เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 95 ของใหม่เพิ่งออกจากเตา

ตอนที่ 95 ของใหม่เพิ่งออกจากเตา

ตอนที่ 95 ของใหม่เพิ่งออกจากเตา


วันรุ่งขึ้นเสิ่นหมิงจวินยังคงไม่ได้ไปทำงานที่จวนตระกูลหวัง ทว่ายังคงอยู่เป็นเพื่อนฮูหยินเฒ่าเพื่อตามหาพี่ใหญ่ต่อไป การหนีออกจากบ้านของเสิ่นหมิงเหวินในครานี้ดูเด็ดเดี่ยวอย่างผิดปกติ พอออกนอกเมืองไปแล้วก็ไร้ซึ่งวี่แววหรือข่าวคราวใดๆ เลย

แม้ว่าฮูหยินเฒ่าจะปากคอเราะร้ายด่าทออย่างรุนแรง ทว่าในใจกลับเป็นห่วงยิ่งกว่าผู้ใด เมื่อลองฉุกคิดขึ้นมาก็รู้สึกว่าบุตรชายอาจจะกลับไปที่ชนบทแล้ว จึงจงใจส่งคนกลับไปสอบถามที่หมู่บ้านเถาฮวา

เสิ่นซีมิได้ใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย ทุกวันหลังเลิกเรียนเขาก็มุ่งตรงไปที่ร้านขายยาแห่งใหม่ ฮุ่ยเหนียงก็มักวางมือจากงานที่ทำอยู่ทันที แล้วพาเขาออกไปตระเวนผู้เชี่ยวชาญในวงการพิมพ์

ตามที่เสิ่นซีรู้มา ในช่วงกลางราชวงศ์หมิง เนื่องจากการค้าและงานหัตถกรรมเจริญรุ่งเรือง ประกอบกับการพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรม ทำให้ความต้องการหนังสือในหมู่ราษฎรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จึงเป็นการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการพิมพ์เติบโตตามไปด้วย ในเมืองต่างๆ เช่น หนานจิง หางโจว ซูโจว รวมถึงเมืองเจี้ยนหยางทางตอนเหนือของมณฑลฝูเจี้ยน ล้วนเต็มไปด้วยโรงพิมพ์จำนวนมาก

ในเวลานี้กลวิธีการพิมพ์แบบแม่พิมพ์ไม้แกะสลักได้พัฒนาไปจนถึงขั้นสูงสุดแล้ว ทั้งตัวพิมพ์แบบเรียงพิมพ์ไม้และตัวพิมพ์ทองแดงต่างก็ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ในขณะเดียวกัน รูปแบบตัวอักษรชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเส้นขวางตรงเส้นตั้งตรง เส้นขวางบางเส้นตั้งหนา และมีรูปทรงตัวอักษรเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก็ถูกนำมาใช้ในงานพิมพ์อย่างกว้างขวาง ซึ่งนี่ก็คือตัวอักษรที่คนรุ่นหลังเรียกขานกันว่าอักษรซ่งถี่

(เชิงอรรถผู้แปล: อักษรซ่งถี่ (宋体字) รูปแบบตัวอักษรจีนที่พัฒนาขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่ง มีลักษณะเป็นระเบียบ อ่านง่าย เป็นที่นิยมในงานพิมพ์มาจนถึงปัจจุบัน)

อำเภอหนิงฮว่าตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ ผู้ที่เชี่ยวชาญการพิมพ์หนังสือจึงหาได้ยากยิ่ง ทว่าในเมื่อตัดสินใจจะก้าวเข้าสู่วงการนี้แล้ว ย่อมไม่อาจหาคนอื่นมาพิมพ์แทนได้ โรงพิมพ์จำเป็นต้องเชิญผู้เชี่ยวชาญในสายอาชีพมาเป็นผู้ดำเนินการ เครื่องไม้เครื่องมือก็ต้องซื้อหามาใหม่ ที่สำคัญคือตัวเรียงพิมพ์และหมึกพิมพ์ นอกจากนี้ก็เป็นชั้นวางของง่ายๆ แล้วก็กระดาษ หนังสือสำเร็จรูปในยุคสมัยนี้ล้วนเป็นแบบเย็บด้ายเข้าเล่มทั้งสิ้น หลังจากพิมพ์เสร็จแล้วยังต้องจัดเตรียมคนมาเรียงหน้ากระดาษเพื่อทำการเข้าเล่มอีกด้วย

