- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 102 สมุดภาพต่อเนื่องแม่พิมพ์แกะสลัก
ตอนที่ 102 สมุดภาพต่อเนื่องแม่พิมพ์แกะสลัก
ตอนที่ 102 สมุดภาพต่อเนื่องแม่พิมพ์แกะสลัก
เพราะลู่ซีเอ๋อร์คัดค้าน ฮุ่ยเหนียงจึงไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องรับเสิ่นซีเป็นบุตรบุญธรรมอีก ตามผลการปรึกษาหารือระหว่างนางกับโจวซื่อ ทั้งสองตกลงกันว่าจะรอให้เด็ก ๆ โตขึ้นอีกสักหน่อยค่อยนำเรื่องนี้มาหารือกันใหม่
ฮุ่ยเหนียงมองว่าบุตรียังเล็กนัก คงกลัวว่าหากมีพี่ชายเพิ่มมาอีกคนในบ้าน จะมาแย่งความรักความเอ็นดูจากมารดาไป จึงได้มีท่าทีคัดค้านเช่นนั้น รอจนบุตรีเติบใหญ่รู้ความ ถึงเวลานั้นย่อมต้องเห็นพ้องด้วยอย่างแน่นอน
แม้เรื่องรับบุตรบุญธรรมจะไม่เป็นผล ทว่าความรักใคร่เอ็นดูที่ฮุ่ยเหนียงมีต่อเสิ่นซีนั้นมิได้ลดน้อยถอยลง ซ้ำยังเพิ่มพูนขึ้นเสียด้วยซ้ำ
ประการแรกเป็นเพราะเสิ่นซีนั้นเก่งกาจ อายุเพียงเท่านี้กลับมีความคิดอ่านแปลกใหม่แพรวพราวมากมาย ทำให้บัดนี้กิจการของทั้งร้านขายยาและโรงพิมพ์ล้วนเจริญรุ่งเรือง ประการที่สองคือคำพูดของเสิ่นซีในวันนั้น ที่กล่าวว่าต่อให้ไม่ได้กราบฮุ่ยเหนียงเป็นมารดาบุญธรรม ภายภาคหน้าก็ยังคงกตัญญูและปรนนิบัติต่อนางเป็นอย่างดี สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นตื้นตันใจยิ่งนัก
ฮุ่ยเหนียงเป็นผู้ที่รู้คุณคนและรู้จักตอบแทน ในเมื่อเสิ่นซีทั้งฉลาดรู้ความและดีต่อนางถึงเพียงนี้ นางย่อมต้องตอบแทนเขากลับคืนเป็นเท่าทวีคูณ
กิจการของโรงพิมพ์ดำเนินไปได้ด้วยดีเยี่ยม ทุกวันจำต้องเร่งมือพิมพ์ 'ซัวงักฉวนจ้วน' และ 'ถงหลินจ้วน' ทั้งวันทั้งคืน ในอำเภอหนิงฮว่าเล็ก ๆ แห่งนี้กลับขายออกไปได้นับหมื่นเล่มแล้ว ปัจจัยหลักเป็นเพราะนิทานทั้งสองเรื่องนี้ถูกแบ่งออกเป็นหลายเล่ม โดยเฉพาะเรื่อง 'ถงหลินจ้วน' ที่แบ่งเนื้อหาตามตอนแล้วนำมาเข้าเล่ม รวมแล้วมีมากถึงยี่สิบเล่มด้วยกัน
เมื่อตลาดตอบรับอย่างล้นหลาม ปัญหาจิปาถะนานัปการก็ติดตามมาเป็นเงาตามตัว
แม้ว่ายอดขายหนังสือนิทานจะดูไม่เลว ทว่าอันที่จริงแล้วโรงพิมพ์กลับทำกำไรไม่ได้มากมายนัก ยอดขายของแต่ละเล่มนั้นตกอยู่เพียงสี่ถึงห้าร้อยเล่มเท่านั้น ซึ่งนี่ก็นับรวมยอดจากผู้คนในเมืองถิงโจว ตลอดจนเมืองและอำเภอใกล้เคียงที่ได้ยินชื่อเสียงเล่าลือแล้วแห่แหนกันมาแย่งซื้อแล้วด้วยซ้ำ ยิ่งพิมพ์หนังสือจำนวนมาก ต้นทุนต่อเล่มก็จะยิ่งถูกลง ทว่าเมื่อต้องพิมพ์เนื้อหาตอนใหม่ ก็จำต้องนำแม่พิมพ์ตัวเรียงมาจัดหน้ากระดาษใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงและเวลาในการพิสูจน์อักษรอย่างมหาศาล ค่าใช้จ่ายในส่วนของแรงงานจึงพุ่งทะยานเป็นเส้นตรง
