- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 97 หลงจู๊คนใหม่ผู้เกียจคร้านรักสบาย
ตอนที่ 97 หลงจู๊คนใหม่ผู้เกียจคร้านรักสบาย
ตอนที่ 97 หลงจู๊คนใหม่ผู้เกียจคร้านรักสบาย
การที่ฮูหยินเฒ่าบอกว่าจะไม่สนใจบุตรชายและเตรียมจะกลับชนบทนั้น ล้วนเป็นเพียงคำพูดประชดประชันเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นนางยังไม่กล้าแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้ หากมีผู้ใดรู้ว่าซิ่วไฉอย่างเสิ่นหมิงเหวินเป็นคนอกตัญญู ก็มีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะถูกทางการริบคุณวุฒิคืน
คุณวุฒิของเสิ่นหมิงเหวินนั้นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดในใจของหลี่ซื่อ!
เสิ่นหมิงเหวินแน่วแน่ว่าจะพักอยู่ที่โรงเตี๊ยม ต่อให้เสิ่นหมิงจวินและญาติพี่น้องตระกูลเสิ่นคนอื่น ๆ จะไปเกลี้ยกล่อมก็หมดหนทางเยียวยา ท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายจึงเผชิญหน้ากันอย่างดื้อดึงไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน
วันที่หกเดือนสี่ วันที่สามหลังจากเสิ่นหมิงเหวินกลับมา หลี่ซื่อก็กัดฟันเดินทางกลับหมู่บ้านไป นางเตรียมจะพาบุตรชายคนรองและบุตรชายคนที่สามเข้าเมืองมาด้วย พร้อมทั้งพาหวังซื่อผู้เป็นภรรยาของเสิ่นหมิงเหวินและบุตรีทั้งสองมาด้วย ในเมื่อคนอื่นเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ ให้ลูกเมียมาอ้อนวอนก็สมควรจะได้ผลกระมัง
ทว่าเสิ่นซีกลับรู้ดีว่า จุดประสงค์หลักที่หลี่ซื่อกลับไป ก็เพื่อพาเสิ่นหมิงโหย่วลุงรองและเสิ่นหมิงถังลุงสามเข้าเมืองมาเพื่อรับช่วงดูแลกิจการเพิงน้ำชา ป้องกันการผูกขาดอำนาจของบ้านคนสุดท้องจนเกิดเค้าลางของการแยกบ้านต่างหาก
ตอนที่หลี่ซื่อเข้าเมืองมามีบุตรชายคนโตคอยเป็นเพื่อน ขากลับหมู่บ้านย่อมต้องมีคนคอยติดตาม เสิ่นหมิงจวินจึงยังคงกลับบ้านไม่ได้เช่นเคย
จนถึงวันที่เก้า ครอบครัวใหญ่ตระกูลเสิ่นก็โดยสารเกวียนเทียมวัวเข้าเมืองมา
เรื่องแรกที่หลี่ซื่อทำหลังจากเข้าเมืองมา ก็คือการส่งหวังซื่อและบุตรีทั้งสองของเสิ่นหมิงเหวินไปยังโรงเตี๊ยม เพื่อใช้สายใยแห่งครอบครัวเข้าจู่โจม บีบให้เสิ่นหมิงเหวินยอมประนีประนอม
จากนั้นหลี่ซื่อก็พาเสิ่นหมิงโหย่วและเสิ่นหมิงถังไปที่เพิงน้ำชา เพื่อริบอำนาจการบริหารจัดการเพิงน้ำชาคืนมาจากมือของหานอู่เหยีย
"...ข้าขอบอกพวกเจ้าไว้เลยนะ ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่อีกแค่วันเดียว บ้านนี้ก็ไม่อาจแตกแยกได้"
ในลานบ้านตระกูลเสิ่น หลี่ซื่อได้เรียกบุตรชายทั้งสามคน ยกเว้นเสิ่นหมิงเหวินและบุตรชายคนที่สี่เสิ่นหมิงซินที่อยู่ชนบท มารวมตัวกันเพื่ออบรมสั่งสอน
อีกด้านหนึ่ง หวังซื่อพาบุตรีทั้งสองไปที่โรงเตี๊ยมตลอดทั้งวันทว่ากลับไม่ได้ผลลัพธ์อันใด ก่อนฟ้ามืดนางจึงกลับมารายงานหลี่ซื่อด้วยสภาพหน้าม้านอับอาย
(เชิงอรรถผู้แปล: หน้าม้านอับอาย (灰头土脸) อาการหดหู่ สลดใจ หรือเสียหน้าจากการทำเรื่องใดไม่สำเร็จ)
หลี่ซื่อด่าทอ "พวกไร้ประโยชน์ แม้แต่สามีของตัวเองก็ยังดูแลไม่ได้... ถึงขั้นปล่อยให้หนีออกจากบ้าน ไม่รู้ว่าวันธรรมดาพวกเจ้าใช้ชีวิตกันอย่างไร!"