คราวก่อนตอนที่เปิดเพิงน้ำชา เสิ่นซีออกไปกับเสิ่นหมิงจวิน มักจะต้องเป็นเสิ่นซีที่คอยออกหน้าเจรจาไกล่เกลี่ยอยู่เสมอ ทว่าการเปิดโรงพิมพ์ในครั้งนี้ มีฮุ่ยเหนียงผู้มีวาทศิลป์เป็นเลิศออกหน้าจัดการ เสิ่นซีจึงทำเพียงแค่เดินตามเป็นผู้ติดตามตัวน้อยอยู่ด้านหลังก็พอแล้ว

เนื่องจากฮุ่ยเหนียงเป็นผู้นำของสมาคมร้านขายยาแห่งอำเภอหนิงฮว่า จึงนับว่าเป็นผู้มีหน้ามีตาและมีฐานะในเมือง พอผู้คนได้ยินว่าเป็น "หมอเทวดาหญิง" ออกหน้า ต่อให้เป็นคนไม่รู้ประสีประสาในวงการก็ยังช่วยแนะนำคนมาให้ลองดู

ฮุ่ยเหนียงได้พบปะพูดคุยกับพวกเขาไปทีละคน ท้ายที่สุดก็คัดเลือกช่างฝีมือผู้ชำนาญการมาได้สองสามคน ซึ่งเคยทำงานในวงการสิ่งพิมพ์ที่เมืองเจี้ยนหยาง ดินแดนที่ได้รับการขนานนามว่านครแห่งคัมภีร์ตำรา และดินแดนลือนามแห่งปรัชญาหลี่เสวีย ทว่าต้องเดินทางกลับบ้านเกิดด้วยเหตุผลต่างๆ นานา

(เชิงอรรถผู้แปล: นครแห่งคัมภีร์ตำรา (图书之府) และ ดินแดนลือนามแห่งปรัชญาหลี่เสวีย (理学名邦) เป็นคำยกย่องเมืองเจี้ยนหยางในมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการพิมพ์หนังสือและศูนย์กลางการศึกษาปรัชญาขงจื๊อใหม่ หรือลัทธิหลี่เสวีย ในสมัยราชวงศ์ซ่งถึงหมิง)

เมื่อคัดเลือกคนได้แล้ว ลำดับต่อไปก็คือการกำหนดที่ตั้งของโรงพิมพ์และหารือเรื่องการซื้อเครื่องมือ

ใช้เวลาทั้งสิ้นไม่เกินสามวัน เรื่องราวต่างๆ ก็จัดการไปได้เกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว วันนี้เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ฮุ่ยเหนียงและเสิ่นซีก็กลับมาที่ร้านขายยาเพื่อบอกกล่าวแก่โจวซื่อ โจวซื่อรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง คาดไม่ถึงว่าการตระเตรียมกิจการใหม่จะรวดเร็วถึงเพียงนี้

"ยังคงเป็นน้องสาวที่มีความสามารถ หากปล่อยให้เจ้าคนไร้หัวจิตหัวใจบ้านข้าออกไปทำเรื่องพวกนี้ล่ะก็ ต่อให้สิบวันครึ่งเดือนก็ยังไม่แน่ว่าจะทำได้สำเร็จเลย" โจวซื่อเอ่ยชมเชยจากใจจริง

"พี่สาวก็ล้อข้าเล่นแล้ว ถึงอย่างไรก็ไม่จำเป็นต้องเปิดร้านที่มีหน้าร้าน สถานที่เช่าก็ขอเพียงให้สะอาดสะอ้านและมีแสงสว่างส่องถึงก็พอแล้ว โรงพิมพ์เล็กๆ น่ะเจ้าค่ะ ขนาดก็ยังไม่ได้ใหญ่โตนักในตอนนี้ ตามความเห็นของน้องสาว เราควรตีพิมพ์บทนิทานออกมาลองขายดูสักจำนวนหนึ่งก่อน หากกิจการไปได้สวย พวกเราก็ค่อยพิมพ์เพิ่มเจ้าค่ะ"

