เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 96 ความพะว้าพะวังของฮุ่ยเหนียง

ตอนที่ 96 ความพะว้าพะวังของฮุ่ยเหนียง

ตอนที่ 96 ความพะว้าพะวังของฮุ่ยเหนียง


เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เสิ่นซีก็ไปที่ร้านขายยาตั้งแต่เช้า

เมื่อก่อนขอเพียงฟ้าสาง ฮุ่ยเหนียงจะต้องตื่นแต่เช้าตรู่มาทำงานทำการ ไม่ร่อนยาตากยาอยู่ในลานบ้าน ก็เตรียมตัวเปิดร้าน ทว่าเช้าวันนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของฮุ่ยเหนียง

เสิ่นซีสอบถามหนิงเอ๋อร์ที่กำลังทำมื้อเช้าอยู่ถึงได้รู้ว่า ที่แท้เมื่อคืนฮุ่ยเหนียงอยู่ดึกมาก หนิงเอ๋อร์ลุกขึ้นมากลางดึกได้ยินเสียงตีกลองยามสี่แล้ว ฮุ่ยเหนียงก็ยังไม่ได้เข้านอนเลย

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามสี่ (四更) ช่วงเวลาประมาณ 01.00 - 03.00 น. หรือช่วงยามโฉ่ว)

ฮุ่ยเหนียงผู้เพียบพร้อมและขยันขันแข็งถึงกับนอนตื่นสายจนตะวันโด่งเป็นครั้งแรกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ท้ายที่สุดก็เป็นเพราะเสียงเปิดร้านของโจวซื่อที่ดังไปสักหน่อย ฮุ่ยเหนียงถึงได้กุมขมับเดินออกจากห้องมา

"ลำบากพี่สาวแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าเวลาจะล่วงเลยมาจนป่านนี้" บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงแฝงไว้ด้วยความรู้สึกผิดอยู่เล็กน้อย พอนั่งลงแล้วคนทั้งคนก็ยังคงมีท่าทีอ่อนเปลี้ยเพลียแรง

ลู่ซีเอ๋อร์เดินเข้าไปจับมือของฮุ่ยเหนียงแกว่งไปมา "ท่านแม่ ท่านแม่ ท่านป่วยหรือเจ้าคะ?"

เสิ่นซีดึงตัวเด็กน้อยกลับมาพลางเอ่ย "แม่ของเจ้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย อย่าไปกวนนางเลย กินข้าวเสร็จก็ไปเล่นกับพี่สาวไต้เอ๋อร์นะ รอตอนบ่ายข้าเลิกเรียนกลับมาแล้วเราค่อยมาเล่นโยนถุงทรายด้วยกัน ดีหรือไม่?"

ความกตัญญูที่เพิ่งจะผลิบานในใจของลู่ซีเอ๋อร์ ถูกความไร้เดียงสาที่อยากจะวิ่งเล่นของเด็กน้อยเข้ามาแทนที่ในชั่วพริบตา

รอจนลู่ซีเอ๋อร์กับหลินไต้จูงมือกันเดินไปที่ลานหลังบ้านแล้ว ฮุ่ยเหนียงถึงได้ถอนหายใจแผ่วเบา "เมื่อคืนอ่านหนังสือดึกไปหน่อย เนื้อเรื่องกำลังดำเนินมาถึงจุดสนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจแต่กลับตัดจบไปเสียดื้อๆ ทำเอาคนร้อนรนใจไปหมด ในหัวก็เอาแต่คิดเรื่องนี้จนข่มตาหลับไม่ลงน่ะ"

โจวซื่อตบฉาดเข้าที่ท้ายทอยของเสิ่นซีทันที "ล้วนเป็นเพราะเจ้าเด็กคนนี้นี่แหละ หาเรื่องพิมพ์หนังสืออะไรก็ไม่รู้ ทำให้ท่านน้าซุนของเจ้าไม่ได้หลับไม่ได้นอน"