แน่นอนว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายมากที่สุดก็คือการคัดลอกเถื่อน ในยุคสมัยที่ไร้ซึ่งแนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์ผลงานโดยสิ้นเชิงเช่นนี้ ขอเพียงมีช่องทาง ผู้อื่นก็พร้อมจะนำหนังสือที่ตีพิมพ์เสร็จสรรพไปคัดลอกพิมพ์ซ้ำแล้วนำออกวางขายอย่างโจ่งแจ้ง แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่านี่คือการขโมยหยาดเหงื่อแรงงานของผู้อื่น ทว่าทางการก็หาได้เข้ามาสืบสวนเอาความไม่
เมื่อ 'ซัวงักฉวนจ้วน' และ 'ถงหลินจ้วน' มียอดขายถล่มทลาย ในท้องตลาดก็ปรากฏหนังสือลอกเลียนแบบขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว อีกทั้งยังมีบางคนริเริ่มการคัดลอกด้วยพู่กัน ในยุคสมัยนี้ การที่ชาวบ้านทั่วไปคิดจะเปิดโรงพิมพ์หนังสือเป็นของตนเองนั้นเป็นเรื่องยากยิ่ง ทว่าการได้หนังสือมาแล้วใช้แรงงานคนคัดลอกด้วยมือ กลับเป็นวิธีการเผยแพร่หนังสือที่เป็นที่นิยมที่สุด ต่อให้ล่วงเลยไปจนถึงยุคราชวงศ์ชิงก็ยังคงเป็นเช่นนี้ วรรณกรรมอย่าง 'ความฝันในหอแดง' เพียงเรื่องเดียว ก็มีฉบับคัดลอกมือระบาดอยู่มากมายจนนับไม่ถ้วน
จะว่าไปนี่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องเลวร้ายไปเสียทั้งหมด ผู้ที่คัดลอกหนังสือหลายคนล้วนเป็นผู้ที่มีภูมิความรู้และระดับการศึกษาสูง ในระหว่างที่คัดลอก พวกเขาอาจลงมือปรับปรุงแก้ไขต้นฉบับเดิมไปด้วย ซึ่งในทางกลับกันอาจส่งผลให้เนื้อหาของหนังสือมีความสมบูรณ์แบบและสละสลวยมากยิ่งขึ้น
ทว่าเสิ่นซีหาได้สนใจไม่ว่าการคัดลอกของผู้อื่นจะช่วยขัดเกลาผลงานให้สมบูรณ์ขึ้นได้หรือไม่ แม้ว่าหนังสือทั้งสองเรื่องนี้จะไม่ใช่ผลงานที่เขาแต่งขึ้นเอง ทว่าท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเขาที่นำมาเผยแพร่ หากกล่าวให้ดูสูงส่งส่งสักหน่อยก็คือทำเพื่อสร้างสีสันให้กับชีวิตของผู้คน ทว่าจุดประสงค์หลักที่แท้จริงก็คือการหาเงินหาทอง หากมีผู้อื่นมาแย่งชิงส่วนแบ่งกำไรจากการพิมพ์หนังสือไป ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนาอย่างแน่นอน
ถึงกระนั้น เสิ่นซีก็ไม่มีวิธีการรับมือที่ดีไปกว่านี้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือเร่งเข็นสมุดภาพต่อเนื่องของหนังสือสองเรื่องนี้ออกวางจำหน่ายให้เร็วที่สุด