เสิ่นซีลอบชื่นชมในใจว่าฮุ่ยเหนียงนี่แหละที่รู้จักทำมาค้าขายอย่างแท้จริง ต่อให้จะรู้สึกว่ากิจการนี้มีผลกำไรให้กอบโกย ก็จะไม่ลงทุนลงแรงไปในคราวเดียวอย่างหน้ามืดตามัว แต่จะพิมพ์ออกมาลองหยั่งเสียงตอบรับของตลาดดูก่อน เช่นนี้ถึงจะสามารถคาดคะเนได้ว่าความต้องการมีมากน้อยเพียงใด ต่อให้ขาดทุนก็จะไม่สูญเงินไปมากนัก

หลายวันหลังจากนั้น เสิ่นหมิงจวินก็ไม่ได้กลับบ้านเลย ท้ายที่สุดแล้วพี่ชายก็มาหายตัวไป ในขณะที่เขากำลังร้อนใจ เขาก็ยังต้องคอยปลอบประโลมมารดาไปด้วย

เนื่องจากบุตรชายคนโตสูญหายไป ฮูหยินเฒ่าจึงจำต้องวางเรื่องการยึดครองเพิงน้ำชาลงชั่วคราว โจวซื่อรู้สึกว่าในเมื่อกิจการตกเป็นของครอบครัวไปแล้ว นางก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางฝั่งเพิงน้ำชาจึงตกอยู่ในสภาวะที่ไร้คนคอยดูแล

ท้ายที่สุดหานอู่เหยียรู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มไม่สู้ดี จึงเดินทางมายังร้านขายยาด้วยตนเองเพื่อสอบถามความเห็นของเถ้าแก่เนี้ยอย่างโจวซื่อ

"...ข้าจะบอกว่านายหญิง ถึงอย่างไรท่านก็ยังเป็นหลงจู๊ของเพิงน้ำชานะขอรับ ท่านสะบัดมือทิ้งไปเฉยๆ เช่นนี้ แล้วจะให้พวกข้าน้อยทำอย่างไรกันเล่า? หลายวันมานี้รายรับของร้านก็ไม่มีคนคอยจัดการดูแล ลูกค้าก็เยอะแยะปะปนกันไปหมด โกลาหลอลหม่านไปหมดแล้ว นี่มันช่างทำให้คนแก่คนนี้ลำบากใจยิ่งนัก"

หานอู่เหยียมีสีหน้าจนปัญญา ต่อให้เขามีส่วนแบ่งในเพิงน้ำชา แต่ท้ายที่สุดเขาก็เป็นเพียงคนรับจ้างเท่านั้น

เมื่อก่อนต่อให้เสิ่นหมิงจวินจะปล่อยอำนาจให้ ทว่าทุกเช้าตรู่ตอนเปิดร้านและตอนค่ำที่ปิดร้าน ล้วนเป็นเสิ่นหมิงจวินที่ลงมือทำด้วยตนเอง การเก็บเงินและคิดบัญชีในแต่ละวัน รวมถึงการจ่ายค่าแรงและปันผล เสิ่นหมิงจวินก็ทำได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย บัดนี้เสิ่นหมิงจวินกับโจวซื่อไม่ไป ทุกสิ่งทุกอย่างจึงตกเป็นภาระของหานอู่เหยีย พอหานอู่เหยียคิดบัญชีเสร็จ ก็ยังกังวลว่าทางฝั่งหลงจู๊จะสงสัยว่าเขาลอบยักยอกเงิน ดังนั้นแม้แต่เงินปันผลในส่วนของตนเองเขาก็ยังไม่กล้าหยิบเอาไป

แม้ว่าลูกจ้างระดับล่างจะมีค่าแรงในแต่ละวันไม่ใช่น้อยๆ ทว่าเมื่อก่อนยามที่เสิ่นหมิงจวินรู้สึกว่าลูกจ้างทำงานกันเหน็ดเหนื่อย ก็มักจะแจกจ่าย "รางวัลคนขยัน" เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้บ้างประปราย ซึ่งนี่ก็เป็นวิธีการที่เสิ่นซีเสนอขึ้นมาเพื่อให้ลูกจ้างมีแรงจูงใจในการทำงาน

บัดนี้ไม่มีคนคอยตัดสินใจ หานอู่เหยียย่อมไม่กล้าแจกเงินส่งเดช ซ่งเสี่ยวเฉิงและลูกจ้างใหม่ที่เพิ่งเข้ามาอีกสองสามคนต่างก็เริ่มมีเสียงบ่นกระปอดกระแปด

