เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 97 หลงจู๊คนใหม่ผู้เกียจคร้านรักสบาย

ตอนที่ 97 หลงจู๊คนใหม่ผู้เกียจคร้านรักสบาย

ตอนที่ 97 หลงจู๊คนใหม่ผู้เกียจคร้านรักสบาย


การที่ฮูหยินเฒ่าบอกว่าจะไม่สนใจบุตรชายและเตรียมจะกลับชนบทนั้น ล้วนเป็นเพียงคำพูดประชดประชันเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นนางยังไม่กล้าแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้ หากมีผู้ใดรู้ว่าซิ่วไฉอย่างเสิ่นหมิงเหวินเป็นคนอกตัญญู ก็มีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะถูกทางการริบคุณวุฒิคืน

คุณวุฒิของเสิ่นหมิงเหวินนั้นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดในใจของหลี่ซื่อ!

เสิ่นหมิงเหวินแน่วแน่ว่าจะพักอยู่ที่โรงเตี๊ยม ต่อให้เสิ่นหมิงจวินและญาติพี่น้องตระกูลเสิ่นคนอื่น ๆ จะไปเกลี้ยกล่อมก็หมดหนทางเยียวยา ท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายจึงเผชิญหน้ากันอย่างดื้อดึงไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน

วันที่หกเดือนสี่ วันที่สามหลังจากเสิ่นหมิงเหวินกลับมา หลี่ซื่อก็กัดฟันเดินทางกลับหมู่บ้านไป นางเตรียมจะพาบุตรชายคนรองและบุตรชายคนที่สามเข้าเมืองมาด้วย พร้อมทั้งพาหวังซื่อผู้เป็นภรรยาของเสิ่นหมิงเหวินและบุตรีทั้งสองมาด้วย ในเมื่อคนอื่นเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ ให้ลูกเมียมาอ้อนวอนก็สมควรจะได้ผลกระมัง

ทว่าเสิ่นซีกลับรู้ดีว่า จุดประสงค์หลักที่หลี่ซื่อกลับไป ก็เพื่อพาเสิ่นหมิงโหย่วลุงรองและเสิ่นหมิงถังลุงสามเข้าเมืองมาเพื่อรับช่วงดูแลกิจการเพิงน้ำชา ป้องกันการผูกขาดอำนาจของบ้านคนสุดท้องจนเกิดเค้าลางของการแยกบ้านต่างหาก

ตอนที่หลี่ซื่อเข้าเมืองมามีบุตรชายคนโตคอยเป็นเพื่อน ขากลับหมู่บ้านย่อมต้องมีคนคอยติดตาม เสิ่นหมิงจวินจึงยังคงกลับบ้านไม่ได้เช่นเคย

จนถึงวันที่เก้า ครอบครัวใหญ่ตระกูลเสิ่นก็โดยสารเกวียนเทียมวัวเข้าเมืองมา

เรื่องแรกที่หลี่ซื่อทำหลังจากเข้าเมืองมา ก็คือการส่งหวังซื่อและบุตรีทั้งสองของเสิ่นหมิงเหวินไปยังโรงเตี๊ยม เพื่อใช้สายใยแห่งครอบครัวเข้าจู่โจม บีบให้เสิ่นหมิงเหวินยอมประนีประนอม

จากนั้นหลี่ซื่อก็พาเสิ่นหมิงโหย่วและเสิ่นหมิงถังไปที่เพิงน้ำชา เพื่อริบอำนาจการบริหารจัดการเพิงน้ำชาคืนมาจากมือของหานอู่เหยีย

"...ข้าขอบอกพวกเจ้าไว้เลยนะ ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่อีกแค่วันเดียว บ้านนี้ก็ไม่อาจแตกแยกได้"

ในลานบ้านตระกูลเสิ่น หลี่ซื่อได้เรียกบุตรชายทั้งสามคน ยกเว้นเสิ่นหมิงเหวินและบุตรชายคนที่สี่เสิ่นหมิงซินที่อยู่ชนบท มารวมตัวกันเพื่ออบรมสั่งสอน

อีกด้านหนึ่ง หวังซื่อพาบุตรีทั้งสองไปที่โรงเตี๊ยมตลอดทั้งวันทว่ากลับไม่ได้ผลลัพธ์อันใด ก่อนฟ้ามืดนางจึงกลับมารายงานหลี่ซื่อด้วยสภาพหน้าม้านอับอาย