สมุดภาพต่อเนื่องมีข้อดีอันดับหนึ่งคือ การลอกเลียนแบบนั้นทำได้ยากลำบากยิ่งนัก หาใช่ว่าเพียงแค่รู้หนังสือหรือมีทักษะการวาดภาพเพียงเล็กน้อยก็จะสามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย ๆ
การพิมพ์สมุดภาพต่อเนื่องนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือแม่พิมพ์แกะสลัก ต้องนำต้นฉบับภาพวาดมาทาบลงบนแผ่นไม้ จากนั้นจึงลงมือแกะสลักตามลวดลาย แม่พิมพ์หนึ่งแผ่นจะตรงกับเนื้อหานิทานหนึ่งหน้า
อีกทั้งสมุดภาพต่อเนื่องยังต้องพิมพ์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จึงจำเป็นต้องใช้กระดาษที่มีความหนาพอสมควร ภายใต้ข้อจำกัดที่เสิ่นซียังไม่อาจปรับปรุงกรรมวิธีการผลิตกระดาษได้ จึงทำได้เพียงพึ่งพาวิธีการแบบดั้งเดิม นั่นคือการนำกระดาษเซวียนจื่อหลาย ๆ แผ่นมาซ้อนทับกันให้เป็นแผ่นเดียว จากนั้นจึงตัดแบ่งให้เป็นขนาดสามสิบสองไคเหมือนในยุคหลัง สุดท้ายจึงค่อยพิมพ์เนื้อหาของสมุดภาพต่อเนื่องลงไป ตรวจทานความถูกต้องทีละหน้าแล้วจึงนำไปเข้าเล่ม
(เชิงอรรถผู้แปล: สามสิบสองไค (三十二开) มาตรฐานขนาดหน้ากระดาษของจีน เทียบเท่ากับการนำกระดาษแผ่นใหญ่เต็มแผ่นมาพับครึ่งทบกันห้าครั้ง จะได้กระดาษแผ่นเล็กจำนวน 32 หน้า ซึ่งเป็นขนาดพกพาที่พอดีมือ)
การจะแกะสลักแม่พิมพ์ไม้นั้น ต้องสิ้นเปลืองทั้งกำลังคนและทรัพยากรอย่างมหาศาล
ในตอนแรก โรงพิมพ์ได้ว่าจ้างช่างฝีมือมาทำหน้าที่นี้สองคน วันหนึ่ง ๆ สามารถแกะสลักเนื้อหาได้เพียงหกหน้าเท่านั้น ภายหลังฮุ่ยเหนียงต้องไปว่าจ้างช่างมาเพิ่มอีกสองคน ความคืบหน้าของงานจึงได้รวดเร็วขึ้นมาก
แม้ว่าโจวซื่อจะคัดค้านไม่ยอมให้เสิ่นซีแตะต้องแม่พิมพ์ไม้ ทว่าเสิ่นซีก็ยังคงแอบนำกลับมาแกะสลักที่บ้านอย่างเงียบ ๆ เนื่องจากเขามีความชำนาญในการแกะสลักตราประทับเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกทั้งภาพวาดเหล่านี้เขาก็เป็นผู้รังสรรค์ขึ้นเองกับมือ เวลาแกะสลักจึงลื่นไหลถนัดมือ แม้แต่ละวันเขาจะมีเวลาว่างมาแอบทำน้อยกว่าช่างฝีมือคนอื่นมาก ทว่าผลงานที่ได้กลับเสร็จรวดเร็วไล่เลี่ยกัน
หลังจากตระเตรียมการอยู่ครึ่งเดือนเต็ม ในที่สุดแม่พิมพ์ไม้ของ 'ถงหลินจ้วน' เล่มแรกจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบแผ่นก็ถูกแกะสลักจนเสร็จสมบูรณ์ เมื่อทดลองพิมพ์ออกมาสองสามเล่มก็พบว่าผลลัพธ์ออกมาไม่เลวเลยทีเดียว จะมีก็เพียงเรื่องของหมึกพิมพ์เท่านั้นที่ยังเหลือพื้นที่ให้ปรับปรุงคุณภาพอยู่บ้าง
ทางฝั่งโรงพิมพ์ได้นำตัวอย่างสมุดภาพต่อเนื่อง 'ถงหลินจ้วน' เล่มแรกที่พิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้วมาให้หลงจู๊ทั้งสองอย่างฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อตรวจสอบ บนใบหน้าของสตรีทั้งสองล้วนฉายแววปีติยินดี
