- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 98 งานเลี้ยงหม้อไฟ
ตอนที่ 98 งานเลี้ยงหม้อไฟ
ตอนที่ 98 งานเลี้ยงหม้อไฟ
ย่างเข้าสู่เดือนสี่ มวลหมู่บุปผาบานสะพรั่งเต็มขุนเขา เสียงวิหคแมลงร้องระงมอย่างเริงร่า ทิวทัศน์สองข้างทางของต้นหลิวที่เริ่มผลิใบใหม่ช่างงดงามตระการตา หลังจากฝนตกหนักติดต่อกันหลายระลอก ระดับน้ำในแม่น้ำซีเจียงที่ไหลพาดผ่านตัวเมืองก็กลับมาสูงขึ้นตามเดิม
เมื่อบ้านเมืองสงบร่มเย็น พ่อค้าวาณิชที่สัญจรไปมาขึ้นเหนือล่องใต้ก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับมีราษฎรในเมืองออกมาเที่ยวเล่นรับลมชมวสันต์กันไม่น้อย ถนนสายการค้าหลายสายในเมืองจึงคึกคักพลุกพล่านไปด้วยผู้คน
ซัวงักฉวนจ้วนและถงหลินจ้วนที่ตีพิมพ์จากโรงพิมพ์ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ก่อนหน้านี้การเล่านิทานของหานอู่เหยียได้สร้างความฮือฮาไปทั่วเมือง ผู้คนมากมายต่างล่วงรู้เนื้อหาของนิทานอย่างละเอียด การจะพาลูกจูงหลานไปฟังนิทานที่เพิงน้ำชานั้นท้ายที่สุดก็ไม่ค่อยสะดวกนัก มิสู้ซื้อหนังสือสักเล่มกลับมาอ่านเองที่บ้านจะดีกว่า
จากแรกเริ่มที่มีเพียงปัญญาชนที่ไปหาซื้อหนังสือ พัฒนามาจนกลายเป็นกระแสของชนชั้นสูงและคหบดีไปในที่สุด ท้ายที่สุดบรรดาเศรษฐีหรือผู้รู้หนังสือในเมืองก็ยอมเจียดเงินไปซื้อมาสักเล่มเพื่อไม่ให้ตกยุค ร้านหนังสือในเมืองจึงขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก
ทว่าเมื่อหนังสือขายดี กิจการในเพิงน้ำชากลับเริ่มซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าหานอู่เหยียจะยังคงเล่านิทานทุกวันเหมือนเช่นเคย ซ้ำเนื้อหาที่นำมาเล่าก็ยังเป็นเรื่องใหม่ ทว่าในเมืองไม่ได้มีแค่เพิงน้ำชาแห่งนี้แห่งเดียวที่เล่านิทาน โรงเตี๊ยมและหอสุราขนาดใหญ่หลายแห่งต่างก็เริ่มนำการเล่านิทานมาเป็นจุดขายเช่นกัน
โรงเตี๊ยมและหอสุราแห่งอื่น บ้างก็เล่าเรื่องซัวงักฉวนจ้วน บ้างก็เล่าเรื่องถงหลินจ้วน แม้ว่าจะไม่มีนิทานเรื่องใหม่อย่าง ฮ่องสิน หรือ สามผู้กล้าห้าคุณธรรม เหมือนที่หานอู่เหยียเล่า ทว่าพวกเขาก็เล่าตามหนังสือที่เสิ่นซีตีพิมพ์ออกมานั่นแหละ สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยฟังมาก่อน ย่อมรู้สึกว่าสนุกสนานและน่าติดตามไม่แพ้กัน
เมื่อราษฎรมีตัวเลือกมากขึ้น กระแสนิยมการไปฟังนิทานที่เพิงน้ำชาจึงค่อย ๆ จางหายไป