เดิมทีหวังซื่อก็รู้สึกไม่พอใจอยู่แล้ว เพื่อฟื้นฟูตระกูล แม่สามีถึงกับขังลูกชายไว้ในห้องใต้หลังคาตลอดทั้งปีไม่ให้ออกมา ทำให้นางต้องครองม่ายทั้งที่สามียังอยู่ ตอนอยู่ชนบทหวังซื่อก็มีความคิดเห็นขัดแย้งกับแม่สามีอยู่มาก เพียงแต่ถูกอำนาจกดขี่ของหลี่ซื่อบีบบังคับจึงไม่กล้าต่อต้าน ทว่าบัดนี้มีเสิ่นหมิงเหวินเป็นคนริเริ่มแล้ว ยามที่ได้ยินแม่สามีด่าทอ นางจึงรวบรวมความกล้าตอบโต้กลับไปประโยคหนึ่ง "ท่านแม่ เรื่องนี้ข้ายืนอยู่ข้างท่านพี่เจ้าค่ะ"
"เจ้า... เจ้าว่ากระไรนะ? พูดใหม่อีกทีสิ!"
เสิ่นหมิงโหย่วรีบดึงตัวหลี่ซื่อเอาไว้ ยิ้มประจบพลางเอ่ย "ท่านแม่ ท่านดูสิขอรับ ที่นี่คือในเมือง ซ้ำยังเป็นบ้านของน้องเล็ก หากเพื่อนบ้านได้ยินเข้าคงจะไม่ดี มีอะไรพวกเราเข้าไปคุยกันข้างในเถิด ดับไฟโทสะลงก่อนนะขอรับ"
ในบรรดาพี่น้อง เสิ่นหมิงโหย่วนับว่าเกียจคร้านที่สุด และก็ปลิ้นปล้อนรู้จักพลิกแพลงตามสถานการณ์ที่สุดเช่นกัน เขารู้ดีว่าครานี้การที่หลี่ซื่อให้เขากับน้องสามเสิ่นหมิงถังเข้าเมืองมา ก็เพื่อจะเลือกคนใดคนหนึ่งไปเป็นหลงจู๊ดูแลเพิงน้ำชา เขาย่อมต้องแสร้งทำผลงานต่อหน้ามารดาให้ดีเสียหน่อย
คนทั้งครอบครัวเดินเข้าไปในห้องโถงหลัก หลี่ซื่อกวาดตามองรอบ ๆ คราหนึ่ง แล้วโบกมือไล่ "เชียนเอ๋อร์ ม่านเอ๋อร์ พวกเจ้าสองคนออกไปกับเสี่ยวหลางเถิด ที่นี่ไม่มีเรื่องอันใดของพวกรุ่นหลานอย่างพวกเจ้า"
เสิ่นเชียนและเสิ่นม่านเป็นบุตรีของเสิ่นหมิงเหวินกับหวังซื่อ หลังพ้นปีใหม่มา เสิ่นเชียนก็อายุสิบสี่ปีแล้ว ส่วนเสิ่นม่านเพิ่งจะแปดขวบ ทว่าต่างก็อายุมากกว่าเสิ่นซี เมื่อเห็นท่านย่าไล่พวกตนออกไป เสิ่นเชียนและเสิ่นม่านก็เกิดอาการทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
เสิ่นซีพยักหน้าให้พวกนาง "พี่หญิงใหญ่ พี่หญิงสี่ พวกเราไปกินข้าวกันก่อนเถิด"
"อืม"
ในวัยนี้ เสิ่นเชียนนับว่ารู้ความแล้ว นางจูงมือน้องสาวเดินตามเสิ่นซีออกจากลานบ้าน ยามที่ใกล้จะถึงประตูหลังของร้านขายยา โจวซื่อก็เปิดประตูเดินออกมาพอดี
เดิมทีโจวซื่อตั้งใจจะกลับมาดูที่บ้าน ทว่าเมื่อเห็นเสิ่นซี นางก็เบาแรงไปได้มาก รีบดึงตัวบุตรชายเข้าไปสอบถามครู่หนึ่ง เมื่อรู้ว่ายังไม่ได้ผลลัพธ์อันใด นางก็ไม่อยากจะเข้าไปก้าวก่ายให้เปลืองตัว
คืนนั้น หลี่ซื่อและคนอื่น ๆ ต่างก็ไปขอพักอาศัยอยู่ที่บ้านญาติผู้ใหญ่ฝั่งสายหลักของตระกูลเสิ่น เสิ่นเชียนและเสิ่นม่านก็ติดตามไปด้วย เนื่องจากมีคนคอยดูแลเพิ่มมากขึ้น ในที่สุดเสิ่นหมิงจวินก็ได้รับอนุญาตให้อยู่ที่บ้านเป็นเพื่อนโจวซื่อเสียที
