- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 103 ความทะเยอทะยานที่จะขยายกิจการ
ตอนที่ 103 ความทะเยอทะยานที่จะขยายกิจการ
ตอนที่ 103 ความทะเยอทะยานที่จะขยายกิจการ
สิ่งที่เสิ่นซีต้องทำคือการป้องกันการคัดลอกเถื่อนอย่างเด็ดขาด เพื่อรับประกันผลกำไรของโรงพิมพ์ให้ได้มากที่สุด เขาสามารถรับบทบาทเป็นผู้จัดจำหน่าย แล้วมอบอำนาจในการกำหนดราคาขายปลีกให้กับร้านหนังสือและพ่อค้าคนกลาง ปล่อยให้พวกเขาทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่าย
พ่อค้าเร่วัยกลางคนได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าลังเลใจ ในใจลอบดีดลูกคิดรางแก้วว่า หากไม่สามารถรวบอำนาจการพิมพ์และการจัดจำหน่ายไว้ในกำมือตนเองได้ การเป็นเพียงแค่ตัวแทนจำหน่ายย่อมต้องถูกผู้จัดจำหน่ายคอยควบคุมบีบบังคับอยู่ร่ำไป ราคาขายท้ายที่สุดก็กำหนดได้ยากยิ่ง หากตั้งราคาสูงไปผู้อื่นก็ไม่อยากซื้อ หากตั้งราคาต่ำไปกำไรก็หดหาย สู้ไปลักลอบพิมพ์เถื่อนเพื่อลงทุนน้อยกำไรงามยังจะคุ้มค่าเสียกว่า
"ลู่ฮูหยินเห็นพ้องกับคำกล่าวของหลงจู๊น้อยหรือไม่ขอรับ?" เมื่อพ่อค้าเร่วัยกลางคนเห็นว่าเสิ่นซีรับมือยาก จึงคิดจะหันไปหาช่องทางจากฮุ่ยเหนียงแทน
เดิมทีทุกคนล้วนคิดว่าครอบครัวแม่ม่ายลูกกำพร้าเช่นนี้น่าจะหลอกรับประทานได้ง่ายดาย ใครจะไปรู้ว่าพอมาถึงหน้าประตูบ้านกลับต้องมาเจอตอชิ้นใหญ่เข้าเสียแล้ว
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้าแย้มยิ้ม "คำพูดของหลงจู๊น้อย ก็คือคำพูดของพวกเรา หากท่านไม่ยินยอม เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเจรจากันอีกแล้วเจ้าค่ะ"
พ่อค้าเร่วัยกลางคนหันหน้ากลับไปสุมหัวปรึกษาหารือกับพรรคพวก
พ่อค้าเร่เหล่านี้ล้วนบุกป่าฝ่าดง ทำอาชีพซื้อมาขายไป คบหาสมาคมกับผู้คนกว้างขวาง หลังจากสอบถามความเห็นของแต่ละรายจนกระจ่างชัดแล้ว พ่อค้าเร่วัยกลางคนในฐานะตัวแทนจึงเอ่ยถามขึ้นอีกครา "มิทราบว่าสมุดภาพเหล่านี้ หากขายส่งให้พวกเรา จะคิดราคาเล่มละเท่าใดหรือขอรับ?"