(เชิงอรรถผู้แปล: หน้าม้านอับอาย (灰头土脸) อาการหดหู่ สลดใจ หรือเสียหน้าจากการทำเรื่องใดไม่สำเร็จ)

หลี่ซื่อด่าทอ "พวกไร้ประโยชน์ แม้แต่สามีของตัวเองก็ยังดูแลไม่ได้... ถึงขั้นปล่อยให้หนีออกจากบ้าน ไม่รู้ว่าวันธรรมดาพวกเจ้าใช้ชีวิตกันอย่างไร!"

เดิมทีหวังซื่อก็รู้สึกไม่พอใจอยู่แล้ว เพื่อฟื้นฟูตระกูล แม่สามีถึงกับขังลูกชายไว้ในห้องใต้หลังคาตลอดทั้งปีไม่ให้ออกมา ทำให้นางต้องครองม่ายทั้งที่สามียังอยู่ ตอนอยู่ชนบทหวังซื่อก็มีความคิดเห็นขัดแย้งกับแม่สามีอยู่มาก เพียงแต่ถูกอำนาจกดขี่ของหลี่ซื่อบีบบังคับจึงไม่กล้าต่อต้าน ทว่าบัดนี้มีเสิ่นหมิงเหวินเป็นคนริเริ่มแล้ว ยามที่ได้ยินแม่สามีด่าทอ นางจึงรวบรวมความกล้าตอบโต้กลับไปประโยคหนึ่ง "ท่านแม่ เรื่องนี้ข้ายืนอยู่ข้างท่านพี่เจ้าค่ะ"

"เจ้า... เจ้าว่ากระไรนะ? พูดใหม่อีกทีสิ!"

เสิ่นหมิงโหย่วรีบดึงตัวหลี่ซื่อเอาไว้ ยิ้มประจบพลางเอ่ย "ท่านแม่ ท่านดูสิขอรับ ที่นี่คือในเมือง ซ้ำยังเป็นบ้านของน้องเล็ก หากเพื่อนบ้านได้ยินเข้าคงจะไม่ดี มีอะไรพวกเราเข้าไปคุยกันข้างในเถิด ดับไฟโทสะลงก่อนนะขอรับ"

ในบรรดาพี่น้อง เสิ่นหมิงโหย่วนับว่าเกียจคร้านที่สุด และก็ปลิ้นปล้อนรู้จักพลิกแพลงตามสถานการณ์ที่สุดเช่นกัน เขารู้ดีว่าครานี้การที่หลี่ซื่อให้เขากับน้องสามเสิ่นหมิงถังเข้าเมืองมา ก็เพื่อจะเลือกคนใดคนหนึ่งไปเป็นหลงจู๊ดูแลเพิงน้ำชา เขาย่อมต้องแสร้งทำผลงานต่อหน้ามารดาให้ดีเสียหน่อย

คนทั้งครอบครัวเดินเข้าไปในห้องโถงหลัก หลี่ซื่อกวาดตามองรอบ ๆ คราหนึ่ง แล้วโบกมือไล่ "เชียนเอ๋อร์ ม่านเอ๋อร์ พวกเจ้าสองคนออกไปกับเสี่ยวหลางเถิด ที่นี่ไม่มีเรื่องอันใดของพวกรุ่นหลานอย่างพวกเจ้า"

เสิ่นเชียนและเสิ่นม่านเป็นบุตรีของเสิ่นหมิงเหวินกับหวังซื่อ หลังพ้นปีใหม่มา เสิ่นเชียนก็อายุสิบสี่ปีแล้ว ส่วนเสิ่นม่านเพิ่งจะแปดขวบ ทว่าต่างก็อายุมากกว่าเสิ่นซี เมื่อเห็นท่านย่าไล่พวกตนออกไป เสิ่นเชียนและเสิ่นม่านก็เกิดอาการทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ

เสิ่นซีพยักหน้าให้พวกนาง "พี่หญิงใหญ่ พี่หญิงสี่ พวกเราไปกินข้าวกันก่อนเถิด"

"อืม"

