยับราคาขึ้นไปอีกหรือ? ต้นทุนพิมพ์สมุดภาพของเราตกเล่มละแค่หกเจ็ดเหวิน เจ้าเรียกเก็บเขาตั้งห้าสิบเหวินยังไม่รู้จักพออีก นี่มันเข้าข่ายหลอกลวงต้มตุ๋นชาวบ้านแล้วมิใช่หรือ?"

แม้โจวซื่อจะมองว่าการหาเงินได้มากเป็นเรื่องดี ทว่าลึก ๆ กลับรู้สึกว่าหากกอบโกยมากจนเกินงามอาจจะโดนสวรรค์ลงทัณฑ์เอาได้

เสิ่นซีเอ่ยอธิบายด้วยท่าทีจริงจัง "ท่านแม่ สิ่งนี้เขาเรียกว่า สินค้าผูกขาด ผู้ขายย่อมเป็นใหญ่ ขอรับ สมุดภาพต่อเนื่องมีเพียงพวกเราที่ผลิตได้ พวกเขาอยากซื้อก็ซื้อ ไม่อยากซื้อก็ช่างประไร แต่ในทางกลับกัน หากพิมพ์ออกมาแล้วไม่มีใครอ่าน พวกเขานำไปขายไม่ออก ต่อให้พวกเราไปคุกเข่าอ้อนวอน พวกเขาก็คงไม่ชายตาแลหรอกขอรับ ท้ายที่สุดแล้ว กรรมวิธีการผลิตนี้ก็ใช่ว่าจะปิดบังความลับไปได้ตลอด ฉวยโอกาสที่คนอื่นยังคลำทางไม่ถูก พวกเรารีบกอบโกยเงินก้อนโตให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเสียรวดเดียวเลยดีกว่าขอรับ"

โจวซื่อถึงกับเดาะลิ้น "ไอ้เด็กเหม็นเอ๊ย ไม่รู้จริง ๆ ว่าไปสรรหาแผนการเจ้าเล่ห์พวกนี้มาจากที่ใดเสียมากมาย"

จบบทที่ ตอนที่ 104 สองพี่น้องร่วมใจ ดุจทองคำหลอมรวม

คัดลอกลิงก์แล้ว