เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 99 พี่สาวผู้ช่างเอาใจใส่

ตอนที่ 99 พี่สาวผู้ช่างเอาใจใส่

ตอนที่ 99 พี่สาวผู้ช่างเอาใจใส่


เวลาผ่านไปไม่นานเตาถ่านก็ติดไฟลุกโชน ก่อนที่น้ำก้นหม้อจะเดือดพล่าน เสิ่นซีฉวยโอกาสนี้ปรุงน้ำจิ้มจัดวางลงบนถาดไม้เพื่อให้ทุกคนหยิบตักกันเองตามความพอใจ ครั้นน้ำแกงในหม้อส่งเสียงเดือดปุด ๆ งานเลี้ยงหม้อไฟก็เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ

ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่เสิ่นซี ล้วนอยากรู้ว่าสิ่งนี้มีวิธีกินอย่างไรกันแน่

“เสี่ยวหลาง การกินเช่นนี้มีธรรมเนียมอันใดเป็นพิเศษหรือไม่?” ฮุ่ยเหนียงมองเสิ่นซีพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ไม่มีธรรมเนียมอันใดเลยขอรับ อยากกินสิ่งใดก็คีบใส่ลงหม้อ ปล่อยให้เดือดครู่หนึ่งก็คีบกินได้ทันที... แต่ว่าอย่าแย่งเนื้อกันนะขอรับ คราวหลังทางที่ดีควรแบ่งเนื้อไว้ให้เรียบร้อยเสียก่อน จะได้ไม่ต้องกลัวใครแย่งใคร”

ฮุ่ยเหนียงเม้มริมฝีปากแย้มยิ้ม “ยังคงเป็นเสี่ยวหลางที่คิดอ่านรอบคอบ”

การกินลวกจิ้มหม้อไฟเป็นครั้งแรก สตรีทั้งโต๊ะล้วนรู้สึกไม่คุ้นชินนัก ครั้นเห็นเนื้อแกะแล่นางบาง เนื้อหมู และผักใบเขียวหลายชนิดถูกใส่ลงไป โจวซื่อก็หยิบฝาเตรียมจะปิดครอบหม้อ

เสิ่นซีรีบคว้ามือห้ามท่านแม่ทันควันพลางหัวเราะร่วน “ท่านแม่ กินสิ่งนี้ไม่ต้องปิดฝาขอรับ ประเดี๋ยวเดียวก็สุกแล้ว”

โจวซื่อบ่นกระปอดกระแปด “นี่แม่เห็นว่าอยากจะประหยัดถ่านไฟสักหน่อยมิใช่หรือไร เปิดหม้อต้มเช่นนี้อย่างไรเสียก็สิ้นเปลืองเกินไป”

“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ในเมื่อเสี่ยวหลางบอกว่าต้องกินเช่นนี้ พวกเราก็ทำตามที่เขาบอกเถิด” ฮุ่ยเหนียงคีบของลงหม้อต่อ สุดท้ายจึงทรุดตัวนั่งลง นั่งรอของในหม้อสุกเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ

รอเพียงชั่วอึดใจ เสิ่นซีก็ขยับตะเกียบคีบผักใบเขียวในหม้อออกมาจุ่มลงในถ้วยกระเบื้องที่ใส่น้ำจิ้มไว้ คลุกเคล้าเล็กน้อยก็ส่งเข้าปาก

“ไอ้เด็กทึ่ม เจ้ากินให้มันช้าหน่อยได้หรือไม่ ราวกับผีอดตายมาเกิดอย่างไรอย่างนั้น ของเพิ่งลงหม้อไปยังสุกไม่ถึงสิบส่วนดีด้วยซ้ำ”

“ท่านแม่ ต้องกินเช่นนี้ถึงจะได้รสชาติอันโอชะ หากไม่เชื่อท่านแม่ลองชิมดูสิขอรับ”

เมื่อเสิ่นซีคะยั้นคะยอ ฮุ่ยเหนียงกับโจวซื่อจึงลองหยิบตะเกียบขึ้นมาบ้าง

ฮุ่ยเหนียงเป็นนายหญิงของบ้าน สาวใช้ทั้งสามจำต้องรอนางขยับตะเกียบก่อนจึงจะกล้าลงมือกิน ส่วนเสิ่นซีกับโจวซื่อนั้นเป็นทั้งแขกและประหนึ่งครึ่งเจ้านายอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมากพิธีรีตองให้วุ่นวาย