หลังจากเสิ่นหมิงโหย่วรับตำแหน่งหลงจู๊ เขาก็มีความทะเยอทะยานอยากจะสร้างผลงานชิ้นใหญ่ เขาเห็นว่าโต๊ะรับรองแขกผู้มีเกียรตินั้นทำเงินได้มาก จึงตัดสินใจเพิ่มจำนวนโต๊ะจากสี่ตัวเป็นสิบสองตัว ซ้ำยังให้คนมาทาสีร้านใหม่ทั้งข้างในข้างนอก แล้วก็เฝ้ารอให้อุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยแขกคนสำคัญอย่างเบิกบานใจ
ทว่าต่อมาเขากลับพบว่า ใช่ว่าชาวเมืองทุกคนจะมือเติบใช้เงินดั่งเบี้ย การจ่ายเงินถึงสองร้อยเหวินเพื่อมานั่งฟังนิทานที่โต๊ะรับรองพิเศษในแต่ละวัน นับเป็นเรื่องที่ฟุ่มเฟือยเป็นอย่างมาก
ท้ายที่สุด อย่าว่าแต่โต๊ะรับรองพิเศษทั้งสิบสองตัวจะเต็มเลย ค่อย ๆ กลายเป็นไม่มีผู้ใดเหลียวแลไปเสียดื้อ ๆ
แม้แต่ลูกค้ากระเป๋าหนักที่เคยมักจะมาฟังนิทานเป็นประจำ ก็ยังรู้สึกว่าการมีโต๊ะรับรองพิเศษมากเกินไป ทำให้การมานั่งฟังนิทานที่นี่ไม่สามารถแสดงถึงสถานะอันสูงส่งของตนเองได้อีกต่อไป
เมื่อบรรดาคหบดีที่เคยชินกับการนั่งโต๊ะรับรองแขกผู้มีเกียรติย่อมไม่มีทางยอมลดเกียรติไปนั่งโต๊ะธรรมดา ท้ายที่สุดลูกค้าขาประจำเหล่านั้นจึงหายหน้าหายตากันไปหมด พวกเขาหันไปฟังซัวงักฉวนจ้วนและถงหลินจ้วนที่โรงเตี๊ยมแห่งอื่นแทน
โรงเตี๊ยมขนาดใหญ่นั้นทั้งสะอาดสะอ้านและหรูหรา แม้จะไม่มีโต๊ะรับรองพิเศษ ทว่ากลับมีห้องส่วนตัวและห้องรับรองมิดชิดให้เลือกสรร ไม่เพียงแต่จะจ่ายน้อยกว่า แต่ยังได้รับการบริการที่ยอดเยี่ยมกว่าด้วย
ใครจะไปคาดคิดว่า บรรดาเศรษฐีที่เมื่อก่อนไม่เคยพลาดการฟังนิทานสักรอบจะฉลาดหลักแหลมถึงเพียงนี้ ขุนนางใหม่เข้ารับตำแหน่งย่อมต้องจุดไฟสามครา การปรับปรุงร้านใหม่ของหลงจู๊ใหม่อย่างเสิ่นหมิงโหย่วจึงจบลงด้วยความล้มเหลวไม่เป็นท่า
(เชิงอรรถผู้แปล: ขุนนางใหม่เข้ารับตำแหน่งย่อมต้องจุดไฟสามครา (新官上任三把火) ขุนนางใหม่มักแสดงอำนาจหรือเข้มงวดสร้างผลงานในช่วงแรก)
สืบเนื่องจากหนังสือซัวงักฉวนจ้วนและถงหลินจ้วนได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในเมือง การเล่านิทานจึงค่อย ๆ ขยายวงกว้างจากโรงเตี๊ยมหอสุราเข้าสู่วิถีชีวิตของชาวบ้านร้านตลาด ราษฎรทั่วไปที่เดิมทีเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของการฟังนิทาน ก็เริ่มพากันมาล้อมวงเล่าเรื่องราวของนิทานทั้งสองเรื่องนี้กันเองในละแวกบ้าน ความสนใจที่จะไปอุดหนุนเพิงน้ำชาของตระกูลเสิ่นจึงลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ
ล่วงเข้าปลายเดือนสี่ เสิ่นหมิงโหย่วเพิ่งจะเข้ามารับช่วงดูแลเพิงน้ำชาได้ไม่ถึงเดือน กิจการที่เคยคึกคักลูกค้าเต็มร้านก็กลับกลายเป็นดักนกกระจอกหน้าประตู แต่ละวันทำได้เพียงอาศัยรายได้จากรอบค่ำมาประคับประคองให้กิจการอยู่รอดไปได้เท่านั้น
(เชิงอรรถผู้แปล: ดักนกกระจอกหน้าประตู (门可罗雀) สถานที่หรือกิจการที่เงียบเหงาซบเซา ไร้ผู้คนสัญจร)
เดิมทีเสิ่นหมิงโหย่วก็ไม่ใช่คนขยันขันแข็งอันใดนัก ช่วงแรก ๆ เขาก็มีไฟฮึกเหิมเต็มเปี่ยม นึกว่าจะได้กอบโกยเงินทองก้อนโต จึงลงมือทำอย่างแข็งขัน ทว่าพอพบว่ากิจการเพิงน้ำชาเริ่มซบเซา เขาก็เริ่มยักยอกเงินจากบัญชีไปถลุงเล่น ส่วนเรื่องการบริหารจัดการเพิงน้ำชาก็ปล่อยปละละเลยปล่อยให้เกิดเองดับเองไปตามยถากรรม
(เชิงอรรถผู้แปล: ปล่อยให้เกิดเองดับเอง (听之任之 / 自生自灭) ปล่อยให้มีชีวิตอยู่หรือตายไปตามยถากรรมโดยไม่เหลียวแล)
หลังจากหลี่ซื่อเข้าเมืองมา นางก็ไปขออาศัยอยู่ที่บ้านญาติผู้ใหญ่ฝั่งสายหลักของตระกูลเสิ่น
หลี่ซื่อตัดสินใจให้เสิ่นหมิงโหย่วรั้งอยู่ดูแลกิจการ จากนั้นก็ส่งตัวเสิ่นหมิงถังบุตรชายคนที่สามผู้ซื่อสัตย์และว่าง่ายกลับไปทำไร่ไถนาที่ชนบทตามเดิม และให้เสิ่นหมิงโหย่วเช่าห้องพักอยู่ข้าง ๆ เพิงน้ำชา การดูแลเอาใจใส่ทั้งตัวเสิ่นหมิงโหย่วและเพิงน้ำชาจึงลดน้อยลงไป
ในใจของฮูหยินเฒ่ายังคงมีแต่เรื่องของเสิ่นหมิงเหวิน ท่านซิ่วไฉผู้แบกรับความหวังของคนทั้งตระกูลเอาไว้
สำหรับเสิ่นหมิงโหย่วบุตรชายคนรองผู้แสนจะฉลาดแกมโกงและดูเหมือนจะเอาการเอางานนั้น หลี่ซื่อให้ความไว้วางใจเขาเป็นอย่างมาก นางปล่อยมือเรื่องกิจการเพิงน้ำชาให้เขาจัดการอย่างเต็มที่ ทว่าเมื่อถึงสิ้นเดือนและต้องมาตรวจดูบัญชี ตัวเลขที่ปรากฏกลับแตกต่างจากที่นางคาดหวังไว้อย่างสิ้นเชิง
เดิมทีกิจการเพิงน้ำชาสมควรจะมีกำไรสุทธิถึงยี่สิบตำลึงต่อเดือน ทว่าในเดือนสี่นี้กลับมีรายรับรวมเพียงแค่เจ็ดแปดตำลึงเท่านั้น ซึ่งนี่ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับการดูแลร้านของหานอู่เหยียในช่วงครึ่งเดือนแรกเสียด้วยซ้ำ
ช่วงบ่ายของวันที่ยี่สิบแปดเดือนสี่ หลี่ซื่อเดินทางมาที่บ้านของเสิ่นซี นางเรียกเสิ่นหมิงโหย่วและสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินมาพบ เพื่อสอบถามสาเหตุที่ทำให้รายรับของเพิงน้ำชาลดลงอย่างฮวบฮาบเช่นนี้