วันรุ่งขึ้น ทันทีที่เสียงกลองยามเช้าดังขึ้น เสิ่นหมิงจวินก็รีบไปดูแลมารดา รอจนเสิ่นซีกินมื้อเช้าเสร็จและเตรียมตัวไปโรงเรียน เสิ่นหมิงจวินก็กลับมา พร้อมกับนำการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดของหลี่ซื่อมาด้วย นั่นคือ ตำแหน่งหลงจู๊เพิงน้ำชาจะถูกมอบหมายให้เสิ่นหมิงโหย่ว ลุงรองของเสิ่นซี
โจวซื่อได้ยินแล้วก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง "ลุงรองผู้นี้ วันธรรมดาก็รักสบายเกลียดความลำบาก ตอนอยู่บ้านแม้แต่งานไร่นาก็ยังแทบไม่ทำ เขาจะเป็นคนที่มีคุณสมบัติคอยดูแลเรื่องเงินทองได้อย่างไร?"
เสิ่นหมิงจวินกล่าวอย่างจนปัญญา "นี่คือสิ่งที่ท่านแม่ตัดสินใจแล้ว... ตอนนี้ท่านแม่กำลังกลัดกลุ้มใจเรื่องของพี่ใหญ่อย่างหนัก ประเดี๋ยวหากพบหน้าท่านแม่ เจ้าก็อย่าได้ไปพูดจาอันใดขัดหูท่านเลยนะ"
โจวซื่อหน้าดำคร่ำเครียด ยอมส่งมอบสมุดบัญชีของเพิงน้ำชาออกมา เพื่อให้เสิ่นหมิงจวินนำไปให้เสิ่นหมิงโหย่วดู
ตอนที่เสิ่นหมิงโหย่วเกิดมา ฐานะของตระกูลเสิ่นยังถือว่าพอใช้ได้ เขาจึงเคยได้เข้าเรียนในสถานศึกษาและพอจะรู้หนังสืออยู่บ้าง นี่คงจะเป็นเหตุผลหลักที่หลี่ซื่อยอมให้เขามารับช่วงดูแลเพิงน้ำชา
เรื่องแรกที่เสิ่นหมิงโหย่วทำหลังจากเข้ารับตำแหน่งหลงจู๊ ก็คือการนำบัญชีทั้งหมดมาตรวจดูรอบหนึ่ง จากนั้นก็ไปประจบสอพลอทำทีเป็นเอาความดีความชอบกับหลี่ซื่อ โดยบอกว่าบัญชีเหล่านี้เขาได้ตรวจสอบดูแล้วไม่มีปัญหาอันใด
เสิ่นหมิงโหย่วรู้สึกว่าถึงอย่างไรหานอู่เหยียก็เป็นเพียงนักเล่านิทานที่เพิงน้ำชาจ้างมาเท่านั้น การที่เพิงน้ำชาได้กำไรเท่าใดก็ต้องแบ่งให้เขาถึงหนึ่งในสิบส่วน ช่างเป็นการเสียเปรียบเกินไปจริง ๆ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนจากส่วนแบ่งกำไรให้กลายเป็นเบี้ยหวัดรายเดือนที่ตายตัวแทน โดยจำนวนเงินไม่ได้เพิ่มหรือลดลงจากเดิมมากนัก อาศัยเกณฑ์จากส่วนแบ่งรายวันที่หานอู่เหยียได้รับอยู่ในปัจจุบันมาตั้งเป็นเบี้ยหวัดรายเดือน
เดิมทีหานอู่เหยียก็ไม่อยากจะเข้าไปก้าวก่ายเรื่องภายในครอบครัวตระกูลเสิ่นให้มากความอยู่แล้ว เมื่อเปลี่ยนจากส่วนแบ่งกำไรที่ไม่แน่นอนมาเป็นเบี้ยหวัดรายเดือนตายตัว ทว่ารายรับก็ไม่ได้ลดน้อยลง เขาย่อมยินดีที่จะน้อมรับไว้
ช่วงไม่กี่วันแรกที่เสิ่นหมิงโหย่วขึ้นเป็นหลงจู๊ เขาได้จัดการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ในเพิงน้ำชาไปไม่น้อย เป้าหมายหลักคือการหาวิธียักยอกหักเบี้ยหวัดของลูกจ้างระดับล่าง ส่วน "รางวัลคนขยัน" นั้น เขาถึงขั้นยกเลิกไปเลย โดยมองว่าเงินก้อนนี้เป็นเหมือนการปาหินลงน้ำ ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