ฮุ่ยเหนียงคีบผักชิ้นหนึ่งออกมา เสิ่นซีรีบเลื่อนถ้วยกระเบื้องใส่น้ำจิ้มส่งไปให้ทันที “ท่านน้า นี่ถ้วยของท่านขอรับ จิ้มน้ำจิ้มข้างในนี้กินดูสิขอรับ”

ฮุ่ยเหนียงทำตามอย่างว่าง่าย ทว่าเมื่อส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ กลับไม่รู้สึกว่ารสชาติวิเศษวิโสอันใด โจวซื่อที่นั่งอยู่ด้านข้างคอยสังเกตปฏิกิริยาของฮุ่ยเหนียง สุดท้ายจึงลองคีบเข้าปากตนเองดูบ้าง ในความรู้สึกของนาง รสสัมผัสคำแรกนี้ช่างแสนจะธรรมดายิ่งนัก

“ไอ้เด็กเหม็นเอ๊ย! ไหนคุยนักคุยหนาว่าอร่อย รสชาติก็ไม่ต่างอะไรกับกินผักป่าต้มเกลือที่บ้านเลยสักนิด” โจวซื่อเอ็ดตะโร

ทว่าเมื่อซิ่วเอ๋อร์เริ่มลงตะเกียบ นางก็ไม่สนสี่สนแปดอีกต่อไป ตะเกียบเดียวคีบผักใบเขียวขึ้นมาพะเรอเกวียน ยัดทะนานเข้าปากยังไม่ทันเคี้ยวละเอียดก็กลืนลงคอ แล้วรีบคีบคำที่สองตามไปติด ๆ “ท่านป้ากล่าวผิดแล้วเจ้าค่ะ นี่อร่อยกว่าผักป่าที่บ้านเกิดของข้าเป็นไหน ๆ”

ฮุ่ยเหนียงมองท่าทางสวาปามดั่งหมาป่าตะกรุมตะกรามของซิ่วเอ๋อร์แล้วอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ “คีบเนื้อกินบ้างเถิด... งานหนักหนาในบ้านเราล้วนต้องพึ่งพากำลังของเจ้า กินเนื้อให้มากหน่อยจะได้มีเรี่ยวแรง”

(เชิงอรรถผู้แปล: สวาปามดั่งหมาป่าตะกรุมตะกราม (狼吞虎咽) สำนวนจีนเปรียบเปรยถึงกิริยาการกินที่ตะกละตะกลาม มูมมาม และรวดเร็ว ราวกับหมาป่าหรือพยัคฆ์ที่กำลังหิวโซ)

“ขอบคุณเจ้าค่ะนายหญิง” ซิ่วเอ๋อร์ยิ้มแย้มเบิกบาน นางเป็นคนซื่อสัตย์หัวอ่อน หากไม่ได้รับอนุญาตจากฮุ่ยเหนียง นางย่อมไม่กล้ายื่นตะเกียบไปแตะต้องเนื้อแผ่นในหม้อเป็นอันขาด

คนทั้งสองครอบครัวนั่งล้อมวงรอบเตาหม้อไฟ ต่างคนต่างลวกของที่ตนอยากกิน ไอร้อนพวยพุ่งจากก้นหม้อตลบอบอวล บรรยากาศบนโต๊ะอาหารช่างคึกคักและอบอุ่นยิ่งนัก

เสิ่นซีในฐานะบุรุษเพียงคนเดียวบนโต๊ะอาหาร พ่วงด้วยตำแหน่งหลงจู๊น้อยและกุนซือประจำร้านขายยาและโรงพิมพ์ ฮุ่ยเหนียงจึงคอยคีบเนื้อใส่ถ้วยให้เขาไม่ขาดปาก คะยั้นคะยอให้เขากินเยอะ ๆ

“ท่านน้า ข้าตัวแค่นี้จะกินหมดได้อย่างไรกันขอรับ ท่านคีบให้ซีเอ๋อร์กินเยอะ ๆ ดีกว่า นางกินแล้วจะได้รีบเติบโตไว ๆ”

เสิ่นซีคีบเนื้อจากถ้วยตนเองแบ่งปันให้ลู่ซีเอ๋อร์และหลินไต้ ครั้นจะคีบให้โจวซื่อผู้เป็นมารดา โจวซื่อกลับใช้ตะเกียบปัดป้อง “ข้าอยากกินแม่ก็ลวกเองได้ ต้องพึ่งเจ้าด้วยหรือไง!”