"หานอู่เหยีย มิใช่ว่าข้าไม่อยากจะไปหรอกนะ ท่านก็เห็นอยู่ว่าร้านขายยานี้ก็ยุ่ง ข้ายังต้องคอยดูแลเด็กๆ อีก... เอาเช่นนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ รายรับในแต่ละวัน ท่านก็คิดบัญชีมาให้เรียบร้อยแล้วนำมาส่งให้ข้า ข้าจะลองตรวจสอบดูอีกที หากไม่มีปัญหาอันใด เพิงน้ำชานี้ก็ขอฝากให้ท่านช่วยดูแลไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกัน"

หานอู่เหยียพอได้ยินคำพูดนี้ก็ชักจะร้อนใจขึ้นมา รีบกล่าว "ฮูหยินเสิ่น ท่านไม่เพียงแต่ทำให้ข้าลำบากใจ ทว่ายังทำให้ข้าต้องอายุสั้นอีกด้วยนะขอรับ ข้าเป็นเพียงแค่นักเล่านิทาน ตำแหน่งหลงจู๊ของเพิงน้ำชานี้ ข้าไม่อาจรับไว้ได้เป็นอันขาด หลงจู๊น้อยเล่าขอรับ? เหตุใดจึงไม่เห็นเขา หลงจู๊น้อยมักจะมีแผนการดีๆ อยู่เสมอ"

เมื่อเผชิญกับเรื่องน่าหนักใจ ท้ายที่สุดหานอู่เหยียก็จำได้ว่ายังมีดาวจื้อตั๋วซิงอย่างเสิ่นซีอยู่ เขาเหลียวมองซ้ายขวา ท้ายที่สุดก็ได้ยินเสียงอ่านหนังสือดังกังวานแว่วมาจากลานหลังบ้าน ที่แท้เสิ่นซีกำลังสอนหลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์อ่านหนังสืออยู่นี่เอง

(เชิงอรรถผู้แปล: ดาวจื้อตั๋วซิง (智多星) ดาวแห่งสติปัญญา เป็นฉายาของอู๋ย่ง กุนซือผู้ปราดเปรื่องในวรรณกรรมเรื่อง ซ้องกั๋ง (วีรบุรุษเขาเหลียงซาน) เปรียบเปรยถึงผู้ที่ฉลาดหลักแหลม มีไหวพริบและแผนการมากมาย)

หานอู่เหยียเชิญตัวเสิ่นซีให้ออกมาที่หน้าร้าน เพื่ออยากจะฟังความเห็นของเขา

ในเพิงน้ำชานั้น หลงจู๊น้อยอย่างเสิ่นซียังคงเป็นที่รักและซื้อใจผู้คนได้เป็นอย่างดี แม้แต่ปีศาจเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่ผ่านโลกมามากอย่างหานอู่เหยีย ก็ยังนับถือในสติปัญญาและแผนการของเสิ่นซี

"อู่เหยีย ในเมื่อท่านแม่บอกให้ท่านช่วยดูแล ท่านก็ดูแลไปเถิดขอรับ กิจการนี้เดิมทีก็เป็นท่านที่คอยช่วยกันประคับประคองมาตั้งแต่ต้น ท่านคู่ควรกับตำแหน่งนี้แล้วล่ะขอรับ"

เสิ่นซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความยกย่องอยู่หลายส่วน "อีกอย่างหนึ่ง กิจการเพิงน้ำชานี้ หากได้กำไรมาก ท่านอู่เหยียก็จะได้ส่วนแบ่งมาก หากได้กำไรน้อย กระเป๋าเงินของท่านก็จะแฟบไปด้วย ลองคิดดูสิขอรับ ต่อให้ท่านพ่อท่านแม่ของข้าจะไม่ไว้ใจผู้อื่น แต่มีหรือจะไม่ไว้ใจอู่เหยียอย่างท่าน?"