(เชิงอรรถผู้แปล: บุกป่าฝ่าดง ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน 走南闯北 (โจ่วหนานฉวงเป่ย) แปลตรงตัวว่า "ล่องใต้ทะลวงเหนือ" หมายถึง เดินทางรอนแรมไปทั่วทุกสารทิศเพื่อดิ้นรนหาเลี้ยงชีพและสั่งสมประสบการณ์ชีวิต)
เสิ่นซีชูฝ่ามือเล็ก ๆ ขึ้นมาโบกไปมา "ห้าสิบเหวินขอรับ"
"เช่นนั้นก็ไม่เท่ากับราคาที่วางขายตามร้านหนังสือในเมืองหรอกหรือ?" พ่อค้าเร่วัยกลางคนแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่ง
เสิ่นซีเอ่ยอธิบายอย่างฉะฉานมีหลักการ "หากเถ้าแก่ท่านนี้เห็นว่าร้านหนังสือขายถูกกว่า ก็สามารถไปซื้อที่ร้านหนังสือได้ขอรับ แต่ร้านหนังสือเหล่านั้นก็รับของไปจากเราเช่นกัน... วันหน้าสมุดภาพต่อเนื่องทุกเล่มของเราจะส่งออกในราคาห้าสิบเหวิน พวกเราจะไม่มีการขายปลีก ในขณะเดียวกันหากสั่งซื้อในจำนวนที่น้อยเกินไป พวกเราก็จะกำหนดราคาไว้ที่ห้าสิบห้าเหวิน หรืออาจจะถึงหกสิบเหวินด้วยซ้ำ ส่วนพวกท่านจะขนส่งไปขายต่างถิ่นในราคาเท่าใดนั้น ย่อมไม่กงการอะไรของพวกเราขอรับ"
พ่อค้าเร่วัยกลางคนแค่นหัวเราะหยัน "เจ้าไม่กลัวว่าผู้อื่นจะไม่ยอมรับสินค้า แล้วสุดท้ายต้องเหลือค้างเน่าเสียคามือหรือ?"
รอยยิ้มของเสิ่นซียิ่งเจิดจ้าขึ้นกว่าเดิม "เถ้าแก่ท่านนี้กล่าวผิดแล้วขอรับ สิ่งที่พวกเราขายคือหนังสือ มิใช่สินค้าจำพวกใบชาหรือข้าวสารที่ผ่านพ้นฤดูหนาวไปแล้วจะเกิดเชื้อรา อีกทั้งยังมีเรื่องความเก่าใหม่มาแบ่งแยก ขอเพียงเก็บรักษาไว้ให้ดี ต่อให้ผ่านไปสิบกว่าปีหรือหลายสิบปีก็ไม่มีวันเน่าเปื่อยเสื่อมสภาพ ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่มีผู้ใดมารับสินค้า พวกเราก็สามารถเปิดร้านขายเอง หรือไม่ก็ว่าจ้างคนให้นำหนังสือไปเร่ขายต่างถิ่น ถึงเวลานั้นพวกเรากลับจะกอบโกยกำไรได้มากกว่าเดิมเสียอีกขอรับ"
สีหน้าของพ่อค้าเร่วัยกลางคนดูไม่ได้เอาเสียเลย เขารู้สึกว่าตนเองประเมินความสามารถในการค้าขายของคนในครอบครัวนี้ต่ำเกินไป คำพูดประโยคนี้ของเสิ่นซี หากไม่ผ่านการใคร่ครวญไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วน ผู้ใดเล่าจะยอมเชื่อว่าเป็นคำพูดของเด็ก?
"เช่นนั้นหากพวกเรารับสมุดภาพต่อเนื่องกลับไปแล้วเกิดขายไม่ออก จะสามารถนำมาคืนได้หรือไม่?"
"ย่อมไม่ได้เด็ดขาดขอรับ หนังสือขายขาดให้พวกท่านไปแล้ว ปกติสินค้าที่พวกท่านปล่อยขายออกไป หากผู้อื่นนำไปขายแล้วขาดทุน พวกท่านจะยอมรับซื้อคืนในราคาเดิมหรือขอรับ?"