"...มีชีวิตชีวาประดุจของจริง ดูราวกับจะเคลื่อนไหวได้ยิ่งกว่าที่ไอ้เด็กทึ่มวาดเอาไว้เสียอีก" โจวซื่อเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม
(เชิงอรรถผู้แปล: มีชีวิตชีวาประดุจของจริง (栩栩如生) สำนวนจีนใช้บรรยายงานศิลปะ ภาพวาด หรืองานแกะสลักที่มีความสมจริงมาก ประหนึ่งมีชีวิตจิตใจและเคลื่อนไหวได้)
ฮุ่ยเหนียงคลี่ยิ้มบาง ๆ "น้องว่าพี่สาวกำลังกล่าววาจาไม่ตรงกับใจนะเจ้าคะ ต่อให้พิมพ์ออกมาได้งดงามเพียงใด ทว่าต้นฉบับก็ยังเป็นฝีมือวาดของเสี่ยวหลางอยู่ดี ความดีความชอบในครานี้ อย่างไรเสียก็ต้องยกให้เสี่ยวหลางแต่เพียงผู้เดียวเจ้าค่ะ"
โจวซื่อเบะปาก พลางถลึงตาใส่เสิ่นซีที่กำลังทำท่าทีลำพองใจอยู่ด้านข้าง
ฮุ่ยเหนียงหันไปกำชับช่างฝีมือที่นำหนังสือตัวอย่างมาส่งสองสามประโยค สั่งการให้พวกเขาพิมพ์เล่มแรกไปพร้อม ๆ กับแกะสลักแม่พิมพ์ของเล่มที่สองไปด้วย เช่นนี้แล้ว เมื่อกระแสความนิยมของเล่มแรกเริ่มซาลง ก็จะสามารถเข็นเล่มที่สองออกวางจำหน่ายได้ในเวลาไล่เลี่ยกันพอดี
รอจนกระทั่งช่างฝีมือเดินพ้นประตูออกไป เสิ่นซีก็รีบสาวเท้าตามออกไปทันที เขาจำต้องตัดไฟแต่ต้นลม หาคนที่ไว้ใจได้มาคอยดูแลเก็บรักษาแม่พิมพ์ไม้เหล่านี้ให้ดี เมื่อพิมพ์เสร็จชุดหนึ่งก็ให้นำแม่พิมพ์กลับมาเก็บไว้ที่ร้านขายยา ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันมิให้คนในโรงพิมพ์แอบสมรู้ร่วมคิดกับคนภายนอก ลักลอบนำแม่พิมพ์ออกไปตีพิมพ์สมุดภาพต่อเนื่องเถื่อน
เสิ่นซีเชื่อมั่นว่า ขอเพียงเก็บรักษาแม่พิมพ์ไม้เหล่านี้ไว้เป็นอย่างดี ในระยะเวลาอันสั้นนี้ หากผู้อื่นคิดจะลอกเลียนแบบสมุดภาพต่อเนื่องที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นย่อมเป็นเรื่องที่ยากลำบากแสนเข็ญ เช่นนี้แล้วย่อมเป็นหลักประกันว่าเขาจะสามารถกอบโกยผลกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
ยามที่เสิ่นซีเดินกลับเข้ามาในร้านขายยา โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงต่างก็ถือสมุดภาพต่อเนื่องกันอยู่คนละเล่ม กำลังเปิดดูด้วยความเบิกบานใจ สิ่งที่ฮุ่ยเหนียงดูคือภาพวาดและเนื้อหา ส่วนโจวซื่อนั้นดูเพียงแค่ภาพ อาศัยการปะติดปะต่อเรื่องราวคร่าว ๆ จากรูปภาพ นางก็รู้สึกเบิกบานใจยิ่งนักแล้ว อย่างไรเสีย นี่ก็เป็นผลงานที่ผลิตออกมาจากโรงพิมพ์ของพวกตนเอง จะมองมุมใดย่อมรู้สึกขัดหูขัดตาไปไม่ได้