ในวัยนี้ เสิ่นเชียนนับว่ารู้ความแล้ว นางจูงมือน้องสาวเดินตามเสิ่นซีออกจากลานบ้าน ยามที่ใกล้จะถึงประตูหลังของร้านขายยา โจวซื่อก็เปิดประตูเดินออกมาพอดี

เดิมทีโจวซื่อตั้งใจจะกลับมาดูที่บ้าน ทว่าเมื่อเห็นเสิ่นซี นางก็เบาแรงไปได้มาก รีบดึงตัวบุตรชายเข้าไปสอบถามครู่หนึ่ง เมื่อรู้ว่ายังไม่ได้ผลลัพธ์อันใด นางก็ไม่อยากจะเข้าไปก้าวก่ายให้เปลืองตัว

คืนนั้น หลี่ซื่อและคนอื่น ๆ ต่างก็ไปขอพักอาศัยอยู่ที่บ้านญาติผู้ใหญ่ฝั่งสายหลักของตระกูลเสิ่น  เสิ่นเชียนและเสิ่นม่านก็ติดตามไปด้วย เนื่องจากมีคนคอยดูแลเพิ่มมากขึ้น ในที่สุดเสิ่นหมิงจวินก็ได้รับอนุญาตให้อยู่ที่บ้านเป็นเพื่อนโจวซื่อเสียที

วันรุ่งขึ้น ทันทีที่เสียงกลองยามเช้าดังขึ้น เสิ่นหมิงจวินก็รีบไปดูแลมารดา รอจนเสิ่นซีกินมื้อเช้าเสร็จและเตรียมตัวไปโรงเรียน เสิ่นหมิงจวินก็กลับมา พร้อมกับนำการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดของหลี่ซื่อมาด้วย นั่นคือ ตำแหน่งหลงจู๊เพิงน้ำชาจะถูกมอบหมายให้เสิ่นหมิงโหย่ว ลุงรองของเสิ่นซี

โจวซื่อได้ยินแล้วก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง "ลุงรองผู้นี้ วันธรรมดาก็รักสบายเกลียดความลำบาก ตอนอยู่บ้านแม้แต่งานไร่นาก็ยังแทบไม่ทำ เขาจะเป็นคนที่มีคุณสมบัติคอยดูแลเรื่องเงินทองได้อย่างไร?"

เสิ่นหมิงจวินกล่าวอย่างจนปัญญา "นี่คือสิ่งที่ท่านแม่ตัดสินใจแล้ว... ตอนนี้ท่านแม่กำลังกลัดกลุ้มใจเรื่องของพี่ใหญ่อย่างหนัก ประเดี๋ยวหากพบหน้าท่านแม่ เจ้าก็อย่าได้ไปพูดจาอันใดขัดหูท่านเลยนะ"

โจวซื่อหน้าดำคร่ำเครียด ยอมส่งมอบสมุดบัญชีของเพิงน้ำชาออกมา เพื่อให้เสิ่นหมิงจวินนำไปให้เสิ่นหมิงโหย่วดู

ตอนที่เสิ่นหมิงโหย่วเกิดมา ฐานะของตระกูลเสิ่นยังถือว่าพอใช้ได้ เขาจึงเคยได้เข้าเรียนในสถานศึกษาและพอจะรู้หนังสืออยู่บ้าง นี่คงจะเป็นเหตุผลหลักที่หลี่ซื่อยอมให้เขามารับช่วงดูแลเพิงน้ำชา

เรื่องแรกที่เสิ่นหมิงโหย่วทำหลังจากเข้ารับตำแหน่งหลงจู๊ ก็คือการนำบัญชีทั้งหมดมาตรวจดูรอบหนึ่ง จากนั้นก็ไปประจบสอพลอทำทีเป็นเอาความดีความชอบกับหลี่ซื่อ โดยบอกว่าบัญชีเหล่านี้เขาได้ตรวจสอบดูแล้วไม่มีปัญหาอันใด