เสิ่นซียิ้มรับ ประจวบเหมาะกับที่นั่งฝั่งขวามือของเขาคือเสี่ยวอวี้ เสิ่นซีจึงหย่อนเนื้อแผ่นนั้นลงในถ้วยของเสี่ยวอวี้แทน

ปกติแล้วเสี่ยวอวี้มักจะเงียบขรึมเก็บตัว ไม่ค่อยปริปากพูดคุยกับเสิ่นซีมากนัก ยามที่เสิ่นซีคีบเนื้อใส่ถ้วยให้ ใบหน้าที่ก้มต่ำอยู่เป็นทุนเดิมของนางก็ยิ่งมุดงุดต่ำลงไปอีก

หนิงเอ๋อร์ที่นั่งอยู่อีกฝั่งปรายตามอง แววตาริษยาวูบวาบพาดผ่านนัยน์ตาเพียงชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายไป

แม้ในคราแรกโจวซื่อจะบ่นกระปอดกระแปดว่าหม้อไฟลวกจิ้มนี้ไม่เห็นจะอร่อย ทว่าเนื้อและผักที่เคยกองพะเนินเต็มโต๊ะกลับถูกจัดการจนเกลี้ยงเกลา โจวซื่อเองก็ฟาดเรียบไปไม่น้อยเช่นกัน ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้มพลางเอ่ยถาม “พี่สาวอิ่มท้องแล้วหรือเจ้าคะ? จะให้หนิงเอ๋อร์ไปล้างผักในครัวมาเพิ่มอีกสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ?”

“ไม่ต้องหรอก หากกินจนอิ่มแน่นเกินไปประเดี๋ยวจะนอนไม่หลับเสียเปล่า ๆ”

โจวซื่อลูบหน้าท้องของตนพลางหัวเราะร่วน “อิ่มแปล้แล้วล่ะ... จะว่าไปแล้วนะ ของที่นำมาลวกจิ้มเช่นนี้รสชาติก็ไม่เลวเลยทีเดียว วันหลังหากมีโอกาสไว้เรามาตั้งเตาทำกินกันใหม่เถิด”

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้าเห็นด้วยพลางยิ้มแย้ม “ยังคงเป็นเสี่ยวหลางที่หัวไวเฉลียวฉลาด มักมีความคิดดี ๆ มานำเสนออยู่เสมอ นานทีปีหนกว่าที่พี่สาวจะไม่ต้องคอยอยู่ปรนนิบัติพี่เขย คืนนี้รั้งอยู่เป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่เจ้าคะ? ข้ายังมีเรื่องบัญชีอยากจะปรึกษาหารือกับท่านเสียหน่อย อีกทั้งยังอยากจะจับเข่าคุยเรื่องสัพเพเหระตามประสาพี่น้องด้วย”

“เช่นนั้นก็ประเสริฐเลย หากให้ข้ากลับไปนอนเรือนอ้างว้างคนเดียว ข้าก็คงข่มตาหลับไม่ลงเช่นกัน”

กินข้าวเสร็จสรรพ โจวซื่อก็กุลีกุจอเก็บกวาดโต๊ะอาหาร ซิ่วเอ๋อร์เองก็รีบสาวเท้าออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังร้านค้าแห่งใหม่เพื่อเข้าเวรเฝ้ายาม

เมื่อเห็นว่าฮุ่ยเหนียงกำลังจะดึงท่านแม่เข้าห้อง เสิ่นซีก็รีบคว้าชายกระโปรงของโจวซื่อเอาไว้ ทำหน้าตาน่าสงสารพลางออดอ้อน "ท่านแม่ ข้ากลัวความมืด ข้าไม่กล้ากลับไปกับไต้เอ๋อร์ขอรับ"

"ไอ้เด็กเหม็น โตป่านนี้แล้วยังจะกลัวความมืดอยู่อีก น้องสาวเจ้ารอประเดี๋ยว ข้าขอไปส่งเด็กสองคนนี้กลับเรือนก่อน"