ในยุคสมัยนี้ นอกจากการแสดงงิ้วและภาพวังวสันต์แล้ว ก็แทบจะหาความบันเทิงรูปแบบอื่นที่ให้ความรู้สึกสมจริงผ่านภาพวาดได้ยากยิ่ง สมุดภาพต่อเนื่องจึงถือเป็นสิ่งแปลกใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างยิ่ง
(เชิงอรรถผู้แปล: ภาพวังวสันต์ (春宫图) ภาพวาดเชิงสังวาสหรือภาพจิตรกรรมอีโรติกของจีนโบราณ มักใช้เป็นตำราเพศศึกษาหรือเสพเพื่อความบันเทิง)
"เสี่ยวหลาง นิทานเรื่องนี้ดูจะสั้นไปสักหน่อย วันหน้าเจ้าลองเพิ่มเนื้อหาให้ยาวขึ้นอีกสักนิด ดีหรือไม่?" สมุดภาพต่อเนื่องมิใช่หนังสือตัวอักษรล้วน สมุดภาพความยาวหนึ่งร้อยห้าสิบหน้า ฮุ่ยเหนียงเปิดอ่านเพียงไม่นานก็จบเล่ม นางยังคงรู้สึกอารมณ์ค้าง จึงได้เอ่ยปากปรึกษากับเสิ่นซี
(เชิงอรรถผู้แปล: อารมณ์ค้าง / ยังไม่จุใจ (意犹未尽) สำนวนจีนหมายถึง ความรู้สึกที่ยังคงค้างคา อยากจะสานต่อหรือเสพความสุขจากสิ่งนั้นให้หนำใจยิ่งขึ้น)
เสิ่นซีตอบกลับอย่างจนปัญญา "ท่านน้าซุน มิใช่ว่าข้าไม่อยากให้มันยาวขึ้นนะขอรับ แต่ภาพวาดในสมุดภาพต่อเนื่องทุกภาพล้วนต้องพึ่งพาการแกะสลักออกมาทีละแผ่น กำลังคนของพวกเราไม่เพียงพอจริง ๆ ขอรับ"
โจวซื่อแค่นเสียงอย่างไม่ไยดี "ไอ้เด็กเหม็น ที่ท่านน้าซุนของเจ้าหมายถึงก็คือ ให้รูปวาดคงเดิมไว้ ทว่าเพิ่มตัวอักษรบรรยายด้านล่างให้มากขึ้นหน่อย เช่นนี้ก็จะได้ใช้เวลาอ่านนานขึ้นอีกนิดมิใช่หรือ?"
เสิ่นซีอยากจะอธิบายเหลือเกินว่า ในเมื่อลูกค้าเจาะจงมาซื้อสมุดภาพต่อเนื่อง ย่อมต้องตั้งใจมาเสพภาพวาดเป็นหลัก หากมิเป็นเช่นนั้นก็คงไปซื้อหนังสือตัวอักษรล้วนมานั่งจินตนาการภาพเอาเองเสียก็สิ้นเรื่อง ทว่าในเมื่อเป็นความประสงค์ของฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อ เสิ่นซีก็จำต้องตกปากรับคำ
ฮุ่ยเหนียงรู้สึกยินดียิ่งนัก กับกิจการโรงพิมพ์แห่งนี้นางแทบจะมืดแปดด้านไม่มีความรู้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่านางจะมีความคิดริเริ่มอันใดก็จำต้องนำมาหารือกับเสิ่นซีก่อนเสมอ หากเสิ่นซีเห็นว่ามีความเป็นไปได้นางจึงจะลงมือทำ ส่วนเสิ่นซีเองก็ไม่กล้าตัดสินใจโดยพลการ หลายเรื่องจึงต้องนำมาปรึกษากับฮุ่ยเหนียงอยู่เสมอ ประหนึ่งว่าโรงพิมพ์แห่งนี้คือผลงานร่วมทุนที่ฮุ่ยเหนียงกับเสิ่นซีบริหารจัดการร่วมกันก็ไม่ปาน
"ท่านน้าขอรับ ข้ามีความคิดหนึ่ง ไม่สู้ว่าต่อไปนิทานที่พวกเราตีพิมพ์ พวกเราก็ลองสอดแทรกภาพประกอบเข้าไปสักสองสามภาพดูเล่าขอรับ เช่นนี้ก็จะช่วยให้เรื่องราวในหนังสือนั้นดูมีชีวิตชีวาและน่าสนใจยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้เป็นจุดสังเกตแยกแยะหนังสือแท้หนังสือปลอมได้อีกด้วย มิเช่นนั้นหากพวกเขาเผลอไปซื้อของปลอมมาโดยไม่รู้ตัว รังแต่จะกลับมาต่อว่าคุณภาพการพิมพ์ของพวกเราว่าไม่ได้เรื่องเสียเปล่า ๆ"
