เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 94 ตีพิมพ์บทนิทาน

ตอนที่ 94 ตีพิมพ์บทนิทาน

ตอนที่ 94 ตีพิมพ์บทนิทาน


เมื่อโจวซื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นซี นัยน์ตาก็พลันเปล่งประกายสว่างวาบ บนใบหน้าแฝงไว้ด้วยความปีติระคนคาดหวังอยู่หลายส่วน ทว่าไม่นานประกายความหวังบนใบหน้าก็กลับหม่นหมองลง นางถอนหายใจแผ่วเบา "ต่อให้ให้พ่อของเจ้าไปทำกิจการอื่นแล้วจะอย่างไรเล่า ท้ายที่สุดแล้ว กิจการก็คงถูกท่านย่าของเจ้าจับไปให้ผู้อื่นดูแลอยู่ดี"

ฮุ่ยเหนียงเดินเข้ามาหา ยิ้มพลางเอ่ยปลอบใจ "พี่สาวอย่าเพิ่งท้อแท้ไปเลย ลองฟังเสี่ยวหลางดูก่อนเถิด เสี่ยวหลาง รีบบอกความคิดของเจ้าให้แม่ของเจ้าฟังเร็วเข้า"

เสิ่นซีปั้นหน้ายิ้มแย้มไร้เดียงสา "ก่อนหน้านี้สิ่งที่ขายดีที่สุดในเพิงน้ำชาของเราหาใช่น้ำชาไม่ ทว่าคือการฟังนิทานต่างหาก ก็เพราะว่าชาวเมืองล้วนอยากฟังนิทาน ถึงได้แห่แหนกันมาดั่งฝูงเป็ดเบียดเสียดกันไปที่เพิงน้ำชา ข้าคิดว่าหากพวกเรานำบทนิทานอิงประวัติศาสตร์ของหานอู่เหยียมาจัดรวบรวมเป็นเล่มเพื่อตีพิมพ์ออกมา แล้วนำไปขายในเมืองรวมถึงหมู่บ้านและตำบลรอบนอก กิจการจะต้องไปได้สวยอย่างแน่นอนขอรับ"

"ยิ่งไปกว่านั้น กิจการนี้พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องออกหน้า เพียงแค่ไปเสาะหาช่างฝีมือที่รู้ประสีประสาในวงการพิมพ์มาสักกลุ่ม แล้วเช่าสถานที่สักแห่งก็สามารถเริ่มงานได้แล้วขอรับ"

โจวซื่อขมวดคิ้วครุ่นคิด ฮุ่ยเหนียงพยักหน้าเห็นด้วยเป็นคนแรก "ความคิดนี้เข้าทีไม่เลวเลย ทว่าพอตีพิมพ์ออกมาแล้ว หากไม่เช่าหน้าร้านแล้วจะนำไปขายได้อย่างไรเล่า?"

"ข้าคิดเอาไว้แล้วขอรับ แม้ในตัวอำเภอจะไม่มีโรงพิมพ์ ทว่าก็ยังมีร้านหนังสืออยู่สองสามแห่ง ปกติแล้วพวกเขามักจะรับสินค้ามาจากทางเมืองถิงโจวฝู่หรือไม่ก็เมืองเอกของมณฑล พวกเราสามารถเลือกที่จะร่วมมือกับพวกเขาได้ โดยนำหนังสือไปฝากขายที่ร้านของพวกเขา แล้วแบ่งผลกำไรที่ได้กันคนละครึ่ง เช่นนี้กิจการของเราก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน เพียงแค่ให้ท่านพ่อกับท่านแม่แวะเวียนไปดูเป็นครั้งคราว... ขอเพียงท่านแม่ไม่ปริปากบอกท่านย่า แล้วท่านย่าจะไปล่วงรู้ได้อย่างไรเล่าขอรับ?"

ฮุ่ยเหนียงหันไปเอ่ยกับโจวซื่อ "พี่สาว ข้าดูแล้วเรื่องนี้มีความเป็นไปได้นะเจ้าคะ ขนาดคนรู้อักษรเพียงน้อยนิดอย่างข้า พอได้ฟังเรื่องราวของท่านงักฮุยแล้ว ก็ยังอยากจะหาซื้อหนังสือกลับมาอ่านเองสักเล่มเลย น่าเสียดายที่ไม่มีที่ให้ซื้อ ยิ่งไปกว่านั้น การไปฟังนิทานก็มักจะได้ฟังกลางเรื่องกลางราว ไม่อาจปะติดปะต่อเรื่องราวก่อนหน้าและภายหลังได้ ใครใช้ให้พวกเราไม่มีเวลามากพอกันเล่า? ทว่าหากเป็นหนังสือย่อมแตกต่างออกไป!"