ฮุ่ยเหนียงที่ถือสมุดบัญชีเตรียมจะเข้าห้องได้ยินเช่นนั้นก็อดอมยิ้มไม่ได้ "ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ รั้งค้างคืนที่นี่ด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ... ให้ไต้เอ๋อร์ไปนอนกับซีเอ๋อร์ เสี่ยวอวี้ก็ไปนอนเบียดกับหนิงเอ๋อร์สักคืน ส่วนเสี่ยวหลางก็ให้ไปนอนเตียงของเสี่ยวอวี้ก็แล้วกัน"

โจวซื่อพยักหน้ารับ "รบกวนเจ้าแล้วจริง ๆ ไอ้เด็กทึ่ม ยังไม่รีบไปล้างเนื้อล้างตัวที่ลานหลังบ้านอีก? ตอนกลางคืนก็หลับให้มันนิ่ง ๆ หน่อย อย่าฉี่รดที่นอนล่ะ เข้าใจหรือไม่?"

เสิ่นซีไม่คาดคิดเลยว่าท่านแม่จะเอาเรื่องฉี่รดที่นอนมาแฉต่อหน้าผู้คนมากมายปานนี้ ฝั่งหลินไต้ถึงกับหน้าแดงแจ๋ ด้วยเรื่องฉี่รดที่นอนนั้นแท้จริงแล้วเป็นผลงานของนาง ทว่ากลับถูกโจวซื่อยัดเยียดความผิดมาให้เสิ่นซีรับเคราะห์แทนเสียอย่างนั้น

"ท่านแม่ เรื่องนี้ข้าก็หมดปัญญาจริง ๆ ขอรับ บางเรื่องมันก็อั้นไม่อยู่ อย่างไรเสียข้าก็ยังเป็นแค่เด็กนี่นา" เสิ่นซีไม่นึกเปิดโปงเรื่องน่าอายของหลินไต้ เขายอมรับสมอ้างอย่างหน้าชื่นตาบาน

โจวซื่อส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ฮุ่ยเหนียงหันไปกำชับหนิงเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้มว่าประเดี๋ยวให้นำกระโถนไปไว้ในห้องของเสิ่นซีด้วย จากนั้นนางจึงประคองโจวซื่อเข้าห้องไปสนทนากันต่อ

เสิ่นซีไปบ้วนปากล้างหน้าที่ลานด้านหลังก่อน ขณะที่เขากำลังเตรียมจะนำผ้าเช็ดถูตามเนื้อตัว หนิงเอ๋อร์ก็เดินเข้ามาหา "คุณชายน้อย ให้บ่าวช่วยท่านเถิดเจ้าค่ะ"

เสิ่นซีรู้สึกอึดอัดขัดเขินอยู่บ้าง "ไม่ต้องหรอก ข้าจัดการเองได้ ท่านแม่สอนไว้ว่าเรื่องของตนเองไม่ควรทำตัวเป็นภาระผู้อื่น"

นับตั้งแต่ฮุ่ยเหนียงซื้อสาวใช้ทั้งสามคนนี้กลับมา เสิ่นซีก็สังเกตเห็นว่าหนิงเอ๋อร์มักจะหาจังหวะเข้ามาใกล้ชิดเขาทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจอยู่เสมอ แรกเริ่มเดิมทีเขาคิดว่าคงเป็นเพราะปูมหลังชีวิตของหนิงเอ๋อร์ที่ทำให้นางอยากหาเพื่อนคุย ทว่าอย่างไรเสียเขาก็เป็นเพียงเด็กเมื่อวานซืน หากหนิงเอ๋อร์ต้องการผูกมิตรจริง ๆ ก็ควรไปสนิทสนมกับเสี่ยวอวี้และซิ่วเอ๋อร์มากกว่า แต่ในทางกลับกัน ท่าทีของหนิงเอ๋อร์ที่มีต่อพี่น้องสาวใช้ทั้งสองกลับเย็นชาเฉยเมย

"คุณชายน้อยกล่าวอันใดเช่นนั้นเจ้าคะ ข้าเป็นบ่าวไพร่ที่นายหญิงซื้อตัวมา บ่าวไพร่อย่างข้านอกจากต้องปรนนิบัตินายหญิงและคุณหนูแล้ว ย่อมต้องปรนนิบัติรับใช้คุณชายน้อยให้ดีด้วยเช่นกัน" ว่าพลางนางก็ทำท่าจะลงมือช่วยเสิ่นซีปลดเปลื้องเสื้อผ้าจริง ๆ