"ท่านแม่ ก็เพราะว่าพี่ใหญ่ไปพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมมิใช่หรือขอรับ พวกเราจึงต้องเบิกเงินจากบัญชีไปจุนเจือครอบครัวของพี่ใหญ่ อีกอย่างข้าก็เพิ่งจะมารับช่วงต่อ ก่อนหน้านี้ก็ต้องซื้อโต๊ะเก้าอี้เพิ่ม แถมยังต้องจ่ายค่าเช่าห้องพักอีก... การทำกิจการเพิงน้ำชาต้องอาศัยการสะสมกำไรทีละเล็กทีละน้อย จะมาหวังผลกำไรเพียงชั่วข้ามคืนไม่ได้หรอกนะขอรับ"
หลี่ซื่อพอได้ยินก็รู้สึกว่าคำอธิบายของเสิ่นหมิงโหย่วนั้นสมเหตุสมผลดี ไม่ยอมเสียเงินก้อนเล็กก็ย่อมไม่ได้เงินก้อนใหญ่ เรื่องที่เสิ่นหมิงโหย่วซื้อโต๊ะเก้าอี้เพิ่มและทาสีร้านใหม่นางก็พอจะรู้เรื่องอยู่บ้าง อันที่จริงเรื่องพวกนี้ก็ไม่ได้ใช้เงินมากมายอันใดนัก ทว่าฮูหยินเฒ่าอาศัยอยู่ในชนบทมานานกว่ายี่สิบสามสิบปี ย่อมไม่ค่อยคุ้นเคยกับค่าครองชีพในเมืองนัก นางจึงหลงคิดไปว่าเรื่องพวกนี้คงต้องใช้เงินไปไม่น้อย
หลังจากหลี่ซื่อและเสิ่นหมิงโหย่วจากไป โจวซื่อถึงได้เอ่ยถามสามีขึ้นมาลอย ๆ "ไม่รู้ว่าเดือนนี้เพิงน้ำชามีรายรับเท่าใดนะเจ้าคะ?"
เมื่อก่อนโจวซื่อเป็นคนดูแลบัญชีเพิงน้ำชา ต่อให้นางจะไม่รู้หนังสือ ทว่านางก็เป็นคนหัวไวและจดจำรายละเอียดของบัญชีได้แม่นยำมาโดยตลอด
เสิ่นหมิงจวินไม่ค่อยใส่ใจเรื่องพวกนี้นัก เมื่อก่อนก็เป็นหานอู่เหยียที่คอยทำบัญชีแล้วนำมามอบให้เขา เขาให้เสิ่นซีตรวจดูรอบหนึ่งแล้วก็ค่อยส่งให้โจวซื่อเก็บรักษาไว้
"ในบัญชีก็คงเหลือสักเจ็ดแปดตำลึงล่ะมั้ง ท่านแม่ก็ไม่ได้บอกตัวเลขที่แน่ชัดให้ข้ารู้หรอก" เสิ่นหมิงจวินก็ไม่ได้มั่นใจนัก
เสิ่นซีที่แอบมองดูพร้อมกับหลินไต้เงียบๆ อยู่ในห้อง ในเวลานี้เขาก็เดินออกแล้วเอ่ยขึ้น "ท่านพ่อขอรับ ตอนที่พวกเราส่งมอบร้านให้ ท่านพ่อก็ยังมีเงินในบัญชีเหลืออยู่ถึงยี่สิบกว่าตำลึงมิใช่หรือขอรับ หากบัดนี้เหลือเพียงเจ็ดแปดตำลึง นั่นก็ไม่เรียกว่ารายรับแล้วล่ะขอรับ ทว่าเรียกว่าขาดทุนย่อยยับต่างหาก"
โจวซื่อขมวดคิ้วมุ่น "ไอ้เด็กทึ่ม ไม่รู้ประสีประสาอย่าได้พูดจาส่งเดช ถึงอย่างไรนั่นก็ลุงรองของเจ้า หากกิจการได้กำไรก็ถือเป็นทรัพย์สินของตระกูลเสิ่น การไปชี้หน้าด่าทอลับหลังเขาเช่นนี้ ไม่มีผลดีต่อตัวเจ้าหรอกนะ"