เสิ่นซีโต้กลับอย่างตาต่อตาฟันต่อฟัน "ทว่าพวกเราสามารถรับประกันได้ว่า ขอเพียงพวกท่านวางเงินมัดจำไว้ ในพื้นที่เดียวกันนั้นจะไม่มีร้านค้าแห่งที่สองได้รับสิทธิ์จากเราอย่างแน่นอน วันหน้าในเขตพื้นที่ที่พวกท่านดูแล ก็จะถือเป็นการผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว ผลกำไรย่อมไม่น้อยเลยทีเดียวขอรับ"
สิ่งที่เสิ่นซีนำเสนอคือแนวคิดของตัวแทนจำหน่ายและการค้าแบบผูกขาด แม้ในยุคสมัยนี้จะยังไม่มีแนวคิดเช่นนี้ ทว่ากลุ่มคนที่รอนแรมบุกป่าฝ่าดงเหล่านี้เพียงได้ฟังก็กระจ่างแจ้งแก่ใจทันที
หากสามารถผูกขาดกิจการสมุดภาพต่อเนื่องในเขตพื้นที่หนึ่งได้จริง ย่อมเป็นหลักประกันผลกำไรได้อย่างแน่นอน ทว่าปัญหาคือเกรงว่าผู้อื่นจะทำการคัดลอกเถื่อน หรือมีผู้ลอกเลียนแบบมากจนเกินไป
"วันหน้าสมุดภาพต่อเนื่องของเราจะมีเครื่องหมายป้องกันการปลอมแปลงและคัดลอกเถื่อน นั่นก็คือการประทับลวดลายพิเศษลงไป ผู้อื่นคิดจะปลอมแปลงย่อมยากลำบากยิ่ง เมื่อใดที่พวกเราสร้างชื่อเสียงของสมุดภาพต่อเนื่องจนโด่งดังได้สำเร็จ ชาวบ้านทั่วไปก็จะยอมรับเพียงสมุดภาพของเราว่าเป็นของแท้ ยิ่งไปกว่านั้นกรรมวิธีของพวกเราก็ล้ำหน้า ต่อให้ผู้อื่นจะลอกเลียนแบบ ก็เป็นเพียงแค่เดินตามก้นผู้อื่น หาได้เข้าถึงแก่นแท้ไม่"
(เชิงอรรถผู้แปล: เดินตามก้นผู้อื่น ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน 邯郸学步 (หานตานเสวียปู้) แปลตรงตัวว่า "เรียนวิธีเดินแบบชาวหานตาน" หมายถึง การลอกเลียนแบบผู้อื่นอย่างงมงายจนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง หรือการเลียนแบบที่ไม่ได้เรื่อง)
คำพูดของเสิ่นซีนั้นตรงประเด็นและสมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังช่วยชี้แนะช่องทางทำมาหากินให้กับพ่อค้าเร่เหล่านี้ เมื่อคนกลุ่มนี้ปรึกษาหารือกันแล้ว แม้จะยังไม่ค่อยเต็มใจนัก ทว่าท้ายที่สุดก็ยอมตอบตกลง
คืนนั้นจึงได้มีการลงนามในสัญญาการสั่งซื้อ แม้จะมีพ่อค้าเร่รวมกันเพียงสิบกว่าราย ทว่าการสั่งจองล่วงหน้าในคราเดียวกลับสูงถึงสองหมื่นกว่าเล่ม
ตามข้อเรียกร้องของเสิ่นซี สมุดภาพต่อเนื่องทุกเล่มจำต้องวางเงินมัดจำครึ่งหนึ่ง เพื่อใช้เป็นต้นทุนในการพิมพ์และป้องกันการกลับคำ
หลังจากนั้น พ่อค้าเร่เหล่านี้จึงส่งคนกลับไปเบิกเงินตำลึง เพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย ฮุ่ยเหนียงเองก็เชิญช่างฝีมือจากโรงพิมพ์มาช่วยคุ้มกันด้วย