เสิ่นหมิงโหย่วรู้สึกว่าถึงอย่างไรหานอู่เหยียก็เป็นเพียงนักเล่านิทานที่เพิงน้ำชาจ้างมาเท่านั้น การที่เพิงน้ำชาได้กำไรเท่าใดก็ต้องแบ่งให้เขาถึงหนึ่งในสิบส่วน ช่างเป็นการเสียเปรียบเกินไปจริง ๆ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนจากส่วนแบ่งกำไรให้กลายเป็นเบี้ยหวัดรายเดือนที่ตายตัวแทน โดยจำนวนเงินไม่ได้เพิ่มหรือลดลงจากเดิมมากนัก อาศัยเกณฑ์จากส่วนแบ่งรายวันที่หานอู่เหยียได้รับอยู่ในปัจจุบันมาตั้งเป็นเบี้ยหวัดรายเดือน

เดิมทีหานอู่เหยียก็ไม่อยากจะเข้าไปก้าวก่ายเรื่องภายในครอบครัวตระกูลเสิ่นให้มากความอยู่แล้ว เมื่อเปลี่ยนจากส่วนแบ่งกำไรที่ไม่แน่นอนมาเป็นเบี้ยหวัดรายเดือนตายตัว ทว่ารายรับก็ไม่ได้ลดน้อยลง เขาย่อมยินดีที่จะน้อมรับไว้

ช่วงไม่กี่วันแรกที่เสิ่นหมิงโหย่วขึ้นเป็นหลงจู๊ เขาได้จัดการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ในเพิงน้ำชาไปไม่น้อย เป้าหมายหลักคือการหาวิธียักยอกหักเบี้ยหวัดของลูกจ้างระดับล่าง ส่วน "รางวัลคนขยัน" นั้น เขาถึงขั้นยกเลิกไปเลย โดยมองว่าเงินก้อนนี้เป็นเหมือนการปาหินลงน้ำ ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง

(เชิงอรรถผู้แปล: การปาหินลงน้ำ (打水漂) สำนวนเปรียบเปรยถึงการลงทุนหรือเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ได้ผลตอบแทนกลับมาเลย)

หลี่ซื่อกลับสนับสนุนการตัดสินใจของเสิ่นหมิงโหย่วเป็นอย่างยิ่ง

วันที่สิบสามเดือนสี่ หลี่ซื่อพาเสิ่นหมิงโหย่วมาที่ลานบ้านของเสิ่นซี นางสั่งสอนเสิ่นหมิงจวินต่อหน้าโจวซื่อและเสิ่นซี "...ดูพี่รองของเจ้าเป็นตัวอย่างสิ เพิ่งจะมารับช่วงดูแลเพิงน้ำชา กิจการก็ทำออกมาได้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ซ้ำยังมีจุดที่ประหยัดไปได้ตั้งมากมาย พวกเจ้านี่มันไม่เป็นผู้นำครอบครัวย่อมไม่รู้ว่าฟืนและข้าวสารนั้นมีราคาแพงเสียจริง ๆ"

(เชิงอรรถผู้แปล: ไม่เป็นผู้นำครอบครัวย่อมไม่รู้ว่าฟืนและข้าวสารนั้นมีราคาแพง (不当家不知柴米贵) สำนวนหมายถึง คนที่ไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลภาระค่าใช้จ่ายในบ้าน ย่อมไม่เข้าใจถึงความยากลำบากในการหาเงินและการประหยัดอดออม)

เสิ่นซีคิดในใจว่า หากยึดตามแนวคิดการบริหารงานของเสิ่นหมิงโหย่ว แน่นอนว่าย่อมสามารถลดรายจ่ายลงได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ทว่ากลับไม่มีการเพิ่มรายได้เลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังจะทำให้หานอู่เหยียและลูกจ้างระดับล่างเกิดความคับแค้นใจจนไม่อยากตั้งใจทำงานอีกต่างหาก

ต่อให้เสิ่นซีจะรู้แจ้งแก่ใจ ทว่าก็ไม่อาจเอ่ยปากเตือนฮูหยินเฒ่าต่อหน้าได้ สงครามเย็นระหว่างฮูหยินเฒ่าและเสิ่นหมิงเหวินยังคงดำเนินต่อไป เดิมทีหวังซื่อถูกพากระเตงเข้าเมืองมาเพื่อช่วยเกลี้ยกล่อมสามี ทว่าบัดนี้นางกลับย้ายไปอยู่ที่โรงเตี๊ยมและใช้ชีวิตครอบครัวเล็ก ๆ อย่างมีความสุขกับสามีเสียอย่างนั้น เรื่องนี้ยิ่งทำให้หลี่ซื่อเดือดดาลมากยิ่งขึ้น