เสิ่นซีทำได้เพียงเอ่ยปากขอโทษและพูดจาอ่อนหวานเอาใจไปสองสามประโยค โจวซื่อถึงได้เลิกด่าทอ อันที่จริงในใจของโจวซื่อก็รู้สึกเคลือบแคลงสงสัยเช่นกัน บัญชีนางก็ไม่ได้แตะต้อง ตลอดกว่าครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้สถานการณ์ของเพิงน้ำชาฝั่งนู้นเป็นอย่างไรนางก็ไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย สมุดบัญชีล้วนเป็นเสิ่นหมิงโหย่วที่ทำขึ้นมาเอง ในนั้นยากจะรับประกันได้ว่าจะไม่มีเรื่องเล่นตุกติกแอบแฝงอยู่
รอจนเสิ่นหมิงจวินไปเยี่ยมฮูหยินเฒ่าที่บ้านญาติผู้ใหญ่ฝั่งสายหลักของตระกูลเสิ่นอีกครั้ง โจวซื่อก็กำชับให้สามีขอดูสมุดบัญชีจากฮูหยินเฒ่าสักหน่อย ทว่าผลปรากฏว่าหลี่ซื่อกลับเก็บรักษาสมุดบัญชีไว้อย่างมิดชิด ไม่ยอมมอบให้เสิ่นหมิงจวินดูเด็ดขาด
ฮูหยินเฒ่ากังวลว่าสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินจะไม่ยินยอมพร้อมใจที่ต้องยกกิจการให้ผู้อื่น และจะฉวยโอกาสตอนที่เสิ่นหมิงโหย่วเป็นหลงจู๊แล้วรายรับลดลง นำเรื่องในบัญชีมาใส่ร้ายป้ายสีความสามารถในการทำงานของเสิ่นหมิงโหย่ว ลุกลามไปจนถึงการกังขาในการตัดสินใจของนาง
หลี่ซื่ออายุมากแล้ว ความคิดอ่านจึงซับซ้อนตามไปด้วย นางคาดไม่ถึงเลยว่าแท้จริงแล้วสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินเพียงแค่ไม่อยากให้เสิ่นหมิงโหย่วทำงานโดยไร้คนคอยตรวจสอบ จนนำไปสู่การทำตามอำเภอใจยักยอกเงินมาเป็นของตนเองก็เท่านั้น
ในเมื่อฮูหยินเฒ่าไม่ยอมมอบสมุดบัญชีให้ โจวซื่อย่อมไม่อยากสอดปากพูดให้มากความ ทำเพียงลอบกังวลอยู่เงียบ ๆ ในใจ... บัดนี้ตระกูลเสิ่นขาดเบี้ยหวัดและข้าวสารหลวงในฐานะหลิ่นเซิงของเสิ่นหมิงเหวินไปแล้ว หากการบริหารกิจการเพิงน้ำชาเกิดปัญหาขึ้นมาอีก ความเป็นอยู่ของครอบครัวก็คงจะยากลำบากยิ่งกว่าเมื่อก่อนเป็นแน่ ทว่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ฮูหยินเฒ่าตัดสินใจเอง ในเมื่อนางเชื่อใจบุตรชายคนรอง ก็ปล่อยให้รอพินิจดูผลลัพธ์ที่จะตามมาก็แล้วกัน
โจวซื่อเต็มใจที่จะทุ่มเทเวลาให้กับการดูแลกิจการที่อยู่ในมือมากกว่า ร้านขายยาฝั่งนี้มีลูกค้ามาอุ่นหนาฝาคั่ง ประกอบกับโรงพิมพ์ก็ทยอยตีพิมพ์บทนิทานอิงประวัติศาสตร์ออกมาอย่างต่อเนื่อง บัดนี้เรื่อง ซัวงักฉวนจ้วน และ ถงหลินจ้วน ล้วนตีพิมพ์ออกมาถึงเล่มที่สี่แล้ว ยอดขายก็พุ่งกระฉูดเป็นเทน้ำเทท่า นางต้องวิ่งวุ่นดูแลทั้งสองฝั่งจนแทบจะหัวปั่น