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้าแย้มยิ้ม "ให้เป็นหน้าที่ของหลงจู๊น้อยอย่างเจ้าเป็นคนตัดสินใจเถิด ท่านน้าอย่างข้าจะไปมีความรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร? ทว่าลองตรึกตรองดูแล้ว การแทรกภาพประกอบก็ดูจะเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมไม่เบา คงจะช่วยเพิ่มอรรถรสในการอ่านได้มากทีเดียว"
ความคิดที่เหนือล้ำของเสิ่นซี ผสานเข้ากับวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของฮุ่ยเหนียง ความร่วมมืออันซื่อสัตย์จริงใจของสองครอบครัว ตลอดจนการตรากตรำทำงานทั้งวันทั้งคืนของบรรดาลูกจ้าง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่นำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่โรงพิมพ์แห่งนี้
ด้วยอาศัยเครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่ายหนังสือที่มีอยู่เดิมเป็นทุน เมื่อสมุดภาพต่อเนื่องชุดแรกจำนวนหนึ่งร้อยเล่มถูกตีพิมพ์เสร็จสิ้น จึงเริ่มกระจายสินค้าออกจำหน่ายทันที
เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งวัน สมุดภาพต่อเนื่องจำนวนหนึ่งร้อยเล่มก็ถูกกวาดซื้อจนเกลี้ยงแผง ด้วยความที่ในอดีตไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นรูปแบบการเล่าเรื่องและการถ่ายทอดบุคลิกของตัวละครผ่านภาพวาดที่ต่อเนื่องกันเช่นนี้มาก่อน หลงจู๊ของร้านหนังสือแต่ละแห่งต่างก็ชื่นชอบจนวางไม่ลง ถึงกับแอบเก็บซุกซ่อนไว้เป็นของสะสมส่วนตัวคนละเล่มสองเล่ม เดิมทีตั้งราคาขายไว้ที่เล่มละห้าสิบเหวิน ทว่าพอตกถึงวันที่สอง ก็มีผู้คนในเมืองนำมาปั่นราคาเก็งกำไรจนพุ่งทะยานไปถึงหนึ่งร้อย หรือแม้กระทั่งหนึ่งร้อยห้าสิบเหวิน ทว่าก็ยังคงหาซื้อไม่ได้อยู่ดี
(เชิงอรรถผู้แปล: ชื่นชอบจนวางไม่ลง (爱不释手) สำนวนจีนหมายถึง ความรู้สึกโปรดปรานสิ่งของบางอย่างมากจนไม่อยากวางมือจากมัน)
ตกค่ำของวันที่สมุดภาพต่อเนื่องวางจำหน่ายเป็นวันที่สอง พ่อค้าเร่จากต่างถิ่นหลายรายก็ปรากฏตัวขึ้นที่บ้านของฮุ่ยเหนียง เพื่อเจรจาขอซื้อแม่พิมพ์ไม้กลับไปตีพิมพ์เอง
พ่อค้าเร่กลุ่มนี้คือพ่อค้าหนังสือเถื่อนตัวยง
