- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 93 ลุงใหญ่หนีออกจากบ้าน
ตอนที่ 93 ลุงใหญ่หนีออกจากบ้าน
ตอนที่ 93 ลุงใหญ่หนีออกจากบ้าน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น มีเสียงเคาะประตูหน้าลานบ้านดังลั่นขึ้นอย่างรุนแรง
โจวซื่อนึกว่าที่ร้านขายยามีเรื่องด่วนแล้วฮุ่ยเหนียงมาตามหา จึงรีบคว้าเสื้อมาคลุมทับแล้วลุกออกไปเปิดประตู ทว่าเมื่อเปิดออกถึงได้รู้ว่าเป็นหลี่ซื่อที่มาเยือน
หลังจากเชิญหลี่ซื่อเข้ามาในลานบ้าน เสิ่นหมิงจวินก็สวมเสื้อผ้าเสร็จและเดินออกจากห้องมาพอดี เมื่อเห็นใบหน้าดำทะมึนของหลี่ซื่อ สองสามีภรรยาต่างก็พากันงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก
"เข้าไปคุยกันข้างใน เร็วเข้า" หลี่ซื่อเอ่ยเร่งเร้า ต่อให้มีเรื่องด่วนเพียงใด นางก็ยังคงคำนึงถึงความเหมาะสม ไม่เคยปรึกษาหารือเรื่องสำคัญในที่แจ้งเลยสักครั้ง
"ท่านแม่ มีเรื่องอันใดถึงได้ตื่นตระหนกเช่นนี้ขอรับ? หรือว่าทางบ้านใหญ่เกิดเรื่องขึ้นแล้ว?"
(เชิงอรรถผู้แปล: บ้านใหญ่ (长房) หมายถึง ครอบครัวสายหลัก หรือครอบครัวของบุตรชายคนโต ในที่นี้คือครอบครัวใหญ่ของเสิ่นหมิงจวินที่เป็นตระกูลสายหลัก ไม่ใช่พี่ชายคนโตเสิ่นหมิงเหวิน)
เสิ่นหมิงจวินจัดแจงเสื้อผ้าและรูปลักษณ์อย่างลวก ๆ เพื่อต้อนรับหลี่ซื่อ ทว่าหลี่ซื่อกลับทำราวกับอยู่ที่บ้านของตนเอง นางเดินเข้าไปในห้องโถงหลักโดยไม่ต้องรอให้เขาเชื้อเชิญเลยแม้แต่น้อย
หลี่ซื่อกวาดตามองรอบห้องโถงหลักคราหนึ่ง แล้วก็เดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องนอนของสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวิน เมื่อเห็นผ้าห่มและที่นอนบนเตียงยังคงยุ่งเหยิง นางถึงได้หันกลับมาเอ่ยถาม "เมื่อบ่ายวานนี้พี่ชายของเจ้าออกไปแล้วก็ไม่ได้กลับมาทั้งคืน จนป่านนี้ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา เขาได้มาที่นี่หรือไม่?"
"ไม่... ไม่ได้มาขอรับ" เสิ่นหมิงจวินรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นบ้านของเขา หากไม่มีธุระอันใด เสิ่นหมิงเหวินจะแวะเวียนมาทำไมกัน?