โรงพิมพ์สรุปยอดบัญชีตอนสิ้นเดือน เพิ่งจะวางขายหนังสือไปได้เพียงครึ่งเดือนเท่านั้น หักลบค่าจ้างแรงงาน ค่าเครื่องมือ กระดาษ และหมึกพิมพ์ออกไปแล้ว ก็เริ่มมีผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ
เดือนแรกก็สามารถคืนทุนซ้ำยังได้กำไร เรื่องนี้ทำให้โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงเบิกบานใจเป็นอย่างมาก ในช่วงสิ้นเดือนนี้ เสิ่นหมิงจวินยังทำงานอยู่ที่จวนนายท่านหวังไม่กลับมา สองครอบครัวจึงมารวมตัวกันกินข้าวมื้อค่ำ อันที่จริงก็นับว่าเป็นการจัดงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จนั่นแหละ
ช่วงบ่ายของวันนี้ ฮุ่ยเหนียงได้ให้หนิงเอ๋อร์ไปจับจ่ายซื้อผักสด เห็ด และเนื้อสัตว์กลับมาตั้งแต่เนิ่น ๆ ทว่าร้านขายยากลับยุ่งจนล่วงเข้ายามแรกถึงได้ปิดร้าน ฟ้ามืดแล้วหากจะให้มานั่งลงมือทำกับข้าวก็ดูจะรีบร้อนฉุกละหุกเกินไป คาดว่าคงต้องรอไปอีกหนึ่งชั่วยามเต็มถึงจะได้กินข้าว
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามแรก (入更/头更) ช่วงเวลาพลบค่ำ หรือยามเจี่ย ราว 19.00 - 21.00 น.)
เสิ่นซีจึงเสนอความคิดขึ้นมาว่า ไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยากวุ่นวาย ใช้แค่เตาเล็กกับหม้อมา "ลวกหม้อไฟ" กินกันก็พอแล้ว
"เสี่ยวหลาง พวกเราต้องกินข้าวเป็นเรื่องเป็นราวนะ เจ้าบอกว่าใช้แค่น้ำแกงลวกเนื้อกับผักผ่าน ๆ แล้วมันจะกินได้หรือ?" แต่ไหนแต่ไรมาฮุ่ยเหนียงก็รู้สึกว่าเสิ่นซีนั้นหัวไวมีไหวพริบ ทว่าคราวนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปากท้อง นางย่อมไม่เห็นพ้องด้วยอย่างหน้ามืดตามัวเป็นแน่
เสิ่นซีหัวเราะพลางเอ่ย "ท่านน้ายังไม่เคยลองชิม แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอร่อยหรือไม่อร่อยขอรับ? ท่านน้ากับท่านแม่ต่างก็ยุ่งกันทั้งคู่ พวกเราลองทำดูก่อนก็ไม่เสียหายนี่ขอรับ หากมันอร่อยจริง ๆ ภายหน้าตอนทำกับข้าวก็จะได้ประหยัดเวลาไปได้ตั้งเยอะเลยนะขอรับ"
"ไอ้เด็กทึ่ม เจ้าไปเรียนรู้เรื่องพวกนี้มาจากที่ใดกัน เมื่อก่อนตอนพวกเราอยู่ชนบท ก็มักจะต้มผักป่ากินกันเป็นประจำ เนื้อดีผักดีเช่นนี้ต้มจนสุกแล้วจะไม่น่ากินได้อย่างไร ทว่าหากกินแต่ของพวกนี้แล้วไม่กินข้าวจะอยู่ท้องได้อย่างไรเล่า? น้องสาว ข้าว่าเอาเช่นนี้ดีกว่า ภายหน้าพวกเราก็ปิดร้านให้เร็วขึ้นอีกหน่อย แล้วให้หนิงเอ๋อร์กับซิ่วเอ๋อร์สลับเวรกันกลับมาทำกับข้าว จะได้ไม่ต้องวุ่นวายจนดึกดื่นเช่นนี้"