เสิ่นซีนั้นนับว่ามีหัวการค้าอยู่ไม่น้อย ความคิดของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กรอบเดิมๆ กิจการของครอบครัวก็สามารถว่าจ้างให้ผู้อื่นมาบริหารจัดการได้ ก็เหมือนกับบริษัทที่ว่าจ้างผู้จัดการมืออาชีพนั่นแหละ ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องผู้ลงทุนที่อยู่เบื้องหลังจะต้องเป็นคนลงมือทำเองเสียทั้งหมด ในแนวคิดของเขา การบริหารงานประจำวันและการตัดสินใจนั้นสามารถแยกออกจากกันได้อย่างสิ้นเชิง

เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นซี หานอู่เหยียก็รู้สึกว่าเรื่องราวก็สมควรจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ

ตอนที่เพิงน้ำชาเริ่มเปิดกิจการใหม่ๆ ก็มีแค่สองพ่อลูกตระกูลเสิ่น ตัวเขา แล้วก็ซ่งเสี่ยวเฉิง รวมเป็นสี่คนเท่านั้น บัดนี้จำนวนลูกจ้างเพิ่มมากขึ้น ทว่าอย่างไรเสียเขาก็นับว่าเป็นผู้อาวุโสรุ่นบุกเบิก ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งหาเงินได้มาก เขาก็ยิ่งได้ส่วนแบ่งมากตามไปด้วย

หานอู่เหยียรั้งอยู่เพื่อปรึกษาหารือกับโจวซื่อต่อ อาศัยคำแนะนำของเสิ่นซีมาช่วยกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาเพิงน้ำชาในช่วงเวลาอันใกล้นี้ และเพื่อป้องกันไม่ให้หานอู่เหยียต้องเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปจากการควบทั้งหน้าที่นักเล่านิทานและผู้ดูแลร้าน จึงตัดสินใจให้เขาลดเวลาเล่านิทานลงเหลือเพียงวันละสองชั่วยาม แบ่งเป็นรอบเช้าและรอบบ่าย โดยเน้นเล่าเฉพาะเนื้อหาของบทนิทานเรื่องใหม่เท่านั้น ส่วนเวลาที่เหลือก็ว่าจ้างให้นักเล่านิทานคนอื่นมาเล่าแทน

ตอนที่หานอู่เหยียมานั้นมีใบหน้าอมทุกข์มืดมน ทว่ายามที่จากไป บนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและเบิกบานใจ ก่อนที่ฮูหยินเฒ่าแห่งตระกูลเสิ่นจะส่งคนมารับช่วงดูแลเพิงน้ำชาอย่างเป็นทางการ เขานี่แหละคือหลงจู๊ของเพิงน้ำชาตัวจริง แม้กระทั่งการแจกจ่าย "รางวัลคนขยัน" ก็เพียงแค่จดบันทึกไว้ในสมุดบัญชีให้ชัดเจน แล้วค่อยนำมาแจ้งให้เสิ่นหมิงจวินหรือโจวซื่อทราบในภายหลังก็พอแล้ว

พริบตาเดียวก็ล่วงเข้าสู่วันที่หนึ่งเดือนสี่ เสิ่นหมิงเหวินหายตัวไปครบเจ็ดวันแล้ว

ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมานี้ ไม่เพียงแต่เสิ่นหมิงจวินจะวุ่นวายอยู่กับการตามหาพี่ใหญ่ แต่แม้กระทั่งคนของสายตระกูลหลักรวมถึงสายรองอื่นๆ ในอำเภอ ก็ถูกหลี่ซื่อไปเคาะประตูรบกวนจนถ้วนหน้า

หากเป็นเมื่อก่อน ยามที่ตระกูลเสิ่นมีงานมงคลหรืองานอวมงคลและคนในตระกูลมารวมตัวกัน หลี่ซื่อก็มักจะเอาแต่พร่ำพรรณนาถึงบุตรชายคนโตที่แสนจะเอาถ่าน สอบติดซิ่วไฉและมีอนาคตอันสดใสรออยู่เบื้องหน้า จนทำให้คนอื่นๆ รู้สึกรำคาญใจ มาบัดนี้เมื่อเสิ่นหมิงเหวินหายตัวไป คนเหล่านั้นจึงแทบไม่ใส่ใจจะช่วยเหลือ ท้ายที่สุดแล้วนับตั้งแต่รุ่นปู่ของเสิ่นซี พวกเขาก็ได้แยกบ้านกันไปแล้ว ต่างคนต่างก็ใช้ชีวิตของตนเอง ไม่เกี่ยวข้องกันอีก