โจวซื่อพึมพำเสียงเบา "ทางที่ดีที่สุดคือแม้แต่พ่อของเจ้าก็ห้ามบอกกล่าวให้รู้..."

เมื่อเห็นบุตรชายเบิกตากว้างมองมาที่ตน นางถึงได้กระแอมไอเบาๆ "ความคิดนี้ก็ถือว่าไม่เลว แต่เจ้ารู้ประสีประสาเรื่องพวกนี้ด้วยหรือ? หากพวกคนที่คร่ำหวอดในวงการนั้นมารังแกพวกเรา หรือต้มตุ๋นหลอกลวงเราขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า? ต่อให้พวกเขาไม่หลอกเรา แล้วพวกเราจะไปหาเงินทุนจากที่ใดมาเปิดโรงพิมพ์นี้กัน?"

ฮุ่ยเหนียงที่อยู่ด้านข้างยิ้มพลางเอ่ย "พี่สาว ท่านเห็นว่าเช่นนี้ดีหรือไม่? ช่วงนี้กิจการร้านขายยาก็ไปได้สวย เพื่อนร่วมอาชีพในเมืองต่างก็ให้เกียรติ คาดว่าวันหน้าคงไม่มีเรื่องอันใดให้ต้องหนักใจแล้ว มิสู้ให้น้องสาวเข้าร่วมหุ้นด้วย ร่วมกันเปิดโรงพิมพ์นี้กับพี่สาวเสียเลย... ถึงเวลานั้นพี่สาวก็ถือหุ้นส่วนใหญ่ น้องสาวนอกจากจะได้ส่วนแบ่งกำไรมาบ้างแล้ว ยังจะได้อ่านบทนิทานที่ตีพิมพ์ออกมาก่อนใครอีกด้วย เช่นนี้มิใช่สมบูรณ์แบบทั้งสองทางหรอกหรือเจ้าคะ?"

(เชิงอรรถผู้แปล: สมบูรณ์แบบทั้งสองทาง (两全其美) สำนวนเปรียบเปรยถึงการกระทำที่ได้ประโยชน์หรือเป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่ายอย่างลงตัว)

โจวซื่อมีท่าทีลังเลใจอยู่บ้าง "น้องสาวเป็นคนออกเงิน ทว่ากลับได้ถือหุ้นส่วนน้อย เกรงว่าจะไม่ค่อยดีกระมัง?"

"จะมีอันใดไม่ดีกันเล่า... ความคิดนี้เสี่ยวหลางเป็นคนคิด บทนิทานก็เป็นเสี่ยวหลางที่หามา หากเทียบกันแล้ว เงินค่าเช่าสถานที่และค่าจ้างแรงงานเพียงหยิบมือนี้ก็นับว่าไม่สลักสำคัญอันใดเลย วันธรรมดาข้าเองก็รู้สึกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเกินไป อยากจะหาอะไรทำเพื่อฆ่าเวลา ทางที่ดีคือมีนิทานเรื่องใหม่ให้อ่านทุกวัน แค่คิดก็รู้สึกว่าวันเวลาเช่นนั้นมันช่างงดงามยิ่งนักแล้ว"

บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงแฝงไว้ด้วยความปรารถนาและวาดหวังอยู่หลายส่วน

นับตั้งแต่สามีเสียชีวิตลง ค่ำคืนอันยาวนานนางก็ทำได้เพียงปล่อยให้ผ่านพ้นไปอย่างโดดเดี่ยวลำพัง หากไม่มีที่พึ่งพิงทางใจสักนิดก็คงไม่ไหวจริงๆ ตอนนี้เงินทองที่หามาได้มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ทว่าภายในใจกลับยิ่งว่างเปล่ากลวงโบ๋ ยิ่งไปกว่านั้น การทำกิจการตีพิมพ์บทนิทานอิงประวัติศาสตร์ นางก็นับได้ว่าเป็นเถ้าแก่เนี้ยคนหนึ่ง ย่อมสามารถนำบทนิทานมาอ่านก่อนผู้อื่นก้าวหนึ่งได้เสมอ

โจวซื่อถึงได้พยักหน้าตกลง "ตกลง เช่นนั้นพวกเราก็ลองดูสักตั้ง หากต้องขาดทุนขึ้นมา น้องสาวก็อย่าได้มาโทษข้าก็แล้วกันนะ"