ภายในใจเสิ่นซีพลันบังเกิดความรู้สึกทะแม่ง ๆ ขึ้นมาทันที

ตอนที่เพิ่งถูกซื้อตัวมาใหม่ ๆ หนิงเอ๋อร์นั้นดูไม่สะดุดตาเอาเสียเลย ทว่าหลังจากได้รับการเลี้ยงดูฟูมฟักมาหลายเดือน เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารเพียงพอก็เริ่มเติบโตเบ่งบาน เผยให้เห็นความงดงามถึงเจ็ดแปดส่วน หากไปอยู่ในโลกยุคปัจจุบันแล้วจับแต่งองค์ทรงเครื่องเสียหน่อย รับรองว่าต้องเป็นหญิงงามระดับดาวเด่นของสถานศึกษาอย่างแน่นอน ทว่าในบรรดาสาวใช้ทั้งสามคนนี้ ผู้ที่เขาชื่นชมมากที่สุดกลับเป็นเสี่ยวอวี้ผู้เคร่งขรึมไม่ยิ้มแย้ม แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขามีความรู้สึกเกินเลยอันใดกับเสี่ยวอวี้นะ

แต่จะว่าไปแล้ว ปัจจุบันเสิ่นซียังอายุไม่ถึงแปดขวบด้วยซ้ำ ต่อให้ภายในจะมีจิตวิญญาณของผู้ใหญ่ที่โตเต็มวัยซ่อนอยู่ ทว่าสังขารในตอนนี้ก็ไม่อำนวยให้เขากระทำเรื่องชั่วร้ายผิดทำนองคลองธรรมได้อยู่ดี

"พี่หนิงเอ๋อร์ ท่านไปจัดการล้างเนื้อล้างตัวเถิด ข้าขอตัวกลับเข้าห้องไปนอนก่อนนะ"

เสิ่นซีแทบจะวิ่งหนีเตลิดกลับเข้าห้อง... การที่ต้องอยู่ตามลำพังกับหนิงเอ๋อร์ พี่สาววัยรุ่นที่อายุมากกว่าเขาถึงเท่าตัว ทำให้เขารู้สึกกดดันไม่น้อย

ยามที่ฮุ่ยเหนียงคัดเลือกสาวใช้ทั้งสามคน ซิ่วเอ๋อร์นั้นถูกซื้อมาเพราะมีพละกำลังมาก เหมาะสำหรับใช้ทำงานหนัก เสี่ยวอวี้นั้นรู้หนังสือ สามารถช่วยโจวซื่อคิดเลขและจัดการบัญชีได้ ส่วนหนิงเอ๋อร์นั้นเป็นเพราะฮุ่ยเหนียงเห็นว่านางมีไหวพริบฉลาดเฉลียวและน่ารักว่าง่าย จึงรับมาเพื่อช่วยดูแลบุตรีและจัดการงานบ้านเรือน

หนิงเอ๋อร์มิใช่เด็กหญิงตัวน้อยที่ใสซื่อบริสุทธิ์อย่างหลินไต้ ด้วยอายุอานามและประสบการณ์ชีวิตที่นางพานพบมา อาจทำให้นางมีความคิดลึกซึ้งเจ้าเล่ห์เสียยิ่งกว่าผู้ใหญ่บางคนด้วยซ้ำ เสิ่นซีจึงไม่อาจใช้วิธีรับมือแบบเดียวกับที่ใช้หลอกล่อหลินไต้มาใช้กับนางได้

เสี่ยวอวี้นอนที่เรือนปีกฝั่งตะวันตก ห้องหับแม้จะไม่กว้างขวางนักแต่กลับจัดวางข้าวของเป็นระเบียบเรียบร้อย สะท้อนให้เห็นว่าปกตินางเป็นคนรักความสะอาดเพียงใด

เสิ่นซีเดินไปที่ขอบเตียง คลี่ผ้าห่มฟูกนอนออก จากนั้นจึงถอดเสื้อผ้ากางเกงปีนขึ้นเตียง ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะล้มตัวลงนอน บานประตูกลับพลันส่งเสียง "เอี๊ยดอ๊าด" ถูกเปิดออก ปรากฏร่างของหนิงเอ๋อร์ที่มือข้างหนึ่งถือกระโถน ส่วนอีกข้างถือโคมไฟก้าวล่วงเข้ามาในห้อง