(เชิงอรรถผู้แปล: การปาหินลงน้ำ (打水漂) สำนวนเปรียบเปรยถึงการลงทุนหรือเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ได้ผลตอบแทนกลับมาเลย)
หลี่ซื่อกลับสนับสนุนการตัดสินใจของเสิ่นหมิงโหย่วเป็นอย่างยิ่ง
วันที่สิบสามเดือนสี่ หลี่ซื่อพาเสิ่นหมิงโหย่วมาที่ลานบ้านของเสิ่นซี นางสั่งสอนเสิ่นหมิงจวินต่อหน้าโจวซื่อและเสิ่นซี "...ดูพี่รองของเจ้าเป็นตัวอย่างสิ เพิ่งจะมารับช่วงดูแลเพิงน้ำชา กิจการก็ทำออกมาได้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ซ้ำยังมีจุดที่ประหยัดไปได้ตั้งมากมาย พวกเจ้านี่มันไม่เป็นผู้นำครอบครัวย่อมไม่รู้ว่าฟืนและข้าวสารนั้นมีราคาแพงเสียจริง ๆ"
(เชิงอรรถผู้แปล: ไม่เป็นผู้นำครอบครัวย่อมไม่รู้ว่าฟืนและข้าวสารนั้นมีราคาแพง (不当家不知柴米贵) สำนวนหมายถึง คนที่ไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลภาระค่าใช้จ่ายในบ้าน ย่อมไม่เข้าใจถึงความยากลำบากในการหาเงินและการประหยัดอดออม)
เสิ่นซีคิดในใจว่า หากยึดตามแนวคิดการบริหารงานของเสิ่นหมิงโหย่ว แน่นอนว่าย่อมสามารถลดรายจ่ายลงได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ทว่ากลับไม่มีการเพิ่มรายได้เลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังจะทำให้หานอู่เหยียและลูกจ้างระดับล่างเกิดความคับแค้นใจจนไม่อยากตั้งใจทำงานอีกต่างหาก
ต่อให้เสิ่นซีจะรู้แจ้งแก่ใจ ทว่าก็ไม่อาจเอ่ยปากเตือนฮูหยินเฒ่าต่อหน้าได้ สงครามเย็นระหว่างฮูหยินเฒ่าและเสิ่นหมิงเหวินยังคงดำเนินต่อไป เดิมทีหวังซื่อถูกพากระเตงเข้าเมืองมาเพื่อช่วยเกลี้ยกล่อมสามี ทว่าบัดนี้นางกลับย้ายไปอยู่ที่โรงเตี๊ยมและใช้ชีวิตครอบครัวเล็ก ๆ อย่างมีความสุขกับสามีเสียอย่างนั้น เรื่องนี้ยิ่งทำให้หลี่ซื่อเดือดดาลมากยิ่งขึ้น
"ดูท่านแม่พูดเข้าสิขอรับ อย่างไรเสียกิจการนี้ก็เป็นของตระกูลเสิ่น ข้าในฐานะคนตระกูลเสิ่นจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร?" เสิ่นหมิงโหย่วที่ได้รับคำชมจากหลี่ซื่อแสร้งทำเป็นถ่อมตนอย่างยิ่ง "ภายหน้าพอกิจการไปได้สวย ความเป็นอยู่ของครอบครัวก็จะเบาสบายขึ้น ข้าตั้งใจว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปซื้อที่ดินทำกินบริเวณชานเมืองสักหลายหมู่ แล้วสร้างเรือนหลังใหญ่ขึ้นมาสักหลังขอรับ"
เสิ่นหมิงจวินเอ่ยเตือน "พี่รอง เก็บเงินไว้ไม่สมควรนำไปขยับขยายร้านให้ใหญ่โตมั่นคงขึ้นหรอกหรือขอรับ?"