เมื่อเงินถูกส่งมาถึง มีทั้งเงินแท่งของทางการที่หล่อสำเร็จรูป และยังมีเหรียญทองแดงที่บรรจุมาเป็นหีบ ๆ รวมเบ็ดเสร็จแล้วมีเงินมากถึงห้าร้อยกว่าตำลึง กระทั่งฮุ่ยเหนียงผู้เคยผ่านโลกมามาก เมื่อได้เห็นก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นจนเลือดในกายพลุ่งพล่าน
"ทุกท่านขอรับ เนื่องจากสมุดภาพต่อเนื่องที่พวกท่านสั่งจองเป็นคนละเล่มกัน ข้าจึงจำเป็นต้องตักเตือนพวกท่านไว้ก่อนว่า สินค้าที่สั่งจองอาจต้องใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าจึงจะแล้วเสร็จ ทว่าในเมื่อพวกเรายอมรับคำสั่งซื้อของพวกท่านแล้ว ก่อนที่จะผลิตสินค้าให้พวกท่านจนครบ พวกเราจะไม่แยกนำออกไปวางขายที่อื่นอย่างแน่นอน ในจุดนี้พวกท่านวางใจได้เลยขอรับ"
เสิ่นซีแผ่กลิ่นอายความเป็นผู้นำราวกับผู้กุมบังเหียน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นองอาจผ่าเผย
พ่อค้าเร่เหล่านี้ต่างมีสีหน้าขัดเคืองใจ การถูกบีบบังคับให้วางเงินมัดจำล่วงหน้า ทั้งยังต้องยอมรับความล่าช้าในการส่งมอบสินค้า ดูเหมือนจะน่าอัปยศอดสูจนเกินไป ทว่าอย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นตลาดของผู้ขาย ทั่วทั้งแผ่นดินมีเพียงที่แห่งนี้เท่านั้นที่สามารถพิมพ์สมุดภาพต่อเนื่องได้ เมื่อมีนิทานชั้นยอดเป็นเค้าโครง ย่อมไม่ต้องกลัวว่าในภายภาคหน้าสมุดภาพต่อเนื่องจะขายไม่ได้ราคาดี ภายใต้เงื่อนไขสำคัญของพ่อค้าที่มุ่งแสวงหาผลกำไร พวกเขาจึงทำได้เพียงกลืนเลือดลงคอยอมทนรับสภาพไป
(เชิงอรรถผู้แปล: กลืนเลือดลงคอ ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน 忍气吞声 (เหริ่นชี่ทุนเซิง) แปลตรงตัวว่า "กลั้นลมหายใจกลืนเสียง" หมายถึง การกล้ำกลืนฝืนทนต่อความไม่เป็นธรรมหรือความขุ่นเคืองโดยไม่กล้าส่งเสียงโต้แย้ง)
เมื่อพ่อค้าเร่เหล่านี้จากไป คนของทั้งสองครอบครัวตลอดจนช่างพิมพ์หลายคนที่ถูกเรียกตัวมา ต่างจ้องมองกองเงินตำลึงตรงหน้าด้วยความรู้สึกราวกับตกอยู่ในห้วงความฝัน
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยชื่นชม "โรงพิมพ์แห่งนี้เดิมทีเป็นเพียงกิจการทำกันเล็ก ๆ น้อย ๆ นึกไม่ถึงเลยว่าจู่ ๆ จะกอบโกยเงินตำลึงมาได้มากมายถึงเพียงนี้"
เสิ่นซีกล่าวว่า "ท่านน้าซุน เงินตำลึงก้อนนี้จุดประสงค์หลักคือเพื่อใช้ขยายกิจการ อีกอย่างคือเพื่อนำไปตกรางวัลให้แก่ช่างพิมพ์ให้มากขึ้น เพื่อให้ทุกคนมีแรงจูงใจในการทำงานขอรับ"