หลี่ซื่อเดินวนไปวนมา "เกิดเรื่องแล้ว เกิดเรื่องแน่ ๆ พี่ใหญ่ของเจ้าต้องไปเกิดเรื่องผิดพลาดอันใดข้างนอกเป็นแน่ รีบตามแม่ประเดี๋ยวนี้ ออกไปตามหาเขากัน พี่ใหญ่ของเจ้าคือความหวังของคนทั้งตระกูล จะให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นไม่ได้เด็ดขาด"
โจวซื่อได้ยินแล้วก็รู้สึกขัดเคืองใจยิ่งนัก การที่แม่สามีวิ่งโร่มาถึงบ้านลูกคนสุดท้องตั้งแต่เช้าตรู่เพียงเพื่อมาโวยวายเรื่องของลูกชายคนโต เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เห็นหัวครอบครัวของนางเลยแม้แต่น้อย
"ท่านแม่ พี่ใหญ่บอกเมื่อวานว่าจะไปคารวะสหายร่วมเรียน ตอนนี้ก็ยังเช้าอยู่ อีกสักประเดี๋ยวก็คงจะกลับมาแล้ว... ท่านแม่จะกังวลไปไยเจ้าคะ?" โจวซื่อจัดเก็บที่นอนให้เรียบร้อยด้วยท่าทีไม่ใคร่จะใส่ใจนัก
หลี่ซื่อสวนกลับอย่างมีน้ำโห "ต่อให้ไปคารวะสหายร่วมเรียน ป่านนี้ก็สมควรกลับมาได้แล้ว หรือเขาจะไม่รู้ว่าการเล่าเรียนนั้นสำคัญ ชักช้าเสียการไม่ได้แม้แต่น้อย? เดิมทียังคิดว่าพอประกาศผลสอบปุ๊บก็จะพากลับหมู่บ้านทันที แล้วตอนนี้แอบไปมุดหัวอยู่ที่ไหนไม่ยอมโผล่หน้ามาหมายความว่าอย่างไร? ลูกคนสุดท้อง ตามแม่ไปตามหาเดี๋ยวนี้"
(เชิงอรรถผู้แปล: ชักช้าเสียการ (耽误不得) เรื่องสำคัญที่ปล่อยปละละเลยให้ล่าช้าไม่ได้)
เสิ่นหมิงจวินหันไปมองหน้าโจวซื่อ ทว่าโจวซื่อยังไม่ทันจะได้แสดงท่าทีอันใด หลี่ซื่อก็แค่นเสียงเย็นชาขึ้นมาเสียก่อน ในเวลานั้นเขาจึงทำได้เพียงรีบรับคำ แล้วเดินตามหลังฮูหยินเฒ่าออกจากบ้านไป
เสิ่นซีถูกเสียงเคาะประตูจากด้านนอกปลุกให้ตื่น เขาแอบมองออกไปจากหลังประตู รอจนฮูหยินเฒ่าพาเสิ่นหมิงจวินจากไปอย่างรีบร้อน เขาถึงได้ขยี้ตาแล้วเดินออกจากห้องมา
"ไอ้เด็กทึ่ม เวลายังเช้าอยู่นัก กลับไปนอนต่อซะ เรื่องของคนอื่นก็อย่าไปสอดรู้ให้มากนัก" โจวซื่อเหลือบไปเห็นเสิ่นซี สีหน้านางดูไม่สบอารมณ์ จึงตวาดพาลใส่เขา
เสิ่นซีคิดในใจว่าปกติแล้วท่านแม่มักจะคอยเร่งให้เขาตื่นเช้า ๆ ทว่าวันนี้กลับผิดแผกไปจากปกติ ดูท่าท่านแม่คงจะอึดอัดคับข้องใจเรื่องที่เพิงน้ำชาถูกแย่งไปจนไม่มีที่ระบาย เลยต้องมาลงเอากับเขาเป็นแน่ ทว่าเสิ่นซีก็ไม่ได้ต่อปากต่อคำ เขารู้ดีว่าในยุคสมัยที่ยึดถือความกตัญญูเป็นที่ตั้งเช่นนี้ คนเป็นลูกสะใภ้ย่อมไม่มีทางไประบายอารมณ์บ่นว่าแม่สามีได้ เมื่อได้รับความอยุติธรรมก็ต้องจำยอมทนกลืนลงไป หากเก็บกดไว้นานวันเข้าก็รังแต่จะทำให้ล้มหมอนนอนเสื่อลง การระบายออกมาบ้างย่อมเป็นผลดีต่อร่างกายมากกว่า
เสิ่นซีไม่ได้เก็บเรื่องที่ลุงใหญ่เสิ่นหมิงเหวินหายตัวไปมาใส่ใจนัก เขาคิดว่าคงเป็นเพราะลุงใหญ่ถูกขังอยู่ในห้องใต้หลังคามานาน พอได้เข้าเมืองมาทั้งทีก็เลยอยากจะมีอิสระส่วนตัวให้มากขึ้นสักหน่อย ก็เลยจงใจกลับดึก อย่างไรเสียพอกลับไปก็ต้องโดนขังให้อยู่กินขับถ่ายในห้องใต้หลังคานั้นอยู่ดี ต่อให้ฮูหยินเฒ่าจะลงโทษเขา อย่างมากก็คงแค่ตีด้วยไม้เรียวสักยกเท่านั้น