หลี่ซื่อมีสีหน้าไม่พอใจเป็นอย่างมาก "เรื่องเอาปลายมาเป็นต้นเช่นนี้ ตระกูลเสิ่นของเราจะทำได้อย่างไร? กิจการต่อให้จะใหญ่โตเพียงใด ก็ย่อมมีวันเจ๊งได้ มีเพียงการซื้อที่ดินให้มากเข้าไว้ ตระกูลเสิ่นของเราถึงจะสามารถฟื้นฟูกลับไปเป็นเหมือนดั่งวันวานได้ ลูกคนสุดท้อง เจ้าอย่าได้เอาอย่างคนที่ไม่รู้จักดีชั่วให้มากนักเลย"
(เชิงอรรถผู้แปล: เอาปลายมาเป็นต้น (本末倒置) สำนวนเปรียบเปรยถึงการให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องรอง มากกว่าเรื่องหลักที่ควรให้ความสำคัญ)
คำพูดนี้ฟังดูราวกับกำลังจะบอกว่าบุตรชายไปเรียนรู้นิสัยเสีย ๆ มาจากลูกสะใภ้อย่างไรอย่างนั้น... โจวซื่อทำงานช่วยอยู่ที่ร้านขายยา ส่วนฮุ่ยเหนียงที่เป็นเถ้าแก่เนี้ยของร้าน พอหาเงินมาได้ก็นำไปขยับขยายร้านขายยาจากหนึ่งร้านให้กลายเป็นสองร้าน
ในยุคโบราณ การทำมาค้าขายนั้นถือเป็น 'ปลาย' ส่วนที่ดินทำกินถือเป็น 'ต้น' คนโบราณเชิดชูแนวคิดที่ว่า ใช้ปลายแสวงหากำไร ใช้ต้นปกปักรักษา พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือการทำมาค้าขายเพื่อหาเงิน จากนั้นก็นำเงินที่หามาได้ไปซื้อที่ดินเพื่อตั้งตนเป็นคหบดีที่ดิน นี่ก็คือสาเหตุที่ว่าทำไมในยุคโบราณจึงมีพ่อค้าคหบดีรายใหญ่ค่อนข้างน้อย นั่นก็เพราะเงินทุนไม่ได้ถูกนำมาใช้ขยับขยายกิจการ ทว่ากลับมุ่งแต่จะตั้งตนเป็นคหบดีที่ดินเพื่อขูดรีดผู้อื่นแทน
(เชิงอรรถผู้แปล: ใช้ปลายแสวงหากำไร ใช้ต้นปกปักรักษา (以末逐利,以本守之) แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ของคนจีนโบราณที่มองว่า อาชีพเกษตรกรรม (การทำนา) เป็นอาชีพหลัก (ต้น) ส่วนอาชีพค้าขายเป็นอาชีพรอง (ปลาย) พ่อค้าที่ฉลาดจะหาเงินจากการค้าขาย แล้วนำเงินนั้นไปซื้อที่ดินเพื่อให้เกิดความมั่นคงระยะยาว)
เมื่อโจวซื่อได้ยินเช่นนั้นก็ทำเพียงฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไป
ทว่าพอโจวซื่อกลับมาถึงร้านขายยาและเล่าเรื่องนี้ให้ฮุ่ยเหนียงฟัง ปากกลับพร่ำบ่นออกมาไม่หยุดหย่อน