เมื่อฮุ่ยเหนียงเห็นว่าช่างพิมพ์หลายคนพอได้เห็นเงินตำลึงก็มีดวงตาเป็นประกายวาววับ บางคนถึงขั้นน้ำลายสออยู่ที่มุมปาก นางก็เข้าใจเจตนาได้ในทันที จึงพยักหน้ารับ "เสี่ยวหลางกล่าวได้ถูกต้อง พวกเราจะเอาเปรียบช่างฝีมือและคนงานไม่ได้เป็นอันขาด ช่างหลี่ว์ ท่านจงนำเงินก้อนนี้กลับไปแบ่งปันให้ทุกคนเสียเถิด ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกเราจะต้องเร่งมือทำงานกันทั้งวันทั้งคืน ค่าแรงของทุกคนก็จะปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน"
ช่างพิมพ์หลายคนต่างขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า รับเงินตำลึงแล้วพากันกลับไปแบ่งสรรปันส่วน
เสิ่นซีกลับรู้สึกกังวลใจอยู่ลึก ๆ อย่างไรเสียเขาก็อายุยังน้อยเกินไป กรรมวิธีบางอย่างไม่อาจลงมือปฏิบัติได้ด้วยตนเอง จึงทำได้เพียงถ่ายทอดให้ช่างพิมพ์เหล่านี้ หากพวกเขาเห็นแก่ผลประโยชน์จนลืมคุณธรรม หันไปสวามิภักดิ์กับพ่อค้าเร่เหล่านั้น สิ่งที่ทุ่มเททำมาทั้งหมดก็ย่อมสูญเปล่า ดังนั้น การผูกมิตรซื้อใจช่างฝีมือเหล่านี้จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด
เชิงอรรถผู้แปล: เห็นแก่ผลประโยชน์จนลืมคุณธรรม (见利忘义) สำนวนจีนหมายถึง การละทิ้งความถูกต้องหรือคุณธรรมเมื่อเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน)
เมื่อเสิ่นซีนำความกังวลของตนไปบอกเล่าให้ฮุ่ยเหนียงฟัง บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงก็ประดับด้วยความกลัดกลุ้มเช่นกัน ทว่าในยามนี้ทำได้เพียงเพิ่มค่าแรงให้ช่างเหล่านั้นเพื่อผูกใจพวกเขาเอาไว้ นอกเหนือจากนี้ก็ไร้หนทางอื่นใด
"เสี่ยวหลาง เจ้าไม่ต้องกังวลจนเกินไปนักหรอก ช่างพิมพ์เหล่านั้นแม้จะมีความเสี่ยงที่จะถูกผู้อื่นดึงตัวไป แต่เจ้าอย่าลืมสิว่า ภาพเหล่านี้เจ้าเป็นคนวาด พวกเราพิมพ์สมุดภาพต่อเนื่อง ก็ยังต้องพึ่งพาให้เจ้าเป็นคนวาดต้นฉบับอยู่ดีมิใช่หรือ? ขอเพียงหลงจู๊น้อยอย่างเจ้าไม่แปรพักตร์ ต่อให้คนพวกนี้จากไป ร้านของพวกเราก็ยังคงเจริญรุ่งเรืองดังเดิม"
ฮุ่ยเหนียงหัวเราะพลางใช้นิ้วชี้จิ้มหน้าผากเสิ่นซีเบา ๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความรักใคร่เอ็นดูอยู่หลายส่วน
เสิ่นซีตบหน้าอกตนเองแปะ ๆ "แหม ท่านน้าซุนพูดเสียจนข้าเริ่มจะหวั่นไหวแล้วสิขอรับ ไม่สู้ว่าวันหน้าหากพวกเขามาอีก ข้าลองเจรจากับพวกเขาดี ๆ ให้พวกเขาซื้อตัวข้าไปเสียเลยดีหรือไม่ขอรับ"
โจวซื่อหัวเราะพลางด่าทอ "ไอ้เด็กเหม็น สามวันไม่ตีก็กำเริบเสิบสาน หากเจ้ามีดีก็ลองดูสิ!"