ก่อนหน้านี้เมื่อพวกเขาเห็นว่า 'ซัวงักฉวนจ้วน' และ 'ถงหลินจ้วน' มียอดขายถล่มทลาย พวกเขาก็กว้านซื้อหนังสือกลับไปตีพิมพ์ซ้ำด้วยตนเอง จนบัดนี้ในเมืองถิงโจว ตลอดจนเมืองและอำเภอใกล้เคียง ลามไปจนถึงเมืองฝูโจวซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑล ล้วนมีหนังสือทั้งสองเรื่องนี้วางจำหน่ายอยู่เกลื่อนกลาด
เมื่อคนเหล่านี้เห็นว่าสมุดภาพต่อเนื่องกำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ก็เกิดความโลภอยากจะกว้านซื้อกลับไปตีพิมพ์เองบ้าง ทว่าเมื่อลองพิจารณาดูแล้วกลับพบว่าสิ่งนี้ยากต่อการลอกเลียนแบบเป็นอย่างยิ่ง จึงได้รวมหัวกันมาเพื่อขอซื้อแม่พิมพ์ไม้เสียเลย
"เรื่องพรรค์นี้ สตรีตัวเล็ก ๆ อย่างข้าไม่อาจเป็นผู้ตัดสินใจได้หรอกเจ้าค่ะ"
เมื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มพ่อค้าเร่ที่แสดงท่าทีคุกคามราวกับจะบีบกะโหลกเอาให้ได้ ฮุ่ยเหนียงกลับวางตัวนอบน้อมทว่าไม่สยบยอม "หลงจู๊ใหญ่ของโรงพิมพ์แห่งนี้ คือฮูหยินท่านนี้เจ้าค่ะ"
(เชิงอรรถผู้แปล: นอบน้อมทว่าไม่สยบยอม (不卑不亢) สำนวนจีนหมายถึง ท่าทีที่พอดี ไม่เย่อหยิ่งจองหอง ทว่าก็ไม่อ่อนข้อหรือยอมจำนนจนสูญเสียศักดิ์ศรี)
ฮุ่ยเหนียงโยนเผือกร้อนไปให้โจวซื่อ
เดิมทีโจวซื่อเพียงแค่ออกมาร่วมผสมโรงสังเกตการณ์อยู่ข้าง ๆ ครั้นได้ยินฮุ่ยเหนียงเอ่ยเช่นนั้น นางก็ถึงกับอ้าปากตาค้างทำตัวไม่ถูก
"มิทราบว่าฮูหยินท่านนี้มีนามว่ากระไรหรือขอรับ?" เหล่าพ่อค้าเร่หันไปเอ่ยถามโจวซื่อด้วยน้ำเสียงจริงจังจริงใจ
แม้ปกติแล้วโจวซื่อจะมีนิสัยดุดันปากกล้า ทว่ากลับไร้ประสบการณ์ในการเจรจาธุรกิจโดยสิ้นเชิง ท้ายที่สุดนางจึงกวาดสายตามองไปรอบวง แล้วดึงตัวเสิ่นซีออกมารับหน้าแทน
โจวซื่อกล่าวว่า "ข้าน้อยคือเสิ่นโจวซื่อ ครอบครัวของเราให้หลงจู๊น้อยผู้นี้เป็นผู้ตัดสินใจ มีเรื่องอันใดก็ถามเขาก็แล้วกัน!"
สีหน้าของกลุ่มพ่อค้าเร่พลันแปรเปลี่ยนไปในทันที ล้วนคิดว่าฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อกำลังล้อพวกตนเล่น เด็กน้อยอายุเพียงเจ็ดแปดขวบ จะมีความสามารถอันใดมาบริหารจัดการโรงพิมพ์ที่กำลังร้อนแรงและเป็นที่จับตามองถึงเพียงนี้ได้?
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้าสำทับ "พวกท่านไม่ต้องสงสัยไปหรอกเจ้าค่ะ หลงจู๊น้อยผู้นี้สามารถตัดสินใจได้ทุกเรื่อง ขอเพียงเขาตอบตกลง พวกเราก็ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ"
พ่อค้าเร่วัยกลางคนผู้หนึ่งปรายตามองเสิ่นซีอย่างเหยียดหยาม ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็ยังคงแฝงความเกรงใจอยู่บ้าง "หลงจู๊น้อย พวกเราต้องการซื้อแผ่นไม้ที่ใช้พิมพ์ภาพเหล่านี้ ท่านเสนอราคามาได้เลยขอรับ!"