"ดูท่านแม่พูดเข้าสิขอรับ อย่างไรเสียกิจการนี้ก็เป็นของตระกูลเสิ่น ข้าในฐานะคนตระกูลเสิ่นจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร?" เสิ่นหมิงโหย่วที่ได้รับคำชมจากหลี่ซื่อแสร้งทำเป็นถ่อมตนอย่างยิ่ง "ภายหน้าพอกิจการไปได้สวย ความเป็นอยู่ของครอบครัวก็จะเบาสบายขึ้น ข้าตั้งใจว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปซื้อที่ดินทำกินบริเวณชานเมืองสักหลายหมู่ แล้วสร้างเรือนหลังใหญ่ขึ้นมาสักหลังขอรับ"

เสิ่นหมิงจวินเอ่ยเตือน "พี่รอง เก็บเงินไว้ไม่สมควรนำไปขยับขยายร้านให้ใหญ่โตมั่นคงขึ้นหรอกหรือขอรับ?"

หลี่ซื่อมีสีหน้าไม่พอใจเป็นอย่างมาก "เรื่องเอาปลายมาเป็นต้นเช่นนี้ ตระกูลเสิ่นของเราจะทำได้อย่างไร? กิจการต่อให้จะใหญ่โตเพียงใด ก็ย่อมมีวันเจ๊งได้ มีเพียงการซื้อที่ดินให้มากเข้าไว้ ตระกูลเสิ่นของเราถึงจะสามารถฟื้นฟูกลับไปเป็นเหมือนดั่งวันวานได้ ลูกคนสุดท้อง เจ้าอย่าได้เอาอย่างคนที่ไม่รู้จักดีชั่วให้มากนักเลย"

(เชิงอรรถผู้แปล: เอาปลายมาเป็นต้น (本末倒置) สำนวนเปรียบเปรยถึงการให้ความสำคัญกับเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องรอง มากกว่าเรื่องหลักที่ควรให้ความสำคัญ)

คำพูดนี้ฟังดูราวกับกำลังจะบอกว่าบุตรชายไปเรียนรู้นิสัยเสีย ๆ มาจากลูกสะใภ้อย่างไรอย่างนั้น... โจวซื่อทำงานช่วยอยู่ที่ร้านขายยา ส่วนฮุ่ยเหนียงที่เป็นเถ้าแก่เนี้ยของร้าน พอหาเงินมาได้ก็นำไปขยับขยายร้านขายยาจากหนึ่งร้านให้กลายเป็นสองร้าน

ในยุคโบราณ การทำมาค้าขายนั้นถือเป็น 'ปลาย' ส่วนที่ดินทำกินถือเป็น 'ต้น' คนโบราณเชิดชูแนวคิดที่ว่า ใช้ปลายแสวงหากำไร ใช้ต้นปกปักรักษา พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือการทำมาค้าขายเพื่อหาเงิน จากนั้นก็นำเงินที่หามาได้ไปซื้อที่ดินเพื่อตั้งตนเป็นคหบดีที่ดิน นี่ก็คือสาเหตุที่ว่าทำไมในยุคโบราณจึงมีพ่อค้าคหบดีรายใหญ่ค่อนข้างน้อย นั่นก็เพราะเงินทุนไม่ได้ถูกนำมาใช้ขยับขยายกิจการ ทว่ากลับมุ่งแต่จะตั้งตนเป็นคหบดีที่ดินเพื่อขูดรีดผู้อื่นแทน

(เชิงอรรถผู้แปล: ใช้ปลายแสวงหากำไร ใช้ต้นปกปักรักษา (以末逐利,以本守之) แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ของคนจีนโบราณที่มองว่า อาชีพเกษตรกรรม (การทำนา) เป็นอาชีพหลัก (ต้น) ส่วนอาชีพค้าขายเป็นอาชีพรอง (ปลาย) พ่อค้าที่ฉลาดจะหาเงินจากการค้าขาย แล้วนำเงินนั้นไปซื้อที่ดินเพื่อให้เกิดความมั่นคงระยะยาว)

เมื่อโจวซื่อได้ยินเช่นนั้นก็ทำเพียงฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไป

ทว่าพอโจวซื่อกลับมาถึงร้านขายยาและเล่าเรื่องนี้ให้ฮุ่ยเหนียงฟัง ปากกลับพร่ำบ่นออกมาไม่หยุดหย่อน

ฮุ่ยเหนียงรับฟังอย่างตั้งใจอยู่เงียบ ๆ เมื่อฟังโจวซื่อพูดจนจบ จึงยื่นชามข้าวสวยที่ตักไว้พูนชามส่งให้ "พี่สาวบ่นจนเหนื่อยแล้วกระมัง กินข้าวกันก่อนเถิด แล้วค่อยคุยกันต่อ... วันนี้น้องสาวตระเวนไปดูตามร้านหนังสือหลายแห่งในเมืองมาแล้ว หนังสือของเราขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยนะเจ้าคะ บัดนี้หากอยากจะหาซื้อในเมืองเพิ่มสักเล่มก็ยังยากเลย น้องสาวได้สั่งการลงไปแล้ว ช่วงนี้ให้เร่งมือทำงานล่วงเวลาเพื่อตีพิมพ์บทนิทานออกมาให้มากขึ้นอีกหน่อย"

โจวซื่อลูบหน้าอกของตนเองพลางเอ่ย "ผ่านเรื่องราวน่าปวดหัวมาทั้งวัน ก็มีแต่คำพูดประโยคนี้ของน้องสาวนี่แหละ ที่ฟังแล้วทำให้คนรู้สึกโล่งใจขึ้นมาได้บ้าง"

เสิ่นซีกินข้าวอยู่เงียบ ๆ ในใจก็กำลังไตร่ตรองถึงสาเหตุที่ยอดขายบทนิทานพุ่งพรวดขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนี้

ปัญญาชนในยุคนี้เอาแต่ปิดประตูมุมานะอ่านตำรา ยากนักที่จะติดต่อกับโลกภายนอก ดังนั้นโดยปกติแล้วก็มักจะหาหนังสือเบ็ดเตล็ดมาอ่านเพื่อฆ่าเวลา เมื่อก่อนร้านหนังสือเหล่านั้นไม่เคยมีบทนิทานวางขายมาก่อน ดังนั้นในช่วงแรกจึงไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ ทว่าเมื่อมีใครสักคนบังเอิญมาพบเจอและซื้อกลับไป ก็จะจมดิ่งลงไปในเนื้อหาของหนังสือทันที ก่อให้เกิดกระแสการบอกปากต่อปากอย่างรวดเร็ว ไม่นานคนอื่น ๆ ก็พากันล่วงรู้และแย่งชิงกันซื้อหา นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมหนังสือที่เพิ่งวางแผงในร้านหนังสือตอนแรกถึงไม่มีผู้ใดเหลียวแล ทว่าจู่ ๆ ยอดขายกลับพุ่งพรวดและขายหมดเกลี้ยงไปอย่างรวดเร็ว

ทันทีที่บทนิทานตีพิมพ์ออกมา ย่อมส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อกิจการของเพิงน้ำชาเป็นแน่

ก่อนหน้านี้ที่กิจการเพิงน้ำชาเจริญรุ่งเรือง นั่นก็เป็นเพราะบทนิทานเรื่องใหม่เพิ่งจะถูกแต่งขึ้นมา ทุกคนย่อมอยากจะไปฟังก่อนใครเพื่อความเพลิดเพลิน ภายหลังเมื่อหนังสือนำมาวางแผงขายอย่างเปิดเผย รอให้ผู้ที่รู้หนังสือซื้อกลับไปอ่านแล้ว พวกเขาก็จะนำไปเล่าต่อให้กับผู้คนในละแวกบ้านฟัง ท้ายที่สุดแล้วการที่เพื่อนบ้านมาล้อมวงพูดคุยกันก็ย่อมได้บรรยากาศที่สนุกสนานกว่า ซ้ำยังคุ้มค่ากว่าการไปเสียเงินในเพิงน้ำชาเพื่อฟังนิทานอย่างเปล่าประโยชน์ตั้งมากมาย

จบบทที่ ตอนที่ 97 หลงจู๊คนใหม่ผู้เกียจคร้านรักสบาย

คัดลอกลิงก์แล้ว