(เชิงอรรถผู้แปล: สามวันไม่ตีก็กำเริบเสิบสาน ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน 三天不打,上房揭瓦 (ซานเทียนปู้ต๋า, ซ่างฝางเจียว๋า) แปลตรงตัวว่า "สามวันไม่ตี ขึ้นไปรื้อกระเบื้องบนหลังคา" หมายถึง เด็กที่ดื้อรั้นซุกซน หากปล่อยปละละเลยไม่ดุด่าว่ากล่าวเพียงไม่กี่วันก็จะกำเริบสร้างเรื่องวุ่นวาย)
เจรจาการค้าเสร็จสิ้น สิ่งที่เหลือก็คือการนั่งลงคำนวณต้นทุนและวางแผนว่าจะจัดการกับคำสั่งซื้อเหล่านี้อย่างไร เมื่อมีคำสั่งซื้อก้อนนี้เข้ามา ขั้นตอนต่อไปย่อมต้องขยายขนาดของโรงพิมพ์อย่างแน่นอน
เสิ่นซีวิเคราะห์ว่า "หากคำนวณจากการเริ่มต้นพิมพ์ที่หนึ่งพันเล่ม ด้วยราคากระดาษและหมึกพิมพ์ในปัจจุบัน เมื่อหักลบค่าแรงแกะสลักแม่พิมพ์ ค่าแรงพิมพ์ และค่าเช่าลานโรงพิมพ์รายเดือนออกไปแล้ว ต้นทุนจะตกอยู่ที่ราว ๆ หกถึงเจ็ดเหวินขอรับ หากพิมพ์จำนวนมากขึ้น ต้นทุนของพวกเราก็จะยิ่งลดต่ำลงไปอีก พวกเราขายห้าสิบเหวิน นับว่าได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ เพียงแต่การเพิ่มกำลังคนนี้ออกจะยากลำบากอยู่สักหน่อยขอรับ"
หากได้กำไรเท่าตัวก็ถือว่าเต็มบาตรเต็มชามแล้ว ทว่าโรงพิมพ์ที่เสิ่นซีเสนอให้ก่อตั้งขึ้นนี้ กลับได้กำไรถึงเจ็ดแปดเท่า เมื่อฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อได้ฟัง บนใบหน้าของสตรีทั้งสองต่างก็ฉายแววประหลาดใจและยินดีอย่างเหลือเชื่อ
แม้จะตื่นเต้นเพียงใด ฮุ่ยเหนียงก็ยังคงรักษาความเยือกเย็นไว้ได้เป็นอย่างดี นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า "เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ พรุ่งนี้หลงจู๊หลี่แห่งร้านขายยาต้าสิงทางฝั่งตะวันตกของเมืองจะเดินทางไปที่เมืองถิงโจว ให้เขาช่วยเป็นธุระมองหาคนให้พวกเราด้วยดีหรือไม่เจ้าคะ?"
เสิ่นซีส่ายหน้า "ไม่ดีหรอกขอรับ หากแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป ผู้อื่นก็จะรู้ว่าพวกเรากำลังขาดแคลนคนงาน แล้วจะฉวยโอกาสส่งไส้ศึกแฝงตัวเข้ามาได้ขอรับ"
โจวซื่อเอ่ยถามด้วยความงุนงง "ไส้ศึกคือสิ่งใดกัน?"
"ก็คือคนที่มาแอบลักจำกรรมวิธีของพวกเราอย่างไรเล่าขอรับ พวกเขามาทำงานกับเราเพียงไม่กี่วัน เมื่อเรียนรู้กรรมวิธีไปแล้ว ก็จะไปทำงานให้กับพ่อค้าที่ไร้คุณธรรมเหล่านั้น ถึงตอนนั้นพวกเราก็อดได้กำไรแล้วขอรับ"
โจวซื่อร้อนใจขึ้นมาทันที "พวกเราเพิ่งจะหาเงินได้เพียงหยิบมือเดียว หากมีคนพรรค์นี้อยู่จริง จะป้องกันอย่างไรดีเล่า?"
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "พี่สาวลองฟังความคิดของเสี่ยวหลางดูสิเจ้าคะ"
เสิ่นซีหัวเราะร่วน "ยังคงเป็นท่านน้าซุนที่เชื่อใจข้า... สิ่งที่ข้าคิดก็คือ พวกเราไม่เห็นจำเป็นต้องไปเสาะหาช่างผู้ชำนาญการเหล่านั้นมาทำเลยขอรับ พวกเราสามารถฝึกฝนช่างฝีมือขึ้นมาเองได้ทั้งหมด อีกทั้งยังเลือกหาจากชาวบ้านที่ซื่อสัตย์สุจริตในละแวกอำเภอของพวกเรานี่แหละ ล้วนเป็นคนคุ้นเคยในท้องถิ่น ขอเพียงพวกเราไม่เอาเปรียบพวกเขา พวกเขาก็ย่อมต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับเรา หากผู้ใดกล้าทรยศหักหลังเรา คนผู้นั้นจะไม่ถูกเพื่อนบ้านชี้หน้าด่าทอลับหลังเอาหรอกหรือขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงตบเข่าฉาด "เสี่ยวหลางกล่าวได้ถูกต้อง พี่สาวเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ?"