ในที่สุด ช่วงบ่ายของวันที่หนึ่งเดือนสี่ เสิ่นหมิงจวินก็สืบทราบข่าวจากซิ่วไฉพเนจรผู้หนึ่งที่เคยพบเจอพี่ใหญ่ โดยบอกว่าเคยพบหน้าค่าตากันในสถานีม้าเร็วบนถนนหลวงที่มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปทางเมืองเส้าอู่ฝู่ หลี่ซื่อไม่รอช้า สั่งให้เสิ่นหมิงจวินว่าจ้างรถม้าแล้วเร่งรุดไล่ตามขึ้นไปทางเหนือด้วยความเหนื่อยยากทันที พอไปแล้วก็ขาดการติดต่อหายเงียบไปอีกสองวันเต็ม

โจวซื่อรู้สึกโกรธเคืองเป็นอย่างยิ่ง เมื่อก่อนสามีมักจะอ้างว่างานยุ่งจนไม่มีเวลากลับมาอยู่เป็นเพื่อนนาง ทว่าบัดนี้เพื่อเรื่องของผู้อื่น เขากลับทิ้งงานทิ้งการ ซ้ำยังทอดทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลังอีก

ทุกวันเสิ่นซีต้องคอยระมัดระวังตัวเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้ไปจุดไฟโทสะของท่านแม่เข้า นอกจากไปโรงเรียนแล้ว เขาก็เอาแต่ไปช่วยฮุ่ยเหนียงจัดการเรื่องโรงพิมพ์

หลังจากผ่านการตรวจสอบและอุดช่องโหว่มาตลอดช่วงที่ผ่านมา ในที่สุดเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์สำหรับการตีพิมพ์บทนิทานก็เตรียมพร้อมจนครบถ้วน ในยุคสมัยนี้การจะตีพิมพ์หนังสือสักเล่ม ไม่จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานใด แม้กระทั่งการไปแจ้งความจำนงต่อทางการก็ยังไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำ

ขนาดของโรงพิมพ์ไม่ได้ใหญ่โตนัก มีช่างพิมพ์สองคนและผู้ช่วยอีกสองคน รวมเป็นสี่คน บทนิทานที่จะนำมาตีพิมพ์เป็นอันดับแรกคือซัวงักฉวนจ้วน และถงหลินจ้วน โดยเลือกใช้ตัวพิมพ์ทองแดง เล่มแรกของหนังสือทั้งสองเรื่องจะพิมพ์ออกมาเรื่องละหนึ่งร้อยห้าสิบหน้า เสิ่นซีได้ตรวจดูต้นฉบับจำลองแล้ว พบว่าตัวอักษรมีขนาดใหญ่เกินไป ซ้ำระหว่างบรรทัดและประโยคก็ไม่มีเครื่องหมายวรรคตอน ทำให้อ่านแล้วรู้สึกติดขัดไม่ลื่นไหล

แม้เสิ่นซีจะรู้ดีว่าประเทศจีนมีเครื่องหมายวรรคตอนมาตั้งแต่ยุคก่อนราชวงศ์ฉินแล้ว ทว่ากลับไม่เคยมีมาตรฐานที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซ้ำยังไม่มีธรรมเนียมในการใช้งานอย่างแพร่หลาย คัมภีร์โบราณส่วนใหญ่ล้วนไร้ซึ่งเครื่องหมายวรรคตอน ผู้อ่านต้องอาศัยสัมผัสทางภาษา คำช่วยเสริมน้ำเสียง และโครงสร้างไวยากรณ์ในการตัดแบ่งประโยคเอาเอง

ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาเขียนบทนิทานให้หานอู่เหยีย นอกจากจะย่อหน้าเว้นวรรคสองตัวอักษรแล้ว เขายังจงใจเว้นช่องว่างระหว่างประโยคด้วย ตอนเขียนก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรแปลก ทว่าเวลาพิมพ์หนังสือ หากต้องเว้นช่องว่าง ก็จำเป็นต้องใช้ตัวพิมพ์เปล่าจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้หนังสือที่พิมพ์ออกมาดูจับฉ่ายไม่เป็นโล้เป็นพาย

(เชิงอรรถผู้แปล: จับฉ่ายไม่เป็นโล้เป็นพาย (不伦不类) สำนวนเปรียบเปรยถึงสิ่งที่ไม่เข้ากัน ดูแปลกประหลาด ไม่สมบูรณ์แบบ)

การพิมพ์หนังสือในยุคสมัยนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นตำราในหมวดหมู่คัมภีร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา และวรรณคดี รวมถึงตำราแพทย์ ซึ่งถือเป็น "แบบเรียน" ทว่านิยายนั้นท้ายที่สุดก็เป็นสิ่งที่เขียนให้ชาวบ้านร้านตลาดอ่าน หากไม่มีการเว้นวรรคระหว่างประโยค ก็จะทำให้เกิดอุปสรรคในการอ่านและการฟัง ส่งผลกระทบต่อความน่าติดตามของเรื่องราวได้