เสิ่นซีเชิดหน้าขึ้น เอ่ยปฏิเสธด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง "แม่พิมพ์ของพวกเราไม่มีวันขายเด็ดขาดขอรับ ภาพหนึ่งภาพต้องใช้แม่พิมพ์หนึ่งแผ่น หากขายให้พวกท่านไป แล้วพวกเราจะเอาอะไรไปทำกำไรเล่าขอรับ?"
ครั้นได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของพ่อค้าเร่วัยกลางคนก็พลันแข็งค้าง
ก่อนหน้านี้เขาเคยไหว้วานให้คนช่วยประเมินต้นทุนของสมุดภาพต่อเนื่องแม่พิมพ์แกะสลักดูแล้ว พบว่าต้นทุนนั้นสูงลิ่ว ยิ่งไปกว่านั้น กรรมวิธีสำคัญของสมุดภาพต่อเนื่อง พวกเขาก็ไม่อาจหยั่งรู้ได้เลย เป็นต้นว่าวิธีการตัดกระดาษ วิธีการจัดวางภาพและตัวอักษรให้กลมกลืนกัน ตลอดจนตัวอักษรที่อยู่ด้านล่างภาพนั้นใช้วิธีการใดในการพิมพ์ประทับลงไป
เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะมาขอซื้อแม่พิมพ์กลับไปค้นคว้าด้วยตนเอง ทว่าในเมื่อไม่อาจหาซื้อได้ พวกเขาจึงทำได้เพียงเบิกตากว้างทอดถอนใจ มองดูเงินตำลึงขาว ๆ หลั่งไหลเข้ากระเป๋าของเถ้าแก่โรงพิมพ์ไปต่อหน้าต่อตา โดยที่พวกตนไม่อาจแบ่งปันผลประโยชน์ได้เลยแม้แต่น้อย
พ่อค้าเร่วัยกลางคนรีบเอ่ยว่า "หลงจู๊น้อย ท่านอย่าเพิ่งใจร้อนสิขอรับ พวกเราค่อย ๆ ปรึกษาหารือกันดี ๆ ก็ได้... อืม ท่านลองพิจารณาดูเช่นนี้ดีหรือไม่ พวกท่านลองเสนอราคาสูง ๆ มาสักราคาหนึ่ง พวกเราจะขอเซ้งโรงพิมพ์แห่งนี้ต่อจากพวกท่าน พวกท่านก็จะกอบโกยกำไรไปได้ก้อนโตเลยทีเดียว เป็นอย่างไรขอรับ?"
"กิจการที่กำลังสร้างกำไรให้พวกเรา หากขายให้พวกท่าน ก็เท่ากับพวกเราทุบหม้อข้าวตัวเอง พวกเราไม่โง่เขลาปานนั้นหรอกขอรับ"
(เชิงอรรถผู้แปล: ทุบหม้อข้าวตัวเอง ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน 杀鸡取卵 (ซาจีฉวี่หล่วน) แปลตรงตัวว่า "ฆ่าไก่เอาไข่" เปรียบเปรยถึงการทำลายแหล่งผลประโยชน์ระยะยาวเพื่อความโลภระยะสั้น)
เสิ่นซีจงใจใช้วาจาและน้ำเสียงแบบเด็กน้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าคนนอก "ทว่าหากพวกท่านมีความตั้งใจจริงที่จะร่วมมือกัน ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทาง พวกเราสามารถส่งสมุดภาพต่อเนื่องที่ตีพิมพ์เสร็จแล้วให้พวกท่านในราคาส่ง แล้วพวกท่านก็นำไปวางขายตามสถานที่ต่าง ๆ ส่วนจะกำไรหรือขาดทุน จะได้กำไรมากน้อยเพียงใด นั่นก็เป็นเรื่องที่พวกท่านต้องไปบริหารจัดการเอาเอง"