เสิ่นซีหัวเราะร่าพลางเอ่ย "ท่านแม่คิดมากไปแล้วขอรับ... พวกเรามิได้เปิดหน้าร้าน ไม่จำเป็นต้องเสียเงินค่าเช่าหน้าร้านและค่ารับซื้อสินค้าเข้าร้านเลยแม้แต่น้อย ต่อให้ขาดทุน อย่างมากก็เสียแค่ค่าเช่าสถานที่กับค่าแม่พิมพ์ไม้แกะสลักและหมึกพิมพ์นิดหน่อย เต็มที่ก็บวกค่าแรงงานเข้าไปอีกนิดเท่านั้นเองขอรับ"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวซื่อที่เดิมทีมีใบหน้าอมทุกข์มืดมนก็กลับมามีเลือดฝาดสีชมพูระเรื่อขึ้นหลายส่วน มุมปากจุดรอยยิ้มบางๆ ขึ้นมา ไม่นานนางก็ถูกเสิ่นซีดึงตัวไปนั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกันที่โต๊ะ

หลังจากกินข้าวมื้อค่ำเสร็จ โจวซื่อก็กำชับเป็นพิเศษ "เสี่ยวหลาง เรื่องนี้ก่อนที่จะมีความคืบหน้าเป็นชิ้นเป็นอัน เจ้าห้ามนำไปบอกพ่อของเจ้าเด็ดขาดนะ ประเดี๋ยวเขาจะเอาไปฟ้องท่านย่าของเจ้าอีก ฮูหยินเฒ่าจะต้องกระโดดออกมาขัดขวางพวกเราเป็นคนแรกอย่างแน่นอน"

ฮุ่ยเหนียงเอ่ยขึ้น "อันที่จริงพี่สาวจะบอกพี่เขยไปก็ไม่เป็นไรหรอกนะเจ้าคะ พวกเราก็แค่บอกคนภายนอกไปว่า กิจการนี้น้องสาวเป็นคนออกทุน คนอื่นย่อมไม่มีสิทธิ์มาก้าวก่ายได้"

โจวซื่อนิ่งอึ้งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าคำพูดนี้มีเหตุผลยิ่งนัก

ก็เหมือนกับที่ฮูหยินเฒ่าเข้าเมืองมาแล้วสามารถยึดเอาเพิงน้ำชาฝั่งนู้นเข้าสู่ทรัพย์สินกองกลางของตระกูล ซ้ำยังก้าวก่ายแทรกแซงได้อย่างทำตามอำเภอใจ ก็เพียงเพราะนั่นเป็นกิจการที่เสิ่นหมิงจวินบริหารจัดการเอง ฮูหยินเฒ่ามีความคิดเรื่องระบบครอบครัวที่ฝังรากลึก ตราบใดที่ยังไม่ได้แยกบ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างในครอบครัวก็สมควรให้นางเป็นผู้ตัดสินใจ

ในทางกลับกัน ต่อให้สถานะของโจวซื่อในร้านขายยาจะโดดเด่นเพียงใด ทว่าฮูหยินเฒ่ากลับไม่ค่อยเต็มใจจะก้าวข้ามธรณีประตูร้านขายยาเข้าไปนัก นั่นก็เพราะร้านขายยานั้นเป็นของผู้อื่น ต่อให้ในส่วนแบ่งกำไรจะมีส่วนของตระกูลเสิ่นอยู่ด้วย นางก็ไม่มีสิทธิ์ใด ๆ ไปก้าวก่ายแทรกแซงได้

ในยุคสมัยนี้ไม่มีคำว่าผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนหรอกนะ ผู้เป็นนายก็คือผู้เป็นนาย หลงจู๊ก็คือหลงจู๊ ลูกจ้างก็คือลูกจ้าง ผู้เป็นนายสามารถควบตำแหน่งหลงจู๊คอยดูแลร้านได้ ทว่าหลงจู๊กลับไม่มีสิทธิ์ใด ๆ ไปเรียกร้องขอแบ่งปันอำนาจจากผู้เป็นนาย ต่อให้บางคราผู้เป็นนายจะเป็นฝ่ายแบ่งปันผลกำไรให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเอง แต่ร้านค้าก็ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เป็นนายอยู่ดี

หลังจากกินข้าวมื้อค่ำเสร็จ ฮุ่ยเหนียงก็ดึงดันจะรั้งตัวเสิ่นซีไว้ให้ได้ เพื่อให้เสิ่นซีเล่าเรื่องราวของงักฮุยตั้งแต่ต้นจนจบให้นางฟังรอบหนึ่ง

โจวซื่อต้องรอให้สามีและแม่สามีกลับมา หากนางพาลูกทั้งสองเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ ก็อาจถูกครหาได้ว่าเป็นคนอกตัญญู ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองครอบครัวจึงได้มาล้อมวงรวมตัวกันฟังเสิ่นซีเล่านิทาน ซึ่งนับเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง

ท้ายที่สุดแล้วเสิ่นซีก็ไม่ใช่นักเล่านิทานมืออาชีพ นิทานที่เขาเล่าจึงไม่ได้มีจังหวะจะโคนสูงต่ำหนักเบาชวนให้ตื่นเต้นเร้าใจเหมือนอย่างหานอู่เหยีย ทว่านิทานเรื่องนี้ถึงอย่างไรก็เป็นผลงานที่เขาเขียนขึ้นมาเอง เขาย่อมรู้ดีว่าจุดใดคือจุดสูงสุด จุดใดคือจุดผ่อนปรน จึงจงใจเสริมจุดเด่นหลบเลี่ยงจุดด้อย ดังนั้นเมื่อได้ฟังจึงยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกเลือดลมสูบฉีดฮึกเหิมขึ้นมาได้

(เชิงอรรถผู้แปล: เสริมจุดเด่นหลบเลี่ยงจุดด้อย (扬长避短) สำนวนเปรียบเปรยถึงการดึงเอาข้อดีหรือจุดเด่นออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และพยายามปกปิดหรือหลีกเลี่ยงข้อเสียของตนเอง)

จวบจนล่วงเข้าสู่ยามสอง ที่ลานหลังบ้านก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น โจวซื่อรู้ว่าเป็นสามีกลับมาแล้ว จึงรีบพาลูกน้อยทั้งสองกลับบ้าน วงเล่านิทานจึงเป็นอันต้องพักไว้ชั่วคราวแต่เพียงเท่านี้

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามสอง (二更) ช่วงเวลาประมาณ 21.00 - 23.00 น.)

รอจนโจวซื่อพาเสิ่นซีและหลินไต้ก้าวเข้ามาในลานบ้าน ทว่ากลับเห็นเพียงเสิ่นหมิงจวินอยู่ผู้เดียว ไม่เห็นเงาของฮูหยินเฒ่าและเสิ่นหมิงเหวินเลยแม้แต่น้อย

“ท่านพี่ ตามหาร่องรอยของพี่ใหญ่พบหรือไม่เจ้าคะ?”

โจวซื่อเห็นสามีกำลังใช้น้ำที่เพิ่งตักขึ้นมาจากบ่อน้ำเก่าแก่กลางลานบ้านล้างหน้าบ้วนปากอยู่ จึงรีบเอ่ยถามขึ้นทันที

เสิ่นหมิงจวินมีสีหน้าย่ำแย่อยู่บ้าง “สอบถามผู้คนไปมากมายก็ยังหาไม่พบ ทว่ามีคนบอกว่าเห็นพี่ใหญ่มาเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวหน้าประตูเมืองหลังจากเสียงระฆังยามเช้าดังขึ้นได้ไม่นาน พอประตูเมืองเปิดออก เขาก็เดินออกนอกเมืองไปแล้ว ท่านแม่เป็นกังวลมาก จึงไหว้วานให้คนฝั่งบ้านพี่ลูกพี่ลูกน้องออกไปสืบข่าวดูนอกเมือง ข้ากลับมาบอกกล่าวคำหนึ่ง เดี๋ยวก็ต้องไปที่บ้านใหญ่เพื่ออยู่เป็นเพื่อนท่านแม่แล้ว”

โจวซื่อถอนหายใจ “พี่ใหญ่ก็กระไรเลย ตอนอยู่ที่หมู่บ้านก็แทบไม่ค่อยปริปากพูดจา ดูเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจออกปานนั้น ใครจะไปรู้ว่าพอเข้าเมืองมาคนกลับหายตัวไปเสียได้ นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!”

“เสี่ยวหลาง ไต้เอ๋อร์ พวกเจ้ารีบเช็ดตัวแล้วเข้าไปนอนเสียเถิด คืนนี้แม่คงต้องตามพ่อเจ้าไปดูสถานการณ์ที่บ้านท่านลุงของเจ้าเสียหน่อย อย่าลืมเรื่องที่คุยกับแม่ไว้เมื่อตอนกลางวันล่ะ พรุ่งนี้ก็ให้ท่านน้าซุนพาเจ้าออกไปเดินเล่นก็แล้วกัน”

เสิ่นหมิงจวินเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง “น้องหญิง ทางฝั่งเสี่ยวหลางมีเรื่องอันใดหรือ?”

“ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรหรอก เด็กตัวแค่นี้จะมีเรื่องอันใดได้ ก็แค่อยากให้ท่านน้าซุนของเขาช่วยดูแลให้มากขึ้นอีกหน่อยก็เท่านั้น”

โจวซื่อพูดปัด ๆ ไปอย่างขอไปที บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ เสิ่นซีคาดเดาว่าเวลานี้ท่านแม่คงกำลังวาดฝันถึงการหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำอยู่เป็นแน่ จึงอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา

จบบทที่ ตอนที่ 94 ตีพิมพ์บทนิทาน

คัดลอกลิงก์แล้ว