หน้าที่หลักของหนิงเอ๋อร์เดิมทีคือการคอยทำงานจิปาถะในลานหลังบ้านและดูแลลู่ซีเอ๋อร์ ทว่าในเมื่อกิจการร้านขายยาทั้งสองแห่งต่างก็เข้าที่เข้าทางและยุ่งวุ่นวายสุด ๆ หนิงเอ๋อร์จึงถูกดึงตัวไปช่วยงานที่ร้านแห่งใหม่ด้วย
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้า "เช่นนั้นก็ดีเหมือนกันเจ้าค่ะ อย่างมากพวกเราก็ค่อยหาซื้อสาวใช้เพิ่มมาอีกสักสองคน พวกนางไม่กี่คนจะได้ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปนัก"
ซิ่วเอ๋อร์เป็นคนซื่อตรงและหัวอ่อน เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็รีบเอ่ยแก้ต่างทันที "นายหญิง ข้าน้อยไม่เหนื่อยเลยเจ้าค่ะ นายหญิงต่างหากที่เหน็ดเหนื่อย"
ประโยคนี้ทั้งสองครอบครัวล้วนเห็นพ้องต้องกัน หากจะถามว่าในร้านขายยาแห่งนี้ผู้ใดยุ่งที่สุด ก็ต้องยกให้ฮุ่ยเหนียงที่ออกแต่เช้าตรู่กลับเอาป่านดึกดื่น ซ้ำตอนกลางคืนก็ยังต้องอดหลับอดนอนตรวจทานบัญชีอยู่บ่อย ๆ อันที่จริงสาเหตุหลักก็เป็นเพราะนางสูญเสียสามีไป จึงนำเอาความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดไปทุ่มเทให้กับการทำมาค้าขาย เพื่อให้ตนเองไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านมากนัก
"พวกเจ้านั่นแหละที่เหน็ดเหนื่อย ข้าเป็นหลงจู๊ หากหาเงินมาได้ก็ตกเป็นของข้าทั้งหมด" ฮุ่ยเหนียงกล่าวด้วยรอยยิ้มเบิกบาน "เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน วันนี้พวกเราลองกินตามวิธีที่เสี่ยวหลางบอกดูก่อน หากไม่อร่อย พวกเจ้าก็ไปโทษเสี่ยวหลางเอาเองก็แล้วกัน อย่ามาโกรธเคืองข้าก็แล้วกันนะ"
ทั้งสองครอบครัวจึงเริ่มลงมือตระเตรียมอาหารมื้อค่ำกันอย่างชื่นมื่น
อันที่จริงย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคราชวงศ์เหนือใต้ ผู้คนก็เริ่มใช้หม้อไฟมาต้มลวกเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อไก่ ปลา และเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ๆ แล้ว จวบจนถึงยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ โรงเตี๊ยมในเมืองเปี้ยนจิงยามฤดูหนาวก็มีหม้อไฟออกวางขายแล้วเช่นกัน ทว่าอำเภอหนิงฮว่าตั้งอยู่ในดินแดนห่างไกล วัฒนธรรมด้านอาหารการกินจึงค่อนข้างขาดแคลน ดังนั้นฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อจึงไม่เคยล่วงรู้ถึงวิธีการกินเช่นนี้มาก่อน