หนิงเอ๋อร์เป่าโคมไฟให้ดับลงเสียก่อน จากนั้นจึงค่อย ๆ นวยนาดก้าวเข้ามาที่ข้างเตียง สายตาที่นางทอดมองมายังเสิ่นซีแฝงเร้นไปด้วยรอยยิ้มพิลึกพิลั่นประหนึ่งว่าแผนการของตนบรรลุผล

"พี่หนิงเอ๋อร์ ท่านวางกระโถนทิ้งไว้ก็พอแล้ว หากข้าลุกมากลางดึกข้าย่อมจัดการเองได้ ข้า... ข้าจะนอนแล้ว" เสิ่นซีมองดูพี่สาวผู้บุกรุกโดยไม่ได้รับเชิญผู้นี้ เขารับรู้ด้วยสัญชาตญาณเลยว่าหนิงเอ๋อร์คงจะมีความคิดอันไม่บริสุทธิ์ใจต่อเขาเป็นแน่แล้ว

"คุณชายน้อย ท่านมิใช่บ่นว่ากลัวความมืดหรอกหรือเจ้าคะ บ่าวจึงตั้งใจมาอยู่เป็นเพื่อนท่านอย่างไรเล่า"

หนิงเอ๋อร์ฉีกยิ้มหวานหยดย้อย มิคาดว่านางจะกล้าลงมือปลดเปลื้องเสื้อผ้าต่อหน้าต่อตาเสิ่นซีเช่นนี้

ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าในใจเสิ่นซีนั้นอึดอัดทำตัวไม่ถูกเพียงใด บางทีการที่เขาคีบอาหารให้เสี่ยวอวี้บนโต๊ะอาหารเมื่อครู่คงไปกระตุ้นต่อมอะไรบางอย่างของหนิงเอ๋อร์เข้า ทำให้นางตระหนักได้ว่าหากต้องการพลิกชะตาชีวิตของตนเอง จำต้องเริ่มลงมือปูทางจากตัวเสิ่นซีให้จงได้

อย่างไรเสียตระกูลลู่ก็ไร้ทายาทสืบสกุลที่เป็นบุตรชาย ฮุ่ยเหนียงเองก็มักจะโอนอ่อนผ่อนตามและเชื่อฟังคำพูดของเสิ่นซีอยู่เป็นนิตย์ ขอเพียงนางสามารถผูกมัดเสิ่นซีเอาไว้ได้ ในภายภาคหน้านางก็อาจจะได้เลื่อนขั้นจากสาวใช้กลายเป็นนายหญิงก็เป็นได้

"พี่สาว ท่านอย่าทำเช่นนี้เลย ท่านแม่เคยสอนไว้ว่าบุรุษสตรีมีเส้นแบ่งความเหมาะสมที่แตกต่างกัน ปราชญ์เมธียังเคยกล่าวไว้ว่า สิ่งใดผิดจารีตอย่ามอง สิ่งใดผิดจารีตอย่าฟัง สิ่งใดผิดจารีตอย่ากล่าว สิ่งใดผิดจารีตอย่าทำ"

(เชิงอรรถผู้แปล: สิ่งใดผิดจารีตอย่ามอง สิ่งใดผิดจารีตอย่าฟัง สิ่งใดผิดจารีตอย่ากล่าว สิ่งใดผิดจารีตอย่าทำ (非礼勿视,非礼勿听,非礼勿言,非礼勿动) หลักคำสอนสำคัญจากคัมภีร์หลุนอวี่ของขงจื๊อ ว่าด้วยการควบคุมตนเองให้อยู่ในกรอบจริยธรรมและมารยาทอันดีงาม)

เสิ่นซีกล่าวอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เตรียมตัวคว้าเสื้อผ้ามาสวมใส่เพื่อหาทางเผ่นหนีกลับบ้าน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีทางยอมให้พี่สาวที่อายุมากกว่าเขาถึงแปดปีผู้นี้สมความปรารถนาอย่างเด็ดขาด

หนิงเอ๋อร์แย้มยิ้มพลางกล่าว "มีอันใดเสียหายกันเล่าเจ้าคะ? เวลานอนอย่างไรเสียก็ต้องถอดเสื้อผ้าอยู่แล้ว หรือว่าปกติคุณชายน้อยสวมเสื้อผ้านอนอย่างนั้นหรือ?"

จบบทที่ ตอนที่ 99 พี่สาวผู้ช่างเอาใจใส่

คัดลอกลิงก์แล้ว