ในที่สุดเสิ่นซีก็ตัดสินใจเสี่ยงดูสักตั้ง ถือเสียว่าเป็นการปฏิวัติวงการพิมพ์หนังสือ โดยการนำเครื่องหมายวรรคตอนที่ใช้กันทั่วไปบางส่วนมาใส่เพิ่มเข้าไปด้วย หลักๆ ก็มีเครื่องหมายจุลภาค (,) มหัพภาค (.) ทวิภาค (:) และอัญประกาศ (" ") เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้บทนิทานอ่านได้ลื่นไหลและเข้าใจง่ายขึ้น โดยไม่มีปัญหาเรื่องการตัดแบ่งประโยคอีกต่อไป

เมื่อเสิ่นซีนำต้นฉบับซัวงักฉวนจ้วน และถงหลินจ้วน ที่เขาตรวจทานใหม่ไปให้ช่างพิมพ์ดู พวกเขาก็เห็นว่าไม่เลว แม้จะรู้สึกว่าดู "แปลกตา" ไปสักหน่อย ทว่าเสิ่นซีก็เป็นผู้รับผิดชอบโรงพิมพ์แห่งนี้ แม้แต่ฮุ่ยเหนียงที่เป็นคนว่าจ้างพวกเขามาก็ยังบอกกล่าวอย่างชัดเจนแล้วว่า สิ่งใดที่เสิ่นซีสั่งให้ทำ ก็ให้ทำตามนั้นไปโดยไม่มีข้อกังขา

ช่วงบ่ายของวันที่สามเดือนสี่ ซัวงักฉวนจ้วนเล่มแรกก็พิมพ์เสร็จสมบูรณ์ หนังสือทั้งสิบตอนมีความยาวรวมทั้งสิ้นสี่หมื่นสองพันตัวอักษร เสิ่นซีนำหนังสือตัวอย่างกลับไปให้ฮุ่ยเหนียงตรวจสอบ

เมื่อฮุ่ยเหนียงได้เห็นก็ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ สาเหตุหลักที่นางสนับสนุนให้ตีพิมพ์หนังสือ ก็เพื่อความสะดวกในการอ่านหนังสือของตนนั่นแหละ

หลังจากได้หนังสือตัวอย่างมา ตอนกินข้าวมื้อค่ำฮุ่ยเหนียงก็มีท่าทีใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นางรีบกินอย่างรวดเร็วแล้วให้หนิงเอ๋อร์กับเสี่ยวอวี้เก็บกวาด ส่วนตัวเองก็ไปยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะบัญชี อาศัยแสงจากตะเกียงน้ำมันต้งโหยวตั้งอกตั้งใจอ่านหนังสืออย่างเคลิบเคลิ้มหลงใหล

เนื่องจากเสิ่นหมิงจวินยังไม่กลับมา โจวซื่อต้องรอจนถึงยามสองจึงจะพาเด็กน้อยทั้งสองกลับบ้านได้ เดิมทีโจวซื่อรั้งอยู่ก็เพื่อจะได้พูดคุยเรื่องราวส่วนตัวประสาสตรีกับฮุ่ยเหนียง ซึ่งจะช่วยให้ต่างฝ่ายต่างได้ระบายความอึดอัดคับข้องใจ ทว่าในยามนี้ฮุ่ยเหนียงเอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ แม้แต่พี่สาวคนดีที่ปกติมักจะพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง ก็ยังถูกนางทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามสอง (二更) ช่วงเวลาประมาณ 21.00 - 23.00 น.)

กลางดึกสงัด โจวซื่อพาลูกน้อยทั้งสองกลับบ้าน ฮุ่ยเหนียงก็ยังไม่มีกะจิตกะใจจะเดินออกไปส่ง พอโจวซื่อกลับถึงบ้านก็เอาแต่บ่นว่าฮุ่ยเหนียงคงจะผีสางเข้าสิงไปเสียแล้ว เสิ่นซีได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ยิ้มไม่พูดอันใด

จบบทที่ ตอนที่ 95 ของใหม่เพิ่งออกจากเตา

คัดลอกลิงก์แล้ว