(เชิงอรรถผู้แปล: เปี้ยนจิง (汴京) เมืองหลวงของราชวงศ์ซ่งเหนือ ปัจจุบันคือเมืองไคเฟิง มณฑลเหอหนาน)
สิ่งสำคัญที่สุดในการกินหม้อไฟก็คือเตาและหม้อใบเล็ก คนเต็มห้องเช่นนี้ย่อมไม่อาจไปยืนล้อมวงกันที่หน้าเตาไฟในครัว แล้วคีบเนื้อคนละตะเกียบแย่งกันจุ่มลงไปในหม้อใบใหญ่ได้หรอกนะ
เสิ่นซีนำอ่างไฟที่เคยใช้ผิงไฟคลายหนาวในฤดูหนาวออกมา จากนั้นก็ไปหาถ่านไม้จากเรือนเก็บฟืนในลานหลังบ้านมาเติมใส่เข้าไป แล้วก็ตั้งหม้อใบเล็กลงไป หม้อไฟแบบง่าย ๆ ก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์
การกินหม้อไฟย่อมต้องนำมาตั้งไว้บนโต๊ะ ทว่าฮุ่ยเหนียงเกรงว่าการก่อไฟในโถงหลังจะทำให้เกิดไฟไหม้จนเป็นเรื่องใหญ่ จึงยกโต๊ะแปดเหลี่ยมออกมาตั้งไว้กลางลานบ้าน คนทั้งสองครอบครัวนั่งบนม้านั่งล้อมวงรอบโต๊ะแปดเหลี่ยม เสิ่นซีเดินเข้าไปในครัวเพื่อหยิบเครื่องปรุงรสที่เขาผสมเตรียมไว้ ซึ่งก็มีเพียง ต้นหอม กระเทียม เต้าหู้ยี้ ขึ้นฉ่ายสับ รวมถึงเกลือ น้ำมันงา และเครื่องปรุงรสพื้น ๆ อีกเล็กน้อยเท่านั้น
ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีพริก น้ำซุปหม้อไฟจึงเป็นเพียงแค่น้ำเปล่าที่ใส่กุ้งแห้ง พุทราจีน เก๋ากี้ ขิง กระเทียม และท่อนต้นหอมลงไปเท่านั้น
เมื่อโจวซื่อเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะด่าทอ "ไอ้เด็กเหม็น ที่แท้เจ้าก็วางแผนเตรียมการเรื่องนี้เอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วใช่หรือไม่?"
"ท่านแม่ ข้าเห็นท่านกับท่านน้าต่างก็ยุ่งกันทั้งคู่ จึงพยายามหาหนทางช่วยให้พวกท่านประหยัดเวลา หากรู้สึกว่าอร่อย ภายหน้าตอนพวกท่านกลับมา พวกเราก็แค่ก่อไฟก็กินได้เลยมิใช่หรือขอรับ? อย่างมากก็แค่หุงข้าวสวยเตรียมไว้ล่วงหน้า แล้วก็กินแกล้มกับกับข้าวไปก็พอแล้ว"
คนทั้งโต๊ะแทบจะมีแต่สตรี คราวนี้จึงถึงตาที่ผู้ชายอย่างเสิ่นซีจะได้ออกโรงเป็นผู้นำบ้างแล้ว การกินหม้อไฟก็เป็นเขาที่เสนอขึ้นมา คนอื่นล้วนทำไม่เป็น เขาจึงออกคำสั่งให้หนิงเอ๋อร์กับซิ่วเอ๋อร์ไปล้างผักและเห็ดหอมให้สะอาด จากนั้นก็นำเนื้อแกะและเนื้อหมูที่ซื้อมาแล่เป็นแผ่นบาง ๆ จัดเรียงใส่จานแล้วยกขึ้นโต๊ะ