"จะไปโทษเสี่ยวหลางได้อย่างไร? เป็นข้าเองที่เอาแต่คิดถึงเนื้อเรื่องในนิทาน ซ้ำยังมีเรื่องอื่นให้ต้องขบคิดอีกถึงได้นอนไม่หลับ เสี่ยวหลาง เล่มแรกนี้พิมพ์เสร็จแล้ว ก็รีบพิมพ์เล่มต่อไปให้เสร็จไวๆ เถิด มิเช่นนั้นในใจของน้าคงรู้สึกอึดอัดคับข้องใจไปตลอดเป็นแน่"

เสิ่นซีส่ายหน้ายิ้มขื่น "ท่านน้าขอรับ เล่มแรกเพิ่งจะพิมพ์เสร็จ ยังไม่ได้เอาไปทดลองขายที่ร้านหนังสือเลย จะให้รีบพิมพ์เล่มที่สองออกมา มันจะไม่ออกตัวเร็วไปหน่อยหรือขอรับ?"

ฮุ่ยเหนียงถึงเพิ่งจะคิดตามทัน "นั่นก็จริงนะ เช่นนั้นวันนี้พวกเราก็ไปที่ร้านหนังสือกันเถอะ เอาไปฝากวางไว้ร้านละสองสามเล่ม หวังว่าจะขายออกไปได้เยอะๆ หน่อยนะ"

ความพะว้าพะวังในใจของฮุ่ยเหนียงรุนแรงถึงขั้นพลิกกระสับกระส่ายนอนไม่หลับแล้ว หากต้องรอให้พิมพ์เป็นเล่มเสร็จก็คงไม่ทันการแน่ เสิ่นซีจึงหัวเราะพลางเอ่ย "ในเมื่อท่านน้าชอบอ่าน อันที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องรอให้เล่มสองพิมพ์เสร็จหรอกขอรับ ภายภาคหน้าเวลาข้าเขียนต้นฉบับเสร็จในแต่ละครั้ง ข้าจะนำมาให้ท่านน้าอ่านก่อนก็แล้วกันขอรับ"

"จริงด้วยสิ!"

บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงเผยแววประหลาดใจระคนยินดีออกมาสายหนึ่ง "ยังคงเป็นเสี่ยวหลางที่ฉลาดหลักแหลม ทว่าก็กลัวว่าตอนที่พลิกอ่านจะทำต้นฉบับเปื้อน จนส่งผลกระทบต่อการเรียงพิมพ์ในภายหลังน่ะสิ"

เสิ่นซีฉีกยิ้มกว้าง "ไม่เป็นไรหรอกขอรับ หากเปื้อนก็แค่คัดลอกขึ้นมาใหม่อีกชุดก็เท่านั้นเอง"

พอฮุ่ยเหนียงนึกขึ้นได้ว่าตกดึกพอกลับมาก็จะได้อ่านนิทานต่อ ในใจก็ยิ่งมีความสุขจนไม่อาจพรรณนา

แม้เมื่อคืนจะอ่านหนังสือจนดึกดื่น กลางวันจึงไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงนัก ทว่าฮุ่ยเหนียงเป็นคนขยันขันแข็ง พูดคำไหนย่อมเป็นคำนั้น แม้กิจการในร้านขายยาจะยุ่งเหยิง แต่นางก็ยังคงนึกถึงเรื่องขายหนังสืออยู่เสมอ เนื่องจากเสิ่นซีต้องไปโรงเรียน การไปเจรจาฝากขายหนังสือที่ร้านหนังสือจึงต้องเป็นฮุ่ยเหนียงที่ออกหน้าด้วยตนเอง ตามแผนที่วางไว้คือ นำไปฝากวางไว้ที่ร้านหนังสือร้านละสองสามเล่มเพื่อหยั่งเชิงดูลาดเลา

ทว่าการก้าวเท้าเข้าสู่วงการธุรกิจใหม่ ในช่วงเริ่มต้นย่อมต้องพบเจอกับอุปสรรคและถูกปฏิเสธได้ง่ายเป็นธรรมดา

ร้านหนังสือในยุคสมัยนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ล้วนเป็นปัญญาชน เมื่อพวกเขามาถึงที่ร้าน ส่วนมากก็มักจะมาเพื่อหาซื้อตำราในหมวดหมู่คัมภีร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา และวรรณคดี รวมถึงบทความวิจารณ์สถานการณ์บ้านเมืองที่เกี่ยวข้องกับการสอบเคอจวี่ ย่อมไม่มีทางที่จะเอ่ยปากถามหาบทนิทานอิงประวัติศาสตร์ด้วยตนเองเป็นแน่ ช่วงบ่ายหลังจากเสิ่นซีเลิกเรียน เขาได้แวะไปดูตามร้านหนังสือแต่ละแห่งก่อน พบว่าซัวงักฉวนจ้วน เล่มแรกที่นำไปส่งล้วนถูกวางทิ้งไว้อย่างไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อยตรงที่เดิม ไม่มีผู้ใดมาแตะต้องเลยแม้แต่คนเดียว

ยามพลบค่ำของวันนั้น ในที่สุดเสิ่นหมิงจวินก็กลับมา พร้อมกับฮูหยินเฒ่าและลุงใหญ่เสิ่นหมิงเหวินที่หายตัวไปกว่าสิบวัน

ในลานบ้านตระกูลเสิ่น เสิ่นหมิงเหวินยืนอยู่ตรงนั้นในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงเนื้อตัวมอมแมมเปื้อนฝุ่น ไร้ซึ่งความสง่างามของปัญญาชนแม้แต่น้อย ส่วนหลี่ซื่อก็ไม่สนใจจะรักษากิริยามารยาทอีกต่อไป นางนั่งเงียบงันอยู่ริมขอบบ่อน้ำ โทสะที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าได้บ่งบอกถึงสภาพจิตใจของนางในเวลานี้ได้เป็นอย่างดี

"พี่ใหญ่ มิสู้ท่านเอ่ยปากขอขมาท่านแม่สักคำเถิด บางทีท่านแม่อาจจะยอมให้อภัยท่านนะขอรับ" เสิ่นหมิงจวินเดิมทีก็เป็นคนพูดจาไม่ค่อยเก่งนัก เมื่อเห็นมารดาและพี่ชายต่างฝ่ายต่างเอาแต่นิ่งเงียบ จึงคิดอยากจะพูดไกล่เกลี่ยให้สถานการณ์คลี่คลายลงบ้าง

หลี่ซื่อตวาดด้วยความเดือดดาล "ไอ้สัตว์เดรัจฉานเนรคุณผู้นี้ ข้าเบ่งมันออกมาได้อย่างไรกัน? ไม่สนใจกิริยามารยาทและกฎระเบียบ ถึงขั้นไปขโมยของจนถูกผู้คนทุบตี นี่คิดจะทำให้ตระกูลเสิ่นของเราต้องอับอายขายหน้าจนไม่มีที่ยืนเลยใช่หรือไม่?"

เสิ่นซีเพิ่งจะก้าวพ้นประตูเข้ามาก็เห็นเหตุการณ์ฉากนี้เข้าพอดี จู่ๆ ก็รู้สึกราวกับว่าตนเองเดินเข้ามาผิดที่เสียแล้ว โจวซื่อรีบเดินเข้ามาดึงตัวเสิ่นซีออกไปด้านนอก... ยามที่ท่านย่าจะอบรมสั่งสอนผู้อาวุโสรุ่นพ่อ จำเป็นต้องพาลูกหลานออกไปให้พ้นหน้าเสียก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กระทบกระเทือนถึงภาพลักษณ์อันสูงส่งของคนเป็นพ่อในสายตาของเด็กๆ

เสิ่นซีไม่ได้เดินไปไหนไกล เขายืนแอบฟังอยู่ที่หน้าประตูครู่หนึ่ง ถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วการหนีออกจากบ้านของลุงใหญ่เสิ่นหมิงเหวินนั้นได้คิดอ่านวางแผนมาอย่างแยบยลไว้ก่อนแล้ว ก่อนที่จะเข้าเมือง เขาได้ขอเศษเงินก้อนจากภรรยามาเล็กน้อย โดยอ้างว่าเตรียมไว้ซื้อข้าวของกลับไป ทว่าผลปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้นหลังจากการสอบประจำปีเสร็จสิ้น เขากลับหอบเงินก้อนนี้หนีออกจากอำเภอหนิงฮว่า หวังจะหนีเตลิดไปให้พ้นๆ เสีย