รอจนช่วงบ่ายเสิ่นซีเลิกเรียนกลับมาถึงบ้าน ถึงได้รู้สึกว่าบรรยากาศดูแปลกประหลาดพิกล โจวซื่อที่สมควรจะดูแลกิจการอยู่ที่ร้านขายยากลับมานั่งอยู่ในลานบ้าน ส่วนเสิ่นหมิงจวินและฮูหยินเฒ่าก็กำลังพูดคุยอะไรบางอย่างกันอยู่ในห้อง คล้ายกับว่ามีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น
"ท่านแม่ ลุงใหญ่ยังไม่กลับมาอีกหรือขอรับ?" เสิ่นซีเดินเข้าไปถาม
"อืม" โจวซื่อพยักหน้าเบา ๆ "ลุงใหญ่ของเจ้าอาจจะรู้สึกว่าทำข้อสอบได้ไม่ดี ก็เลยอยากจะหาที่สงบ ๆ พักใจสักหน่อยกระมัง"
ในตอนนั้นเอง เสียงด่าทอด้วยความเดือดดาลของหลี่ซื่อก็ดังลอดออกมาจากในห้อง "แม่เหน็ดเหนื่อยดูแลครอบครัวนี้อย่างยากลำบาก ให้เขาขลุกตัวตั้งใจอ่านหนังสืออยู่ในห้องหอ ผ่านไปหนึ่งปี การเรียนของเขาไม่เพียงจะไม่มีความก้าวหน้าแม้แต่น้อย ทว่ากลับสอบได้แค่ระดับสอง นี่หมายความว่าสิ่งที่แม่ทำไปทั้งหมดนี้มันสูญเปล่างั้นหรือ?"
การที่ฮูหยินเฒ่ามานั่งสาธยายความผิดของบุตรชายคนโตต่อหน้าบุตรชายคนสุดท้องเช่นนี้ ดูคล้ายกับจะเป็นการชี้ต้นหม่อนด่าต้นไหว่เพื่อประชดประชันอยู่บ้าง แต่บางทีฮูหยินเฒ่าอาจจะแค่กำลังโกรธจนหน้ามืดตามัวไปจริง ๆ ก็เป็นได้
(เชิงอรรถผู้แปล: ชี้ต้นหม่อนด่าต้นไหว่ (指桑骂槐) สำนวนเปรียบเปรยถึงการด่ากระทบกระเทียบ แสร้งด่าคนหนึ่งเพื่อให้อีกคนหนึ่งได้ยิน)
ในยุคสมัยนี้ ซิ่วไฉที่เข้าร่วมการสอบประจำปี หากสอบได้ระดับสองก็นับว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงมากนัก หากจะกล่าวถึงผลกระทบที่ใหญ่หลวงที่สุดก็คงจะเป็นการถูกงดจ่ายเบี้ยหวัดและข้าวสารหลวง แม้ว่าจำนวนเงินและเสบียงข้าวจะไม่ได้มากมายอันใดนัก ประกอบกับการถูกหักค่าธรรมเนียมและการจ่ายเจ๋อเซ่อสารพัด ทำให้เบี้ยหวัดและข้าวสารที่ตกถึงมือของหลิ่นเซิงนั้นแทบจะไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูภรรยาและบุตรด้วยซ้ำ ทว่านั่นก็นับเป็นเกียรติยศที่มองไม่เห็นอย่างหนึ่ง
(เชิงอรรถผู้แปล: การจ่ายเจ๋อเซ่อ (折色) การที่ทางการจ่ายเบี้ยหวัดด้วยเงินตรา ตั๋วเงิน หรือสิ่งของอื่นๆ ทดแทนข้าวสารหรือธัญพืชตามมูลค่าที่เทียบเท่า)
เสียงของเสิ่นหมิงจวินดังแว่วมา "ท่านแม่ ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย ตอนนี้การตามหาตัวพี่ใหญ่ให้พบต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดนะขอรับ"
"จะไปตามหาที่ใด? ข้าว่าเขาสู้ไปหาที่เหมาะ ๆ เอาหัวโขกกำแพงตายไปเสียยังจะดีกว่า ไอ้สัตว์เดรัจฉานเนรคุณ ถือเสียว่าข้าไม่เคยเบ่งมันออกมา..."
เสิ่นซีทะลุมิติมาอยู่ในตระกูลเสิ่นได้ราวปีกว่าแล้ว เขาไม่เคยเห็นฮูหยินเฒ่าโกรธเกรี้ยวและเสียกิริยาถึงเพียงนี้มาก่อน เห็นได้ชัดว่าฮูหยินเฒ่าเดือดดาลจนสุดจะทนจริงๆ
เดิมทีนางตั้งใจจะกักขังบุตรชายให้อยู่แต่ในห้องใต้หลังคาสักสองปี เพื่อรอให้เขาสอบผ่านเป็นจวี่เหรินมาเชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูล ทว่าเวลาผ่านไปไม่ถึงปี นางก็คล้ายกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ การเรียนของบุตรชายไม่เพียงไม่ก้าวหน้าแต่กลับถดถอยลงอย่างหนัก สตรีที่ฝากความหวังกว่าครึ่งค่อนชีวิตไว้กับบุตรชายคนโตเช่นนาง จะทำใจยอมรับได้อย่างไรเล่า?
(เชิงอรรถผู้แปล:
จวี่เหริน (举人) ผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกขุนนางระดับมณฑล (เซียงซื่อ) เป็นบันไดขั้นสำคัญสู่การเป็นขุนนาง
ฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ (晴天霹雳) สำนวนเปรียบเปรยถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่ทันตั้งตัว)
ทว่าในมุมมองของเสิ่นซีกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้สมเหตุสมผลดียิ่งนัก
อย่างไรเสีย ลุงใหญ่เสิ่นหมิงเหวินก็เป็นชายวัยสามสิบกว่าปีแล้ว การถูกมารดาบังคับให้อ่านตำราเพื่อฟื้นฟูกิจการครอบครัวอยู่ทั้งวี่ทั้งวัน หากเป็นแค่หนึ่งหรือสองวันก็ยังพอทนได้ ทว่าเมื่อต้องทนรับสภาพเช่นนี้ไปนานๆ การที่เขาไม่ถูกบีบคั้นจนสติแตกไปเสียก่อนก็นับว่ามีจิตใจเข้มแข็งมากแล้ว บัดนี้ยังจะคาดหวังให้เขาประสบความสำเร็จทางการศึกษาภายใต้สภาพแวดล้อมที่กดดันถึงขีดสุดเช่นนี้อีก มันก็ไม่ต่างอันใดกับการไล่เป็ดขึ้นคอนเลยสักนิด
(เชิงอรรถผู้แปล: ไล่เป็ดขึ้นคอน (赶鸭子上架) สำนวนเปรียบเปรยถึงการบีบบังคับให้คนทำในสิ่งที่เกินกำลังความสามารถหรือขัดต่อธรรมชาติของตนเอง)
หลี่ซื่อเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันทว่าก็ยังตามหาคนไม่พบจริงๆ นางทั้งเหนื่อยล้าทั้งหิวโหย จึงทำได้เพียงกลับมาพักเอาแรง ดื่มน้ำและกินอะไรรองท้องง่ายๆ เพียงเล็กน้อย ก่อนจะพาเสิ่นหมิงจวินออกไปตามหาคนต่อ
ทางฝั่งร้านขายยาเองก็ไม่อาจทิ้งร้างไว้นานเกินไป โจวซื่อส่ายหน้าถอนหายใจยาว ก่อนจะเดินกลับไปทำงานต่อ
จวบจนตะวันคล้อยต่ำยามพลบค่ำ ก็ยังคงไม่เห็นเงาของหลี่ซื่อและเสิ่นหมิงจวิน กลับเป็นฮุ่ยเหนียงที่ปิดร้านใหม่แล้วกลับมาถึงบ้านตั้งแต่หัววัน วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของลู่ซีเอ๋อร์ นางจึงอยากจะปลีกเวลามาอยู่เป็นเพื่อนบุตรีให้มากขึ้นสักหน่อย
"พี่สาว ยังหาคนไม่พบอีกหรือ?" เมื่อช่วงเช้าฮุ่ยเหนียงได้ยินมาว่าท่านซิ่วไฉเสิ่นหมิงเหวินแห่งตระกูลเสิ่นหนีออกจากบ้าน ทันทีที่กลับมาถึง นางจึงรีบเอ่ยถามด้วยความห่วงใยเป็นอันดับแรก
โจวซื่อแค่นยิ้มขื่นพลางตอบ "ยังหาไม่พบเลย ทว่าต่อให้หาพบหรือไม่พบแล้วมันจะเกี่ยวอันใดกับพวกเราด้วยเล่า? ท่านพี่อุตส่าห์อาบเหงื่อต่างน้ำกว่าจะเปิดร้านนั้นขึ้นมาได้ ผู้อาวุโสเอ่ยปากเพียงคำเดียวก็จะให้บุตรชายคนอื่นมาชุบมือเปิบเป็นหลงจู๊แทน ช่างทำให้คนรู้สึกหนาวเหน็บในใจเสียจริงๆ"
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้าเห็นด้วย "อันที่จริงเกิดเป็นผู้น้อยก็ล้วนต้องเผชิญเรื่องราวเช่นนี้กันทั้งนั้นมิใช่หรือ? ตอนที่ข้าเพิ่งจะแต่งเข้าบ้านสามีมาใหม่ๆ สามีของข้าก็ทนเสียงบ่นจู้จี้จุกจิกของคนในบ้านไม่ไหว จึงได้พาข้าออกมารอนแรมทำการค้าอยู่ภายนอก กว่าจะลงหลักปักฐานในอำเภอหนิงฮว่าได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ ทว่ายามที่กลับไปส่งข่าวถึงได้รู้ว่า บิดามารดาและพี่น้องที่บ้านต่างพากันล้มป่วยและทยอยจากโลกนี้ไปจนหมดสิ้นแล้ว สามีข้ารู้สึกผิดและเสียใจเป็นอย่างยิ่ง นับแต่นั้นมาเขาก็เอาแต่อมทุกข์ไม่อาจเบิกบานใจได้อีกเลย"
"ยามที่ผู้อาวุโสยังมีชีวิตอยู่ ผู้น้อยก็มักจะรำคาญใจที่ถูกผู้ใหญ่คอยบงการชีวิต ทว่าเมื่อสูญเสียพวกเขาไปจริงๆ กลับรู้สึกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวในใจ นึกเสียใจภายหลังก็สายไปเสียแล้ว"
โจวซื่อนึกว่าฮุ่ยเหนียงกำลังรำพึงรำพันถึงชะตาชีวิตของตนเอง นางจึงยิ้มพลางเอ่ยกระเซ้า "เช่นนั้นน้องสาวรู้สึกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวในใจ จนอยากจะหาใครสักคนมาตบแต่งด้วยแล้วหรือไม่เล่า?"
ฮุ่ยเหนียงค้อนปะหลับปะเหลือกใส่โจวซื่อวงหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตัดพ้ออย่างไม่จริงจังนัก "พี่สาวยังมีกะจิตกะใจมาล้อข้าเล่นอยู่อีกนะ นี่ก็มืดค่ำแล้ว ทางฝั่งเพิงน้ำชาสมควรต้องมีคนแวะไปดูแลจัดการเสียหน่อย... พี่สาวยังไม่รีบไปอีกหรือ?"
โจวซื่อส่ายหน้าถอนหายใจอย่างจนปัญญา "รอให้ท่านพี่กลับมาจัดการเองก็แล้วกัน พอคิดขึ้นมาข้าก็รู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะเดินไปดูเสียด้วยซ้ำ ดูท่าวันหน้าครอบครัวของเราคงต้องหวังพึ่งพาน้องสาวให้ช่วยประทังชีวิตเสียแล้ว คงมิอาจมีความคิดอ่านเป็นอื่นได้อีก"
"น้องสาวย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่งเลยล่ะ"
ฮุ่ยเหนียงกล่าวพลางจูงมือลู่ซีเอ๋อร์เดินเข้าไปในลานหลังบ้านเพื่อเตรียมอาหารมื้อค่ำ
ก่อนหน้านี้ฮุ่ยเหนียงได้ให้หนิงเอ๋อร์กลับมาจากร้านขายยาก่อน เพื่อไปจับจ่ายซื้อกับข้าวกับปลาและหุงข้าวสวยเตรียมเอาไว้ เดิมทีนางตั้งใจจะอาศัยฤกษ์ดีเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของลู่ซีเอ๋อร์ จัดงานเลี้ยงสังสรรค์เล็กๆ ให้ทั้งสองครอบครัวได้มาล้อมวงกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน
ทว่าเสิ่นหมิงจวินยังคงไม่กลับมา โจวซื่อจึงมีอาการจิตใจล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว อาหารจัดวางลงบนโต๊ะจนครบถ้วนแล้ว ทุกคนต่างมานั่งล้อมวงกันพร้อมหน้า ทว่าโจวซื่อกลับยังคงยืนชะเง้อคอมองอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ราวกับเป็นรูปปั้นหินผารอคอยสามีก็มิปาน
(เชิงอรรถผู้แปล: ผารอคอยสามี (望夫崖) สถานที่ในตำนานพื้นบ้านจีน เล่าขานถึงภรรยาที่ยืนรอคอยสามีที่จากไปไกลจนตัวกลายเป็นหิน เปรียบเปรยถึงความรักและการเฝ้ารออย่างซื่อสัตย์)
เสิ่นซีเพิ่งจะคีบกับข้าวเข้าปากไปได้เพียงสองคำ ฮุ่ยเหนียงก็กระตุกเสื้อของเขาพลางเอ่ย "เสี่ยวหลาง รีบไปเรียกแม่ของเจ้ามากินข้าวเร็วเข้า"
"ท่านแม่อารมณ์ไม่ดี นางคงไม่อยากกินหรอกขอรับ" ในปากของเสิ่นซีอัดแน่นไปด้วยเนื้อไก่และเนื้อวัวหั่นชิ้น จึงตอบกลับด้วยเสียงอู้อี้ฟังไม่ค่อยถนัดนัก
"มิน่าเล่าแม่ของเจ้าถึงได้ด่าทอเจ้าอยู่เป็นประจำ เห็นมารดาอารมณ์ไม่ดีเช่นนั้น เจ้าก็ไม่รู้จักไปพูดจาปลอบประโลมนางเสียหน่อยหรือ?"
เสิ่นซีรู้สึกลำบากใจยิ่งนัก โจวซื่ออารมณ์คุกรุ่นก็เพราะไม่อาจรักษาเพิงน้ำชาเอาไว้ได้ ผนวกกับผู้เป็นสามีก็เอาแต่รับฟังคำสั่งของแม่สามีอย่างเดียวโดยไม่ยอมปริปากเรียกร้องสิทธิ์ใดๆ นางจึงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจนอารมณ์บูดบึ้ง เช่นนี้แล้วเขาจะไปปลอบประโลมนางได้อย่างไรเล่า?
ทว่าเมื่อถูกฮุ่ยเหนียงเร่งเร้า เสิ่นซีจึงทำได้เพียงถือคติลองดูสักตั้ง เขาลุกเดินไปที่หน้าประตูแล้วกระตุกชายกระโปรงของโจวซื่อเบาๆ
"ไอ้เด็กทึ่ม เจ้าเดินมาทำไมตรงนี้ รีบกลับไปกินข้าวเสียสิ"
เสิ่นซีฉีกยิ้มกว้างพลางเอ่ย "ท่านแม่ เพิงน้ำชานั่นเสียไปแล้วก็ช่างมันเถิดขอรับ ข้าคิดหาวิธีออกแล้ว เดี๋ยวค่อยให้ท่านพ่อไปทำกิจการอื่น รับรองว่าจะต้องหาเงินได้มากกว่าเพิงน้ำชาอย่างแน่นอนขอรับ"