ฮุ่ยเหนียงรับฟังอย่างตั้งใจอยู่เงียบ ๆ เมื่อฟังโจวซื่อพูดจนจบ จึงยื่นชามข้าวสวยที่ตักไว้พูนชามส่งให้ "พี่สาวบ่นจนเหนื่อยแล้วกระมัง กินข้าวกันก่อนเถิด แล้วค่อยคุยกันต่อ... วันนี้น้องสาวตระเวนไปดูตามร้านหนังสือหลายแห่งในเมืองมาแล้ว หนังสือของเราขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยนะเจ้าคะ บัดนี้หากอยากจะหาซื้อในเมืองเพิ่มสักเล่มก็ยังยากเลย น้องสาวได้สั่งการลงไปแล้ว ช่วงนี้ให้เร่งมือทำงานล่วงเวลาเพื่อตีพิมพ์บทนิทานออกมาให้มากขึ้นอีกหน่อย"
โจวซื่อลูบหน้าอกของตนเองพลางเอ่ย "ผ่านเรื่องราวน่าปวดหัวมาทั้งวัน ก็มีแต่คำพูดประโยคนี้ของน้องสาวนี่แหละ ที่ฟังแล้วทำให้คนรู้สึกโล่งใจขึ้นมาได้บ้าง"
เสิ่นซีกินข้าวอยู่เงียบ ๆ ในใจก็กำลังไตร่ตรองถึงสาเหตุที่ยอดขายบทนิทานพุ่งพรวดขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนี้
ปัญญาชนในยุคนี้เอาแต่ปิดประตูมุมานะอ่านตำรา ยากนักที่จะติดต่อกับโลกภายนอก ดังนั้นโดยปกติแล้วก็มักจะหาหนังสือเบ็ดเตล็ดมาอ่านเพื่อฆ่าเวลา เมื่อก่อนร้านหนังสือเหล่านั้นไม่เคยมีบทนิทานวางขายมาก่อน ดังนั้นในช่วงแรกจึงไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ ทว่าเมื่อมีใครสักคนบังเอิญมาพบเจอและซื้อกลับไป ก็จะจมดิ่งลงไปในเนื้อหาของหนังสือทันที ก่อให้เกิดกระแสการบอกปากต่อปากอย่างรวดเร็ว ไม่นานคนอื่น ๆ ก็พากันล่วงรู้และแย่งชิงกันซื้อหา นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมหนังสือที่เพิ่งวางแผงในร้านหนังสือตอนแรกถึงไม่มีผู้ใดเหลียวแล ทว่าจู่ ๆ ยอดขายกลับพุ่งพรวดและขายหมดเกลี้ยงไปอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่บทนิทานตีพิมพ์ออกมา ย่อมส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อกิจการของเพิงน้ำชาเป็นแน่
ก่อนหน้านี้ที่กิจการเพิงน้ำชาเจริญรุ่งเรือง นั่นก็เป็นเพราะบทนิทานเรื่องใหม่เพิ่งจะถูกแต่งขึ้นมา ทุกคนย่อมอยากจะไปฟังก่อนใครเพื่อความเพลิดเพลิน ภายหลังเมื่อหนังสือนำมาวางแผงขายอย่างเปิดเผย รอให้ผู้ที่รู้หนังสือซื้อกลับไปอ่านแล้ว พวกเขาก็จะนำไปเล่าต่อให้กับผู้คนในละแวกบ้านฟัง ท้ายที่สุดแล้วการที่เพื่อนบ้านมาล้อมวงพูดคุยกันก็ย่อมได้บรรยากาศที่สนุกสนานกว่า ซ้ำยังคุ้มค่ากว่าการไปเสียเงินในเพิงน้ำชาเพื่อฟังนิทานอย่างเปล่าประโยชน์ตั้งมากมาย