บางทีอาจเป็นเพราะเสิ่นหมิงเหวินไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นโลกกว้าง ซ้ำยังเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว ตลอดการเดินทางเขาจึงอาศัยเพียงสองขาก้าวเดิน ต้องนอนกลางดินกินกลางทราย แม้กระทั่งตอนที่ถูกผู้อื่นล้วงกระเป๋าขโมยเงินไปก็ยังไม่รู้ตัว เสิ่นหมิงเหวินหิวโซจนหน้ามืดตามัว ถึงขั้นไปขโมยหมั่นโถวของพ่อค้าในตำบลทางตอนใต้ของเมืองเจี้ยนหนิง จนถูกผู้คนรุมทุบตีกลางถนน โชคดีที่หลี่ซื่อกับเสิ่นหมิงจวินตามไปทันและช่วยเขาเอาไว้ได้

"เจ้าลองพูดมาสิ ว่าเจ้าจะสู้หน้าบิดาที่อยู่ในปรโลกได้อย่างไร? กลับไปแล้วก็จงสำนึกผิดให้จงหนัก!" หลี่ซื่ออบรมสั่งสอนเสร็จก็เตรียมจะหุบปาก ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเชิดหน้าชูตาอันใด ต่อให้เสิ่นหมิงเหวินจะทำผิดมากเพียงใด ก็ต้องรอให้กลับไปถึงหมู่บ้านเถาฮวาเสียก่อนค่อยลงโทษ ตอนนี้ต้องรีบสะสางเรื่องราวทางนี้ให้เสร็จสิ้นแล้วรีบออกเดินทาง

ทว่าเสิ่นหมิงเหวินกลับเอาแต่อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่สองสามคำ ท้ายที่สุดก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวว่า "ข้า... ข้าไม่... ไม่อยากกลับบ้าน"

เสิ่นหมิงเหวินแต่งงานมีลูกมาหลายปี บุตรชายคนโตก็ใกล้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ทว่าเขากลับยังคงใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ร่มเงาของมารดามาโดยตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาตะโกนกู่ร้องทวงถามถึงชีวิตในแบบที่ตนเองต้องการ

เสิ่นซีมองลอดช่องประตูเข้าไป ในเวลานี้ใบหน้าเหี่ยวย่นของฮูหยินเฒ่าแดงก่ำด้วยความโกรธ บุตรชายที่นางอุตส่าห์เฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดูมาด้วยความเหนื่อยยากและเป็นความภาคภูมิใจของนางมาโดยตลอด กลับกล้าต่อปากต่อคำกับนางอย่างเปิดเผยเช่นนี้

ดูสถานการณ์เช่นนี้ต่อไปก็ไร้ประโยชน์ เสิ่นซีจึงตัดสินใจรีบกลับไปที่ร้านขายยาก่อนดีกว่า

จวบจนท้องฟ้ามืดสนิท เสิ่นหมิงจวินถึงได้มาที่ร้านขายยาเพื่อพูดคุยกับโจวซื่อเพียงไม่กี่คำ เขาจะต้องไปเป็นเพื่อนหลี่ซื่อที่บ้านใหญ่ ดูจากสีหน้าลำบากใจของเขาแล้ว ปัญหานี้คงยังไม่ได้รับการแก้ไขเป็นแน่

"...พี่ใหญ่ประชดประชันหนีไปพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมในเมืองชั่วคราว ค่าห้องข้าก็เป็นคนออกให้ไปก่อน ท่านแม่โกรธจัดจนพูดไม่ออก ดูท่าพรุ่งนี้ตอนท่านแม่กลับหมู่บ้าน คงไม่อยากจะสนใจไยดีพี่ใหญ่อีกแล้วล่ะ"

ยามที่เสิ่นหมิงจวินกล่าวคำเหล่านี้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความจนปัญญา อันที่จริงเรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับเขาเลยสักนิด ฮูหยินเฒ่าเข้าเมืองมา กิจการเพิงน้ำชาเขาก็ไม่สามารถไปดูแลได้ งานที่จวนตระกูลหวังฝั่งนู้นก็ไม่ได้ไปทำ แม้กระทั่งบ้านก็ยังกลับไม่ได้ ท้ายที่สุดเขากลับกลายเป็นทำดีไม่ได้ดีสักทาง มารดาก็ไม่เห็นความดีความชอบ ส่วนพี่ชายก็มองว่าเขาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของมารดาเสียอีก

ในเวลานี้โจวซื่อไม่ได้สาดน้ำเย็นซ้ำเติม แม้แต่คำบ่นสักคำนางก็ไม่เอ่ยปาก นางทำเพียงกำชับให้สามีดูแลรักษาสุขภาพให้ดี ก่อนจะเดินไปส่งเขาที่หน้าประตูอย่างว่าง่าย ทว่าเมื่อเห็นเสิ่นหมิงจวินเดินจากไปจนลับสายตา โจวซื่อก็พลันระเบิดอารมณ์ จับถาดไม่ไผ่ในมือทุ่มลงพื้นอย่างแรง

"พี่สาว อยู่ดีๆ ไปโมโหใส่ถาดไม้ไผ่ทำไมกันเจ้าคะ? พี่เขยก็แค่ถูกเรื่องในครอบครัวทำให้เหน็ดเหนื่อย เขาก็ไม่ได้อยากจะหมางเมินพี่สาวหรอกนะเจ้าคะ พี่สาวปล่อยวางเสียบ้างเถิด" ฮุ่ยเหนียงเอ่ยเกลี้ยกล่อม

ไม่ปลอบก็แล้วไปเถิด ทว่าพอถูกปลอบโยน โจวซื่อก็เริ่มยกมือขึ้นมาปาดน้ำตา

ผ่านไปพักใหญ่ อารมณ์ของโจวซื่อถึงได้คลี่คลายลงบ้าง ทั้งสองคนจูงมือกันเดินเข้าไปในห้องโถงหลักที่ลานหลังบ้าน แล้วนั่งลงข้างโต๊ะอาหาร ทว่าโจวซื่อกลับไม่มีทีท่าว่าจะหยิบตะเกียบขึ้นมาเลย

ฮุ่ยเหนียงคีบกับข้าวใส่ชามให้โจวซื่อพลางเอ่ยปลอบใจ "เสี่ยวหลางเองก็ค่อยๆ โตขึ้นทุกวันแล้ว ระหว่างสามีภรรยาต่อให้มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจอันใด ก็ไม่สมควรแสดงออกมาให้เด็กเห็นนะเจ้าคะ เฮ้อ... พวกเรามามัวกลัดกลุ้มเรื่องกิจการใหม่กันดีกว่า ส่งหนังสือไปวางที่ร้านหนังสือหลายแห่งมาเป็นเวลาหนึ่งวันเต็มแล้ว ทว่ากลับขายไม่ออกเลยแม้แต่เล่มเดียว ช่างน่าหนักใจเสียจริงๆ"

โจวซื่อส่ายหน้าอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรง "ขายไม่ออกก็ช่างมันเถิด เรื่องน่าปวดหัวมีมากมายถึงเพียงนี้ ข้าจะยังมีกะจิตกะใจไปสนใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร?"

"ดูพี่สาวพูดเข้าสิ หรือว่าเงินนั่นไม่ใช่เงินที่พี่สาวลงทุนไปเล่า? อย่าลืมนะเจ้าคะว่ากิจการนี้พี่สาวถือหุ้นส่วนใหญ่ หากเป็นเพราะพวกเราทำได้ไม่ดีจนกิจการขาดทุน น้องสาวก็จะยอมรับสภาพ ทว่าหากเป็นเพราะพี่สาวเอาแต่ใจลอยไม่ยอมสนใจกิจการจนทำให้ต้องขาดทุน น้องสาวไม่ยอมจริงๆ ด้วยนะ"

คำพูดของฮุ่ยเหนียงได้ผลชะงัดนัก โจวซื่อลองตรึกตรองดูก็รู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องมานั่งโมโห เสิ่นหมิงจวินแม้มักจะเชื่อฟังมารดา ทว่ายามปกติก็ว่านอนสอนง่ายและคอยเอาอกเอาใจนางมาโดยตลอด นางได้แต่หวังว่าฮูหยินเฒ่าจะจากไปในวันพรุ่งนี้ และทางที่ดีที่สุดคืออย่าได้กลับมาในเมืองนี้อีกเลย

จบบทที่ ตอนที่ 96 ความพะว้าพะวังของฮุ่ยเหนียง

คัดลอกลิงก์แล้ว