โจวซื่อหัวเราะขื่น "น้องสาวยังจะให้ข้าเป็นหลงจู๊ใหญ่อีกหรือ ในเมื่อข้าไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง... เฮ้อ ช่างเถอะ ๆ พวกเจ้าตัดสินใจกันเองก็แล้วกัน"
ด้วยมันสมองของเสิ่นซีและการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของฮุ่ยเหนียง วันรุ่งขึ้นโรงพิมพ์ก็เริ่มแผนการขยายกิจการทันที อันดับแรกคือการตามหาช่างไม้มาทำอุปกรณ์การพิมพ์ จากนั้นฮุ่ยเหนียงจึงออกโรงไปทาบทามว่าจ้างคนด้วยตนเอง
ฮุ่ยเหนียงให้ความสำคัญกับกิจการโรงพิมพ์เป็นอย่างยิ่ง ถึงขั้นมอบหมายหน้าที่ดูแลร้านขายยาให้เสี่ยวอวี้และคนอื่น ๆ จัดการแทน
เมื่อว่าจ้างคนงานมาได้แล้ว ก็ถึงคราวต้องสั่งซื้อหมึกพิมพ์และกระดาษจำนวนมหาศาล
ในบรรดาสิ่งของที่สั่งซื้อมาทั้งหมด หมึกพิมพ์ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่างไรเสียกระดาษและแผ่นไม้ก็มีคนขายมากมาย จึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกจงใจปั่นราคา
ทว่าหมึกพิมพ์นั้นแตกต่างออกไป จำเป็นต้องอาศัยผู้ที่รู้จริงมาเป็นคนผสม ในขณะที่คุณภาพของหมึกพิมพ์ในปัจจุบันก็ล้วนดีเลวปะปนกันไป ความตั้งใจของเสิ่นซีก็คือ ในเมื่อตัดสินใจจะเอาดีทางสายนี้แล้ว ก็ไม่อาจปล่อยให้ตนเองต้องตกเป็นเบี้ยล่างผู้อื่นในขั้นตอนของวัตถุดิบได้ ในยามที่ยังไม่อาจผสมหมึกพิมพ์เองได้ในระยะเวลาอันสั้นนี้ ก็จงอาศัยจังหวะที่ราคายังถูกกว้านซื้อมาตุนไว้ล่วงหน้าสักชุดหนึ่งก่อน รอจนภายหลังมีสูตรผสมหมึกพิมพ์ที่เป็นรูปธรรม ก็จะให้โรงผลิตหมึกพิมพ์ที่พวกเขาก่อตั้งขึ้นเองเป็นผู้จัดหา
เมื่อกระแสความนิยมในการพิมพ์หนังสือแพร่สะพัดไปทั่วอำเภอหนิงฮว่าตลอดจนเมืองและอำเภอโดยรอบ ราคาหมึกพิมพ์ก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย กระดาษเองก็มีราคาแพงขึ้นจากเดิมถึงสองส่วน
โชคดีที่ผู้จัดจำหน่ายกระดาษมีจำนวนมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอราคากระดาษฝั่งนี้ขยับตัวสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย ไม่นานนักก็มีพ่อค้าจากต่างถิ่นขนสินค้าจำนวนมากเข้ามา ทำให้ราคาสินค้าในตลาดถูกตรึงให้กลับมาทรงตัวได้อย่างรวดเร็ว
ทว่าก่อนที่ราคาจะพุ่งสูงขึ้น เสิ่นซีได้คาดการณ์แนวโน้มราคาล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว จึงได้กว้านซื้อสิ่งของที่จำเป็นกลับมาตุนไว้แต่เนิ่น ๆ การดำเนินงานประจำวันของโรงพิมพ์จึงไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด