เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 92 จนด้วยคำพูด

ตอนที่ 92 จนด้วยคำพูด

ตอนที่ 92 จนด้วยคำพูด


ช่วงบ่ายหลังจากโจวซื่อปิดร้านและกลับมาถึงบ้าน หลี่ซื่อก็ได้กรอกหูพร่ำสอนเสิ่นหมิงจวินมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว ก่อนจะเข้าไปในห้อง แววตาของเสิ่นหมิงจวินยังคงแจ่มใส ท่าทีดูลังเลใจ คล้ายกับยังคงชั่งใจอยู่ว่าจะเอ่ยปากขอเป็นผู้ดูแลเพิงน้ำชาเอง หรือจะให้โจวซื่อเป็นคนดูแลต่อหน้าหลี่ซื่อดีหรือไม่ ทว่ายามที่เขาเดินออกมา กลับกลายเป็นผู้ที่เชื่อฟังคำสั่งอย่างพินอบพิเทาไปเสียแล้ว

"วันนี้แม่คงไม่อยู่รบกวนนานแล้ว แม่จะไปพักที่บ้านใหญ่ลูกพี่ลูกน้องของเจ้า เรือนเก่าฝั่งนู้นกว้างขวางกว่า อีกสองวันพี่ใหญ่ของเจ้าก็จะถึงกำหนดประเมินผลการสอบประจำปีแล้ว แม่ต้องหมั่นไปคอยจ้ำจี้จ้ำไชเขาเสียหน่อย พวกเจ้าสองผัวเมียก็ไม่ต้องวุ่นวายไปหรอก... รอให้พี่ใหญ่ของเจ้าสอบเสร็จเสียก่อน ค่อยพาแม่ไปเดินดูที่เพิงน้ำชาฝั่งนู้นก็แล้วกัน"

เสิ่นหมิงจวินต้องเดินไปส่งหลี่ซื่อที่บ้านท่านลุงของเสิ่นซี โจวซื่อเดินออกมาส่งหลี่ซื่อจนลับสายตาแล้วจึงหมุนตัวกลับเข้าบ้าน การมาเยือนของหลี่ซื่อในครานี้ ดูไม่ได้วางอำนาจกดขี่เหมือนอย่างที่นางคาดคิดไว้ สืบสาวหาต้นตอก็คงเป็นเพราะนางและเสิ่นหมิงจวินพอจะสร้างเนื้อสร้างตัวในเมืองได้บ้างแล้ว จึงพอจะมีสิทธิ์มีเสียงในครอบครัวขึ้นมาบ้าง

หากเป็นเมื่อก่อน เสิ่นหมิงจวินนั้นเป็นน้องคนสุดท้องของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นหลี่ซื่อหรือบรรดาพี่ชายพี่สะใภ้ของเขา ล้วนไม่เคยเปิดโอกาสให้สองสามีภรรยาได้ออกปากพูดเท่าใดนัก

"ท่านแม่ ดูท่าท่านพ่อคงจะโดนท่านย่าล้างสมองไปเสียแล้วล่ะกระมัง หลงจู๊ของเพิงน้ำชาต้องถูกเปลี่ยนตัวเป็นแน่"

"เด็กไม่มีมารยาท ล้างสมองอะไรของเจ้ากัน?"

โจวซื่อตวาดกลับอย่างหงุดหงิด "ไม่มีเพิงน้ำชาก็ช่างมันปะไร แม่ยังทำงานที่ร้านขายยานี้ได้ จะปล่อยให้เจ้าอดตายหรืออย่างไร? เจ้าก็จัดการเรื่องของตัวเองให้ดีเถิด ช่วงนี้ก็ตั้งใจเรียนให้มากหน่อย ท่านย่ามาคราวนี้ต้องแวะไปที่สถานศึกษา ขอให้ท่านอาจารย์ทดสอบความรู้ของเจ้าเป็นแน่ หากเจ้าสู้ลิ่วหลางไม่ได้ ไอ้เด็กทึ่มอย่างเจ้าก็จะไม่มีหนังสือให้เรียนอีกแล้วนะ"

ต่อให้ในใจของโจวซื่อจะรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมมากเพียงใด นางก็ไม่อยากให้ลูกเห็นว่าตนมีท่าทีไม่เคารพต่อแม่สามี ท้ายที่สุดแล้วในยุคสมัยนี้ความกตัญญูกตเวทีเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจผู้คน คนอกตัญญูย่อมเป็นที่รังเกียจของฟ้าดิน

ยิ่งไปกว่านั้น ตามกฎหมายต้าหมิง บิดามารดามีสิทธิ์ขาดในการสั่งสอนและลงโทษบุตรหลาน หากบุตรหลานกระทำการล่วงเกิน บิดามารดาสามารถใช้กฎระเบียบของตระกูลลงโทษได้ หากมีโทษร้ายแรงก็สามารถส่งตัวให้ทางการลงโทษจำคุกได้ตั้งแต่สองปีขึ้นไป ทรัพย์สินทั้งหมดล้วนต้องตกอยู่ภายใต้การจัดการของผู้นำครอบครัว หากบุตรหลานแอบแยกสำมะโนครัวหรือซุกซ่อนทรัพย์สินส่วนตัว จะต้องถูกตัดสินจำคุกสามปี

เมื่อเสิ่นหมิงจวินกลับมา สองสามีภรรยาก็ปรึกษาหารือกันในห้องอีกครา ยามที่เสิ่นซีตื่นขึ้นมากลางดึก ก็พบว่าในห้องโถงหลักยังคงจุดตะเกียงสว่างไสว สองสามีภรรยาคงจะยังหาทางออกที่เหมาะสมไม่ได้เป็นแน่

เสิ่นซีพอจะเดาสถานการณ์อันกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเสิ่นหมิงจวินได้ ท่านพ่อของเขานั้นปกติแล้วเป็นคนกตัญญูรู้คุณเป็นที่สุด ฝั่งหนึ่งก็เป็นคำพร่ำสอนอย่างห่วงใยของมารดาบังเกิดเกล้า ส่วนอีกฝั่งก็เป็นคำวิงวอนอย่างสุดซึ้งของภรรยา ในเวลานี้เขาคงอยากให้ตัวเองไม่เคยเปิดกิจการเพิงน้ำชามาตั้งแต่แรกเสียดีกว่า จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกลัดกลุ้มใจอยู่อย่างนี้

และก็เป็นดั่งคาด ตลอดสองวันหลังจากนั้น หลี่ซื่อก็ไม่ได้มารบกวนพวกเขาอีกเลย

ในสายตาของหลี่ซื่อ ต่อให้กิจการเพิงน้ำชาจะสำคัญเพียงใด ก็เป็นเพียงหนทางทำมาหากินเท่านั้น แต่ความก้าวหน้าในเส้นทางขุนนางของเสิ่นหมิงเหวินต่างหาก คือความหวังอันแท้จริงที่จะฟื้นฟูตระกูลเสิ่นให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

ในสายตาของเสิ่นซี ลุงใหญ่นั้นอายุอานามก็นับตามปีเกิดได้สามสิบหกปีแล้ว ลูกเต้าก็ใช่ว่าจะเล็กๆ การเข้าเมืองมาประเมินผลการสอบประจำปีโดยมีมารดาคอยตามประกบเช่นนี้ เกรงว่าแค่จะไปพบปะสังสรรค์กับสหายร่วมเรียนก็คงรู้สึกเสียหน้าแย่แล้ว

วันที่ยี่สิบสี่เดือนสาม ขุนนางฝ่ายการศึกษาของมณฑลฝูเจี้ยนได้ส่งผู้ตรวจการการศึกษามาทำการทดสอบบรรดาเซิงหยวนในอำเภอหนิงฮว่า ณ สถานศึกษาประจำอำเภอ ท้ายที่สุดจะตัดสินผลจากคะแนน นี่คือการประเมินผลการสอบประจำปีที่ซิ่วไฉทุกคนจำเป็นต้องเผชิญ

(เชิงอรรถผู้แปล: เซิงหยวน (生员) เป็นอีกชื่อเรียกหนึ่งของซิ่วไฉ บัณฑิตผู้ผ่านการสอบระดับท้องถิ่น)

วันนี้ในตัวอำเภอคึกคักเป็นพิเศษ ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็ถือเป็นงานใหญ่ของบรรดาบัณฑิตในเมือง แม้แต่ซูอวิ๋นจงซึ่งเป็นอาจารย์ในสถานศึกษาก็ยังต้องเข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับซิ่วไฉที่อายุมากแล้ว ผู้ตรวจการการศึกษามักจะไม่ได้ตั้งใจเพ่งเล็งหรือทำให้ลำบากใจนัก มักจะให้คะแนนระดับสอง ซึ่งหมายถึงไม่เลื่อนขั้นและไม่ลดขั้น ถือว่าพอผ่านๆ ไปได้

ทว่าสำหรับเสิ่นหมิงเหวินที่ถูกมารดาเคี่ยวเข็ญและตั้งเป้าหมายว่าต้องสอบให้ได้อันดับหนึ่งเพื่อรักษาเบี้ยหวัดและข้าวสารหลวงเอาไว้ให้ได้ การสอบครั้งนี้กลับไม่ง่ายดายเช่นนั้น เขาจำเป็นต้องทำผลงานให้โดดเด่นเหนือผู้คนในหมู่ซิ่วไฉหน้าใหม่และหน้าเก่าหลายร้อยคนในอำเภอให้ได้เสียก่อน

การประเมินผลการสอบประจำปีใช้เวลาสองวัน สิ้นสุดในวันที่ยี่สิบห้าเดือนสาม และในวันถัดมาทางการก็จะประกาศผลการสอบให้ทราบโดยทั่วกัน

ช่วงบ่ายของวันนี้ ในที่สุดเสิ่นซีก็ได้พบหน้าลุงใหญ่ที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาเกือบหนึ่งปีเต็ม คนอายุสามสิบกว่าปีในยุคอนาคตนั้นยังถือว่าอยู่ในวัยหนุ่มแน่น ทว่าบัดนี้ที่ขมับของลุงใหญ่กลับมีผมหงอกแซมอยู่ประปราย หางตาก็มีรอยตีนกาปรากฏให้เห็น แม้ใบหน้าจะได้รับการตกแต่งดูแลมาอย่างดี แต่ก็ยังคงดูร่วงโรย เขาเดินตามหลังหลี่ซื่อมาอย่างเงียบเชียบ ภายในแววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกจนปัญญาและอมทุกข์

เมื่อก้าวเข้ามาในลานบ้าน เสิ่นหมิงเหวินถึงกับไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทายน้องชายและน้องสะใภ้ของตนเลยสักคำ ท้ายที่สุดก็เป็นหลี่ซื่อที่เอ่ยปากบอก "ที่นี่ก็นับว่าเป็นบ้านตัวเอง นั่งลงเถิด"

เสิ่นหมิงเหวินกระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มแหบพร่า "ท่านแม่ ก่อนจะกลับหมู่บ้าน ลูกอยากจะไปแวะคารวะสหายร่วมเรียนสักหน่อยขอรับ"

"ไปเถอะ ไปเถอะ ถือเสียว่าให้เจ้าหยุดพักครึ่งวันก็แล้วกัน แต่ก่อนเช้าพรุ่งนี้ต้องกลับมาให้ตรงเวลาล่ะ" หลี่ซื่อโบกมือไล่ น้ำเสียงที่ใช้พูดกับเสิ่นหมิงเหวินนั้นราวกับกำลังสั่งสอนเด็กที่ยังไม่รู้จักโตไม่มีผิด

การที่หลี่ซื่ออนุญาตให้เสิ่นหมิงเหวินหยุดพักไปคารวะสหายร่วมเรียน ก็เพื่อที่นางจะได้รั้งอยู่ปรึกษาหารือเรื่องเพิงน้ำชากับเสิ่นหมิงจวิน

ในใจของฮูหยินเฒ่า บุตรชายคนโตคือเสาหลักพึ่งพิงของครอบครัว ภายหน้าการฟื้นฟูตระกูลเสิ่นให้กลับมารุ่งเรืองล้วนต้องพึ่งพาการมีชื่อบนป้ายทองคำของเสิ่นหมิงเหวิน ส่วนเรื่องทำมาค้าขายหาเงินอันเป็นงานชั้นต่ำของพ่อค้านั้น นางไม่ต้องการให้เสิ่นหมิงเหวินเข้าไปข้องแวะแม้แต่น้อย

(เชิงอรรถผู้แปล: มีชื่อบนป้ายทองคำ (金榜题名) สำนวนเปรียบเปรยถึงการสอบผ่าน หรือประสบความสำเร็จในการสอบคัดเลือกขุนนาง)

ปัญญาชนผู้มีปณิธานสูงส่งบริสุทธิ์ ย่อมไม่ควรเกลือกกลั้วกับกิเลสทางโลก ควรอยู่ให้ห่างไกลจากเรื่องหาเงินเลี้ยงครอบครัวอันเป็นเรื่องของปุถุชนคนธรรมดา เสิ่นซีลองขบคิดดูก็รู้สึกว่าตรรกะเช่นนี้มันช่างเหลวไหลสิ้นดี ที่บอกว่าทุกสิ่งล้วนต่ำต้อยมีเพียงการศึกษาที่สูงส่ง ท้ายที่สุดแล้วปัญญาชนก็ยังต้องกินข้าวปลาอาหารมิใช่หรือ?

(เชิงอรรถผู้แปล: ทุกสิ่งล้วนต่ำต้อยมีเพียงการศึกษาที่สูงส่ง (万般皆下品唯有读书高) เป็นค่านิยมโบราณที่ยกย่องการร่ำเรียนหนังสือและสอบเป็นขุนนางว่าเป็นเส้นทางชีวิตที่ประเสริฐที่สุด ส่วนอาชีพอื่น ๆ ล้วนต้อยต่ำกว่า)

"...แม่จะกลับไปที่ชนบทก่อนสักรอบ ไปจัดการเรื่องที่บ้านให้เรียบร้อย แล้วจะพาพี่รองกับพี่สามของเจ้าเข้าเมืองมาดูว่าใครจะเหมาะสมเป็นหลงจู๊เพิงน้ำชาแห่งนี้ ส่วนลูกคนสุดท้องอย่างเจ้า ก็ยังคงทำงานรับจ้างที่จวนตระกูลหวังฝั่งนู้นต่อไป ก็นับว่าไม่ได้ปฏิบัติอย่างอยุติธรรมต่อเจ้าแล้วล่ะ" ท้ายที่สุดหลี่ซื่อก็เอ่ยจุดประสงค์ที่นางต้องการจะพูดออกมาด้วยรอยยิ้มเบิกบานใจ ต่อหน้าครอบครัวบ้านคนสุดท้องทั้งสี่คน

โจวซื่อกัดฟันกรอดพลางแย้งขึ้น "ท่านแม่ ถึงอย่างไรเพิงน้ำชานี้ท่านพี่ก็เป็นคนลงมือสร้างขึ้นมากับมือ ลูกจ้างในร้านตั้งแต่บนลงล่างก็ล้วนเป็นท่านพี่ที่ไปทาบทามมาด้วยตนเอง บัดนี้กิจการเพิ่งจะลืมตาอ้าปากได้ จู่ๆ จะมาเปลี่ยนตัวหลงจู๊ ข้าเกรงว่าคนเหล่านั้นจะไม่ตั้งใจทำงานนะเจ้าคะ"

หลี่ซื่อรู้สึกไม่พอใจอยู่นิดๆ นางกำลังพูดคุยอยู่กับบุตรชาย ตามหลักแล้วลูกสะใภ้ย่อมไม่มีสิทธิ์สอดปาก หากเป็นเมื่อก่อนนางอาจจะสั่งตบปากไปแล้ว ทว่าเห็นแก่ที่สองสามีภรรยาเข้าเมืองมายังไม่ถึงปีก็สามารถบุกเบิกกิจการจนเป็นรูปเป็นร่างได้ นางจึงข่มความหงุดหงิดแล้วเอ่ยตอบ "หากไม่ตั้งใจทำงาน จะเก็บเอาไว้ทำไมกัน ก็ไล่ออกไปเสียให้สิ้นเรื่อง หากจะกล่าวถึงตระกูลเสิ่นในอำเภอหนิงฮว่าเมื่อวันวานล่ะก็ นั่นนับเป็นถึงตระกูลคหบดีผู้มั่งคั่งเชียวนะ แต่ไหนแต่ไรมาคำไหนย่อมเป็นคำนั้น..."

บางทีอาจจะเป็นเพราะหลี่ซื่อแก่ชราลงแล้ว จึงมักชอบกล่าวถึงเรื่องราวในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่นางเพิ่งจะแต่งเข้าตระกูลเสิ่นมาใหม่ๆ ความรุ่งเรืองในยามนั้นกับความตกต่ำในยามนี้ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว พูดไปพูดมานางก็มักจะบ่นตำหนิว่าคนทางฝั่งบ้านสายหลักช่างไม่เอาไหน นี่แทบจะกลายเป็นมุกเดิมๆ ไปเสียแล้ว

เสิ่นซีดูตามสถานการณ์ก็รู้แล้วว่าเสิ่นหมิงจวินคงไม่อาจรักษาเพิงน้ำชาเอาไว้ได้ ทว่าหากกล่าวตามความเป็นจริงแล้ว เพิงน้ำชาแห่งนี้จะมีเสิ่นหมิงจวินเป็นหลงจู๊หรือไม่ ก็แทบไม่ได้มีความแตกต่างอันใดเลยจริงๆ

ในเมื่อหลี่ซื่อเอ่ยปากออกมาแล้ว ย่อมไม่ต้องการให้บุตรชายและลูกสะใภ้กล่าวคัดค้าน นางมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวที่จะยึดเพิงน้ำชาเข้าสู่ทรัพย์สินกองกลางของตระกูลให้จงได้ เช่นนี้นับเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ป้องกันภัยมืดที่สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินจะแอบซุกซ่อนทรัพย์สินส่วนตัวแล้วมาเจรจาขอแยกบ้านในภายหลัง

หลังจากนั้นหลี่ซื่อก็ลุกขึ้นเตรียมตัวกลับไปที่บ้านญาติผู้ใหญ่ฝั่งสายหลักของตระกูลเสิ่น ... แม้ตระกูลเสิ่นจะตกต่ำลง ทว่าเรือนเก่าหลังนั้นก็ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ หลี่ซื่อมีความผูกพันกับที่แห่งนั้นอย่างลึกซึ้ง เสิ่นหมิงจวินคิดจะตามไปช่วยประคองแต่ก็ถูกปฏิเสธ ดูท่าคงอยากจะปล่อยให้สองสามีภรรยาได้พูดคุยปรึกษาหารือกันให้ดี พอหลี่ซื่อจากไป เสิ่นหมิงจวินและโจวซื่อต่างก็นิ่งเงียบไม่ปริปากเอ่ยสิ่งใด

เสิ่นซีเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าสองสามีภรรยาต่างก็กำลังกลัดกลุ้มใจ โจวซื่อรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งที่สามียอมจำนนปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ส่วนเสิ่นหมิงจวินก็รู้สึกละอายใจต่อความหวังดีของภรรยาและบุตรชาย ทว่าก็ไม่อาจขัดขืนคำสั่งมารดาได้ จึงรู้สึกอึดอัดคับข้องใจจนแทบทนไม่ไหว

เสิ่นซีเห็นว่าเพิงน้ำชาคงไม่อาจรักษาไว้ได้แน่แล้ว เช่นนั้นเขาก็ทำได้เพียงวางแผนทำกิจการอื่น เรื่องที่เขาเคยคิดจะตีพิมพ์บทนิทานอิงประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้ สมควรถูกยกขึ้นมาเป็นวาระเพื่อพิจารณาอย่างจริงจังเสียที

ทว่าการจะเริ่มทำธุรกิจใหม่ในครานี้กลับไร้ซึ่งเงินทุน บางทีอาจจะต้องให้เสิ่นหมิงจวินแอบหักเงินจากทางเพิงน้ำชามาเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการบ้าง ทว่าเมื่อดูจากการที่เสิ่นหมิงจวินเชื่อฟังหลี่ซื่ออย่างพินอบพิเทาแล้ว เกรงว่าคงไม่มีความกล้าถึงเพียงนั้น

เสิ่นซีเองก็ตกอยู่ในความเงียบงันเช่นกัน

จบบทที่ ตอนที่ 92 จนด้วยคำพูด

คัดลอกลิงก์แล้ว